ภายในห้องโถงอันโอ่อ่าและเก่าแก่เกินกว่าจะหยั่งคำนวณอายุขัย ความเงียบสงัดนั้นหนักอึ้ง กดทับโสตประสาทเสียจนเิเหยียน (孟言) ได้ยินเสียงลมหายใจของตนเองและเสียงโลหิตที่ไหลเวียนในกาย ภาพวาดดวงดาวและกลุ่มดาวนักษัตรบนผนังหินสีเทาเข้มมิได้เป็เพียงภาพนิ่ง แต่ดูราวกับกำลังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและเป็นิรันดร์ในแสงสลัวที่เล็ดลอดมาจากผลึกซึ่งฝังลึกในเนื้อหิน มีกลิ่นอายจางๆ ของฝุ่นผงที่ทับถมมานานนับยุคและกลิ่นอันแปลกประหลาดคล้ายโลหะถูกเผาไหม้หลังพายุฟ้าคะนอง ลอยอบอวลอยู่จางๆ
แสงสีเงินเรืองรองอันเป็ศูนย์กลางของความสนใจ แผ่ออกมาจากอักขระโบราณบนปกตำราเล่มหนึ่งซึ่งวางสงบนิ่งอยู่บนแท่นศิลาสีดำทมิฬกลางห้อง แสงนั้นส่องสะท้อนกับศิลาไร้ลักษณ์ในมือของเิเหยียน ซึ่งกำลังสั่นสะท้านน้อยๆ อย่างต่อเนื่อง และเปล่งไอเย็นะเืออกมาพร้อมกับดูดกลืนแสงสีฟ้าจากผลึกรอบข้างเข้าไป ทำให้บริเวณรอบมือเขามืดมัวลงเล็กน้อย
'ตำราเล่มนี้...และศิลาในมือข้า...มีความสัมพันธ์กันอย่างมิต้องสงสัย เป็ความผูกพันที่ดูจะ ‘โรแมนติก’ เกินจริงไปหน่อยสำหรับก้อนหินและแผ่นหนัง' เิเหยียน (เร็นไซ - 古岳蓮齋) ครุ่นคิด ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องไปยังแท่นศิลาอย่างไม่วางวาย ความรู้สึกถึงพลังงานอันบริสุทธิ์ สูงส่ง และเก่าแก่ที่แผ่ออกมาจากตำรานั้นรุนแรงยิ่งกว่าพลังฟ้าดิน (天地之力 - เทียนตี้จือลี่) ใดๆ ที่เขาััมา มันมิใช่เพียงพลังงานที่ไร้สำนึก แต่มีความรู้สึกถึง...ความรู้...ภูมิปัญญา...และประวัติศาสตร์อันยาวนาน...คล้ายกับร่องรอยเจตจำนง (意志 - อิชิ) ของผู้มาก่อนที่เขาััได้ตามทางเดิน ทว่ากลับเข้มข้นและจับต้องได้มากกว่านัก
ศิลาในมือของเขายังสั่นระริกไม่หยุด มันไม่ได้สั่นด้วยความหวั่นเกรงดุจอสูรผลึกคชสาร (晶化巨象 - จิงฮว่าจวี้เซี่ยง) แต่สั่นด้วยความ... "ปรารถนา"? หรือ "การโหยหา"? ราวกับว่ามันได้พบพาน "คู่" หรือ "แหล่งกำเนิด" ของมันอีกครั้งหลังจากถูกพรากจากกันไปนานแสนนาน มีเสียงครางต่ำๆ ดังมาจากภายในศิลาที่เขาััได้เพียงผู้เดียว 'ช่างเป็ก้อนหินที่มีอารมณ์ความรู้สึกเสียจริง'
เขาค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปในห้องโถง ก้าวแต่ละก้าวลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบอย่างระมัดระวังที่สุด เงียบกริบดุจวิฬาร์ย่องตามหลักการแห่ง "ฟูริน" (風輪) ประสาทััทั้งหมดตื่นตัวเต็มพิกัด กวาดรับรู้ทุกการเปลี่ยนแปลงรอบกาย ความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองจากเงามืดในตอนก่อนหน้า พลันกลับมาเยือนอีกครั้ง ณ ใจกลางห้องโถงนี้ มันเข้มข้นขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่าการที่เขาย่างกรายเข้ามายังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เป็การปลุก "บางสิ่ง" ที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น หรืออาจจะเป็เพียงจินตนาการของเขาเองที่ยังปรับตัวกับโลกพิสดารนี้ไม่ได้ เขาไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่าสถานที่สำคัญถึงเพียงนี้จะปราศจากกลไกป้องกันหรือผู้พิทักษ์ใดๆ ซ่อนเร้นอยู่ 'ความสงบอาจเป็เพียงภาพลวงตาอันงดงาม ที่รอคอยผู้ที่โง่เขลาและประมาทให้ก้าวล่วงเข้ามาติดกับดักอันแยบยล... หวังว่าข้าคงจะไม่ใช่ผู้โง่เขลาคนนั้นกระมัง'
เขาเดินวนรอบแท่นศิลาอย่างเชื่องช้า สังเกตการณ์ทุกซอกมุมอย่างละเอียดถี่ถ้วน แท่นศิลานั้นทำจากวัสดุสีดำทมิฬชนิดเดียวกับศิลาในมือ เรียบสนิทไร้ลวดลายสลักเสลาใดๆ ทว่ากลับให้ความรู้สึกมั่นคงและหนักแน่นราวกับแก่นแท้ของภูผา ส่วนตำราเล่มนั้น...ปกที่คล้ายหนังสีเข้มของสัตว์โบราณบางชนิดซึ่งไม่ปรากฏในความทรงจำของเขา ดูเก่าแก่แต่กลับไม่ผุพังไปตามกาลเวลาที่ควรจะกัดกร่อนทุกสิ่ง อักขระสีเงินบนปกเป็ภาษาโบราณที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทว่ากลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด จิติญญาของเขารู้สึกราวกับสามารถ "อ่าน" หรือ "รับรู้" ถึงความหมายบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในลายเส้นอันซับซ้อนเ่าั้ได้ลางๆ เป็ความรู้สึกถึงพลังอำนาจอันไพศาล ความรู้ที่ถูกผนึกเกี่ยวกับดวงดาวและการโคจรของพลังงานในจักรวาล
เิเหยียนหยุดยืนอยู่หน้าแท่นศิลา ห่างออกมาเล็กน้อย ศิลาในมือยังคงสั่นสะท้านและเปล่งไอเย็นออกมาเบาๆ ส่งเสียงครางต่ำในใจเขา
'จะลองเอื้อมมือไปหยิบมันเลยดีหรือไม่? หรือควรจะทดสอบดูก่อนเพื่อความปลอดภัย?' เขานิ่งคิดชั่วครู่ หัวใจเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อยด้วยความคาดหวังระคนระแวดระวัง 'การผลีผลามโดยไม่ไตร่ตรอง ย่อมนำมาซึ่งหายนะเสมอ แต่โอกาส (机缘 - จีหยวน) อันล้ำค่าเช่นนี้ก็มิได้มีมาปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งนักในชีวิตคน บางที...ศิลาไร้ลักษณ์ในมือข้านี่ อาจจะเป็ 'กุญแจ' สู่ความลับนี้ก็เป็ได้... หรืออาจจะเป็แค่ก้อนหินธรรมดาที่สั่นเก่งเป็พิเศษเท่านั้น'
เขาตัดสินใจที่จะลองดู สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบจิต เขายื่นมือข้างที่ถือศิลาไร้ลักษณ์ออกไปอย่างช้าๆ และมั่นคงที่สุด เคลื่อนเข้าใกล้ตำราโบราณบนแท่นทีละน้อย ทีละน้อย
ทันทีที่ศิลาเข้าใกล้ตำราในระยะประมาณหนึ่งวา!
"วูมมม!"
อักขระสีเงินบนปกตำราพลันส่องแสงสว่างจ้าขึ้นอย่างเจิดจรัส! พร้อมกับที่ศิลาไร้ลักษณ์ในมือของเิเหยียนก็เปล่งแสงสีดำเข้มข้นขึ้นตอบสนอง! พลังงานทั้งสองสายเชื่อมโยงกันในพริบตา เกิดเป็แรงดึงดูดและแรงผลักดันอันแ่เบาทว่าทรงพลังอย่างยิ่งระหว่างวัตถุทั้งสอง! เิเหยียนรู้สึกได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่รอบแท่นศิลา ก่อตัวขึ้นเป็ "ม่านพลังที่มองไม่เห็น" แต่เขาััได้ถึงแรงต้านทานอันหนักหน่วงและแข็งกร้าวนั้นได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่ากำแพงหินใดๆ!
'ค่ายกลป้องกัน (守护阵 - โส่วหู้เจิ้น)! สมแล้วที่เป็สถานที่เก็บงำสิ่งสำคัญถึงเพียงนี้! มิได้ปล่อยให้ใครเดินเข้ามาหยิบไปง่ายๆ เหมือนของในตลาดนัด' เขารีบชักมือกลับตามสัญชาตญาณอันเฉียบคมของนักดาบ แต่กระแสพลังงานของค่ายกลนั้นเร็วกว่า!
"เปรี๊ยะ!"
สายฟ้าสีเงินขนาดเท่านิ้วก้อยสายหนึ่ง แลบแปลบออกมาจากม่านพลังงานนั้นอย่างรวดเร็วราวอสรพิษ ฟาดเข้าใส่แขนของเิเหยียนที่กำลังจะถอยกลับอย่างแม่นยำ!
"อึ่ก!" เขาสะท้านไปทั้งร่าง ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ รู้สึกเจ็บแปลบและชาหนึบไปทั้งแขนราวกับถูกเหล็กร้อนนาบ! กลิ่นไหม้จางๆ ฉุนกึก เสื้อผ้าบริเวณที่ถูกฟาดไหม้เกรียมเป็รอยดำสนิท แม้สายฟ้าจะไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่มันก็ทิ้งความเ็ปและพลังงานปั่นป่วนสายเล็กๆ ไว้ในเส้นชีพจรเขา เตือนสติถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่! 'เพียงแค่แรงต้านทานปฐมภูมิยังรุนแรงถึงเพียงนี้... หากฝืนเข้าไปโดยตรงโดยไม่เข้าใจกลไก คงได้กลายเป็เถ้าธุลีไปในพริบตาอย่างน่าอนาถเป็แน่แท้ ช่างเป็การต้อนรับที่อบอุ่นเสียนี่กระไร'
เขาถอยห่างออกมาอีกหลายก้าว ยืนตั้งหลักใหม่อีกครั้ง นวดคลึงแขนที่ยังคงรู้สึกชาเล็กน้อย มองไปยังตำราด้วยแววตาที่จริงจัง ใคร่ครวญ และแฝงไว้ด้วยความท้าทายยิ่งกว่าเดิม 'ไม่ง่ายเลย...การจะได้มาซึ่งความรู้หรือพลังอำนาจที่แท้จริง ย่อมต้องผ่านบททดสอบและการพิสูจน์ตนเองเสมอ เป็สัจธรรมที่ไม่ว่าโลกใดก็ไม่เปลี่ยนแปลง'
เขากวาดสายตาพิจารณาอักขระสีเงินบนปกตำราอีกครั้ง มันดูคล้ายกับอักขระสีทองที่ผนังถ้ำซึ่งเขาได้ศึกษามาก่อนหน้านี้ แต่กลับมีความ "สมบูรณ์" "ลึกซึ้ง" และ "ซับซ้อน" ในโครงสร้างและกระแสพลังงานยิ่งกว่าหลายเท่านัก 'หรือว่า...กุญแจในการผ่านค่ายกลป้องกันนี้ จะอยู่ที่ความเข้าใจในอักขระเหล่านี้? คล้ายกับการตีความอักขระผนึกเมื่อครู่กระมัง? ช่างเป็การทิ้งคำใบ้ที่...อาจจะใจดี หรืออาจจะแค่ี้เีซ่อนให้ลึกกว่านี้ก็เป็ได้' เขานึกถึง "เคล็ดความ" (法门 - ฝ่าเหมิน) การหลอมรวมธาตุดินและน้ำที่เพิ่งได้รับมา 'บางที...ผู้สร้างสถานที่แห่งนี้อาจจะทิ้ง 'คำใบ้' หรือ 'เส้นทาง' ไว้ให้สำหรับผู้ที่คู่ควรก็เป็ได้'
เขาลองหลับตาลง ทำสมาธิอย่างรวดเร็ว กดความรู้สึกเร่งร้อนลงไป เพ่งจิต (心 - ชิน) ไปที่ศิลาไร้ลักษณ์ในมือ ััถึงการเชื่อมต่ออันแ่เบาทว่ามั่นคงระหว่างตนเองกับศิลา และลองใช้การเชื่อมต่อนี้ "ัั" ไปยังค่ายกลป้องกันรอบแท่นศิลาอย่างแ่เบาและนุ่มนวลที่สุด ไม่ใช่การพยายามปะทะหรือทำลาย แต่เป็การ "รับฟัง" "ซึมซับ" หรือ "ตีความ" โครงสร้างพลังงานของมันอย่างละเอียดด้วยจิตที่สงบนิ่งดุจผิวน้ำ
และในครั้งนี้ ปรากฏการณ์อันน่าพิศวงก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง...เขา "เห็น" อีกครา...ไม่ใช่ภาพเส้นสายสีทองแห่งกฎเกณฑ์ฟ้าดินเหมือนในนิมิตครั้งก่อน แต่เป็ "โครงสร้าง" อันซับซ้อนของค่ายกลป้องกันที่ก่อตัวขึ้นจากพลังงานธาตุดิน (地) และธาตุน้ำ (水) เป็หลัก! ศิลาในมือทำหน้าที่ประดุจดวงตาพิเศษ ช่วยให้เขามองเห็นกระแสพลังงานสีน้ำตาลเข้มและสีฟ้าใสไหลเวียน สอดประสาน และค้ำจุนกันอย่างเป็ระบบ สอดคล้องกับเคล็ดความที่เขาเพิ่งได้รับรู้อย่างน่าอัศจรรย์! มันแสดงให้เห็นถึง "จุดเชื่อมต่อ" "กระแสพลัง" และ "กลไก" การทำงานของค่ายกลนั้นอย่างชัดเจนในห้วงมโนสำนึก!
'เป็ไปตามที่คาดไว้ไม่ผิดเพี้ยน! ค่ายกลนี้ถูกสร้างขึ้นจากหลักการเดียวกับอักขระผนึกนั่นเอง! ศิลาไร้ลักษณ์นี่...มันมิได้เพียงแค่ตอบสนองต่อตำรา แต่ยังช่วยให้ข้า 'มองเห็น' หรือ 'เข้าใจ' โครงสร้างพลังงานอันซับซ้อนเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้นด้วยรึนี่?!' ความรู้สึกตื่นเต้นระคนยินดีวาบขึ้นในใจอย่างมิอาจห้ามได้ ลมหายใจเข้าลึกขึ้นเล็กน้อย 'นี่มัน...มิใช่แค่ศิลาธรรมดา แต่เปรียบประดุจ 'ดวงตาแห่งปัญญา' ที่ใช้มองทะลุแก่นแท้ของพลังงานได้! ต้องขอบคุณร่างกายใหม่ที่อ่อนแอสินะ ถึงทำให้ข้าต้องพึ่งพาสิ่งของภายนอกเช่นนี้' ความรู้สึกทึ่งในภูมิปัญญาโบราณและศักยภาพของศิลาในมือก่อตัวขึ้น ก่อนจะถูกความเยือกเย็นตามวิสัยกดข่มลง เขาปรับลมหายใจให้สงบอีกครั้ง รู้ดีว่านี่ยังไม่ใช่เวลาที่จะดีใจ
เขาเริ่มโคจรพลังงานในร่างตามเคล็ดความการหลอมรวมธาตุดินและน้ำที่เพิ่งเรียนรู้มาอย่างช้าๆ และประณีตที่สุด ต้องใช้สมาธิและความเข้าใจอย่างสูงในการควบคุมพลังฟ้าดินที่ดูดซับมาให้ไหลเวียนในรูปแบบที่ "เลียนแบบ" หรือ "สอดคล้อง" กับโครงสร้างของค่ายกลป้องกันนั้น ไม่ใช่การพยายามทำลาย แต่เป็การ "ผสานรวม" หรือ "กลมกลืน" เป็หนึ่งเดียวกับมันชั่วขณะ
เขาค่อยๆ ยื่นมือข้างที่ถือศิลาไร้ลักษณ์ออกไปอีกครั้ง สู่ค่ายกลป้องกันนั้นอย่างเชื่องช้าแต่แน่วแน่ คราวนี้ แสงสีดำทมิฬจากศิลาดูจะ "นุ่มนวล" และ "สงบ" ลงกว่าเดิม มันสั่นสะท้านน้อยๆ ในจังหวะที่สอดคล้องกับค่ายกล และเมื่อมันัักับม่านพลังงานที่มองไม่เห็นนั้น...
ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด!
ม่านพลังงานนั้นไม่ได้ต่อต้านหรือปล่อยสายฟ้าโจมตีเขาเหมือนครั้งแรก แต่กลับ "เปิดทาง" ให้มือของเขาและศิลาไร้ลักษณ์ผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดายและราบรื่น! ััได้ถึงพลังงานอุ่นๆ ที่โอบล้อม ราวกับว่าค่ายกลนั้น "ยอมรับ" เขาในฐานะผู้ที่เข้าใจ "กลอนไข" หรือ "กุญแจ" ที่ถูกต้อง!
'สำเร็จ!' หัวใจของเิเหยียนเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เขาสามารถผ่านค่ายกลป้องกันที่แข็งแกร่งและลึกล้ำนี้ได้แล้ว! บัดนี้ ตำราโบราณอันลึกลับ...อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ! ผิวััของปกหนังโบราณนั้นเย็นเฉียบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังงานอันอบอุ่นราวกับชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ภายใน อักขระสีเงินบนปกดูราวกับมีชีวิตและกำลังเต้นระริกในสายตาของเขา ปลายนิ้วของเขากำลังจะัักับความลับที่หลับใหลมานานนับพันปี... อักขระสีเงินพลันส่องประกายวาบขึ้นอีกครั้งเมื่อปลายนิ้วของเขาัักับหน้าปก!
(จบตอนที่ 21)