บทที่ 8 มือขององค์หญิงกับสาวใช้ (รีไรต์)
อวิ๋นซานเพียงทักทายหลี่เว่ยเหอสั้น ๆ ด้วยท่าทีเฉยเมย เพราะคำพูดของถงเสี่ยวอวี้อยู่ยังคงก้องอยู่ในหู หลี่เว่ยเหออาจจะชอบเธอ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่เธอก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก
หลี่เว่ยเหอรีบไปขึ้นรถจึงไม่ได้คุยอะไรมาก แต่ความรู้สึกในใจยังคงปั่นป่วน ภาพใบหน้าของอวิ๋นซานยังคงติดอยู่ในหัว
……
อวิ๋นเจินกลับไปที่หมู่บ้านต้าเหอ ชาวบ้านต่างคิดว่าเธอกลับมาเยี่ยมพ่อแม่และย่าจึงมีคนแวะเวียนมาหาที่บ้านไม่ขาดสาย ในหมู่บ้านไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำ นอกจากนั่งนินทาชาวบ้าน
“อวิ๋นเจินไปอยู่ในเมืองได้สักพัก ผิวพรรณก็ดูผ่องขึ้น ซ้ำยังมีน้ำมีนวลขึ้นด้วย น้ำในเมืองคงจะช่วยบำรุงผิวพรรณ ถ้าฉันเจอเธอข้างนอก คงจำเธอไม่ได้แน่ ๆ”
“กลับมาคราวนี้จะอยู่กี่วัน? อารองกับอาสะใภ้รองไม่กลับมาด้วยเหรอ? ได้ยินว่าอารองกับอาสะใภ้รองจ้างเธอทำงาน เหมือนกับเป็คนงานประจำเลย เธอได้เงินเดือนเท่าไรนะ?”
“อวิ๋นเจินอยู่ในเมืองนานแล้ว อารองกับอาสะใภ้รองหาคู่ให้เธอจากในเมืองหรือยัง? หาคนรักในเมืองต่อไปเธอก็จะได้เป็คนเมือง ดีมากเลย”
เดิมทีอวิ๋นเจินเป็คนรักษาหน้า ต่อหน้าชาวบ้านเธอจะไม่ยอมบอกว่าตัวเองถูกไล่กลับมาแน่นอน เธอพูดแต่เื่ดี ๆ
แต่หลังจากที่ชาวบ้านกลับไปแล้ว อวิ๋นเจินก็ทำหน้าบึ้งพร้อมดึงแขนเสื้อของย่าและฟ้องว่า “คุณย่า…พี่ซานซาน เธอใจร้ายมาก เธอตบหนู...”
หัวใจของคุณย่าเอนเอียงไปทางลูกชายคนโตอยู่แล้ว เพราะลูกชายคนโตมีลูกชายถึง 3 คน ส่วนลูกชายคนรองมีลูกสาวแค่คนเดียว
“ถึงขั้นลงไม้ลงมือเชียวเหรอ?”
“คุณย่า บ้านของอารองมีตั้งสองหลัง พวกเขาอยู่หลังหนึ่ง อีกหลังปล่อยทิ้งร้างไม่ยอมให้คุณย่าไปอยู่ด้วย เนรคุณจริง ๆ”
“อะไรนะ? มีบ้านตั้งสองหลัง?” คุณย่าอวิ๋นยังไม่รู้เื่ราว
อวิ๋นเจินทำหน้าไม่พอใจ เธอเพิ่งมารู้เื่นี้เมื่อไม่นานมานี้เองเพราะบังเอิญได้ยินพานหงเสียพูดว่าพวกเขามีบ้านอีกหลัง! ถึงแม้ว่าบ้านหลังนั้นจะเป็ของสามีอวิ๋นซาน แต่ผู้ชายคนนั้นแต่งเข้าบ้านแล้ว บ้านหลังนั้นก็ต้องเป็ของครอบครัวเธอสิ
เธอแอบไปดูบ้านหลังนั้นมาแล้ว อยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่ง เป็บ้านเดี่ยวมีรั้วรอบขอบชิด ทั้งกว้างขวางและสะอาดสะอ้าน
ครอบครัวของเธอต้องลำบากอยู่ที่ชนบท ทำงานหนัก แม้แต่เนื้อสักชิ้นก็ไม่ค่อยได้กิน แต่อารองกับอาสะใภ้รองกลับกินดีอยู่ดี แถมยังมีบ้านซ่อนไว้อีกหลัง พ่อแม่และพี่ชายของเธอเข้าเมืองทีไร ต้องไปนอนเบียดกัน ไม่เคยจะพาไปอยู่บ้านหลังนั้นสักครั้งเลย
นี่มันมากเกินไปแล้ว! ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนโจรชัด ๆ เอาคุณย่ามาให้พวกเขาดูแล ส่วนตัวเองก็สบายอยู่ที่เมือง กินหรูอยู่สบาย
พอย่าอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็โกรธจนตัวสั่น เธอตบโต๊ะด่าว่าลูกอกตัญญูหลายครั้ง จากนั้นก็หันไปด่าลูกสะใภ้มากกว่า บอกว่าทั้งหมดเป็เพราะลูกสะใภ้คอยยุยง ทั้งยังเป็ผู้หญิงที่ไม่มีปัญญาให้กำเนิดลูกชายได้ เธอทำแบบนี้ช่างเป็คนที่ใจดำที่สุด
“คุณย่า พี่อวิ๋นซานก็อีกคน ย่าไม่รู้หรอกว่าเธอใช้ชีวิตในเมืองอย่างกับคุณหนูยังไง แม้แต่ข้าวก็ไม่ทำ อารองก็ไม่ให้เธอทำ เสื้อผ้าของเธอรวมกันแล้วมากกว่าเสื้อผ้าของทุกคนในบ้านเรารวมกันเสียอีก เครื่องสำอางบนโต๊ะเครื่องแป้งของเธอก็ราคาแพงจนซื้อหมูได้ทั้งตัว มันยังมีนาฬิกาข้อมือตั้งสองเรือน ราคาเป็ร้อย ๆ หยวน รองเท้าหนังก็มี บอกว่าให้คนเอาเข้ามาจากฮู่ซื่อ*[1]...”
ยิ่งพูดอวิ๋นเจินก็ยิ่งโกรธ ถึงแม้ว่าจะเติมแต่งเื่ราวไปบ้าง แต่เธอก็ไม่ได้โกหก อวิ๋นซานใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ทำไมเธอถึงทำแบบนั้นได้?
ครอบครัวของเธอต้องลำบากอยู่ที่ชนบทส่วนอวิ๋นซานกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เมื่อปีก่อนยังได้ไปเรียนเต้นรำ อีกอาสะใภ้รองบอกว่าถ้าเรียนเต้นรำด้วยและเรียนหนังสือด้วยมันจะเหนื่อยเกินไป กลับมาบ้านไม่ต้องทำงานบ้านใช้ชีวิตอย่างกับคุณหนู
พูดไปเธอก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาให้ผู้เป็ย่าดู แล้วพูดด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นว่า
“ย่าดูมือของหนูสิ อยู่บ้านก็ต้องทำงาน ไปบ้านอารองก็ต้องทำงาน ซื้อของ ทำกับข้าว ซักผ้า กวาดบ้าน อวิ๋นซานนั่น เลี้ยงลูกอย่างกับไข่ในหิน ซื้อผ้าอ้อมเป็ตั้ง ๆ เหมือนกับไม่เสียดายเงิน ฉี่ทีก็เปลี่ยน หนูขยี้จนมือหนูแตกหมดแล้ว”
“ย่ายังไม่เคยเห็นมืออวิ๋นซานเลย ผิวเธอน่ะนุ่มเนียนยิ่งกว่าผิวหน้าหนูเสียอีก ถ้าเอามือหนูไปเทียบกับเธอ เหมือนมือขององค์หญิงกับสาวใช้ไม่มีผิด”
พูดไปพูดมา อวิ๋นเจินก็ร้องไห้ออกมาด้วยความคับแค้นใจ ตอนอยู่ที่ชนบทเธอรู้สึกอิจฉาอวิ๋นซานมาตลอด พอได้มาอยู่เมืองหลวง เธอถึงได้รู้ว่าชีวิตของทั้งสองคนต่างกันราวฟ้ากับเหว ความอิจฉาจึงแปรเปลี่ยนเป็ความริษยา
หลังจากฟังหลานสาวพูดจบ คุณย่าตบโต๊ะเสียงดัง “อารองของแกทำอะไรลงไปเนี่ย! นี่มันผลาญสมบัติครอบครัวเลี้ยงลูกสาวหรือเลี้ยงปลิงกันแน่! ไม่น่าทำแบบนี้เลยจริง ๆ โมโหจนจะเป็ลมอยู่แล้ว!”
“ใช่สิคะย่า ถ้าย่าไม่เข้าเมืองไปดูกับตา เชื่อสิคะว่าแม้แต่เงินค่าทำศพ อารองก็คงโดนอวิ๋นซานผลาญหมดตัวแน่”
จากนั้นผู้เป็ย่าก็ประกาศเสียงดังฟังชัดว่าพรุ่งนี้จะเข้าเมืองไปดูให้เห็นกับตา
แม่ของอวิ๋นเจิน หงชุนฮวา ที่นั่งฟังลูกสาวพูดอยู่ข้าง ๆ ก็โกรธจนรู้สึกเหมือนมีไฟสุมอยู่ข้างในอก
พอกลับเข้าห้องก็ได้ยินลูกสาวเล่าว่า ครอบครัวของหูฟางดูถูกครอบครัวของเธออย่างไร ลูกชายของเธอถูกอวิ๋นโหย่วฝูไล่ออกมาอย่างไรก็ยิ่งโกรธจนตัวสั่น
พออวิ๋นโหย่วเต๋อผู้ที่เป็สามีของเธอกลับมาถึงบ้าน เธอก็ะเิออกมาทันที “น้องชายคุณทำแบบนี้ได้ยังไงกัน! นี่เลี้ยงลูกสาวหรือเลี้ยงองค์หญิงกันแน่? ตอนนี้อวิ๋นซานกลับมาแล้ว ครอบครัวเรายังจะมีที่ยืนอยู่ไหม? อ้ายจวินก็อายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว เด็กวัยเท่านี้ใคร ๆ เขาก็แต่งงานมีลูกกันหมดแล้ว ลูกเรากว่าจะหาคนในเมืองเป็คนรักได้สักคน ยังโดนพ่อแม่ฝ่ายหญิงด่าว่าไม่เอาไหนเพราะไม่มีงานทำ เราต้องยอมให้เป็แบบนี้จริง ๆ น่ะเหรอ!”
แน่นอนว่าอวิ๋นโหย่วเต๋อไม่มีทางยอมให้เป็แบบนั้นเด็ดขาด
ในใจของอวิ๋นโหย่วเต๋อก็รู้สึกไม่พอใจ เขาด้อยกว่าน้องชายตรงไหน? เขามีลูกชายตั้งสามคน น่าจะเป็วีรบุรุษของครอบครัวด้วยซ้ำ
“คุณต้องหาวิธีช่วยอ้ายจวินนะ ถ้ายังไม่ทำอะไร คนรักในเมืองของเขาต้องทิ้งเขาไปแน่ ๆ” หงชุนฮวาร้อนใจ
อวิ๋นโหย่วเต๋อทำหน้าบึ้ง “จะทำอะไรได้? ตอนนั้นน่าจะให้อ้ายจวินไปกับอวิ๋นซาน ถึงแม้ว่าพวกค้ามนุษย์จะทำไม่สำเร็จ แต่ก็ไม่น่าจะปล่อยให้เธอกลับมา”
หงชุนฮวามองค้อน “พูดง่ายดีนี่ ถ้าสำเร็จขึ้นมา ลูกชายของเราก็ซวยไปด้วยสิ”
“งั้นคุณก็เข้าเมืองไป ไปคุยกับยัยนั่นสิ”
…
ฝ่ายตำรวจทำงานค่อนข้างรวดเร็ว ตอนบ่ายก็เรียกอวิ๋นเจิน หูฟางและเฉินเฟยเฟยไปสอบปากคำ
อวิ๋นเจินกลับไปที่หมู่บ้าน ฝ่ายตำรวจโทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจประจำหมู่บ้าน จากนั้นก็ส่งคนไปที่หมู่บ้านต้าเหอจับกุมอวิ๋นเจินที่กำลังนั่งนินทาชาวบ้านอยู่
ชาวบ้านต่างตกตะลึง พากันวิ่งกรูมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ส่วนอวิ๋นเจินก็พูดจาวกวนไปหมด เธอปฎิเสธเสียงแข็งว่าเธอไม่ได้ทำ เธอไม่ได้ร่วมมือกับพวกค้ามนุษย์
แต่ไม่ว่าเธอจะอธิบายอย่างไรว่าเธอเป็ผู้บริสุทธิ์ เธอก็ถูกเชิญตัวไปที่สถานีตำรวจอยู่ดี
ชาวบ้านต่างก็คิดว่าเธอทำผิดกฎหมาย ทำให้ครอบครัวของเธอถูกคนรอบข้างนินทา รังเกียจ ดูถูก แม้แต่ด่าทอ
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าอวิ๋นเจินทำความผิดอะไร แต่การที่ตำรวจพาตัวเธอไปแบบนั้น มันจะมีเื่ดีอะไร ชาวบ้านต่างพากันเป็กังวลเื่ความปลอดภัย พวกเขาคิดว่าการมีเพื่อนบ้านเป็อาชญากรแบบนี้ ใครจะไปหลับลง
คุณย่าอวิ๋นทนไม่ไหว จึงตัดสินใจเข้าเมืองในวันรุ่งขึ้น
ครอบครัวของอวิ๋นโหย่วเต๋อก็้าตามไปด้วย เพราะทนกับสายตาและคำนินทาของชาวบ้านไม่ไหว
[1] ฮู่ซื่อ (沪市) เป็อีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกเซี่ยงไฮ้ มีความหมายตรงตัวว่า ‘เมืองเซี่ยงไฮ้’