บทที่ 14 แม่ทัพเหยาหลี่จวิน
หน้าลานพระราชวังหลวง
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ลานพระราชวังหลวงถูกแปรเปลี่ยนเป็เวทีประลองยุทธอันทรงเกียรติ องค์จักรพรรดิประทับบนบัลลังก์ัสูงตระหง่าน พระพักตร์เคร่งขรึม สองข้างบัลลังก์มีองค์ไทเฮาและฮองเฮาประทับอยู่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊เรียงรายรอบลาน ต่างจับจ้องเวทีประลองเบื้องหน้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
เสียงกลองศึกดังกระหึ่ม ก้องสะท้อนไปทั่วทั้งลาน เหล่าทหารองครักษ์ยืนระวังภัย เสียงซุบซิบของข้าราชบริพารดังแ่เบา ทุกคนต่างรู้ดีว่าการประลองครั้งนี้ไม่ได้เป็เพียงการต่อสู้ธรรมดา แต่เป็ศึกศักดิ์ศรีระหว่างสองแคว้น หากแคว้นฉีแพ้ เท่ากับสูญเสียเกียรติยศของราชวงศ์ และอาจต้องเสียเมืองให้แคว้นฉู่ตามสัญญาพนันที่ทำไว้
ฉีตงหยาง หรือหลี่เฟยเทียน สวมอาภรณ์นักรบสีดำขลิบทอง ก้าวเดินออกสู่ลานประลองด้วยท่วงท่าสงบนิ่งแต่อบอวลด้วยความมาดมั่น แววตาของเขากวาดมองไปรอบสนาม ก่อนจะหยุดลงที่บุคคลผู้หนึ่ง
นักรบแคว้นฉู่
บุรุษร่างกำยำในชุดเกราะสีดำแซมแดงยืนอยู่กลางลาน ดวงตาดุร้าย ร่างกายเต็มไปด้วยไอสังหาร มือกำดาบใหญ่ไว้แน่น แผ่รังสีคุกคามไปทั่ว
เื้ันักรบคือสตรีผู้หนึ่ง นางสวมอาภรณ์แพรสีม่วงอ่อนปักลวดลายทอง บ่งบอกถึงฐานะสูงส่ง รูปโฉมงดงามเกินหญิงทั่วไป นางคือ องค์หญิงแห่งแคว้นฉู่ นางมิใช่เพียงธิดาแห่งกษัตริย์ศัตรู แต่เป็ผู้ที่นำกองทัพและนักรบมือฉมังมาเหยียบแผ่นดินแคว้นฉีด้วยตนเอง
ฉีตงหยางจ้องมองพวกเขาอย่างเงียบงัน ทว่าคิ้วของเขากลับขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขากวาดสายตาไปทั่วบริเวณ
เหตุใดแม่ทัพเหยาหลี่จวินจึงไม่อยู่ที่นี่?
องค์จักรพรรดิเองก็ทรงมีรับสั่งถามขุนนางฝ่ายทหารด้วยพระสุรเสียงเคร่งเครียด
"เหตุใดแม่ทัพเหยาไม่มาปรากฏตัวตามกำหนด?"
เหล่าขุนนางมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เสนาบดีหลิวซ่างแสร้งทำสีหน้าใ โค้งคำนับก่อนกล่าวว่า
"ฝ่าา กระหม่อมจะให้คนไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ อาจเป็ความผิดพลาดของทหารที่ควบคุมตัวเขา"
ฉีตงหยางมองเสนาบดีหลิวซ่างด้วยแววตาเย็นเยียบ หากเป็เมื่อวานเขาคงเพียงสงสัย แต่หลังจากที่ได้แอบฟังบทสนทนาเมื่อคืน วันนี้เขากลับแน่ใจแล้วว่าเื่นี้ต้องมีเื้ัอย่างแน่นอน
ขณะที่การประลองใกล้จะเริ่มขึ้น เขาจำต้องรับมือกับศัตรูตรงหน้าไปก่อน แต่ในใจ กลับครุ่นคิดถึงวิธีที่จะช่วยแม่ทัพเหยาหลี่จวินออกมาให้ได้
ฉู่ซิ่วอิง องค์หญิงแห่งแคว้นฉู่ นางก้าวออกมาจากกลุ่มขุนนางแคว้นฉู่ด้วยท่วงท่าสง่างาม กระโปรงแพรสีม่วงอ่อนปักดิ้นทองสะบัดพลิ้วไปตามสายลม ร่างสูงโปร่งระหงดั่งลำไผ่ ทว่าเต็มไปด้วยพลังอำนาจทุกย่างก้าว
ใบหน้าของฉู่ซิ่วอิงมิใช่ความงามอ่อนหวานแบบหญิงทั่วไป หากแต่เปี่ยมด้วยความเฉียบคมดั่งคมดาบ นางมีคิ้วเรียวโก่งราวคันศร ดวงตาคู่โตสีดำสนิทเจิดจ้าเปี่ยมด้วยประกายอันแหลมคม ริมฝีปากบางกระจับแฝงรอยยิ้มเ็า ดูทระนงและถือดีในศักดิ์ศรี
เส้นผมดำขลับเกล้าเป็ทรงสูง ประดับด้วยปิ่นทองแกะสลักลวดลายพยัคฆ์อันเป็สัญลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์แคว้นฉู่ อาภรณ์ที่นางสวมใส่ตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี แม้จะเป็อาภรณ์ของสตรี แต่กลับมิได้ลดทอนความองอาจแม้แต่น้อย สายคาดเอวหนังเสือพาดอยู่เหนือสะโพก ประกอบด้วยดาบคู่ที่รัดแน่นติดกับตัว
เมื่อก้าวขึ้นสู่ลานประลอง กระแสอาฆาตอันเย็นเยียบก็แผ่ซ่านออกจากร่างนาง นางมิใช่เพียงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง หากแต่เป็นักรบผู้ผ่านศึกมาแล้วหลายสมรภูมิ ชื่อของ "ฉู่ซิ่วอิง" เป็ที่เลื่องลือในหมู่ทหารชายแดนว่าเป็ "พยัคฆ์สาวเืเย็นแห่งแคว้นฉู่"
เสียงปรบมือดังขึ้นจากเหล่าทหารแคว้นฉู่ ทุกคนให้ความเคารพนางในฐานะผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงเพราะศักดิ์ฐานะ แต่เพราะนางพิสูจน์ตนเองผ่านคมดาบและหยาดโลหิตมาแล้ว
ดวงตาของนางจับจ้องไปที่ฉีตงหยาง สายตานิ่งสงบดั่งมหาสมุทรที่ไร้คลื่นลม หากแต่ภายในซ่อนเร้นพายุร้ายที่พร้อมจะพัดกระหน่ำในพริบตา
"องค์ชายเก้าแห่งแคว้นฉี หวังว่าท่านจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"
เสียงหวานใสของนางดังขึ้น แฝงแววเย้ยหยันและท้าทายในที ฉีตงหยางสบตานางนิ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ
"องค์หญิงไม่ต้องห่วง ข้าย่อมไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน"
สนามประลองกลางลานพระราชวัง แคว้นฉี
ฉีตงหยางก้าวขึ้นสู่ลานประลองด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง แฝงความเฉียบขาดในทุกย่างก้าว เขาประสานมือคารวะองค์หญิงแคว้นฉู่ตามธรรมเนียม แสดงมารยาทอันสมกับฐานะขององค์ชายราชวงศ์
"องค์หญิง ฉู่ซิ่วอิง…"
เสียงของเขาเรียบเรื่อย แต่แฝงแววคมกริบ
"...ข้าเพิ่งเดินทางกลับมาถึงเมื่อวันก่อนและยังไม่ได้รับรู้รายละเอียดของเงื่อนไขการพนันที่แคว้นฉีได้ตกลงไว้กับแคว้นฉู่ หากไม่เป็การรบกวน ท่านช่วยทบทวนให้ข้าอีกครั้งได้หรือไม่?"
องค์หญิงแคว้นฉู่ยกยิ้มบาง สายตาของนางเต็มไปด้วยความทระนง พลางพยักหน้ารับ ก่อนจะกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ตามที่ตกลงกันไว้…"
นางทอดเสียง มองรอบลานประลองที่เต็มไปด้วยทหาร ขุนนาง และองค์จักรพรรดิ "...การแข่งขันจะมีทั้งหมดสามเกม แบ่งเป็บุ๋นและบู๊"
"เกมบู๊"
นางผายมือไปทางชายร่างกำยำสวมชุดดำแกมแดง รูปร่างสูงใหญ่ราวพยัคฆ์ สายตาเหี้ยมเกรียม
"นักรบผู้นี้จะเป็ตัวแทนแคว้นฉู่ในการประลองยุทธ์"
จากนั้นนางก็เหลือบสายตามาทางชายชราในชุดขุนนางที่ยืนอยู่ด้านหลัง
"...ส่วนเกมบุ๋น จะเป็การแข่งขันปัญญา ตัวแทนของแคว้นฉู่คือราชครูของเรา…"
นางขยับปลายคิ้วเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ
"...ข้าเป็เพียงผู้นำทัพ ไม่มีความจำเป็ต้องลงแข่งเอง"
ฉีตงหยางพยักหน้าเบาๆ แสดงท่าทีรับฟังอย่างสงบ กระนั้นในแววตากลับมีประกายประเมินสถานการณ์
องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"เงื่อนไขการเดิมพันระบุไว้ชัด หากแคว้นฉีเป็ฝ่ายพ่ายแพ้…"
นางเน้นเสียง พลางกวาดตามองขุนนางแคว้นฉีที่ยืนอยู่
"...แคว้นฉีต้องมอบเมืองชายแดนห้าเมืองให้แก่แคว้นฉู่"
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝั่งขุนนางแคว้นฉี แม้จะรับรู้เงื่อนไขนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากขององค์หญิงฉู่ซิ่วอิง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะร้อนรน
ฉีตงหยางยังคงยืนสงบ ก่อนจะเอ่ยถามเรียบๆ
"แล้วถ้าหากแคว้นฉู่เป็ฝ่ายพ่ายแพ้เล่า?"
ฉู่ซิ่วอิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"แคว้นฉู่จะแค่เดินทางกลับไปโดยไม่รุกล้ำแคว้นฉีอีก"
ทันทีที่สิ้นคำ ฉีตงหยางหัวเราะออกมาดังลั่นก้องไปทั้งเวทีประลองยุทธ์ ดวงตาของเขาฉายแววคมกริบ ก่อนจะกล่าวเสียงเ็า
"พูดเช่นนี้แคว้นฉู่ก็ใช้อำนาจของแคว้นใหญ่รังแกแคว้นเล็กอย่างไม่ละอายแล้วสินะ?"
องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงหรี่ตามองเขา
"เ้าหมายความว่าอย่างไร?"
ฉีตงหยางยิ้มเย็น
"หากแคว้นฉีแพ้ ต้องเสียเมืองห้าเมือง แต่หากแคว้นฉู่แพ้กลับไม่ได้เสียอะไรเลย เช่นนี้มิใช่การเดิมพัน แต่เป็การบีบบังคับเสียมากกว่า"
คำพูดของเขาทำให้สีหน้าของขุนนางแคว้นฉู่บางคนแปรเปลี่ยน องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงจ้องเขาอย่างพินิจ
"แล้วท่าน้าให้เป็อย่างไร?"
ฉีตงหยางก้าวไปด้านหน้า ดวงตาของเขาทอประกายแน่วแน่
"หากแคว้นฉู่้าให้แคว้นฉียอมเดิมพันด้วยเมืองห้าเมือง เช่นนั้นแคว้นฉู่ก็ควรต้องเดิมพันด้วยเมืองห้าเมืองเช่นกัน"
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าครั้งก่อน
ฉู่ซิ่วอิงจ้องเขาเนิ่นนาน ก่อนจะหัวเราะออกมาดังลั่นเช่นกัน นางไม่ได้ตอบรับทันที แต่กลับหันไปมองขุนนางแคว้นฉู่ และราชครูที่ยืนอยู่เื้ั
จากนั้นนางหันกลับมา สายตาของนางประสานกับฉีตงหยาง
"ข้าจะนำข้อเสนอนี้ไปหารือกับราชครูและเหล่าขุนนางของแคว้นฉู่ก่อน"
ฉีตงหยางพยักหน้า
"และข้าอยากเพิ่มเงื่อนไขอีกหนึ่งข้อ"
ฉู่ซิ่วอิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"ว่ามา"
"หากแคว้นฉู่แพ้ นอกจากจะมอบเมืองห้าเมืองให้แก่แคว้นฉีแล้ว ยังต้องลงสัญญาว่าจะไม่ยกทัพมารุกรานแคว้นฉีเป็เวลาสามสิบปี"
คราวนี้เสียงฮือฮาดังไปทั่วทั้งลานประลอง ฉู่ซิ่วอิงเองก็ชะงักไปเล็กน้อย
ดวงตาของนางวาววับขึ้นทันที
"สามสิบปีงั้นหรือ? เ้าไม่คิดว่าเป็เวลานานเกินไปหรือ?"
ฉีตงหยางยิ้มบาง
"หากแคว้นฉู่มั่นใจว่าจะชนะการเดิมพันนี้จริง เช่นนั้นเงื่อนไขนี้ก็ไม่มีความหมายกระมัง"
ฉู่ซิ่วอิงจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง
"ดี... เ้าช่างเป็คนที่เจรจาต่อรองได้แหลมคมจริงๆ ฉีตงหยาง"
นางกล่าวจบก็หมุนกายกลับไปหาราชครูและขุนนางของแคว้นฉู่ เพื่อหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ฉีตงหยางเสนอ
ส่วนฉีตงหยางยืนสงบนิ่ง แต่ภายในดวงตาสะท้อนประกายแสงแห่งความเฉียบแหลม
"แคว้นฉู่คิดจะรังแกแคว้นฉีโดยไม่ต้องเดิมพันสิ่งใด ไม่มีทางที่ข้าจะยอมให้เป็เช่นนั้น"
และเหมือนการประลองที่แท้จริงก็เริ่มขึ้น แม้จะยังไม่ได้จับดาบเลยก็ตาม...
องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงใช้เวลาเพียงครู่เดียวในการปรึกษากับราชครูของแคว้นฉู่ ก่อนจะเดินกลับมายังลานประลองด้วยท่าทางมั่นใจ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความมาดมั่น สายตาแน่วแน่จับจ้องฉีตงหยาง
"ตกลง เราแคว้นฉู่ยอมรับเงื่อนไขของท่าน…"
นางกล่าวเสียงดังฟังชัด น้ำเสียงเจือแววท้าทาย
"...หากแคว้นฉู่แพ้ เราจะมอบเมืองห้าเมืองให้ และจะไม่รุกรานแคว้นฉีเป็เวลาสามสิบปี"
เสียงอื้ออึงดังขึ้นอีกครั้งในหมู่ขุนนางแคว้นฉี บางคนรู้สึกพอใจที่แคว้นฉู่ยอมรับข้อตกลงนี้โดยไม่คัดค้าน แต่บางคนกลับวิตกกังวล เพราะหากแคว้นฉีเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ เมืองห้าเมืองย่อมตกเป็ของแคว้นฉู่โดยไม่มีทางเลี่ยง
ฉู่ซิ่วอิงก้าวเข้าไปใกล้ฉีตงหยางเล็กน้อย แววตาของนางทอประกายเหยียดหยามเล็กน้อย
"แต่ข้าก็มั่นใจเช่นกัน ว่าการประลองครั้งนี้ แคว้นฉู่จะเป็ฝ่ายชนะ…"
นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
"...ไม่ต้องเสียเืเนื้อทหาร ไม่ต้องให้ประชาชนของเราต้องเดือดร้อน เพียงแค่การประลองเล็กน้อย เราก็จะได้แผ่นดินกลับไปโดยง่าย"
ฉีตงหยางมองนางด้วยแววตานิ่งสงบ ก่อนจะกล่าวเรียบๆ
"เช่นนั้นเราคงต้องรอดูผลของการประลองเสียก่อน"
ฉู่ซิ่วอิงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อย พลางกวาดตามองไปรอบๆ ลานประลอง
"ว่าแต่..."
นางลากเสียงเล็กน้อย
"...ผู้ใดคือผู้ที่จะลงประลองในเกมบู๊ และผู้ใดจะลงแข่งในเกมบุ๋นของแคว้นฉีหรือ? .."
นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัย
"...ข้ามองดูแล้ว ก็ยังไม่เห็นผู้ที่เหมาะสมเลย"
ฉีตงหยางไม่ได้ตอบในทันที แต่กลับทอดสายตาไปทางองค์จักรพรรดิที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ เช่นเดียวกับขุนนางแคว้นฉีคนอื่นๆ ที่เริ่มมีสีหน้ากระวนกระวาย เพราะจนถึงตอนนี้ แม่ทัพเหยาหลี่จวินก็ยังไม่ปรากฏตัว
"หรือว่าแคว้นฉี... หมดสิ้นไร้ผู้มีฝีมือ ไม่มีผู้กล้าพอที่จะขึ้นประลองแล้วหรือ?"
องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเยาะเล็กน้อย ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมลานประลอง
ทันใดนั้น ปรากฎเสียงอื้ออึงของเหล่าขุนนางและทหารดังก้อง เมื่อร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากแนวขุนนางด้านหลัง
ชายผู้มาใหม่อยู่ในชุดสีขาวเปรอะเปื้อนฝุ่นโคลนและคราบเืจางๆ ร่างกายของเขาดูซูบเซียว แต่แววตายังคงเปี่ยมไปด้วยพลัง แม้ร่างกายจะถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่ข้อมือและข้อเท้า เสียงลากโซ่ดังก้องไปทั่วลานประลอง ทุกสายตาจับจ้องมายังบุรุษผู้นี้
"แม่ทัพเหยาหลี่จวิน!"
เสียงกระซิบของขุนนางดังระงม พวกเขาต่างไม่อยากเชื่อสายตา ว่าผู้ที่เคยเป็แม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นฉีจะถูกปล่อยออกมาในสภาพนี้
บนบัลลังก์สูงสุด องค์จักรพรรดิเสด็จลุกขึ้น ดวงเนตรลุกวาวด้วยโทสะ พระพักตร์แปรเปลี่ยนเป็ขึ้งโกรธทันที
"เสนาบดีหลิวซ่าง! นี่มันเื่อะไรกัน!"
เสนาบดีหลิวซ่างคุกเข่าลงทันที รีบโขกศีรษะกับพื้น
"ฝ่าา โปรดทรงอภัย เป็ความผิดของข้าพระองค์ที่มิได้ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน! เหล่าผู้คุมสื่อสารผิดพลาด ทำให้แม่ทัพมิได้ถูกเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการประลอง"
"เตรียมตัวให้พร้อม? ..."
องค์จักรพรรดิชี้พระหัตถ์มายังแม่ทัพเหยา
"...เ้ากล้าบอกข้าว่า... การปล่อยเขาออกมาในสภาพนี้ เรียกว่าการเตรียมตัวงั้นรึ!? เหตุใดจึงไม่บำรุงให้ข้าวปลาอาหาร ไม่ปลดโซ่ตรวน ไม่ให้เขาฟื้นฟูกำลังก่อนเข้าสู่ลานประลอง? หรือท่าน้าให้แคว้นฉีเราพ่ายแพ้ในการประลองครั้งนี้..!"
"ฝ่าา! ข้าผิดไปแล้ว!..."
เสนาบดีหลิวซ่างรีบกล่าวโทษ
"...เป็ความผิดของผู้คุมที่ดูแลคุก ข้าจะสั่งให้ลงโทษพวกมันเดี๋ยวนี้!"
เขาส่งสัญญาณให้ทหารลากตัวผู้คุมเรือนจำออกมา ก่อนจะออกคำสั่งทันที
"...นำตัวไปปะา!"
เสียงร้องขอชีวิตของผู้คุมดังขึ้น แต่ไม่มีใครสนใจ ทหารลากตัวเขาออกไปจากลานประลองอย่างรวดเร็ว
องค์หญิงแคว้นฉู่ ฉู่ซิ่วอิงมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสายตาเย้ยหยัน ก่อนจะหัวเราะดังลั่น
"แคว้นฉีของพวกท่าน... ไม่มีผู้กล้าที่มีความสามารถแล้วหรืออย่างไร? ..."
นางกล่าวพลางกวาดตามองแม่ทัพเหยาหลี่จวินที่ยืนอยู่ด้วยสภาพอิดโรย
"...จนถึงกับต้องนำ 'นักโทษ' มาลงประลอง เช่นนี้ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติแคว้นฉู่ของข้า หากแคว้นฉีไม่มีนักรบที่พร้อมจะสู้แล้ว ก็จงยอมรับความพ่ายแพ้เสียดีๆ …"
นางก้าวออกมายืนกลางลานประลอง ประกาศเสียงดัง
"...ตามกติกาเดิม หากแคว้นฉีไม่สามารถส่งคนที่เหมาะสมมาประลองได้ ก็ถือว่าแพ้โดยปริยาย! เมืองห้าเมือง จงตกเป็ของแคว้นฉู่!"
เสียงกระซิบกระซาบอื้ออึงดังขึ้นทั่วบริเวณ ขุนนางบางคนเริ่มแสดงความหวาดวิตก หลายคนมองไปที่องค์จักรพรรดิอย่างรอคอยคำตัดสิน ขณะที่เสนาบดีหลิวซ่างยืนก้มหน้าเงียบ ไม่คิดกล่าวแย้งใดๆ
ทว่า ในขณะที่ความเงียบกำลังครอบงำลานประลอง เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นขัดจังหวะ
"ช้าก่อน!..."
ทุกสายตาหันไปมองร่างในชุดดำซึ่งก้าวออกมายืนเคียงข้างแม่ทัพเหยาหลี่จวิน
ฉีตงหยาง หรือหลี่เฟยเทียน ก้าวออกมาพร้อมกับสายตาแน่วแน่
"...ผู้ใดบอกว่าแคว้นฉีของข้าไม่มีผู้กล้า?"
กลางลานประลอง ฉีตงหยางยืนประจันหน้ากับอดีตแม่ทัพเหยาหลี่จวิน ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองสำรวจร่างของบุรุษสูงวัยตรงหน้า แม้ร่างกายของแม่ทัพเหยาจะซูบเซียว แผ่นหลังเคยเหยียดตรงบัดนี้งองุ้มเล็กน้อยจากความอดอยากและความเหนื่อยล้า แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือแววตาของนักรบ ลึกสงบ ทว่ามั่นคง
ฉีตงหยางเผยรอยยิ้มบางๆ ราวกับจะปลอบขวัญ
"ท่านแม่ทัพ... ไหวหรือไม่? ..."
แม่ทัพเหยาหลี่จวินมองเขาด้วยสายตาสับสน
"ข้าไม่เข้าใจ... พวกเ้าให้ข้าออกมาจากที่คุมขังเพื่ออะไร? หรือข้ากำลังจะถูกปะาที่นี่?"
ฉีตงหยางใจหายวูบ นั่นแสดงให้เห็นว่าเสนาบดีหลิวซ่างมันทำตามที่วางแผนไว้จริงๆ เขาฝืนยิ้มส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ท่านไม่ได้ถูกนำมาตาย ท่านถูกนำมาเพื่อสู้ เพื่อศักดิ์ศรีของแคว้นฉี"
แม่ทัพเหยาขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียด ขณะที่ฉีตงหยางอธิบายข้อตกลงและเงื่อนไขของการประลองระหว่างแคว้นฉีและแคว้นฉู่ให้ฟังอย่างละเอียด แม่ทัพเหยาฟังจบก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ
"ฮึ... พวกมันคิดว่าข้าไม่มีพลังเหลือแล้วงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ..."
ดวงตาของแม่ทัพเหยาฉายแววแน่วแน่ แม้ร่างกายจะถูกทำให้อ่อนแอ แต่หัวใจนักรบของเขายังคงแข็งแกร่ง
ฉีตงหยางเห็นเช่นนั้น ก็พยักหน้าให้ทหารเข้ามาปลดโซ่ตรวนให้แม่ทัพเหยา โซ่เหล็กที่พันธนาการข้อมือข้อเท้าหลุดลงสู่พื้นพร้อมเสียงกระทบดังกังวาน ทว่าทันทีที่หลุดพ้นจากพันธนาการ ร่างของแม่ทัพเหยาก็เซไปเล็กน้อย ฉีตงหยางรีบยื่นมือไปประคอง
"ร่างกายของท่านยังไม่พร้อม ข้าไม่อาจให้ท่านลงสู้ในวันนี้ได้"
แม่ทัพเหยาหลี่จวินเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า สายตาของเขาฉายแววซาบซึ้งใจ
"แต่ข้าไม่อาจให้แคว้นฉีต้องพ่ายแพ้เพราะข้าเช่นกัน"
ฉีตงหยางส่ายหน้า ก่อนจะเดินไปเผชิญหน้ากับองค์หญิงแคว้นฉู่
"ข้าขอเสนอให้วันนี้เป็การประลองบุ๋นก่อน ส่วนการประลองบู๊เลื่อนเป็วันพรุ่งนี้"
องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงขมวดคิ้วทันที
"เหตุใดข้าต้องยอม?"
ฉีตงหยางยกมุมปากเล็กน้อย
"แคว้นฉู่ของเ้ามั่นใจว่าจะชนะอยู่แล้วมิใช่หรือ? เช่นนั้นก็ควรให้โอกาสคู่ต่อสู้ได้เตรียมตัวให้พร้อม หากชนะคู่ต่อสู้ที่ไม่พร้อม เ้าคงไม่คิดว่านั่นเป็ชัยชนะที่สมศักดิ์ศรีกระมัง?"
องค์หญิงฉู่ซิ่วอิงจ้องมองฉีตงหยางอย่างพินิจ นางเป็นักรบ รู้ดีว่าชัยชนะที่ไร้เกียรติไม่มีวันถูกจารึกในประวัติศาสตร์อย่างงดงาม ในที่สุด นางก็พยักหน้า
"ดี! ข้าจะยอมให้แคว้นฉีได้ตั้งตัว... แต่อย่าคิดว่าข้าจะปรานีในวันพรุ่ง"
เสียงฮือฮาดังขึ้นในลานประลอง ฉีตงหยางเพียงยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปพยุงแม่ทัพเหยาให้กลับไปพักฟื้น เพื่อให้พร้อมสำหรับวันต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป