“อาไป๋” เฉาหลันเรียกหยุนไป๋เสียงดังเมื่อเห็นอีกฝ่ายตั้งใจพรวนดินเตรียมแปลงปลูกผักอยู่ โดยที่ไม่ได้สนใจจะหันมามอง แม้ว่านางจะเรียกเขาอยู่หลายครั้งแล้วก็ตาม
หยุนไป๋หันหลังกลับเมื่อได้ยินเสียงเรียก “อาหลัน? มีธุระอะไรกับข้าหรือเปล่า แล้วเจ้ามาที่นี่ได้ยังไง ป้าสะใภ้ใหญ่เล่า”
หยุนไป๋ยังมองเลยไปด้านหลังหญิงสาวแต่ก็ไม่พบว่าป้าสะใภ้ใหญ่ของตนจะเดินตามมาด้วย เป็นเพราะเรื่องของเขากับนางในอดีตและเพื่อหลีกเลี่ยงคำครหาของชาวบ้าน ทุกครั้งที่เฉาหลันจะออกนอกบ้าน นางจะต้องออกมาพร้อมกับป้าสะใภ้ใหญ่เสมอ
“ท่านแม่ดูแลเสี่ยวปิงอยู่ที่บ้าน ตอนนี้เจ้ายุ่งอยู่หรือเปล่า ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอก เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนิงเอ๋อ” เฉาหลันเห็นท่าทางของหยุนไป๋ที่ไม่ได้เมินเฉยและจ้องนางอย่างเกลียดชังเหมือนแต่ก่อน นางจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
หยุนไป๋รีบวางงานในมือลงแล้วเดินไปหาเฉาหลันทันทีที่ได้ยินว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้องสาว หากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงถ่มน้ำลายรดอีกฝ่ายอย่างหยาบคายไปแล้ว แม้จะเข้าใจดีว่าที่นางเลือกแต่งกับหยุนเปียวก็เพราะนางเสียใจที่เห็นเขากับหม่าหลงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังโกรธ...โกรธที่ผู้ชายที่นางเลือกกลับเป็นหยุนเปียว ไอ้เลวคนนั้นที่เป็นคนจัดฉากทำร้ายเขา ตอนนั้นเขาถึงกับสาปแช่งให้ชีวิตคู่ของนางล้มเหลวอยู่ทุกวัน
แต่มาตอนนี้เขารู้สึกสงสารนางมาก เพราะเขารู้จักนิสัยของนางดี นางเป็นคนดีและมักจะมองโลกในแง่ดี แต่นางกลับต้องมาลงเอยกับผู้ชายเลวๆ อย่างหยุนเปียว แต่นั่นมันคือโชคชะตาของนาง เขาก็คงได้แต่เก็บคำปลอบใจต่างๆ เอาไว้
“เรื่องที่เจ้าต้องการบอกข้าคือเรื่องใด”
“ข้าได้ยินพ่อสามีกับอาเปียววางแผนจะให้หม่าหลงเอายาปลุกกำหนัดไปให้หนิงเอ๋อกิน แล้วหลังจากนั้นจะให้หม่าหลงพาหนิงเอ๋อไปส่งให้อาเปียวที่บ้าน เมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก หนิงเอ๋อก็ต้องไปเป็นอนุของเขา”
“อะไรนะ! ลุงใหญ่กับหยุนเปียวจะวางยาหนิงเอ๋อ เพื่อจะให้นางไปเป็นอนุของหยุนเปียวอย่างนั้นหรือ” หยุนไป๋ได้ยินก็แทบอยากจะคว้าจอบไปฟาดศีรษะใครสักคน
“เพราะเหตุนี้แม่สามีจึงให้ข้ารีบมาบอกให้เจ้าหาทางป้องกัน เพราะพ่อสามีกับอาเปียวอยากขัดขวางงานแต่งของหนิงเอ๋อ ทั้งพวกเขายังอยากขโมยสูตรทอผ้าซาตินของนางด้วย”
“เช่นนั้นข้าจะกลับบ้านก่อน” หยุนไป๋รีบเดินไปปิดประตูกระท่อมเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านทันที
“อาไป๋” เฉาหลันเรียกอีกฝ่ายเอาไว้
หยุนไป๋หันหลังกลับ “ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือ”
“ข้า...ข้าขอโทษที่เมื่อก่อนไม่ฟังคำพูดของเจ้า หากข้าไม่บอกกับเจ้าในวันนี้ก็ไม่รู้ว่าวันหน้าจะมีโอกาสขอโทษเจ้าหรือเปล่า”
“ข้าก็ต้องขอโทษเจ้าด้วย ถือเสียว่าเราหายกันแล้วก็แล้วกัน เรื่องในอดีตจะเป็นยังไงเราก็อย่าไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกเลย หนิงเอ๋อเคยบอกกับข้าเอาไว้ว่าหากเรามัวแต่ยึดติดกับเรื่องในอดีต เราก็จะมองไม่เห็นเส้นทางในอนาคต ตอนนี้ชีวิตของเจ้ามีเสี่ยวปิงเพิ่มมาแล้วอีกคนหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นเส้นทางในอนาคตของเจ้าก็จะมีเสี่ยวปิงเดินไปด้วยจนสุดทาง เจ้าต้องคิดถึงเขาให้มาก”
เฉาหลันน้ำตาไหลออกมาทันที นางแอบหวังว่าหยุนไป๋จะเข้ามาปลอบใจ และนึกเสียใจกับการตัดสินใจของตนเองในวันนั้น ‘เจ้ายังเป็นอาไป๋ที่ใส่ใจกับคนรอบข้างเสมอ หากวันนั้นข้ายอมรับฟังเหตุผลและไม่เชื่อกับคำยุยงของหยุนเปียว ป่านนี้เราสองคนคงไม่ต้องพรากจากกันใช่ไหม ทั้งหมดเป็นเพราะความโง่ของข้าใช่ไหม’
ส่วนหยุนไป๋ที่เห็นเฉาหลันยืนร้องไห้อยู่ เขาก็ไม่ได้เดินเข้าไปปลอบใจหรือไม่มีแม้แต่คำพูดใดเปล่งออกมา เขาอ่านสายตาอาลัยและเสียดายของนางออก เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปปลอบใจคนรักเก่าให้เกิดปัญหา เขาเคยฟังละครร้องตามข้างถนนมาแล้วหลายเรื่อง ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่อยากให้คนรักหรือสามีของตนเองไปข้องเกี่ยวกับคนรักในอดีตหรอก ‘อาหลัน...ข้ารู้ว่าเจ้าเสียใจ แต่เรื่องของเรามันเป็นอดีตไปแล้ว เวลานี้ในใจของข้ามีแต่หงเอ๋อคนเดียวเท่านั้น ข้าไม่อยากทำให้นางลำบากใจ และไม่อยากให้เจ้ากลับมาคาดหวังในตัวข้าอีกเช่นกัน’
หยุนไป๋ไม่อยากเสียเวลาอีก เขารีบเดินกลับบ้านและไม่คิดจะสนใจแม้ว่าเฉาหลันจะยังยืนอยู่ที่เดิม แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้น้องสาวอยู่ที่ไหน เขาจึงเปลี่ยนใจแล้วเดินไปบ้านของมู่หรงเฉินแทน
เมื่อมาถึงหยุนไป๋เล่าทุกอย่างให้น้องสาวกับน้องเขยฟังจนจบ ทั้งหมดจึงตัดสินใจว่าจะจัดการกับหยุนเปียวเป็นคนแรก จากนั้นหยุนหนิงเอ๋อกับมู่หรงเฉินจึงไปหาหงเอ๋อในตัวเมืองเพื่อที่จะให้หงเอ๋อพาไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าของบ่อนพนันในทันที
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น!” เสียงนายท่านเหลียงตะโกนถาม ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องหนังสือมาอย่างอารมณ์เสีย
เมื่อคืนนายท่านเหลียงทะเลาะกับเหลียงฮูหยินเสียใหญ่โต ทั้งยังขู่ว่าจะลดสถานะของนางให้เป็นเพียงอนุและจะยกอนุหรานให้ขึ้นมาเป็นฮูหยินใหญ่แทน เป็นเพราะเหลียงฮูหยินไม่ยอมไปบังคับซื้อสูตรทอผ้าซาตินจากหยุนหนิงเอ๋อตามคำสั่งของเขา
แต่เมื่อเหลียงฮูหยินได้ยินว่านายท่านเหลียงจะลดสถานะของตน นางจึงปฏิเสธคำสั่งนั้นโดยไม่ต้องคิด นายท่านเหลียงคิดไปว่าภรรยาคงกลัวคำขู่ของตนเองแน่แล้ว แต่ไม่คิดว่าเหลียงฮูหยินกลับพูดขึ้นมาว่านางไม่ยอมรับสถานะอนุแต่จะหย่ากับเขาแทน ทั้งยังจะไม่ขอแบ่งทรัพย์สิน หรือแม้แต่สินเดิมของนาง นางก็จะไม่เอากลับไปแม้แต่ชิ้นเดียว
นายท่านเหลียงมองเห็นเอกสารสี่แผ่นในมือของเหลียงฮูหยินก็รู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก กระดาษแผ่นแรกระบุว่าเป็นหนังสือหย่าอย่างชัดเจน ส่วนกระดาษอีกสามแผ่นที่เหลือ เขาไม่แม้แต่จะอ่าน แต่กลับลงนามไปอย่างรวดเร็ว เพราะเขาอยากให้ภรรยารู้ว่าผู้หญิงที่ถูกหย่านั้นจะถูกชาวบ้านมองอย่างเหยียดหยามและการใช้ชีวิตในภายหน้าจะยากลำบากเพียงใด
จากนั้นนายท่านเหลียงก็ไปนอนค้างที่เรือนของอนุหราน และได้รับข่าวดีว่าอนุหรานได้จ้างใครคนหนึ่งให้ไปเอาสูตรทอผ้าซาตินมาได้แล้ว นายท่านเหลียงดีใจเป็นอย่างมากจนบอกกับอนุหรานว่าเขาจะแต่งตั้งนางขึ้นเป็นฮูหยินเอกในวันพรุ่งนี้ จนลืมไปว่าตนได้ลงนามในหนังสือหย่ากับเหลียงฮูหยินไปเรียบร้อยแล้ว
รุ่งเช้านายท่านเหลียงเรียกบ่าวรับใช้ให้มารวมตัวกันที่เรือนหลักทั้งหมด เพื่อประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าเขาจะลดสถานะของเหลียงฮูหยินให้เป็นอนุ และจะยกอนุหรานให้ขึ้นเป็นฮูหยินเอก
แต่ไม่คิดว่าเมื่อเขาเดินมาถึงเรือนหลัก เหลียงฮูหยินก็ได้เก็บของใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่หีบออกจากบ้านไปพร้อมกับเหลียงเหวินตั้งแต่เมื่อคืนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนางได้ฝากกระดาษสองแผ่นไว้ที่พ่อบ้าน เป็นหนังสือหย่าที่เขาลงนามด้วยตัวเองหนึ่งแผ่น และกระดาษอีกหนึ่งแผ่นเป็นหนังสือตัดสัมพันธ์ของเขากับเหลียงเหวิน นายท่านเหลียงโมโหมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ดังนั้นตั้งแต่เช้าเขาจึงขังตัวเองไว้ในห้องหนังสือโดยไม่ยอมออกไปไหน แต่เมื่อได้ยินเสียงสิ่งของบางอย่างกระแทกที่หน้าประตู เขาจึงตัดสินใจเดินออกมาจากห้องหนังสือ เพื่อหวังจะได้ระบายความโกรธกับใครสักคน
“มีคนโยนสิ่งนี้มาขอรับ” พ่อบ้านคลี่ห่อผ้าให้เจ้านายดู เป็นผ้าปักลายที่ห่อก้อนหินและกระดาษแผ่นเล็กอยู่ในนั้น
นายท่านเหลียงมองดูผ้าปักผืนเล็กและรู้สึกว่าลายปักนั้นช่างดูคุ้นตา เหมือนเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เขาก็เลิกสนใจแล้วหันไปสนใจกับกระดาษแผ่นเล็กนั้นแทน “เอามาให้ข้าดู”
พ่อบ้านส่งห่อผ้านั้นให้เจ้านายทันที
นายท่านเหลียงเปิดห่อผ้าและหยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน ก่อนที่จะตะโกนขึ้นเสียงดัง “ไปเตรียมรถม้าให้ข้า!”
“นายท่านจะไปที่ไหนหรือขอรับ”
“ไปตรอกซิ่งฮวา”
พ่อบ้านเห็นท่าทางของเจ้านายแล้วก็ไม่รอช้า เขารีบวิ่งไปบอกคนขับรถม้าทันที
ณ ตรอกซิ่งฮวา
อนุหรานให้คนขับรถม้าส่วนตัวไปรับหยุนเปียวมาจากหมู่บ้านสกุลหยุนแต่เช้า โดยที่นางได้มารอหยุนเปียวที่บ้านหลังใหม่นี้เรียบร้อยแล้ว ทีแรกอนุหรานตั้งใจว่าจะซื้อบ้านให้หยุนเปียวหลังจากที่เขานำสูตรทอผ้ามาให้นางสำเร็จ
แต่เพราะเวลานี้อนุหรานหลงใหลในตัวหยุนเปียวเป็นอย่างมาก ครั้นจะให้นางกับเขาแอบพบกันที่บ่อนพนันบ่อยๆ มันก็ไม่สะดวกนัก นางจึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากเจ้าของบ่อนในทันที
อีกทั้งเมื่อคืนนางยังได้รับข่าวดีจากสามีว่าเขาจะยกสถานะของนางให้ขึ้นเป็นฮูหยินเอก นางจึงอยากนำข่าวดีนี้มาบอกกับหยุนเปียว เพื่อว่าต่อไปนางจะให้เขาย้ายจากหมู่บ้านชนบทมาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ มันจะทำให้นางกับเขาพบกันได้สะดวกขึ้น และในอนาคต นางจะหาตำแหน่งผู้ช่วยพ่อบ้านให้เขาสักตำแหน่ง จากนั้นนางกับเขาก็จะได้เจอหน้ากันทุกวัน ช่างเป็นชีวิตที่มีความสุขเสียจริง
“นายหญิงมีเรื่องอะไรหรือขอรับ ทำไมท่านถึงให้คนไปรับข้ามาแต่เช้า” หยุนเปียวทำท่าทางห่วงใยและกอดอนุหรานไว้ในอ้อมแขน “หรือว่านายท่านเหลียงกับฮูหยินใหญ่รังแกท่านอีกแล้ว”
“เจ้าอย่าเพิ่งพูดอะไรมากเลย ตอนนี้ข้าคิดถึงเจ้าและอยากได้รางวัลจากเจ้า” อนุหรานกอดหยุนเปียวอย่างเสน่หา
“นายหญิงล้อเล่นแล้ว ฐานะอย่างอาเปียวจะหารางวัลใดมามอบให้ท่านได้หรือขอรับ” หยุนเปียวถูกมืออ่อนนุ่มที่ปัดป่ายอยู่ทั่วแผ่นหลังกระตุ้นอารมณ์ขึ้นมาอย่างง่ายดาย อีกทั้งกลิ่นหอมจากเรือนร่างในอ้อมกอดก็ช่างรัญจวนยิ่งนัก
“เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าร่างกายของเจ้าคือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับข้า มาสิ...รีบมาให้รางวัลข้า ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว”
อนุหรานเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มอย่างเย้ายวน หยุนเปียวทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้มลงหาริมฝีปากนั้นอย่างต้องการ จากนั้นก็อุ้มนางเดินเข้าไปด้านใน โดยมีอนุหรานเป็นคนชี้บอกทางไปจนถึงห้องนอน