บทที่ 28 เทียบเชิญสำคัญ
“ข้าออกจากป่าไปตามหาสุสานแห่งนั้น ด้วยเชื่อว่าท่านอาจกลับไปที่นั่นเช่นกัน แต่สุสานมิได้อยู่ตำแหน่งเดิม ท่านอาจต้องตามหาทุกสิ่งใหม่ทั้งหมด” มี่เก๋อส่งต่ออารมณ์ความผิดหวังมาอย่างล้นเหลือ
“นั่นสินะ หากไม่ถูกย้าย ผู้ที่เลือกย้อนกลับมาเช่นกันคงไม่ต้องพยายามอันใดแล้ว” ไป๋ลี่เฟยพึมพำออกมา นางช่างคิดทุกอย่างได้ตื้นเขิน ผู้ที่มีพลังอำนาจเช่นนั้น ย่อมต้องหาทางป้องกัน ไม่ให้คนที่ตกในสถานการณ์เช่นนางฟาดฟันประโยชน์ได้เกินเรื่องราว
“ท่านเคยทำสำเร็จแล้ว อีกครั้งย่อมต้องทำได้” มี่เก๋อให้กำลังใจ
“ครานั้นมีอำนาจ และเครือข่ายทางการเมือง หากรอบนี้ไม่มีคนผู้นั้นเราอาจต้องสร้างขึ้นมาเสียก่อน แต่อย่างไรกว่าที่จ้าวหลินไฉ่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของสุสานหูหลงฉางก็คงอีอย่างน้อยหนึ่งปี” เมื่อยังมีเวลาอีกเล็กน้อยลี่เฟยจึงคลายกังวลลง “ออกจากป่ากันเถิด”
.
.
.
เส้นทางการออกจากป่าใช้เวลาเพียงแค่เค่อหนึ่งเท่านั้น เพราะลี่เฟยมิได้เดินเข้าไปจนลึกแต่อย่างใด แต่เมื่อออกมาก็ต้องประหลาดใจเพราะยังไม่มีศิษย์ผู้ใดออกมาแม้แต่คนเดียว
“เห็นทีเราจะมากันเร็วเกินไป”
คุณหนูไป๋เลือกเดินไปยังหน้ากระโจมพักของเหล่าคณะอาจารย์ที่ร่วมขบวนมา “อาจารย์เจ้าคะ ข้าออกมาแล้วเจ้าค่ะ”
“รู้แล้ว ไปที่กระโจมสาม” อาจารย์ใหญ่ส่งเสียงออกมาจากด้านใน
“เจ้าค่ะ” ไป๋ลี่เฟยรับคำก้าวย่างไปยังกระโจมหลังที่สาม ก่อนส่งเสียงเรียกคนด้านใน “อาจารย์เจ้าคะ”
เมื่อผู้ช่วยของอาจารย์ประจำวิชาสัตว์พันธะก้าวออกมา “ไหนเล่า ออกมาตัวเปล่าเช่นนี้ไม่มีคะแนนให้ กลับเข้าป่าไป เหตุใดถอดใจง่ายดายนัก”
“คื…”
“พวกคุณหนูก็เช่นนี้ รอสอบแก้ตัวด้วยเงินบิดา ซื้อหาสัตว์พันธะมาให้”
“สัตว์พันธะแฝงอยู่ในกายนาง” อาจารย์ใหญ่ที่เดินมากับอาจารย์ประจำวิชาสัตว์พันธะเอ่ย
“ใช่เจ้าค่ะ” คุณหนูไป๋เรียกมี่เก๋อให้ออกมาปรากฎกาย
“เหตุใดไม่บอก”
“พยายามแล้วเจ้าค่ะ ท่านไม่ให้ข้าพูด” ลี่เฟยกล่าวก่อนอุ้มมี่เก๋อขึ้นมา หันไปทิศของอาจารย์ทั้งสองด้านหลังแทน
“นั่นจิ้งจอกเทพขาวหายาก ทั้งยังแฝงร่างได้แล้ว หากไม่บอกคงคิดว่าเจ้ามีปราณสีเขียวเป็นแน่” อาจารย์วู่พยักหน้ายอมรับ ตั้งกระโจมพักผ่อนรอผู้อื่นได้เลย “เจ้าทดสอบผ่านแล้ว”
สิ้นคำอาจารย์ ลี่เฟยชี้ให้จูจูย้ายไปตั้งกระโจมบนเนินดินแทนตำแหน่งเดิม เผื่อว่าฝนฟ้าไม่เป็นใจ กระโจมของนางย่อมปลอดภัยกว่า คุณหนูไป๋รับรู้แล้วว่า การออกมาคนแรกดีเช่นนี้เอง การฝ่าฟันในป่าหมอกไม่สนุกนัก การนอนรอบนทำเลดีๆ เช่นนี้ดีกว่าเป็นเท่าตัว
วันรุ่งขึ้นเริ่มมีศิษย์ออกมาจากป่าหมอก แม้จะไม่ใช่สหายกลุ่มเดียวกัน แต่ก็ต่างคนต่างก็สนทนาคลายเหงาระหว่างรออยู่ด้านนอก
“เจ้าได้จิ้งจอกขาวแคระมาเลยหรือ สุดยอดไปเลย จิ้งจอกสีนี้มิใช่ผู้ใดก็จะได้พบ ไม่แน่ว่าพลังปราณของเจ้าอาจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด” มี่เก๋อที่อยากออกมายืดเส้นสายได้โอกาสอวดโฉมกับศิษย์ที่ออกมาเป็นชุดแรกๆ
“หากไม่เพิ่มขึ้นก็ไม่เป็นอันใด ข้าถูกชะตากับมี่เก๋อนัก หากเป็นเพียงหนอนตัวจ้อยก็ยินดีผูกพันธะด้วย”
“ปราณขั้นน้ำเงิน แต่เชื่อมกับสัตว์ชั้นสูงได้ น่านับถือ” ท่านหญิงในจวนชินอ๋องกล่าวขึ้น หลังลงชื่อผ่านการทดสอบเรียบร้อยแล้ว
“พี่ชายของข้าไป๋ช่างชางก็มีสัตว์ในพันธะเป็นจิ้งจอก อาจเป็นสัตว์ประจำตระกูลก็เป็นได้” ไป๋ลี่เฟยหันไปตอบกับท่านหญิงจ้าวหนิงเหมย
“เทียบเชิญงานวันครบรอบอายุสิบสี่ปีของข้า จะส่งไปเปลี่ยนให้ที่จวน ขอเชิญเจ้าร่วมโต๊ะพิเศษเถิด คนมีอนาคตเช่นนี้ เสด็จพ่อของข้าสั่งสอนให้คบค้าสมาคมไว้” เมื่อกล่าวจบท่านหญิงที่มีบิดาศักดิ์เป็นรองเพียงฮ่องเต้ก็เดินจากไป
“เช่นนั้น ข้าไปก่อน เมื่อครู่เห็นสหายเดินออกมาแล้ว ดูไม่จืดทีเดียว” ศิษย์ร่วมสำนักที่ร่วมสนทนากันก่อนท่านหญิงเข้ามาเอ่ยลา
“เชิญเถิด ไว้พบกัน” ลี่เฟยยิ้มส่ง
.
.
.
“จูจู เทียบเชิญเดิมของท่านหญิงข้านั่งตรงที่ใด” ไป๋ลี่เฟยที่จำได้ว่าชาติก่อน นางนั่งอยู่ในโต๊ะพิเศษอยู่แล้ว ทั้งปีก่อนก็ไม่อาจไปร่วมงาน ด้วยบาดเจ็บจากบททอสอบสิ้นปีของอาจารย์โฉ่
“ผังที่แจ้งมาคุณหนูนั่งถัดจากคุณหนูเสิ่น ด้านหลังเป็นคุณหนูรองเจ้าค่ะ”
“อย่างนั้นเอง”
ลี่เฟยเข้าใจได้ทันที เมื่อชาตินี้นางมีระดับพลังธรรมดาสามัญ การจัดลำดับความสำคัญจึงยึดถือจากตระกูลให้นั่งแถวหน้าเพียงเท่านั้น อีกทั้งยังมิได้มีความสนิทสนมกับท่านหญิงมากนัก จึงไม่ได้ถูกเชิญให้เป็นแขกโต๊ะพิเศษตั้งแต่แรก แต่เมื่อท่านหญิงเห็นว่านางเชื่อมพันธะกับสัตว์ชั้นสูงได้ จึงมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น
“ไปยืนใกล้ๆ กับม่านหมอกเถิด หากจี้ผ่าออกมาจะได้เจอทันที”
ไป๋ลี่เฟยรอแล้วรอเล่ากว่าฉือจี้ผ่าจะออกมาก็ปาเข้าไปรุ่งเช้าวันที่เจ็ด “คิดถึงเจ้าจัง ข้ากินแต่ผลไม้จนซูบผอมไปหมดแล้ว”
“เช่นนั้นรีบลงชื่อรายงานตัว แล้วไปรับเนื้อตากแห้งจากบ่าวของเจ้ากันเถิด” ลี่เฟยมองดูลิงน้อยที่เกาะไหล่ของฉือจี้ผ่าไม่วางตา
ตัวเดียวกับชาติก่อนไม่ผิดแน่
“เหตุใดออกมาช้านักเล่า” ลี่เฟยเอ่ยถามเพื่อนที่กำลังต่อแถวรอรายงานตัว
“จงหยาอยากกินผลไม้ทุกชนิดในป่าก่อนน่ะสิ กว่าจะตั้งจิตเปลี่ยนป่าได้ครบทุกรูปแบบที่จงหยาต้องการก็กินเวลาไปนานเช่นนี้”
“ห๊า เข้าไปแล้วเปลี่ยนสภาพป่าในภายหลังได้ด้วยหรือ” ลี่เฟยตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ป่าแห่งนี้เรื่องลึกลักมากมายเสียจริง
“ทีแรกข้าก็ไม่รู้ แต่เมื่อเชื่อมพันธะแล้ว จงหยาต้องให้ข้าร่วมมือด้วยจึงเปลี่ยนได้” จี้ผ่าเงยหน้าขึ้นมองลิงน้อยบนไหล่ที่ทำหน้าตาไม่รู้ไม่ขี้ใส่ “เอ๋…มาว่าข้าทำไมเล่า” คุณหนูฉือเริ่มถกเถียงกับลิง
“อัศจรรย์จริง…ใกล้ถึงตาเจ้าแล้ว ข้ารอด้านข้างนะ” ลี่เฟยถอยออกมา ปล่อยหนึ่งคนหนึ่งลิงงอนใส่กันไปมา
.
.
.
เวลาสิบวันในที่สุดก็ผ่านไปโดยไม่มีศิษย์บาดเจ็บหนัก นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีของสำนัก โดยมีศิษย์ไม่ผ่านการทดสอบในชั้นปีนี้หกรายด้วยกัน ที่เหลือล้วนแล้วแต่ออกมาจากป่าหมอกด้วยสัตว์พันธะที่น่าพอใจ โดยมีจิ้งจอกของไป๋ลี่เฟยน่าตื่นตาที่สุด รองลงมาเป็นนกยูงของไป๋ซินหยาน ทำให้แม้ว่าพลังปราณของซินหยานจะคงที่ดังเดิมก็ยังไม่ถูกดูหมิ่นอันใด