มี่จื่อสาวใช้จำเป็น

    ตอนที่ 71 จอกเหล้า

    ในตอนเช้า ลุงสุ่ยและชาวบ้านช่วยกันนำศพหยางเค่อไปทำพิธีศพให้สมเกียรติในฐานะผู้เสียสละมิใช่เป็นคนร้ายอีกต่อไป เหยียนเหล่ยพยายามปลอบประโลมฉันให้คลายความเศร้า และก่อนที่จะนำร่างของหยางเค่อที่นอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ฝังลงในหลุม เหยียนเหล่ยนำจอกเหล้ามาให้ฉันถือและพูดขึ้นว่า


    เหยียนเหล่ย : เราจะดื่มเหล้าจอกนี้ เพื่อเป็นการทำความเคารพศพหยางเค่อในฐานะเป็นพี่ชายของเจ้า

            มี่จื่อ : แต่เขามิอาจลุกขึ้นมาดื่มเหล้าได้อีกแล้ว ข้ากับหยางเค่อมีวาสนาต่อกันสั้นเหลือเกิน


          ฉันยกจอกเหล้าดื่มทั้งน้ำตาเป็นการเคารพหยางเค่อในฐานะพี่ชาย และจอกหนึ่งราดบนหลุมศพ ขณะนั้นได้เกิดลมพัดมาวูบหนึ่งจนดอกท้อปลิวมากับสายลม ซึ่งฉันรับไว้ได้ในมือดอกหนึ่ง จึงนำดอกท้อนั้นวางใส่ไว้ในมือข้างขวาของหยางเค่อ จากนั้นจึงนำร่างไร้วิญญาณลงฝังในหลุม


    เมื่อเสร็จสิ้นพิธีศพ เหยียนเหล่ยพาฉันที่ยังคงอยู่ในสภาพเศร้าโศกเสียใจ กลับไปพักที่เรือนสุริยันต์ ฉันนอนหลับไปตลอดวันเพราะความเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย และตื่นขึ้นในเวลาเย็น ก็พบกับทุกคนกำลังนั่งดื่มน้ำชาพูดคุยกันอยู่ในโถงเรือนพัก พอพวกเพื่อนๆเห็นฉันตื่นแล้ว ก็รีบเดินเข้ามาถามไถ่ด้วยความห่วงใย


    ฉันจึงบอกกับทุกคนว่าจะไปพบกับแม่เฒ่าที่เรือน เพื่อพูดคุยเรื่องที่ฉันไม่มีพลังหมื่นบุปผาอยู่ในตัวอีกแล้ว และจะไปมอบตำราหมื่นบุปผา กับอายุขัยตามคำที่ให้ไว้กับแม่เฒ่า เหยียนเหล่ยจึงพูดว่าพวกเราจะไปพบกับแม่เฒ่าด้วยกัน


    เหยียนเหล่ยหยิบตำราหมื่นบุปผาติดตัวไปด้วย แล้วส่งคืนให้แม่เฒ่าที่ยื่นมือมารับตำราด้วยใบหน้าเรียบเฉย เหยียนเหล่ยบอกกับแม่เฒ่าว่า พลังหมื่นบุปผาขณะนี้อยู่ในต้นท้อที่หุบเขาจันทร์ดับ เราไม่สามารถเอาพลังนั้นกลับคืนมาสู้ตำราได้ อีกทั้งตอนนี้ฉันเองก็ไม่มีพลังหมื่นบุปผาอยู่ในตัวอีกแล้ว


    แม่เฒ่าหันมามองจ้องหน้าฉันนิ่งครู่หนึ่ง จนฉันรู้สึกหวาดหวั่นไม่กล้ามองสบตา แม่เฒ่าจึงพูดขึ้นว่า แม้พลังหมื่นบุปผาจะไม่ได้กลับคืนสู่ตำรา แต่ที่ต้นท้อสวรรค์ยังคงได้รับพลังหมื่นบุปผาหล่อเลี้ยงลำต้น ผลท้อสวรรค์ก็ยังคงเจริญเติบโตดี อีกทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารในหมู่ก็กลับมาเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ตามเดิมแล้ว


    แม่เฒ่าและยังพูดต่ออีกว่า พลังหมื่นบุปผาสถิตอยู่ที่ต้นท้อในหุบเขาจันทร์ดับก็ดีเหมือนกัน มีเสือนิลภูเขาเฝ้าอยู่จะได้ไม่สูญหายไปไหนอีก ตราบใดที่พลังหมื่นบุปผายังส่งพลังมาหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ต้นไม้ในหมู่บ้านให้เจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ แค่นี้แม่เฒ่าก็พอใจแล้ว


    ส่วนตำราที่เหลืออยู่เพียงกิ่งท้อแม่เฒ่าจะเก็บรักษาไว้ ส่วนเรื่องของฉันนั้นแม่เฒ่าจะไม่เอาอายุขัย ไม่ใช่เป็นเพราะหยางเค่อตาย แต่แม่เฒ่าไม่คิดที่จะเอาอายุขัยฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ที่ต้องพูดไปแบบนั้นเพราะต้องการให้ฉันมีความพยายาม ในการทำให้ต้นท้อออกผลให้ได้


    และวันนี้แม่เฒ่าจะเปิดทางให้เราเดินทางกลับออกจากหมู่บ้าน โดยไม่ต้องรอเวลาถึงวันพระจันทร์เต็มดวง แต่ขอให้เรารับปากว่าจะไม่บอกเล่าเรื่องภายในหมู่บ้านไม้ดำให้ใครรู้เด็ดขาด เราทุกคนจึงรีบรับปากทันที


    เมื่อเราเตรียมตัวกันพร้อมเสร็จเพื่อเดินทางกลับ จึงกล่าวลาทุกคนในหมู่บ้านไม้ดำที่ออกมายืนรอส่งเดินทางออกจากหมู่บ้าน เราเดินผ่านถ้ำลึกลับที่ก่อนหน้านี้มันถล่มจากการต่อสู้ แต่ตอนนี้ถ้ำนั้นกลับอยู่ในสภาพเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยถล่มมาก่อนเลย


    เราเดินออกมาจนถึงปากถ้ำ ก็พบกับทหารของวังหลวงกลุ่มหนึ่ง และพบกับเจ้าสำนักเฟยเทียนและกลุ่มศิษย์พี่ในสำนัก ที่มาตั้งค่ายรออยู่ที่หน้าปากถ้ำ พอพวกเขาเห็นเราก้าวเดินออกจากถ้ำต่างแปลกใจและดีใจกันมาก


          จิ่นเก่อ : อ้าว?! ท่านเจ้าสำนัก พวกท่านมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?

       เฟยเทียน : เรามารอให้ปากถ้ำเปิดแล้วจะเข้าไปตามหาพวกเจ้าที่หมู่บ้านชนเผ่าไม้ดำ ไม่คิดว่าพวกเจ้าจะออกมาก่อนคืนวันพระจันทร์เต็มดวง


          จินไห่ : แม่เฒ่าที่อยู่ในหมู่บ้านชนเผ่าไม้ดำเปิดทางให้พวกเราออกมา

      เฟยเทียน : อืมมม! ผนึกมนต์ได้แข็งแกร่งนัก แม้กระทั่งข้ายังมิอาจมองหาทางเข้าได้เลย อยากรู้จริงๆว่าแม่เฒ่านั้นเป็นใคร

          จินไห่ : แม่เฒ่ามีวิชามนต์อยู่ในระดับปรมาจารย์ แต่ซ่อนตัวอยู่ในดินแดนลึกลับหมู่บ้านไม้ดำ พวกเราชาวยุทธผู้อยู่ภายนอกจึงมิเคยรู้จักหรือพบเห็นนาง


    จากนั้นมีทหารยศสูงคนหนึ่ง แม่ทัพลู่ แทรกตัวเข้ามาโค้งคำนับท่านอ๋อง กล่าวทูลท่านอ๋องด้วยความห่วงใยว่า ฮ่องเต้กระวนกระวายใจและเป็นห่วงท่านอ๋องมาก จึงส่งเขาให้มาตามหาท่านอ๋องที่นี่


    แล้วทันไดนั้นปากทางเข้าถ้ำ ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาทุกคนกลายเป็นเหวลึก สร้างความตื่นเต้นประหลาดใจให้กับทุกคน ที่ได้พบเห็นพลังอันแกร่งกล้าของแม่เฒ่า ที่สามารถเคลื่อนย้ายสถานที่ได้ดั่งใจ อาจารย์เฟยเทียนถึงกับเอ่ยปากชื่นชมว่าสมกับเป็นปรมาจารย์แห่งหมู่บ้านชนเผ่าไม้ดำ


    ศิษย์พี่สามเห็นฉันยืนนิ่งทำหน้าซึมๆจึงทักถามว่าฉันเป็นอะไร เหยียนเหล่ยจึงตอบแทนว่า ฉันสูญเสียพี่ชายบุญธรรมจากการต่อสู้กับเสือดำและชงอวี้ อีกทั้งตอนนี้พลังหมื่นบุปผาในตัวได้กลับคืนสู่หมู่บ้านไม้ดำแล้ว


    อาจารย์เฟยเทียนจึงกล่าวปลอบใจฉันว่า แม้จะไม่มีพลังหมื่นบุปผาแล้ว ยังไงฉันก็ยังเป็นศิษย์ของสำนักเฟยอวี่ จากนั้นพวกเราจึงพากันเดินทางกลับสำนัก ส่วนท่านอ๋องหกและคนอื่นๆก็เดินทางกลับวังหลวงเช่นกัน


    วันรุ่งขึ้นช่วงสายๆ ฟูหลิวหนุ่มรับใช้ของเหยียนเหล่ย มาตามฉันให้ไปเรือนที่พักของเหยียนเหล่ย ฟูหลิวบอกว่าเสนาบดีต่งกับฮูหยินมาเยี่ยมเยียน และรอพบฉันอยู่ที่เรือนพักของเหยียนเหล่ย ฉันจึงรีบเดินตามฟูหลิวไป


    เมื่อถึงเรือนที่พักของเหยียนเหล่ย ก็พบบุคคลทั้งสองกำลังนั่งคุยและดื่มน้ำชาอยู่กับเหยียนเหล่ย ฉันจึงกล่าวทักทายและทำความเคารพบุคคลทั้งสอง ท่านเสนาบดีมองฉันแล้วกล่าวทักทายตอบ


    ส่วนฮูหยินต่งรีบเข้ามาจับตัวแล้วสำรวจตรวจดูว่า ฉันได้รับบาดเจ็บตรงไหนด้วยความห่วงใย พร้อมกับบอกว่าพอได้รับข่าวว่าเรากลับมาที่สำนักแล้วจึงรีบมาหาที่นี่ทันทีิฉันจึงฉันตอบว่าไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร


    ฮูหยินต่งจึงเอามือทาบอกถอนหายใจโล่ง พร้อมกับชักชวนฉันกับเหยียนเหล่ยให้กลับไปพักที่จวนฮุ่ยเฉิงตามเดิม อีกทั้งเสนาบดีต่งยังบอกอีกว่าจะจัดงานแต่งงานให้ฉันกับเหยียนเหล่ยทันทีที่ย้ายกลับจวน ฉันจึงถามถึงเหมยหลินว่านางเป็นอย่างไรบ้าง


    ฮูหยินต่งจึงเล่าว่า เสนาบดีต่งไปยกเลิกการหมั้นหมายเรียบร้อยแล้ว แต่พ่อของเหมยหลินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บอกว่าจะเอาเรื่องฉันกับเหยียนเหล่ยให้ถึงที่สุด ที่บังอาจลบหลู่เกียรติของเหมยหลิน


    เสนาบดีต่งจึงตอบกลับไปตามความจริงว่า เพราะเหมยหลินสร้างเรื่องโกหก ใส่ร้ายป้ายความผิดว่าฉันขโมยแหวนหยกของเหมยหลินไป คนสกุลต่งไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมเช่นนี้ของเหมยหลินได้


    อีกทั้งยังบอกพ่อของเหมยหลินไปอีกว่า ฉันกับเหยียนเหล่ยเป็นศิษย์ของสำนักเฟยอวี่ ถ้าพ่อของเหมยหลินคิดจะเอาเรื่องก็ให้มาร้องเรียนที่สำนักเฟยอวี่ พ่อของเหมยหลินจึงยอมอ่อนข้อลง เพราะไม่กล้ายุ่งกับสำนักเฟยอวี่ เสนาบดีต่งจึงมอบทรัพย์สินมีค่าจำนวนหนึ่งให้ไปเป็นการปลอบขวัญ ส่วนสินสอดของหมั้นก็ไม่เรียกคืน พ่อของเหมยหลินจึงยอมรามือไป


    เหยียนเหล่ยจึงกล่าวขอบคุณเสนาบดีต่ง ที่จัดการเรื่องการถอนหมั้นให้ และบอกกับคนทั้งสองอีกว่า อีกสามวันเราค่อยย้ายกลับจวนฮุ่ยเฉิง เพราะฉันกับเขาจะต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพื่อรายงานเรื่องพบตำรากับกระบี่มังกรสายลม เสนาบดีต่งยิ้มดีใจออกหน้าออกตา ที่รู้ว่าเหยียนเหล่ยสร้างผลงานให้กับตระกูลต่งอีกแล้ว จึงบอกให้ฮูหยินเอากล่องเครื่องประดับที่นำติดตัวมาด้วย มาให้ฉันเลือกไว้ใส่ในวันแต่งงาน


    แม้ฉันจะยังไม่หายโศกเศร้าจากการตายของหยางเค่อ แต่ข่าวการแต่งงานก็ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยชีวิตก็ยังมีเรื่องดีๆเข้ามา ฮูหยินจึงพาฉันแยกตัวไปนั่งเลือกเครื่องประดับกันสองคน และปล่อยให้เสนาบดีต่งอยู่พูดคุยกับเหยียนเหล่ยถึงเรื่องของชงอวี้อดีตเจ้าสำนักไป๋หู่จอมโฉด จนกระทั่งเวลาผ่านนานสักพักใหญ่ๆ เสนาบดีต่งกับฮูหยินจึงขอตัวกลับ

    คล้ายกับเรื่องมี่จื่อสาวใช้จำเป็น ที่คุณอ่าน