เส้นทางอันคดโค้งที่ทอดยาวลงจากปายเข้าสู่เชียงใหม่ดูเหมือนจะเป็ถนนที่พาใครหลายคนกลับสู่โลกแห่งความจริง…อุณหภูมิเริ่มเย็นลง บาง่ของทางมีหมอกลอยต่ำบดบังทิวเขาไกลลิบ ละอองฝนบาง ๆเกาะพราวอยู่บนกระจกรถตู้ที่แล่นช้า ๆ อย่างระมัดระวัง เสียงใบปัดน้ำฝนเสียดสีเป็จังหวะเดียวกับความเงียบภายในรถ
เฟิร์นนั่งข้างหน้าต่าง หัวพิงกระจกกลิ่นไอของเมืองใหญ่เริ่มแทรกซึมเข้ามาแทนกลิ่นป่าเขา กลิ่นกาแฟสดลอยมาตามถนนและเสียงจักรยานยนต์ที่วิ่งผ่านไปอย่างไม่รีบร้อนมันไม่เร่งรีบเท่าเมืองหลวง...แต่ก็ไม่ช้าพอจะเรียกว่าสงบ
รถตู้คันเล็กจอดสนิทหน้าอาคารสามชั้นผนังบางส่วนแตกลายงาเหมือนผ่านกาลเวลามานานหลายปีระเบียงไม้บนชั้นสองและสามมีต้นเฟิร์นแขวนห้อยลงมาเขียวชอุ่มราวกับพยายามต้อนรับผู้มาเยือนอย่างอ่อนโยน
“วันนี้พักที่นี่กัน”ภูมิพูดพร้อมยิ้มจาง ๆ พลางเปิดประตูรถแล้วคว้ากระเป๋าสะพายขึ้นพาดบ่า“เดี๋ยวพี่แนะนำให้รู้จักเพื่อนพี่เอง”
เฟิร์นกับเจมส์ลงตามมาช้า ๆท่าทางทั้งคู่ยังมีความประหม่าบางอย่างติดตัวทั้งสองกวาดสายตามองสำรวจโฮสเทลตรงหน้า ตัวตึกด้านล่างเป็ปูนเรียบ ๆดูธรรมดาอย่างที่หาได้ทั่วไปในเมืองใหญ่แต่ระเบียงไม้และต้นไม้ห้อยระย้านั่นแหละที่ทำให้มันมีเสน่ห์บางอย่างที่ต่างออกไป
ภูมิหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเฟิร์นและเจมส์โดยไม่ได้พูดอะไรรูปที่เขาเก็บไว้มักจะไม่ใช่ภาพวิวเสมอไป บางครั้งเป็แววตา ท่าทางหรือรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่อาจเลือนหายไปหากไม่ถูกหยุดไว้ด้วยภาพ
ด้านหน้ามีป้ายไม้เล็ก ๆ แขวนอยู่ เขียนว่า “Home AwayHostel”
“ที่นี่ของเพื่อนพี่เหรอ?” เฟิร์นถามขณะเงยหน้ามองขึ้นไปยังระเบียงไม้ที่ต้นเฟิร์นแกว่งเบา ๆตามแรงลม
“ใช่ ร้านเพื่อนสนิทพี่เองชั้นล่างเป็บาร์ ชั้นบนเป็โฮสเทล มีห้องไม่เยอะหรอกเธอชอบพูดว่า—สร้างไว้ให้คนที่ยังไม่พร้อมจะกลับบ้าน”น้ำเสียงของภูมิแฝงด้วยความผูกพันลึก ๆ อย่างบอกไม่ถูก
ประตูบานไม้ส่งเสียงเบา ๆ เมื่อถูกเปิด เสียงกระดิ่งเล็ก ๆที่แขวนอยู่บนขอบประตูสั่นไหวรับแขกที่ทำให้บรรยากาศอบอุ่นกว่าที่คิด
“เฮ้ยยยยยยย! นึกว่าจะไม่มาแล้ว!”เสียงะโดังจากหลังบาร์
หญิงสาวรูปร่างเล็ก ผมสั้นซอยเท่ ๆ เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์เธอสวมเสื้อยีนส์ซีด ท่าทางทะมัดทะแมงแต่แววตาอบอุ่นจนไม่น่าเชื่อ
“มิ้น” ภูมิพูดเบา ๆแต่แววตาเขาเปล่งประกายอย่างที่ไม่ค่อยมีใครเคยเห็น
มิ้นโผเข้ากอดแ่าเหมือนกับคนที่เก็บความคิดถึงไว้เต็มอก“คิดถึงโว้ย!”
ภูมิหัวเราะพลางลูบหลังเธอเบา ๆ“โทษที ไม่ได้มาหานานเลย”
เขาเปิดเป้หยิบของจุกจิกออกมาวางเรียงบนเคาน์เตอร์ พวงกุญแจไม้จากปายหมวกผ้าทอจากแม่ฮ่องสอน ตุ๊กตาผ้าปักมือเล็ก ๆ จากชาวเขาและแก้วกาแฟทำมือจากเชียงรายเรียงอยู่เรียบร้อย
“เฮ้ย… ขอบคุณมากนะแก”มิ้นหัวเราะและยิ้มพลางหยิบของแต่ละชิ้นขึ้นมาดูด้วยความรัก“ต้องหาชั้นวางเพิ่มอีกแล้วแหละ”
“เต็มห้องรึยังเนี่ย?” ภูมิแกล้งถาม
เฟิร์นมองสองคนตรงหน้าแวบหนึ่งเธอรู้สึกถึงความแน่นแฟ้นของมิตรภาพแบบที่เธอเองไม่อาจแทรกเข้าไปได้ เจมส์ยืนเงียบๆ ข้าง ๆ เหมือนอยู่ผิดเวลา ผิดที่
“แล้วสองคนนี้คือ?” มิ้นหันไปหาเฟิร์นกับเจมส์ในที่สุด
“อ๋อ เจมส์ไงโตขึ้นจนจำไม่ได้เลยล่ะสิ” ภูมิบอก “ส่วนนี่เฟิร์นเราเที่ยวด้วยกันั้แ่ช่องเย็นแล้ว”
“พี่มิ้นค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”รอยยิ้มของมิ้นทำให้แม้แต่เจมส์ที่ทำหน้าบึ้งตลอดทาง ยังต้องยิ้มตอบ
“น้องเฟิร์น รู้จักกันได้ไงเนี่ย?” มิ้นเอียงคอถาม
“พึ่งเจอกันที่ช่องเย็นค่ะหนูหนีมาเที่ยวคนเดียว แล้วพี่ภูมิกับเจมส์ก็ชวนมาเที่ยวด้วยกัน”
“จะบ้าตาย!พวกนายชวนคนไปเรื่อยเลยเหรอ” มิ้นหัวเราะ เจมส์หัวเราะตามแบบเขิน ๆ
“แล้วน้องกล้ามากับสองคนนี้ได้ไงเนี่ย?” มิ้นแซวต่อ
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะแต่อย่างน้อยก็ต้องกลับเชียงรายอยู่แล้ว แล้วสองคนนี้ก็ดูไม่อันตราย...มั้ง”เฟิร์นยิ้มเอียง ๆ
“ใจกล้ามากเลยนะ พี่ชอบ ๆ”มิ้นหัวเราะแล้วพาเดินขึ้นไปชั้นบน
ห้องพักเรียบง่ายแต่สะอาด เฟิร์นแยกห้องไปคนเดียวส่วนเจมส์กับภูมินอนด้วยกันเหมือนทุกครั้ง
ตอนค่ำ บาร์เล็ก ๆที่ชั้นล่างเปิดไฟสีอุ่น ๆ เพลงแจ๊สบรรเลงคลอเบา ๆกลิ่นมะนาวฝานลอยมากับอากาศจากค็อกเทลที่มิ้นกำลังชงเธอเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเหมือนเป็บ้านของเธอจริง ๆเจมส์กับเฟิร์นหัวเราะกับเื่เล่าในอดีตของภูมิ ที่มิ้นเอามาแฉทั้งขำและซึ้งเสียงหัวเราะผสมกลิ่นแอลกอฮอล์บางเบาในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความทรงจำ
เมื่อบาร์ปิดลง ความเงียบก็โรยตัวลงมาแทนที่ พวกเขาช่วยกันเก็บร้านเฟิร์นกับเจมส์เมาเล็กน้อย มิ้นจึงพาทั้งสองขึ้นไปส่งถึงห้อง
หลังจากนั้น เธอกลับมานั่งกับภูมิที่เคาน์เตอร์อีกครั้งเหลือเพียงเสียงน้ำแข็งในแก้วที่ละลายช้า ๆ
“เจมส์โตขึ้นมากเลยเนอะ”มิ้นยิ้มแต่สายตาทอดมองขึ้นไปบนบันได
“โตแต่ตัวแหละ”ภูมิแย้ง “แล้ว่นี้เป็อะไรของมันไม่รู้ ดูหน้าบึ้งตึงมาสักพักละ”
“แกนี่มันยังซื่อบื้อไม่เปลี่ยนเลยนะ”มิ้นส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่สังเกตเหรอว่าทำไมเจมส์ถึงดูหงุดหงิด”
“หืม?” ภูมิทำหน้างง
มิ้นหลุดหัวเราะออกมา “โอ๊ยย...นี่แกไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้กันแน่วะภูมิ”
“รู้...อะไร?”
“น้องเจมส์ชอบเฟิร์นใช่ไหมล่ะแล้วเฟิร์นก็ดูสนิทกับแก เห็นทุกวันก็ต้องรู้สึกบ้างแหละ”
ภูมิถอนหายใจ “สำหรับฉัน เฟิร์นก็เป็น้อง...แค่นั้นจริงๆ”
“รู้ ฉันรู้นิสัยแกดีแกมันเวลาไม่คิดอะไร ก็คือไม่คิดอะไรจริง ๆ” มิ้นพูดเสียงแ่ลง“แต่เขาไม่คิดแบบนั้นไง”
“แล้วแกก็ไม่ได้คุยกันตรง ๆมันเลยค้างอยู่แบบนั้นแหละ”
“เฮ้อ...” ภูมิถอนหายใจ“ฉันก็ไม่รู้จะเริ่มคุยยังไง...มันดูไร้สาระด้วยซ้ำถ้าจะพูดออกไปตรง ๆแกหึงฉันกับเฟิร์นเหรอ? แบบนั้นมันตลกป่ะ”
“แล้ว...น้องเฟิร์นก็ดูน่ารักดีนะทำไมแกไม่คิดอะไรกับเธอบ้าง?”
“แกก็รู้ว่าเพราะอะไร”
ภูมิเงียบ สายตาเขาก้มมองแก้วในมือราวกับจะมองทะลุไปถึงอดีต
มิ้นเงียบไปสายตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึก อารมณ์ และความคิดมากมาย เธอพูดไม่ออกเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพูดอะไร เธอยื่นมือไปจับมือของภูมิที่วางอยู่บนโต๊ะเพียงััแค่นิดเดียวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจัันี้มันมากมายกว่าคำพูดใด ๆ ที่เธอจะพูดออกมาได้
ภูมิเงยหน้าขึ้นมามองเธอคำพูดเป็ร้อยเป็พันที่เขาไม่สามารถที่จะเอ่ยออกมาได้
“ฉันรู้ว่ามันยากแต่แกต้องพยายามเดินไปข้างหน้านะ” คำพูดของมิ้นตัดความเงียบสายตาเธอไม่ละออกจากสายตาของเขา
“ฉันยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหนหรอกฉันรอแกั้แ่วันแรกที่เจอ และยังคงรออยู่เสมอ”
“ฉันรู้ว่าแกกับฝ้ายมีความสุขกันมากฉันไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่ง ฉันเป็เพื่อนแกมาเสมอ และจะเป็ต่อไปแต่ก็ไม่เคยเลิกรู้สึกเลย…”
เขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า“ขอโทษนะมิ้น…”
“ไม่เป็ไร ฉันเข้าใจ ฝ้ายก็เป็เพื่อนสนิทฉันเหมือนกัน”มิ้นยิ้ม รอยยิ้มของเธอเหมือนพยายามจะกันไม่ให้น้ำตานั้นไหลออกมา“ฉันแค่อยากให้แกได้รับรู้ไว้ว่าแกไม่ได้ตัวคนเดียวไม่ว่ายังไงแกก็จะมีฉันอยู่เสมอ”
“ฉันเคยบอกแกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่าที่นี่มีห้องว่างให้แกเสมอ”
“แกไม่ต้องลืมฝ้ายฉันรู้ดีว่ามันคงไม่มีทางลืมได้อยู่แล้ว… แต่ฉันอยากให้แกเดินหน้าอย่าจมอยู่ในความรู้สึกนี้อยู่คนเดียวเลย”
ภูมิเงียบไปนาน ก่อนจะพูดว่า “ขอบคุณนะมิ้น…สำหรับทุกอย่าง…”
ค่ำคืนในเชียงใหม่ยังยาวไกลแสงไฟสลัวในบาร์เล็ก ๆ ทอความอบอุ่นให้กับอดีตและหัวใจที่ยังเดินไม่สุดทางบางทีการหยุดพักก็ไม่ใช่ความล้มเหลว...แต่เป็การสูดลมหายใจก่อนจะก้าวไปข้างหน้า