หลายวันต่อมา
ในขณะที่หนานหมิงกำลังนั่งเล่นอยู่ที่ห้องพัก
เหล่าเซียนจำนวนมากก็เริ่มเดินทางกลับมาแล้ว โดยพวกเขาได้ส่งมอบพลังชีพจรของโลกต่างๆให้กับหนานหมิง
หนานหมิงจึงได้ทำการเพิ่มพลังให้กับชีพจรโลกอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งชีพจรโลกได้เปร่งแสงสีทองสว่างขึ้นมาพร้อมกับพลังวิญญาณที่ปะทุอย่างมหาศาล เพียงพริบตาเดียวทั่วทั้งโลกก็เต็มไปด้วยหมอกสีขาวอันบริสุทธิ์ แถมยังมีฝนที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นตกลงมาทั่วโลกอีกด้วย
เหตุการณ์ที่ชีพจรโลกขยายใหญ่ขึ้นใช้เวลาไปประมาณสิบกว่าวันก็หยุดลง เพียงไม่นานโลกเทียนจวินก็สามารถรองรับพลังของเซียนนภาได้แล้ว
เพียงไม่นานเซียนจำนวนมากก็ได้รับพลังจากชีพจรโลกทำให้พวกเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกึ่งเซียนที่ทำให้กลายเป็นเซียนในเวลาอันสั้น
ส่วนสำหรับตัวละครที่หนานหมิงอัญเชิญมา ดูเหมือนว่าพวกเขาจะโชคดีอย่างมากเพราะพวกเขาสามารถพัฒนาขึ้นได้อย่างมหาศาล ซึ่งเซียนแท้ขั้นสมบูรณ์ก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนปฐพี เซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์ก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนนภาได้ในเวลาไม่ถึงสิบวัน
เวลานี้หนานหมิงก็ยังได้รับผลประโยชน์อีกด้วยเพราะเขาสามาถทำให้ชีพจรโลกพัฒนาขึ้น ทำให้เขาได้รับการอัญเชิญสีแดงและสีรุ้งฟรีอีกหนึ่งครั้ง ส่วนการอัญเชิญรายเดือนก็ยังคงอยู่ที่ห้าครั้งต่อเดือน
เวลานี้หนานหมิงกำลังลุ้นอยู่ว่าเขาจะสุ่มตัวละครได้ใคร
ทันใดนั้นการ์ดตัวละครก็หยุดอยู่ที่สีแดง
ซึ่งการ์ดตัวละครเป็นชายชรารูปร่างผอมสูง ใบหน้าตอบเล็กน้อย เขาไว้เคราแพะและมีคิ้วสีเทายาวถึงใบหน้า ชื่อของเขาคือ เหมาอี้กัง ผู้อาวุโสใหญ่ของตำหนักแสงจันทร์ ความแข็งแกร่งระดับเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์
“ สีแดงอีกแล้วงั้นหรอ…แต่สีแดงก็นับว่าดีมากแล้วในตอนนี้ อย่างน้อยๆตอนนี้ข้าก็มีเซียนอมตะถึงสองคน นับว่าเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง ” หนานหมิงกล่าวด้วยความพึงพอใจ
เมื่อเหมาอี้กังปรากฏตัวขึ้น เขาก็โค้งคำนับหนานหมิงด้วยความเคารพ
“ เหมาอี้กังคาระวะนายท่าน ” เหมาอี้กังกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพ
หนานหมิงครุ่นคิดก่อนที่จะจำได้ว่าตำหนักแสงจันทร์เป็นกองกำลังที่มีวิชาที่น่าสนใจเพราะพวกเขาจะใช้หุ่นเชิดในการต่อสู้ ซึ่งพวกเขาจะคอยอยู่แนวหลังและใช้หุ่นเชิดในการหาข่าวและปั่นป่วนศัตรู
หนานหมิงพูดคุยกับเหมาอี้กังอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะออกคำสั่งให้เหมาอี้กังไปยังโลกที่มีพลังงานสูงอย่างโลกที่มีเซียนนภาหรือเซียนทองคำอยู่และนำชีพจรโลกกลับมาเพิ่มพลังให้กับโลกของเขา
ถ้าหากสามารถพัฒนาโลกไปยังโลกที่มีเซียนทองคำได้ เขาก็อาจจะได้รับโบนัสในการสุ่มฟรีอีกครั้งหนึ่งด้วย
ด้วยเหตุนี้หนานหมิงจึงได้ออกคำสั่งให้เซียนทั้งหมดไปแย่งชิงพลังชีพจรของโลกอื่นมาเพิ่มพลังให้กับโลกเทียนจวินอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่าการแย่งชิงนั้นแย่งชิงมาเพียงนิดเดียวเท่านั้นไม่จำเป็นต้องนำมาทั้งหมด อย่างน้อยๆก็หนึ่่งในสิบของชีพจรโลกก็น่าจะเพียงพอแล้ว
นอกจากนี้ชีพจรโลกจะสามารถฟื้นฟูได้เองแต่มันก็ต้องใช้เวลานานอย่างมากกว่าจะทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม หรือไม่ก็อาจจะมีพลังวิญญาณเบาบางกว่าเดิมเล็กน้อย ซึ่งหนานหมิงคาดว่าการแย่งชิงพลังหนึ่งในสิบของชีพจรโลกก็น่าจะใช้เวลานับล้านปีกว่าจะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม
ก็เหมือนกับโลกเทียนจวินในอดีตที่กว่าจะมียอดฝีมือขั้นกึ่งเซียนได้ก็ต้องใช้เวลาหลายแสนปี เพราะหลังจากที่เนี่ยหงอีใช้พลังชีพจรโลกต่อกรกับเซียนของโลกอื่นแล้ว ผ่านไปหลายพันปีความแข็งแกร่งของโลกเทียนจวินก็ลดลงอย่างมาก ซึ่งในตอนนั้นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกก็คือขั้นจ้าวยุทธ์เท่านั้น สำหรับใครที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นเทพยุทธ์ได้นับว่าเป็นผู้โลกอย่างแท้จริง
เนื่องจากโลกเทียนจวินที่เพิ่งจะเติบโตขึ้น ทำให้พลังวิญญาณแน่นอยู่มากซึ่งเหมาะแก่การฝึกเซียนเป็นอย่างมาก ทำให้หนานหมิงใช้วลาว่างหลังจากที่เล่นกับหนานเทียนอวิ๋นแล้วเขาก็ใช้เวลาที่เหลือในการฝึกเซียน
ด้วยการที่โลกเต็มไปด้วยพลังวิญญาณและเมืองรุ่งอรุณก็อยู่ใกล้กับชีพจรโลกเป็นอย่างมาก ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของผู้ฝึกยุทธ์พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นานหนานหมิงก็สามารถทะลวงเข้าสู่เซียนแท้และใช้เวลาแค่สิบกว่าวันไปถึงขั้นเซียนแท้ขั้นกลางได้สำเร็จ
ซึ่งหนานหมิงนับว่าเป็นเซียนแท้คนแรกของตระกูลหนานเลยก็ได้ ส่วนคนอื่นๆของตระกูลหนานก็ยังติดอยู่ในขั้นกึ่งเซียนอยู่ แต่พวกเขาก็นับว่ามีสัญญาณที่ดีในการฝึกฝนและอีกไม่นานก็คงจะทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนได้
แน่นอนว่าการกระทำของตระกูลหนานสร้างความวุ่นวายให้กับโลกต่างๆเพราะนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายล้านปีที่มีกองกำลังหนึ่งกล้าที่จะแย่งชิงชีพจรโลกอย่างเปิดเผย แถมยังแย่งชิงชีพจรโลกไปเป็นจำนวนมากอีกด้วย
ทำให้ตอนนี้ชื่อเสียงของตระกูลหนานและโลกเทียนจวินกลายเป็นที่รู้จักอย่างมาก แม้กระทั้งโลกที่มีเซียนนภาอยู่ก็ยังโดนเซียนของตระกูลหนานเข้าไปขอแบ่งพลังชีพจรโลกไปเล็กน้อย
สำหรับโลกที่มีเซียนนภาอยู่นับว่าเป็นโลกระดับกลางแถวหน้าของพื้นที่ตระกูลจางแล้ว เพราะเซียนนภาก็เป็นรองเพียงแค่เซียนทองคำเท่านั้น
ซึ่งเซียนทองคำในพื้นที่การปกครองของตระกูลจางนับว่าเป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริง ไม่ว่าพวกเขาจะไปไหนมาไหนก็จะได้รับความเคารพอย่างสูง
เวลานี้โลกที่มีเซียนนภาเป็นผู้ปกครองเริ่มรู้สึกหวั่นใจเป็นอย่างมากเพราะพวกเขากลัวว่าวันดีคือดีเซียนของตระกูลหนานจะมาเคาะประตูหน้าบ้านเพื่อแย่งชิงชีพจรโลก
ด้วยเหตุนี้ทำให้กองกำลังของเซียนนภาบางแห่งที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเซียนทองคำก็ได้ขอความช่วยเหลือจากเซียนทองคำเหล่านั้น
ซึ่งมีทั้งที่สามารถขอความช่วยเหลือได้และไม่ได้เช่นกัน เพราะการขอความช่วยเหลือจากเซียนทองคำนับว่าเป็นเรื่องที่ยากอย่างมากถ้าหากไม่ใช่เพราะค่าจ้างที่แพงหรือมีบุญคุณต่อกัน
เวลานี้หนานหมิงไม่รู้ตัวเลยว่าเขาได้สร้างความหวาดกลัวให้กับโลกต่างๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถึงแม้ว่าหนานหมิงจะรู้แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะถ้าหากไม่ทำแบบนี้แล้วโลกของเขาจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็วได้อย่างไร
ณ โลกเทียนเฮา
โลกเทียนเฮานับว่าเป็นโลกระดับกลางแถวหน้า เพราะพวกเขามีกองกำลังที่ชื่อว่า สำนักฟ้าจรัส ซึ่งเป็นกองกำลังที่มีเซียนนภาขั้นปลายเป็นเสาหลักถึงสามคน
ภายในห้องโถงหลักของตระกูลกู่
เวลานี้ผู้นำตระกูลกู่และผู้อาวุโสจำนวนมากกำลังต้อนรับแขกพิเศษจากโลกเทียนกวน
โลกเทียนกวนเป็นโลกที่แข็งแกร่งแถวหน้าของพื้นที่การปกครองของตระกูลจาง เนื่องจากโลกเทียนกวนแห่งนี้มียอดฝีมือระดับเซียนทองคำขั้นปลายเป็นผู้ดูแล
ผู้นำตระกูลกู่มีนามว่า กู่เหวินจาง เป็นบุรุษวัยกลางคนรูปร่างสมส่วนใบหน้าดุดัน และเขายังเป็นถึงเซียนนภาขั้นปลายที่แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงอย่างมากในโลกเทียนเฮา
ส่วนแขกที่คนของตระกูลกู่กำลังต้อนรับอยู่ก็คือเซียนทองคำจากสำนักฟ้าจรัสแสง
เนื่องจากในอดีตตระกูลกู่และสำนักฟ้าจรัสแสงเป็นกองกำลังพันธมิตรกันแต่ด้วยโชควาสนาของผู้อาวุโสท่านหนึ่งของสำนักฟ้าจรัสแสงทำให้พวกเขาสามารถข้ามขีดจำกัดของโลกและกลายเป็นกองกำลังที่มีเซียนทองคำได้ในท้ายที่สุด
แม้ว่่าสำนักฟ้าจรัสแสงจะแข็งแกร่งขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีตแต่สำนักฟ้าจรัสแสงก็ยังมีการติดต่อกับตระกูลกู่เป็นประจำ ซึ่งถ้าหากตระกูลกู่มีอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมก็สามารถส่งอัจฉริยะผู้นั้นเข้าร่วมกับสำนักฟ้าจรัสแสงได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการทดสอบกับคนอื่นๆ เพราะผู้อาวุโสของฟ้าจรัสแสงจะเป็นคนตรวจสอบด้วยตัวเอง
ทำให้ในอดีตมีอัจฉริยะจำนวนมากของตระกูลกู่ที่เข้าร่วมกับสำนักฟ้าจรัสแสงมีจำนวนมาก ซึ่งพวกเขาเซียนมากก็มีความแข็งแกร่งในระดับเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างต่ำ
โดยสำนักฟ้าจรัสแสงนับว่าแข็งแกร่งอย่างมากในโลกเทียนกวนเพราะพวกเขามีเซียนทองคำอยู่มากกว่าสิบคนแถมในบรรดาเซียนทองคำเหล่านั้นก็มีเซียนทองคำขั้นกลางถึงสี่คนด้วยกัน
ในครั้งนี้ผู้ที่นำกลุ่มของสำนักฟ้าจรัสแสงมาก็คือฝู๋จ้ง ซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับเซียนทองคำขั้นต้น ที่เขามาที่นี้เพราะได้รับคำสั่งจากบรรพชนของสำนักฟ้าจรัสแสงให้มาปกป้องโลกเทียนเฮาจากกองกำลังลึกลับที่มีชื่อว่าตระกูลหนาน
ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของตระกูลหนาน เพราะจู่ๆกองกำลังนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างกระทันหัน แถมพวกเขาก็ยังแข็งแกร่งอย่างมากอีกด้วย พวกเขามีแม้กระทั้งเซียนนภาขั้นสมบูรณ์ที่เคยปรากกฏตัวเมื่อหลายวันก่อน และเซียนนภา
นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่าตระกูลหนานแห่งนี้มาจากโลกที่เพิ่งจะเปิดเส้นทางเซียนขึ้น แต่ข่าวลือนี้ก็ถูกปัดตกไปทันที เพราะไม่มีใครเชื่อหรอกว่าโลกที่เพิ่งจะเปิดเส้นทางเซียนจะมีเซียนนภาขั้นสมบูรณ์อยู่
เพราะฉะนั้นทุกๆคนจึงมั่นใจว่าตระกูลหนานจะต้องเป็นกองกำลังลับที่เพิ่งจะปรากฏตัวนั่นเอง เพราะกองกำลังลับในอดีตก็มีอยู่เยอะแยะ บ้างก็ปรากฏตัวขึ้นมา บ้างก็ยังคงเก็บซ่อนตัวอยู่
อย่างน้อยๆทุกๆคนคิดว่าตระกูลหนานที่เพิ่งปรากฏตัวจะต้องมียอดฝีมือขั้นเซียนทองคำอยู่อย่างแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าจะมีเซียนทองคำอยู่ในระดับไหนกันแน่และจะมีมากน้อยขนาดไหน เพราะแบบนี้กองกำลังทั้งหมดจึงรู้สึกสนใจตระกูลหนานเป็นพิเศษ เพราะกองกำลังที่มีเซียนทองคำจะถือว่าเป็นกองกำลังแถวหน้าของพื้นที่การปกครองของตระกูลจาง
ณ ลานจอดเรือบินของตระกูลกู่
กู่เหวินจางและเหล่าผู้อาวุโสได้ออกมายืนรออยู่ที่ลานจอดเรือบินด้วยสีหน้าจริงจังและเคร่งเครียดเล็กน้อย แม้ว่าพวกเขาและสำนักฟ้าจรัสแสงจะเป็นสหายกันแต่พวกเขาก็ต้องจ่ายในราคาที่สูงมากเชื่อเชิญตัวเซียนทองคำมาได้หนึ่งคน
ไม่นานนัก คนของตระกูลกู่ก็เห็นเรือบินขนาดไม่ใหญ่มากกำลังมุ่งหน้ามาด้วยความเร็ว
เรือบินลำนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตและงดงามอเป็นอย่างมาก ซึ่งธงของเรือบินมีตราสัญลักษณ์ของสำนักฟ้าจรัสแสงโบกสะบัดอยู่ตามแรงลม
ไม่นานเรือบินของสำนักฟ้าจรัสแสงก็ค่อยๆลงมาจอดอยู่ที่ลานจอดเรือบินของตระกูลกู่
ในเวลาเดียวกัน
ณ หอสุราแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของตระกูลกู่
เนื่องจากตระกูลกู่ตั้งอยู่ในเมืองกู่สวรรค์ ซึ่งนับว่าเป็นเมืองที่ตระกูลกู่ปกครองอยู่ เมืองแห่งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองใหญ่ของโลกเทียนเฮา
ภายในห้องส่วนตัว
เวลานี้หวังซือลู่ยอดฝีมือขั้นเซียนทองคำขั้นต้นของตระกูลหนานพร้อมกับเซียนนภาขั้นสมบูรณ์อีกสองคนกำลังนั่งมองไปยังเรือบินลำหนึ่งที่กำลังลงจอดภายในที่จอดเรือบินของตระกูลหนาน
“ ดูเหมือนว่าพวกตระกูลกู่จะขอความช่วยเหลือจากกองกำลังไหนสักแห่ง ” เปี้ยนซุยกล่าวขึ้น เขาคือยอดฝีมือขั้นเซียนนภาขั้นสมบูรณ์
หวังซือลู่และสือถงพยักหน้ารับเพราะทั้งสองสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังของเซียนทองคำจากเรือบินที่เพิ่งจะมาถึงลานจอดตระกูลกู่
“ แม้ว่าจะเป็นเซียนทองคำขั้นกลาง พี่หวังก็น่าจะสามารถเอาชนะได้อยู่ดี เพราะพี่หวังแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แม้กระทั้งท่านมู่สือจินก็ยังยอมรับว่าทักษะและประสบการณ์ในการต่อสู้ของพี่หวังยอดเยี่ยมมาก ” สือถงกล่าวพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
หวังซือลู่ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากเพราะสิ่งที่สือถงกล่าวมาคือความจริง ความแข็งแกร่งของเขาได้รับการยอมรับจากยอดฝีมือขั้นเซียนทองคำหลายคนแล้ว และตอนนี้เขาสามารถทะลวงเข้าสู่เซียนทองคำได้สำเร็จแม้กระทั้งเซียนทองคำขั้นปลายก็สามารถต่อสู้ได้อย่างสูสี
สำหรับในระดับเดียวกันแล้วหวังซือลู่แทบจะถูกเรียกว่าไร้เทียมทานได้เลย ถ้าหากไม่ต้องไปพบเจอกับยอดอัจฉริยะหรือบุตรสวรรค์ทั้งหลาย
“ แล้วพี่หวังจะทำอย่างไร? บุกเข้าไปซึ่งๆหน้าเลยดีไหมหรือว่าจะวางแผนกันก่อน ” สือถงถามขึ้นเพราะสำหรับพวกเขาแล้วสามารถบุกไปยังตระกูลกู่ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งกว่าแต่ก็ต้องมีการวางแผนอย่างดี
หวังซือลู่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะมองไปยังที่ตั้งของตระกูลกู่และถามกับทั้งสองคนนี้ “ ตอนนี้พวกเราพอที่จะคาดเดาที่ตั้งของชีพจรโลกเทียนเฮาได้แล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะใช่ป่านภาสังหารหรือไม่คงมีแต่คนของตระกูลกู่เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ” หวังซือลู่กล่าวขึ้น
สือถงและเปี้ยนซุยก็เห็นด้วย เพราะพวกเขาสามารถจับสัมผัสได้ว่าป่านภาสังหารนั้นน่าจะเป็นที่นั้น เพราะที่แห่งนั้นเรียกได้ว่าอันตรายเป็นอย่างมากแม้กระทั้งเซียนนภาเข้าไปก็อาจจะตายภายในนั้นได้
ซึ่งสำหรับพวกเขาสถานที่อันตรายย่อมเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การซ่อนชีพจรโลกอย่างมากเพราะมันจะทำให้ไม่มีเซียนคนไหนกล้าบุกเข้าไปในนั้น
หลังจากที่ทั้งสามวางแผนเสร็จ พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะไปสอบถามตระกูลกู่ตรงๆถ้าหากตระกูลกู่ยอมร่วมมือพวกเขาก็จะไว้หน้า แต่ถ้าหากไม่ยอมรวมมือเช่นนั้นก็ต้องลงแรงกันสักหน่อย