ตอนที่ 335 แท่นแม่เหล็กบรรพกาล
เมื่อสองนักผจญภัยจากไปแล้วจึงเหลือเพียงเรนเดล เซเรนเซ่ และโฟเรล เรนเดลยังคงโบกมือไปมาให้นักผจญภัยทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
เธอหันมามองโฟเรลน้อย ๆ ยิ้มให้พร้อมกับก้มหัวขอบคุณ ทำปากพึมพำสักครู่หนึ่งราวกับกล่าวอวยพร แล้วจึงใช้นิ้วมือขวาแตะฝ่ามือซ้าย ทำท่าจะเดินจากไป
“ขอเวลาสักครู่หนึ่งได้มั้ยครับ” โฟเรลเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งพยายามยิ้ม แต่เพราะใบหน้าที่ค่อนข้างจะนิ่งเฉยของเขาทำให้มันออกมาดูแปลกพิกล เขายื่นมือขวาออกมาอย่างเชื่องช้า และเพราะการขยับนั้นเองที่ทำให้เรนเดลถอยตัวกรูด ทิ้งระยะห่างออกไปไกล
โฟเรลเลิกคิ้วขึ้นด้วยความมึนงง สีหน้าอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ต่างกันกับนักบวชหญิงผู้ยิ้มแย้มเมื่อครู่ เขามองหน้าอีกฝ่ายอย่างงง ๆ แล้วจึงก้มลงมองมือของตนเอง เขาทำอะไรผิดไปหรือ?
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจ ทิ้งระยะถอยออกไปเล็กน้อย “เอ่อ.. ผมไม่ได้ตามคุณเรนเดลมานะครับ” โฟเรลคาดว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจผิดว่าตนลอบติดตามเธอมา เขาไม่อาจโทษเธอเรื่องนี้ การเจอกันถึงสองครั้งสองคราในสถานที่ใหญ่โตเช่นนี้ก็น่าประหลาดใจเกินไปจริง ๆ
คำพูดของเขากลับทำให้เธอขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม ในสายตาเธอนี่ไม่ต่างอะไรกับคำแก้ตัว
“หลังจากเดินทางกลับไปเมืองศิลาลัยผมก็ออกมาอีกครั้งเพื่อหาสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติครับ มันเป็นหนึ่งในวัตถุดิบปรุงโอสถที่ผมตามหา” เขากล่าวอย่างเชื่องช้า
เรนเดลคลายความระวังตัวลงเล็กน้อย ใจหนึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้ระแวงโฟเรลอะไรขนาดนั้นอยู่แล้ว ส่วนมากมาจากพลังของอีกฝ่ายที่ดูจะชนะทางเขาระดับหนึ่งก็เท่านั้น ที่เรนเดลต้องระมัดระวังขนาดนี้เป็นเพราะตัวตนของเรนเดล
นักบวชหญิงที่เดินทางคนเดียว เธอเดินทางเผยแพร่คำสอนมาจนถึงเมืองที่ห่างไกลอย่างเมืองศิลาลัย ที่วิหารของเมืองนั้น เธอได้พบกับนักผจญภัยผู้หล่อเหลาและแข็งแกร่งเผ่าจิตวิญญาณที่ใกล้สูญพันธุ์เต็มที
ความประทับใจแรกไม่มีอะไรมากไปกว่าการได้สบตากันครู่หนึ่ง หากหลังจากนั้นกลับได้ ‘บังเอิญ’ พบกันอีกถึงสองครั้งสองครา แถมยังเป็นในสถานที่ใหญ่โตและเต็มไปด้วยอันตรายอย่างป่าชายแดนและทะเลทรายฝังอัญมณี
ทั้งสองครั้งที่ได้พบเจอคือการเข้าช่วยเหลือคนอื่นทั้งสิ้น การพบกันที่ราวกับชะตาฟ้าลิขิตเช่นนี้มีเพียงในหนังสือนิยายรักน้ำเน่าเท่านั้น และนิทานไม่ใช่ประเภทที่อ่านหนังสือรักแล้วจะหลงงมงายไปกับบทเพ้อฝันเช่นนั้น บุคลิกเรนเดลที่เป็นนักบวชย่อมเป็นเช่นนั้นเช่นกัน
“ผมต้องการจ้างคุณครับ” โฟเรลรีบเข้าเรื่องอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าอีกฝั่งดูจะไม่คลายความระวังลงเท่าใด กับบุคคลเช่นนี้รีบเข้าเรื่องเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายใจจะดีที่สุด
เรนเดลชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำกล่าวของอีกฝ่าย เธอรีบส่ายหน้าอย่างว่องไวพร้อมชี้ไปยังหนังสือมันตราของตน สื่อถึงว่าเธอเป็นนักบวชธุดงค์ มิใช่นักผจญภัย
“ผมยินดีจ่ายสามล้านไกอาครับ” โฟเรลยืนยันคำพูดของตน ถึงเป็นนักบวชก็ยังจำเป็นต้องใช้เงิน ศาสนาปฐมมันตรามิเคยสอนให้ฟุ้งเฟ้อ แต่ในมหาทวีปนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าพลังของเงินไกอานั้นสำคัญเพียงไร
เรนเดลนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ในทางกลับกันเซเรนเซ่นั้นแสดงท่าทีตื่นเต้นกว่ามาก หางม้าของมันส่ายไปมาพร้อมกับหูที่ตั้งขึ้น ท่าทีเช่นนั้นทำให้โฟเรลตกใจเล็กน้อย จากการพบกันสองครั้งก่อนเขาก็มั่นใจแล้วว่าสัตว์คู่หูของเธอนั้นแข็งแกร่ง เพียงแต่เขาไม่นึกถึงว่ามันจะถึงกับคล่องแคล่วภาษากลางเช่นนี้
สามล้านเลยนะนิทาน สามล้าน! คีตาส่งสัญญาณอย่างรวดเร็ว
เวลาเราแค่นี้ก็จะไม่พออยู่แล้วนะคีตา
แต่สามล้านเลยนะ! ถือว่าเป็นค่าซื้อฉลามฉลามไง!
คีตายังคงไม่ยอมแพ้ ไม่ทราบว่าเมื่อใดที่คีตานั้นบ้าเงินกว่านิทานไปเสียแล้ว นิทานเก็บคำพูดของคีตามาคิดอยู่พักหนึ่ง ก็จริงอย่างที่มันบอก สมบัติชิ้นสุดท้ายอย่างแก่นจิตวิญญาณของราชินีฉลามสูบชีวิตนั้นสามารถจ่ายเงินซื้อได้ แต่มันราคาถึง 30ล้านไกอา ถึงแม้นิทานในปัจจุบันจะพอจ่ายได้แต่เขาก็ต้องใช้ทรัพย์สินทั้งหมด การได้เงินมาช่วยเสริมเติมก็ไม่ใช่เรื่องแย่นัก
“หรือถ้าไม่อยากได้เป็นเงินผมยินดีจ่ายเป็นสิ่งอื่นที่พวกคุณต้องการครับ” โฟเรลเสริมข้อต่อรอง ท่าทางของม้าแผงคอแดงตัวนั้นดูเซ็งลงไปถนัดตาในขณะที่ทางด้านของเรนเดลนั้นดูสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากเงียบคิดอยู่ครู่หนึ่งโดยที่เว้นระยะห่างระหว่างกัน เรนเดลจึงตอบกลับ ‘ขอฟังรายละเอียดก่อนค่ะ’
สิ่งที่โฟเรลต้องการนั้นไม่ใช่ความลับใหญ่หรืออะไรที่อันตรายอยู่แล้ว เขาจึงตอบกลับในทันที “ผมต้องการยืมใช้งานความสามารถตรวจจับของพวกคุณครับ” เขากล่าว
จากการพบเจอครั้งก่อนหน้าและครั้งนี้ สิ่งที่โฟเรลจดจำได้ดีที่สุดนอกจากความแข็งแกร่งของเซเรนเซ่และความน่ารักของเรนเดลนั่นคือความสามารถในการตรวจจับของพวกเธอ
ไม่เพียงทั้งสองจะสามารถตรวจพบและช่วยเหลือฝูงหมาป่าและสองนักผจญภัยจากระยะไกล ทั้งสองยังสามารถหลบเลี่ยงสัตว์อสูรจำนวนมากได้อีกด้วย เรื่องนี้เพียงดูสภาพของเส้นทางที่ทั้งสองผ่านมาก็เดาได้แล้ว พวกเขาดูไม่เหมือนคนที่ต้องสู้อย่างต่อเนื่องมาตลอดทางแม้แต่น้อย
สิ่งที่โฟเรลประทับใจที่สุดคือการที่ทั้งสองสามารถพบตัวเขาได้ เขาค่อนข้างมั่นใจในความสามารถด้านการปกปิดของตัวเอง แต่ในครั้งหนึ่งทั้งสองนั้นพบเจอตัวเขาจากระยะไกล ตัวเขายังจำได้ดีถึงความรู้สึกถูกจ้องมองหลังจากที่เขากลับมาจากเมืองศิลาลัย
ครั้งนี้ทั้งสองเองก็พบเห็นตัวเขาอย่างว่องไว โดยเฉพาะม้าแผงคอแดงตัวนั้นที่พบเจอตัวเขาก่อนที่เขาจะปรากฏตัวออกมาท่ามกลางฝูงจิ้งจอกทะเลทราย ความสามารถตรวจจับระดับนี้ตลอดชีวิตนักผจญภัยของเขาไม่เคยพบเจอมาก่อน
“ผมได้รับข้อมูลตำแหน่งคร่าว ๆ ของสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติที่ผมต้องการมาครับ แต่พื้นที่นั้นค่อนข้างกว้าง การเดินทางตามหาในพื้นที่เช่นนี้ยิ่งนานก็ยิ่งอันตราย จึงหวังจ้างพวกคุณเพื่อช่วยตามหาครับ”
“สำหรับสิ่งที่ผมตามหา หากพวกคุณตกลงผมถึงจะบอกครับ” โฟเรลปิดยังข้อมูลไว้ส่วนหนึ่ง การเผยรายละเอียดทุกอย่างไม่ใช่เรื่องที่ดี
‘ฉันมีเวลาจำกัดค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้’ เรนเดลโค้งตัวน้อย ๆ ทำท่าราวกับรู้สึกผิดเหลือแสน
“อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่แถบนี้ครับ สามารถเสร็จสิ้นภายในวันนี้อย่างแน่นอน และหากสำเร็จเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี ผมยินดีใช้สมบัติสำหรับเดินทางข้ามมิติกลับเมืองศิลาลัยครับ” โฟเรลยังคงไม่ยอมแพ้ ความสามารถตรวจจับของทั้งสองนั้นทรงคุณค่าถึงขนาดนั้น
ข้อเสนอนี้ทำให้นิทานสนใจขึ้นมาไม่น้อย การเดินทางกลับโดยไวนั้นเป็นเรื่องดี แต่จากที่สหายผมสีแดงเพลิงของเขาสอนมาว่าด้วยวิชาการต่อรอง 101 อย่าแสดงท่าทีว่าเราสนใจให้อีกฝ่ายเห็น
เรนเดลยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ โฟเรลเริ่มขมวดคิ้ว เขาพอจะเข้าใจอีกฝ่ายว่าการเดินทางกับชายแปลกหน้านั้นดูไม่น่าวางใจ แต่เขาจำเป็นต้องใช้พลังของเธอ
“มีสิ่งไหนที่คุณต้องการมั้ยครับ หากไม่มากเกินไปและผมสามารถหามาได้ที่มีคุณค่าใกล้เคียงกัน” โฟเรลต่อรอง
นิทานนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ปัจจุบันนี้เขาไม่ได้ต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษ สิ่งที่ต้องการอันดับ 1 นั้นคือสมบัติสำหรับการเติมน้ำในมหานทีรากวิญญาณ ขณะนี้เขามีเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น ยังคงขาดอีกชิ้นหนึ่ง
แน่นอนว่าสมบัติระดับนั้นย่อมมีคุณค่าที่ห่างไกลจากภารกิจเล็กน้อยแค่นี้ไปไกลโข สิ่งที่ต้องการต่อมาจึงเป็นสมบัติสำหรับให้คีตาใช้ แต่ในเมื่อมันยังไม่ตัดสินใจเขาจึงไม่รีบร้อนอะไร หลังจากนั้นจึงเป็นอีก 3วัตถุดิบที่เหลือ
‘ข้อมูลค่ะ ฉันกำลังตามหาสมบัติเช่นกัน หากคุณมีข้อมูลของสองสิ่งนั้นฉันยินดีจะช่วยเหลือค่ะ’
แสงแห่งความหวังสว่างไหวในดวงตาของโฟเรล เขาเป็นนักผจญภัยมาแทบทั้งชีวิต ข้อมูลนั้นเขามีมากมาย “ว่ามาเลยครับ”
สำหรับสมบัติเช่นนี้นิทานย่อมไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษามือ เขานำกระดาษแปรสภาพออกมาใช้เพื่อเขียนข้อมูลออกมาคร่าว ๆ รวมถึงรูปร่างและคุณลักษณะของพวกมัน
นิทานต้องการเพียงข้อมูลของวัตถุดิบสองชนิดเท่านั้น สำหรับแก่นจิตวิญญาณนั้นไม่ใช่ปัญหา
“ขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้า.. ขออภัยด้วยครับ ผมไม่เคยได้ยินชื่อของเทวทูตแห่งท้องฟ้ามาก่อนเลย” โฟเรลขมวดคิ้วแน่น เขาไม่เคยได้ยินชื่อของสมบัติชนิดนี้มาก่อน แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่าเทวทูตแห่งท้องฟ้าก็ไม่เคยแม้แต่น้อย
ท่าทางของโฟเรลทำให้นิทานถอนหายใจด้วยความเสียดาย เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักอยู่แล้ว สมบัติที่ขุมกำลังใหญ่หลายต่อหลายกลุ่มยังไม่รู้จักแล้วนักผจญภัยไร้ชื่อผู้นี้จะรู้จักได้อย่างไร
“แต่ศิลาแม่เหล็กบรรพกาลนี้ผมอาจมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องครับ” โฟเรลเงยหน้าขึ้นจากกระดาษ
เรนเดลหรี่ตาลงเล็กน้อย ความไม่ไว้วางใจของเขาเพิ่มขึ้นสูงอีกครั้ง มีโอกาสสูงมากที่โฟเรลจะโกหก นักผจญภัยเป็นอาชีพที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายอยู่แล้ว การที่เขาจะโกหกนั้นเป็นเรื่องที่เธอคาดการณ์เผื่อไว้
“องค์เดรฟัสเป็นพยาน ผมนั้นเคยได้ยินนามแม่เหล็กบรรพกาลมาก่อนครับ ในนามของสตรีแห่งไฟ หากโป้ปดขอให้ผมถูกเผาผลาญด้วยไฟกัลป์” โฟเรลกำชับ เขาเริ่มด้วยการสาบานในนามของเดรฟัสที่เขานับถือ แล้วจึงตามด้วยการสาบานด้วยนามขององค์ราชินี พวกเขานั้นอยู่ใกล้เคียงกับดินแดนแห่งไฟที่สุด
“อาจไม่ใช่ศิลาแม่เหล็กบรรพกาลโดยตรง แต่ผมเคยได้ยินเกี่ยวกับวิหารเสาค้ำสมุทร วิหารที่ว่ากันว่าเป็นที่ตั้งของเสาที่ค้ำพื้นสมุทรและแผ่นดินให้แยกจากกันครับ” โฟเรลเริ่มพูดเชื่องช้า ทุกถ้อยคำออกมาชัดเจนและไม่มีร่องรอยของความลังเล
“เสาหลักนั้นถูกเรียกว่าเสาค้ำสมุทร เป็นตำนานอันโด่งดังที่ผมเชื่อว่าคุณเรนเดลเคยได้ยินมาบ้างใช่มั้ยครับ เสาที่แบ่งแยกผืนน้ำและผืนดิน เสาที่ควบคุมกระแสน้ำขึ้นและลง เสาที่ว่ากันว่าถูกส่งลงมาจากจันทรา” เรนเดลพยักหน้าน้อย ๆ เขานั้นเคยได้ยินตำนานของเสานี้จริง
เสานี้เป็นเรื่องเล่ากล่อมนอนที่เด็ก ๆ นั้นชอบฟัง นิทานที่เกี่ยวกับองค์ประกอบของโลก เรื่องจำพวกเดียวกันกับที่องค์เดรฟัสสร้างโลก ทีรานปกครองดวงวิญญาณ สุริยันก่อกำเนิดท้องฟ้า และจันทราก่อกำเนิดมหาสมุทร
เรนเดลเอียงคอมองนักผจญภัยหนุ่มตรงหน้าโดยไม่ละสายตา เป็นสัญญาณให้เขาเล่าต่อไป จากที่เธอทราบ เสานี้สมควรมีอยู่จริง แต่มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้น เป็นเพียงหนึ่งในวัตถุโบราณของเผ่าใต้บาดาล
“เสานี้มีอยู่ด้วยกันหลายเสาครับ ผมได้รับรู้ถึงเรื่องของเสาค้ำสมุทรเสาหนึ่ง เสาต้นนั้นมีอีกนามเรียกขานหนึ่งในอดีตครับ นามที่พวกเผ่าใต้บาดาลสมัยก่อนเรียกขานกันก่อนจะโดนเปลี่ยนเป็นเสาค้ำสมุทรเหมือน ๆ กันหมดในปัจจุบัน”
โฟเรลเว้นช่วงเล็กน้อย เขาเหลือบตามองท่าทีของนักบวชหญิงตัวเล็กตรงหน้า เมื่อเห็นว่านัยน์ตาของเธอเริ่มส่องประกายทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังนิ่งเฉยเขาก็อดยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้
“ในสมัยก่อนเสาต้นนั้นถูกเรียกว่า แท่นแม่เหล็กบรรพกาล”