ซูโหยวเสวียนพร้อมจะรักษาให้เจียงเยี่ยน หากไป๋เหวินโจวยอมตกลงทำลายวิทยายุทธตนเอง ไป๋เหวินโจวจึงตอบ
“เจ้าจะให้ข้ายอมทำลายวิทยายุทธตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น มันไม่ง่ายไปหรือ?”
ซูโหยวเสวียนยิ้มเล็กน้อยหุบพัดจีบ
“เจ้าฉายาปราชญ์มารบริสุทธิ์ ปราชญ์ย่อมหมายถึงภูมิความรู้ของเจ้า มารหมายถึงพฤติกรรมอันโหดเหี้ยม ข้าตีความคำว่าบริสุทธิ์จาการที่เจ้าช่วยเหลียนจูไว้ นั่นคงเป็นเพราะเจ้ามีพฤติกรรมขัดแย้งในตนเอง โหดก็ไม่ใช่ เหี้ยมก็ไม่เชิง ซ้ำยังชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีจิตใจอ่อนโยนกว่าที่คาด ดังนั้นข้าจึงกล้าเสนอเงื่อนไขนี้”
ไป๋เหวินโจวไม่เคยพบสตรีที่เฉลียวฉลาดปานนี้มาก่อน จึงพยักหน้าตอบ
“ตกลง”
เจียงเยี่ยนใจหายวาบ ถ้าอาจารย์ทำลายวิทยายุทธตนเองเพื่อเขา หากถูกชาวยุทธจักรทั้งแผ่นดินตามล่าจะเอาตัวรอดอย่างไร?
ยังมี กำหนดนัดประลองระหว่างไป๋เหวินโจวกับหลี่กวนหยาง ประมุขตำหนักเทพธรณิน ซึ่งเหลือเวลาไม่ถึงห้าเดือนแล้ว จะทำอย่างไร?
เจียงเยี่ยนพยายามดิ้นกายขัดขืนต่อต้าน แต่เขาถูกสกัดจุดไว้จึงทำอะไรไม่ได้
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้ารักษาได้จริง?” ไป๋เหวินโจวถาม
ซูโหยวเสวียนตอบ “ข้าจะนำเด็กน้อยนี้กลับเขาคุนหลุนเพื่อทำการตรวจรักษาโดยละเอียด ในตำราระบุอย่างชัดเจน พลังเทพดับสูญหากจะรักษาต้องเปิดจุดชีพจรหลักทั้งสิบสามจุดให้สำเร็จ”
“ตำราอะไร?” ไป๋เหวินโจวถามอีก
“ตำราของวังนิรมลของข้า ไป๋เหวินโจว เจ้าคิดหลอกถามวิธีรักษาข้าหรือ?”
ไป๋เหวินโจวทราบว่าซูโหยวเสวียนสติปัญญาเฉลียวฉลาด ไม่อาจถูกหลอกโดยง่ายจึงกล่าว
“ข้าต้องเห็นเจ้ารักษาเยี่ยนเอ๋อร์สำเร็จเสียก่อน” (ลูกเยี่ยน-เอ๋อร์คือคำเรียกผู้ที่อายุน้อยกว่าด้วยความเอ็นดู)
เสิ่งเฟิงตวาด “เจ้ายังกล้าต่อรองกับเทพธิดาหรือ?”
“หากข้าไม่ตกลง พวกเจ้าจะทำอย่างไรข้าได้?” ไป๋เหวินโจวตอบเสียงเย็นชา
ซูโหยวเสียนหัวร่อเสียงสดใสดุจเสียงระฆังเงิน
“คิดสะกดปราชญ์มารบริสุทธิ์ไม่ง่ายจริงๆ เช่นนี้เถอะ หากเจ้ายอมจำนนเป็นบริวารของวังนิรมล ข้าก็จะรักษาให้เจียงเยี่ยน”
“ข้ายอมทำลายวิทยายุทธ ดีกว่าเป็นข้าทาสของผู้อื่น”
“ดี งั้นตกลงตามนี้”
ซูโหยวเสวียนพลันใช้พัดจีบคลายจุดให้เจียงเยี่ยนทั้งหมด เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นสะบัดฝ่ามือใส่นางทันที
ซูโหยวเสวียนคว้าจับข้อมือเจียงเยี่ยนอย่างแม่นยำ จนเจียงเยี่ยนรู้สึกเจ็บแปลบ
แต่เจียงเยี่ยนรอจังหวะนี้อยู่แล้ว!
ดวงตาเจียงเยี่ยนพลันเหลือกขาว เขาเร่งลมปราณจากจุดชีพจรเทพดับสูญไปสะสมที่จุดตันเถียนใต้สะดือและถ่ายทอดพลังปล่อยออกทางข้อมือ
ซูโหยวเสวียนร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย นางรู้สึกเหมือนมีสายฟ้านับสิบสายโจมตีใส่ฝ่ามือนาง พลังสายฟ้ายิ่งมายิ่งมาก ยิ่งนานยิ่งรุนแรง
ซูโหยวเสวียนมือสั่นไม่หยุด แต่นางพลันจี้พัดจีบใส่กลางหน้าอกเจียงเยี่ยนซึ่งเป็นจุดของชีพจรเทพดับสูญทันที
พอพัดจีบกระทบกับชีพจรเทพดับสูญก็ถูกพลังภายในร่างกายเจียงเยี่ยนต่อต้าน กระแทกพัดจีบซูโหยวเสวียนเบี่ยงเบนออกไป
ซูโหยวเสวียนจี้พัดจี้ไปยังจุดชีพจรเทพดับสูญอีก คราครั้งนี้นางลงมือด้วยพลังลมปราณเปี่ยมล้นและรวดเร็วกว่าเดิม จากนั้นชั่วพริบตา พัดจีบนางก็จี้สกัดจุดชีพจรหลักเจียงเยี่ยนอีกสิบสองแห่ง ซึ่งอยู่บริเวณแขน มือ ขา เท้า
ทันใดนั้นเจียงเยี่ยนอ้าปากร้องคำรามดุจสัตว์ป่า พลังลมปราณเทพดับสูญที่หน้าอกเขากระจายไปยังสิบสองชีพจรหลัก ร่างกายเจียงเยี่ยนตอนนี้มีลมปราณเปี่ยมล้น รู้สึกอบอุ่นเบาสบาย หนักแน่นมั่นคง กล้ามเนื้อทุกมัดล้วนแฝงไปด้วยพลัง ดวงตาที่เหลือกขาวก็กลับมาเป็นสีดำ
เจียงเยี่ยนไม่เจ็บปวดอีกแล้ว โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้วิธีระบายพลังฟาดวัตถุเหมือนที่ไป๋เหวินโจวสอน
ซูโหยวเสวียนปล่อยมือออกจากข้อมือเจียงเยี่ยน ใบหน้านางมีเหงื่อไหลซึม แสดงว่านางทุ่มเทกำลังภายในไปไม่น้อย
เจียงเยี่ยนอดมองดูร่างกายตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่เร่งพลังเทพดับสูญในร่างกายแล้วไม่เจ็บปวดอีก!
ซูโหยวเสวียนโบกพัดจีบอธิบายว่า“ร่างกายคนเราจะมีสิบสองชีพจรหลัก แต่เจียงเยี่ยนมีสิบสาม ความเจ็บปวดเกิดจากจุดชีพจรที่สิบสามซึ่งมีพลังลมปราณล้นเหลือเกินไป คล้ายลูกโป่งที่อัดแน่นด้วยลมไม่อาจหาทางระบายออกได้ มันจึงทำให้เจียงเยี่ยนเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างกาย ดังนั้นข้าจึงใช้วิธีเปิดจุดชีพจรอีกสิบสองจุด ให้เขาระบายพลังไปยังจุดชีพจรเหล่านั้น เมื่อเช่นนี้ลมปราณก็จะไหลเวียนไปตามร่างกาย สามารถทุเลาอาการเจ็บปวดได้”
“แต่วิธีนี้เป็นเพียงแค่วิธีบรรเทา เจียงเยี่ยนจำเป็นต้องไปยังวังนิรมลเพื่อรักษาอาการที่ต้นเหตุ หากทำสำเร็จเขาจะมีพลังลมปราณสูงส่ง เป็นสุดยอดฝีมือแห่งยุค”
ที่ซูโหยวเสวียนจงใจคลายจุดให้เจียงเยี่ยน เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่านางสามารถรักษาเจียงเยี่ยนได้จริง!
เจียงเยี่ยนกล่าวว่า“อาจารย์ ข้าไม่ต้องการรักษา”
ซูโหยวเสวียนขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย ไป๋เหวินโจวยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
จินเซียะ สาวใช้ซูโหยวเสวียนกล่าวว่า
“คุณชายเจียง ที่ผ่านมาข้าเห็นพฤติกรรมของท่านซึ่งชอบช่วยเหลือผู้อื่น นับว่า มีธาตุแท้ของวีรบุรุษผู้กล้า ข้าจินเซียะขออภัยที่หลอกลวงท่าน แต่หากเทพธิดายื่นมือเข้าช่วยเหลือ ต้องรักษาท่านได้แน่”
“พวกเจ้าล้วนหลอกลวงข้าเพื่อให้บอกที่อยู่ของอาจารย์ ข้าไม่ให้อภัยพวกเจ้าแน่” เจียงเยี่ยนตวาด
“เยี่ยนเอ๋อร์ หุบปาก” ไป๋เหวินโจวกล่าวอย่างเย็นชา
“อาจารย์ หากข้าจะต้องเจ็บปวดเพราะชีพจรชั่วร้ายนี้ไปทั้งชีวิตข้าก็ยินยอม ข้าไม่ยอมเห็นท่านต้องทำลายวิทยายุทธตนเองเด็ดขาด” เจียงเยี่ยนกล่าวอย่างหนักแน่น
“ข้าสั่งให้หุบปาก” ไป๋เหวินโจวกล่าว
เจียงเยี่ยนแทบหลั่งน้ำตาออกมา ซูโหยวเสวียนพยักหน้า เจียงเยี่ยนหันไปกล่าวกับซูโหยวเสวียนบ้าง
“อาจารย์มีนัดประลองกับหลี่กวนหยางในอีกห้าเดือน หากไม่มีวิทยายุทธ อาจารย์จะประลองได้อย่างไร”
ซูโหยวเสวียนกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า“หลี่กวนหยาง ประมุขตำหนักเทพธรณินหรือ? อืม..เช่นนี้เถอะ ข้าจะไปประลองแทนเอง”
ทุกคนต่างตกใจไม่น้อยกับคำพูดอันถือดีนี้ หลี่กวนหยางมีฝีมือสูงสุดยอด แผ่บารมีอิทธิพลครอบครองทั้งดินแดนเหนือหลายหมื่นหลี่* ซูโหยวเสวียนกล่าวราวกับไม่เห็นหลี่กวนหยางในสายตา
ปราชญ์มารบริสุทธิ์ถามว่า“หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บให้เยี่ยนเอ๋อร์สำเร็จ เจ้าต้องรับปากจะไม่ดูดพลังหรือทำร้ายเขา”
ซูโหยวเสวียนหัวร่อ“ข้ามีวิชาของตนเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังลมปราณผู้อื่น ข้ากับเด็กน้อยนี้ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ จะทำร้ายมันทำไม”
“เจ้าจะไม่ตระบัดสัตย์?”
“เสิ่นเฟิงขอร้องให้ข้ามาช่วยจัดการเจ้า ข้ายังดั้งด้นลงจากเขาคุนหลุนนับหมื่นหลี่มาหาเจ้าที่นี่ เมื่อข้ารับปากไม่คิดกลับคำ”
ไป๋เหวินโจวพยักหน้า จากนั้นทุกสิ่งรอบกายพลันเงียบสงบ
เห็นไป๋เหวินโจวพลันสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุด เขาตวาดก้องดังสะท้านไปทั่วถ้ำ ทำเอาจนเศษหินพรั่งพรูล่วงลงมา
ได้ยินเสียงเปรี๊ยะดังลั่น ร่างกาย กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนไป๋เหวินโจวกระตุกอย่างรุนแรง ควันขาวพวยพุ่งออกจากศีรษะปราชญ์มารบริสุทธิ์ แสดงว่าเร่งลมปราณถึงที่สุดแล้ว
ลมปราณอันลึกล้ำในร่างกายไป๋เหวินโจวค่อยๆ สูญสลายไป ร่างเขาสั่นกระตุกไม่หยุด สุดท้ายถึงกับคุกเข่าลงพร้อมร้องอ้าปากร้องเป็นครั้งสุดท้าย
ไป๋เหวินโจวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขารู้สึกเรี่ยวแรงแทบหมดสิ้น เหงื่อไหลโซมดุจน้ำตก ซูโหยวเสวียนพยักหน้ากล่าวว่า
“ลูกผู้ชายอันเข้มแข็งนัก”
เจียงเยี่ยนเห็นอาการอาจารย์ตนก็อดหลั่งน้ำตามิได้ เขาวิ่งไปกอดอาจารย์ไว้แน่น
“อาจารย์..ทำไม ทำไมต้องทำเช่นนี้? ข้ากับท่านมีความแค้นกัน ไม่จำเป็นต้องเสียสละเพื่อข้าถึงเพียงนี้”
เจียงเยี่ยนหลั่งน้ำตาดุจหาฝน ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า
“เพราะความ..ความแค้น ทำให้ข้าต้องทำเช่นนี้”
เจียงเยี่ยนไม่เข้าใจ
“ข้าฆ่าบิดาเจ้า..เจ้าคงแค้นข้ามาก..ใช่หรือไม่?” ไป๋เหวินโจวถาม
เจียงเยี่ยนรีบส่ายหน้า“ข้า..ข้าไม่แค้นท่านแล้ว”
ไป๋เหวินโจวกล่าวอีกว่า
“ถือว่าข้าชดเชย..ให้เจ้าเถอะ เจ้าเป็นศิษย์อันประเสริฐของข้า”
เจียงเยี่ยนหลั่งน้ำตาร้องไห้โฮ ไป๋เหวินโจวเรี่ยวแรงแทบหมดสิ้น เขาพลันกล่าวว่า
“มารดาที่แท้จริงเขาเจ้า..ชื่อลู่เซียง นาง..นางยังไม่ตาย!”
เจียงเยี่ยนใจหายวาบ ถามว่า“ท่านว่าอะไร?”
ไป๋เหวินโจวข่มกลั้นความเจ็บปวดเล่าเรื่องทั้งหมด
“สิบหกปีก่อน ขณะที่ข้าต่อสู้กับเซี่ยงเทียน มารดาเจ้าให้กำเนิดเจ้าออกมา ตอนนั้นเซียงเทียนเสียสมาธิเล็กน้อย ข้าจึงฉวยโอกาสสังหารเขา เมื่อ..เมื่อสังหารเขาสำเร็จ ข้าก็ไปตามหามารดาเจ้าต่อ ตอนนั้นแม่บุญธรรมเจ้านำเจ้าหนีออกจากบ้านไปแล้ว ข้าจะสังหารมารดาเจ้า เห็นนางนอนซมเหน็ดเหนื่อยหลังคลอดเจ้า ข้ากลับ..กลับทำไม่ลง นางไม่ได้อยู่ในสามสิบรายชื่อที่ข้าต้องการสังหาร”
“แต่ในใจข้ายังคงหวาดระแวง เกรงว่าลูกของเซี่ยงเทียนเติบโตขึ้นจะมาสังหารข้าล้างแค้น ข้าจึงตัดสินใจตามล่าเจ้า ข้ายอมตายในเงื้อมมือผู้อื่น แต่ต้องไม่ใช่ทายาทของสามสิบคนที่ข้าต้องการสังหาร”
ซูโหยวเสวียนไม่ทราบความแค้นระหว่างบิดาเจียงเยี่ยนและไป๋เหวินโจว นางพลันกล่าวว่า
“เสิ่นเฟิง ข้าจัดการไป๋เหวินโจวตามที่รับปากแล้ว ที่เหลือเจ้าชำระแค้นเอง ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยว”
เสิ่นเฟิงรับคำ มันเดินเข้าหาไป๋เหวินโจวทันที เจียงเยี่ยนใจหายวาบรีบยืนขวางมันไว้
“ไม่ว่าใครก็ห้ามทำร้ายอาจารย์ข้า!”
ซูโหยวเสวียนจึงกล่าว“คนแซ่ไป๋ เจ้าคงรู้ควรทำอย่างไร”
ไป๋เหวินโจวบอกต่อเจียงเยี่ยน“เจ้าอย่าได้ยุ่งกับการต่อสู้นี้”
“ข้ามีพลังเทพดับสูญ หาได้เกรงกลัวเสิ่นเฟิงไม่” เจียงเยี่ยนตอบ
ไป๋เหวินโจวกระชากเสียงว่า“เจ้าไม่เข้าใจหรือ? ยิ่งเจ้าใช้พลังนี้บ่อยครั้ง เจ้าจะยิ่งถูกอาการอสูรสถิตเข้าแทรก สุดท้ายหากไม่เสียสติก็จะถูกจิตมารครอบงำ รักษาไม่ได้อีก”
“แต่..”
ไป๋เหวินโจวโบกแขนเสื้อเป็นความหมายให้เจียงเยี่ยนเงียบ ปราชญ์มารบริสุทธิ์เดินเข้าหาเสิ่นเฟิง เตรียมต่อสู้กันทันที
จบตอนที่ 31เรื่องค่อยๆ ซับซ้อนขึ้นอีกละนะครับ ไป๋เหวินโจวที่ไม่มีพลังภายในเลยจะเอาชนะเสิ่นเฟิงได้ยังไงโปรดตามต่อจ้า