ภายในโลก Demonlord ตอนนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่ายได้แก่ ฝ่ายตะวันและฝ่ายจันทรา ฝ่ายตะวันนำโดยกิลด์เทพผู้สร้างมีกองกำลังทั้งหมด 354 กิลด์รวมถึงคู่อริของศิลาทั้งหมด ส่วนฝ่ายจันทรามีเพียงผู้เล่นอิสระที่เปลี่ยนมาเป็นอาชญากรและกิลด์ของพวกโมนาเท่านั้น กองกำลังทั้งหมดของศิลานับคร่าวๆได้ประมาณสามร้อยล้านคนส่วนฝ่ายของพวกนีโอประมาณสี่พันล้านคน จำนวนของผู้เล่นเกม 70% ไปเข้ากับพวกนีโอทั้งหมดก็ว่าได้
เงาหกร่างกำลังเดินถางป่าหิมพานต์มุ่งตรงไปยังริมช่ายทะเล ศิลาอยากจะลองไปยังเกาะแก้ว รางสังหรณ์ของเขาบอกว่ายังไงก็ต้องไปให้ได้ เรื่องการล้างบางหิมพานต์เขาทิ้งไว้ให้พวกเพิร์จนำกองกำลังอาชญากรจัดการเพื่อเป็นการเก็บระดับเตรียมพร้อมสำหรับสงครามครั้งสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
“Demonlord เปลี่ยนไปมากเลยนะคะ” ฟ้าครามหันมาพูดศิลา เจ้าหล่อนกวาดสายตามองรอบตัวที่เต็มด้วยสัตว์อสูรรับราชันย์ ยมฑูต พวกวิญญาณ เทพสวรรค์ ดินแดนรกล้าง
“ค่ะ ไม่ใช่แค่พื้น ภูมิประเทศที่เปลี่ยนไป แม้แต่พวกสัตว์อสูรเองยังมีความแข็งแกร่งเพิ่มทวีคูณ” ศิลาหรี่ตาสีหน้าครุ่นคิด “สัตว์อสูรระดับราชันย์ ถ้าพวกเพิร์จล่ะก็สามนาทีสามารถฆ่าได้อย่างง่ายดาย ทว่าดูตอนนี้ซิ สัตว์อสูรระดับราชันย์เพิร์จถึงกับต้องอัญเชิญ เทพวายุซึซาโนโอะ ออกมาเลย”
“เรื่องนั้นเป็นเพราะคุณศิลารวมดวงใจภูติเข้าด้วยกันจนครบค่ะ” ภุชจังเอ่ยขึ้น ศิลาและฟ้าครามหันมามองจากนั้นเธอจึงกล่าวขึ้นต่อ “ดวงใจภูติคือแหล่งพลังเวทมนต์ หากรวมกันครบเมื่อใดจะส่งผลให้บริเวณรอบตัวที่คุณศิลาไปนั้นสัตว์อสูรจะได้รับผลจากเศษพลังของดวงใจภูติ”
ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อย “หมายความว่าหากผมและน้องฟ้าไปยังสถานที่ไหนของโลก บริเวณโดยรอบสัตว์อสูรจะแข็งแกร่งขึ้นเพราะได้รับพลังจากดวงใจภูติที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของน้องฟ้างั้นหรอ” ภุชจังพยักหน้า
“จันทราเทพไม่ว่าอย่างกายไปที่ใด ที่นั้นจะชุ่มช่ำ อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยพลังวิญญาณและพลังชีวิต ดวงใจภูติสถิตที่ใดสัตว์อสูรสิ่งมีชีวิตบริเวณนั้นจะแข็งแกร่งเพราะผลของดวงใจภูติ” ภุชจังบอก
“ข้าว่าไม่ใช่แค่นั้นหรอก” หงอคงกล่าวขึ้น “เป็นเพราะโลกทั้งสามมันรวมกันด้วยทำให้โลกนี้กลายเป็นโลกของสัตว์อสูรโดยสมบูรณ์ พลังวิญญาณในอากาศที่ลอยปกคลุมทั่วบริเวณมีแต่กระแสมานาอันดำมืดและมานาอันสว่างศักดิ์สิทธิ์ กระแสมานาทั้งสองกดทับกระแสมานาที่พวกมนุษย์อย่างพวกเจ้าใช้กันจนหมด” หงอคงถอนหายใจ “อีกอย่างคงเป็นเพราะไดอาโบลได้ตื่นจากนิทรา”
ภุชจังมองหน้าซุนหงอคงพลางพยักหน้า “ไดอาโบลคือเทพปีศาจที่มีพันธสัญญากับปีศาจทุกตัว หากไดอาโบตื่นขึ้นพวกปีศาจ อสูร ทุกตัวจะแข็งแกร่งขึ้น”
หงอคงถอนหายใจเอามือจับคางสีหน้าเคร่งเครียด “ถ้าข้าจำไม่ผิดเคยได้ยินมาว่าไดอาโบสามารถเชื่อมต่อกับปีศาจได้ทุกตัว แม้มันจะอยู่กับที่แต่ก็รับรู้การเปลี่ยนแปลงความเคลื่อนไหวต่างๆของโลกได้จากความทรงจำและสายตาของปีศาจ”
ศิลาสีหน้าเคร่งขรึม ฟ้าครามหันมามองชายหนุ่มที่ดูสีหน้าเป็นกังวล สัมพาทีเองก็มีสีหน้าสงสัยก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “นายท่านถ้าเรื่องที่ไดอาโบมีพลังเชื่อมต่อกับปีศาจได้เป็นความจริงแล้วคาลิเนียล่ะครับ”
ศิลาหันมามองสัมพาทีพชางพยักหน้า “นั่นแหละที่ฉันกำลังกังวล”
“ฟ้าคิดว่าไดอาโบคงเชื่อมต่อเข้ามาดู อ่านความคิด ความทรงจำของคาลิเนียไม่ได้หรอกค่ะ เพราะตอนนี้คาลิเนียคือสัตว์ในพันธสัญญาของพี่ศิ”
“นั่นซิ มันอาจจะเชื่อมต่อได้แค่กับปีศาจที่ไม่มีพันธสัญญา” ศิลากล่าวสีหน้าเริ่มคลายกังวลเขาจึงถามต่อไปว่า “มันเป็นตัวแบบไหน” เขาถามด้วยสีหน้าอยากรู้
ลิงใช้สมองนึกย้อนความคิด “เป็นตัววุ้น หนืดๆ เหมือนของเหลว อ่ะ!!... แต่ว่ามีรูปร่างเป็นชายหนุ่ม” หงอคงกล่าว
“ช่างเถอะ ถึงเวลานั้นเดี๋ยวก็รู้กันว่าใครกันแน่คือเทพสงครามเพียงหนึ่งเดียว” ศิลาพยักไหล่กล่าวด้วยท่าทีสบายๆ
“ทำไมเราไม่เหาะไป ไอ้เกาะอะไรนั่นกันเลยล่ะ” หงอคงเอ่ยถามกับศิลา
“ไม่ล่ะ ฉันอยากดูบรรยากาศรอบๆ และสังเกตสิ่งต่างๆของหิมพานต์ เพราะหลังจากมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสิ่งใหม่จะบังเกิดขึ้น” ที่ศิลาพูดเขาหมายถึงหลังจากการอัพแพทช์ใหม่มักจะมีตัวละครพิเศษใหม่ๆปรากฎขึ้นและภารกิจลับปรากฎออกมาเสมอ
ศิลาหรี่ตาลงมองเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยต้นไม้และอากาศธาตุ เช่นเดียวกันกับทุกคนที่มองไปยังเบื้องหน้าด้วยสีหน้าประหลาดใจปนระแวดระวังตัว “ตัวอะไรกันแน่” ศิลาเปรยออกมาด้วยความประหลาดใจ “ที่ผ่านมามันรอบตามหลังเรามาตลอด ทว่าจู่ๆกลับเร่งความเร็วไปดักหน้าและชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดอยู่กับที่”
“เห็นชัดว่ามันคงดักรอพวกเรา” ภุชจังกล่าวขึ้น
“หรือมันจะล่อให้เราไปทางอื่นคะ” ฟ้าครามหันมาถาม ศิลาส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นบอกกับเจ้าหล่อน
“พี่คิดว่าไม่น่าใช่ หากต้องการหลอกล่อให้เราไปทางอื่นสู้ปรากฎตัวออกมาขัดขวางเราตรงๆเลยจะไม่ง่ายกว่าหรอ”
ฟ้าครามพยักหน้าสีหน้าแววตาครุ่นคิด “จะว่าไปก็จริงค่ะ อีกอย่างดูเหมือนมันจะรักษาระดับความเร็วการเคลื่อนที่ให้ทรงๆทิ้งระยะห่างกับพวกเราไม่ขาดไม่เกินด้วย”
ศิลาหันบอกกับทุกคน “พวกนายกลับเข้าที่สถิตหากเกิดฉันติดกับดักพวกนายจะได้สามารถออกมาจากที่สถิตได้ เอ๊ะ!..” เขาเอามือจับคางเข้าสู่ห้วงการใช้สมอง “ไม่ ไม่ต้อง ถ้าทำแบบนั้นฝ่ายนั้นอาจจะรู้ตัวว่าเรารู้แล้วว่ามันสะกดรอยตามมา เอาเป็นว่าดินทางตามปกติ ทิ้งระยะห่างไว้แบบนี้เรื่อยๆ” ทั้งหมดพยักหน้ารับทราบ
“ทางที่มันมุ่งไปคือทางเกาะแก้ว” ภุชจังกล่าวขึ้น “ไม่ต้องกังวลศิลา อีกไม่นานหากเข้าเขตน่านน้ำเมื่อใดจะเป็นที่อยู่ของเผ่านาคาของข้า และพวกเจ้าทะเล หากมันเป็นมนุษย์มันคงไม่รอด แต่ถ้ามันยังปกปิดตัวเองได้คิดได้อย่างเดียวไอ้คนที่สะกดรอยตามเรามาไม่ใช่มนุษย์”
“พวกผู้เล่นไม่มาเก็บระดับแถวนี้เลย” ฟ้าครามกวาดสายตามองรอบตัว “ทั้งที่ช่วงนี้เป็นเวลาที่ควรรีบฟาร์มเก็บระดับหาของแท้ๆเพื่อเตรียมพร้อมทำสงคราม”
ศิลาอมยิ้มส่ายศรีษะเล็กน้อย “มาเก็บระดับในหิมพานต์ไม่ได้ค่ะ เพราะเพิร์จนำเหล่าเสนาธิการไปปิดร้อมทางเข้าทั้งหมดเอาไว้ หิมพานต์น่ะเป็นที่ฝึกฝนและเก็บระดับของอาชญากร”
“จริงสิ” เจ้าหล่อนเปรยออกมา “พี่ศิตามหาอะไรอยู่หรอค่ะ” เธอมองชายหนุ่มสีหน้าจริงจัง ศิลาหันมองหวานใจด้วยแววตาประหลาด
“ก็ไอเท็มพิชิตเกมและบอสตัวสุดท้ายไงคะ” เขาตอบเสียงเรียบ ฟ้าครามส่ายศรีษะแก้มป่องมองเขาด้วยแววตาค้นหาจริงจัง
“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ในเกม ฟ้าหมายถึงชีวิตจริง ความต้องการของพี่ศิจริงๆ อะไรที่พี่ศิพอใจหรอ”
“ทำไมถามแบบนั้นล่ะคะ”
“ฟ้าสังเกตเห็นค่ะ ทั้งในโลกจำลอง ในโลกจริง ไม่ว่าเรื่องอะไรหรืออะไรที่ได้มาพี่ศิดูเหมือนพึงพอใจก็จริง แต่ลึกๆพี่กลับยังคงไม่พอ มันไม่ใช่ความพึงพอใจที่สุดของพี่ ฟ้าเลยอยากจะรู้ว่าจะมีอะไรไหมที่ทำให้พี่พอใจได้จากก้นบึ่งของหัวใจ”
ศิลาหยุดฝีเท้าเบือนหน้ามองท้องฟ้า เขาหลับตาสัมผัสถึงสายลมบางเบาสายหนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นพร้อมเอามือรูบหัวเจ้าหล่อน “สิ่งที่พี่อยากได้มากที่สุดและพึงพอใจมากที่สุด มันเป็นของที่ไม่ได้ล้ำค่าอะไร แต่ว่าก็ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน เป็นบางอย่างที่มองจากข้างหน้าไม่เห็นต้องมองจากข้างหลังเท่านั้นถึงจะเห็น เอาไว้ถึงเวลานั้นเดี๋ยวน้องก็รู้ อีกอย่างความพอใจที่สุดของพี่ที่ได้มาแล้วก็น้องไงคะ”
ฟ้าครามเอนคอมองพี่ศิของเธอ เขาเป็นคนพิลึกจริงๆนั่นแหละ “ค่ะ” เจ้าหล่อนตอบอมยิ้มเล็กๆ สีหน้าแดงก่ำ
ศิลาหันมองทางเบื้องหน้าคอแทบหักสีหน้าเคร่งขรึม และเป็นสัมพาทีพูดขึ้น “สัมผัสของมันหายไปแล้วครับนายท่าน”
ศิลามองรอบตัว เขามาถึงยังริมชายหาด ห่างออกไปไกลเกือบสุดสายตาคือเกาะกรุงลงกาและไม่ห่างออกไปเท่าไหร่คือเกาะแก้ว อาชญากรมากมายก่อแค้มไฟและทำการต่อเรือกันอยู่ที่ชายหาด เมื่อเห็นเจ้านายและนายหญิงของเขามาทั้งหมดก็รีบละมือและเข้ามาทักทาย อาชญากรที่อยู่บริเวณนี้คืออาชญากรที่ร่วมสงครามกับเขามาตลอดหรือก็คืออาชญากรยุคแรกเริ่มก่อตั้ง
“น้องมุทิตาทำไมต้องมาต่อเรือใหม่ล่ะ” ศิลาเดินสำรวจแค้มป์ ตามจุดต่างๆที่เต็มด้วยอุปกรณ์ต่อเรือ เมตตาและมุทิตาสองพี่น้องหัวหน้าหน่วยรอบสังหารได้นำคนมาเตรียมพร้อมจะบุกกรุงลงกา เมตตาถอนหายใจก่อนที่จะเป็นมุทิตาตอบว่า
“เจ้าทะเลน่ะซิครับพี่ศิลา เมื่อพวกเราออกนอกชายฝั่งได้ระยะหนึ่งเจ้าทะเลสัตว์อสูรระดับเทพจะมาโจมตี” เด็กหนุ่มอธิยายฉะฉานสีหน้าเหน็ดเหนื่อย
“ซ้ำร้ายกว่านั้น” เมตตาพูดขึ้น “สัตว์อสูรระดับเทพก็มีความแข็งแกร่งเกินกว่าปกติอีกด้วยครับ”
ศิลาพยักหน้า “แม้จะรวมเป็นแพนเจียแล้วแต่ก็ยังเหาะข้ามไปไม่ได้ซินะ”
“ได้ครับพี่ศิลา แต่เหาะไปได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้นพอใกล้ถึงกรุงลงกาเราจะเหาะไม่ได้จะมีบางอย่างเหมือนแรงดึงดูดดึงเราลงผิวน้ำ”
พาราไดร์ดินแดนสรวงสวรรค์ที่หลอมรวมเป็นผืนเดียวกันเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์
ทุ้งหญ้าเขียวขจีมีวิหารหลังหนึ่งตั้งตระหง่าอยู่กลางทุ้งดอกไม้นานาพรรณ ร่างชายหนุ่มใบหน้าเรียบคม นัยน์ตาสงบนิ่งลึกล้ำราวกับเย้ยหยันในโลกทั้งใบ ผมสีขาวยาวถึงข้อเท้าโบกสะบัดตามสายลมสอดรับกับชุดจอมเวทย์ผ้าฝ้ายสีทองปลิวสะบัด มือขวาของเขาถือคฑารูปหัวมังกรสีทองเอาไว้ในมือ ด้านหลังเป็นวงแหวนสีทองลอยหมุนวนอยู่พร้อมกลับลูกแก้วเจ็ดลูกฝังอยู่ในเส้นวงแหวนด้านหลัง
บุรุษเบือนหน้ามองท้องฟ้าพลางระบายลมหายใจออกมารำพึงกับตัวเอง “ในที่สุดข้าก็ตื่นจากนิทราอันยาวนาน” เขาหลับตาลงสงบนิ่ง บรรยากาศรอบกายสั่นสะเทือนออร่าสีทองบางเบาเลือนลอยแต่หนักแน่นแผ่ออกมาจากร่างของเขา ในห้วงมโนภาพของบุรุษเขาเห็นสถานที่ต่างๆของโลก Demonlord เป็นภาพฉากๆไหลเข้ามาในมโนภาพ “จันทราเทพ สุริยะเทพ พวกแกยังไม่ตายซินะ เทพสงคราม?....! จันทราเทพไปอยู่กับเทพสงครามได้ยังไง” ชายหนุ่มหลับตาเพ่งมองฟ้าครามและศิลาที่กำลังเดินสำรวจแค้มป์ เขามีสีหน้าอยากรู้ขมวดคิ้วย่นเข้าหากัน
บุรุษหนุ่มปรากฎร่างขึ้นในอากาศธาตุด้านหลังของชายปริศนาพร้อมกับพูดขึ้น “ท่านไดอาโบ พลังของดีมิเทอร์และดวงใจภูติทั้งเจ็ดตอนนี้อยู่ที่เทพสงครามศิลาครับ”
ไดอาโบค่อยๆลืมเปลือกตาขึ้นช้าๆก่อนจะพูดขึ้น “ข้ารู้แล้ว ที่ข้าสงสัยตอนนี้คือ ฮาเดส ลูซิเฟอ โลกิ ข้าสัมผัสถึงพลังของพวกมันไม่ได้” ไดอาโบพูดเสียงเรียบไม่หันกลับมามองคนด้านหลัง
“ทั้งหมดถูกเทพสงครามศิลาสังหารหมดแล้วครับ” ชายหนุ่มนามอาบาไนกล่าวขึ้นแววตาวาวโรจน์
“ฮืมมม” ไดอาโบเลิกคิ้วสูงครางในลำคอสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “พวกมันกำลังมุ่งหน้าไปเกาะแก้ว” อาบาไนหรี่ตาเงยหน้ามองไดอาโบทางด้านหลัง
“มันรู้หรอครับว่าวงแหวนแห่งโลกาซ่อนอยู่ที่นั่น” เขาถามเสียงเครียด
ไดอาโบส่ายศรีษะเล็กน้อย “ข้าคิดว่ามันคงไม่รู้ แต่ถ้ามันได้วงแหวนโลกาไปล่ะก็เท่ากับโลกนี้ตกอยู่ในมือของมัน วงแหวนแห่งโลกามีความสามารถในการสะกดพลังของดีมิเทอร์และดวงใจภูติให้อยู่กับเจ้าของโดยที่ไม่แผ่พลังงานออกมา” สีหน้าของชายหนุ่มดูไม่กังวลเท่าไหร่ต่างจากคำพูดลิบลับสีหน้าของเขาดูเหมือนจะมั่นใจและไม่เกรงกลัวเทพสงครามศิลาเลยสักนิด
ฟ้าครามสามารถคืนร่างเป็นจันทราเทพและศิลาสามารถดึงพลังของดีมิเทอร์ออกมาใช้ได้ทว่านั่นก็ยังไม่ใช่พลังที่แท้จริง กล่าวให้ถูกคือพลังของเขามันรั่วไหลออกมาจากร่างกายทำให้ศิลาไม่สามารถใช้พลังได้เต็มที่เเละนั่นจึงเป็นอีกสาเหตุว่าทำไมเมื่อศิลาไปบริเวณไหนสัตว์อสูรบริเวณนั้นจะแข็งแกร่งขึ้นจนผิดปกติเพราะพลังที่รั่วไหลออกมาจากร่างของเขานั่นเอง วงแหวนโลกาเปรียบคล้ายกับฝาครอบไม่ให้น้ำรั่วซึมไหลออกมา
“ท่านดูจะกระหายางครามมากเลยนะครับ” อาบาไนถามกลับชายหนุ่มตรงหน้า ไดอาโบยิ้มที่มุมปากแววตาเย้ยหยันฉายแสงสีเงินออกมา “ไม่เลย ข้าไม่เคยกระหายในสงคราม ข้าเพียงแค่ต้องการความสงบอันเป็นนิรันดร์กลับคืนสู่โลกใบนี้ก็เท่านั้น” นัยน์ตาสงบนิ่งว่างเปล่าของไดอาโบแฝงความอำมหิตและความกระหาย
“แต่ข้าว่าท่านคงจะผิดหวัง เพราะเทพสงครามและสุริยะเทพคงจะไม่รอด เพราะตอนนี้เวน่อมและเดม่อนได้ลงมือแล้ว ข้าคิดว่าจันทราเทพและสุริยะเทพคงไม่มีชีวิตรอดมาถึงตัวท่าน”
“เวน่อม เดม่อน ทั้งสองแข็งแกร่งและเป็นเทพสงครามก็จริง” ไดอาโบกล่าสเสียงเรียบ “ทว่าในช่วงที่พวกเรานิทราอะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไปมาก บอกทั้งสองอย่าได้ประมาท โดยเฉพาะคนที่ไปหาเทพสงครามและจันทราเทพ เจ้าจงไปบอกให้ระวังเอาไว้เป็นที่สุด อีกอย่างอย่าตามพวกมันจนไปถึงเกาะแก้วเพราะที่นั่นมีนางจันทวดีและสินสมุทรหลับไหลอยู่”
อาบาไนพยักหน้ารับคำ “เราควรขัดขวางมันไม่ให้ไปเกาะแก้วไหมครับ” อานาไนถามด้วยความสงสัย
“ไม่.... ไม่จำเป็น เกาะแก้วใช่ว่าใครจะเข้าก็เข้าจะออกก็ออก ผู้เข้าไปจะไม่ได้กลับออกมา ผู้ที่ออกมาได้จะไม่เหลือสิ่งใด แม้แต่ข้าเองยังมิอาจเข้าออกเกาะแก้วได้โดยง่าย” ไดอาโบเสียงเครียด
“อันตรายขนาดนั้นเลยหรอครับ” ชายหนุ่มถามด้วยความอยากรู้
ไดอาโบถอนหายใจ “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น หากเจ้าใคร่รู้ก็จงไปดูให้ประจักษ์แก่สายตาเสียเถิดแต่อย่านำคนของเราไปทิ้งชีวิตแบบไร้ข้า ถ้าเข้าเขตเกาะแก้วแล้วเจ้าอยากรู้ก็จงไปด้วยตัวคนเดียว”
“ครับ ถ้างั้นกระผมขอนำกองกำลังเทพสงครามไปกำจัดเทพสงครามศิลาเสียตั้งแต่ต้นลมเพื่อมิให้เกิดเป็นกองเพลิงหายนะ”
“แล้วแต่เจ้าจะเห็นดี ข้าจะเข้าฌาณสักระยะเพื่อนำหลังของข้าที่กระจัดกระจายกลับคืนสู้ข้า เพราะงั้นก่อนหน้านั้นเจ้าจงไปตามมุรามาสะมาเฝ้าระวังพาราไดรส์แห่งนี้ อย่าให้ใครรบกวนข้าได้” ไดอาโบสั่งก่อนร่างจะหายไปในอากาศธาตุ
“ครับท่านมหาจอมเทพสงคราม”
#อาจจะช้าไปหน่อย สวัสดีปีใหม่พี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกคนนะครับ ขอให้ปีนี้มีแต่เรื่องดีๆ