“พี่มิน...พี่เก็บของเรียบร้อยหมดแล้วใช่ไหม”รมิตาเอ่ยถามพี่ชายขึ้นมาระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารค่ำด้วยกันที่ห้องพักในคอนโดมิเนียมที่ทั้งสองคนอาศัยอยู่
“เก็บเรียบร้อยหมดแล้ว”รเมศตอบน้องสาวฝาแฝดของตัวเองเสียงแ่ดวงตากลมโตคู่หวานที่เหมือนกับน้องสาวไม่ผิดเพี้ยนหลุบมองจานข้าวตัวเองนิ่งก่อนจะช้อนขึ้นมองอีกฝ่ายพร้อมถามอย่างไม่แน่ใจว่า “เราจะไปหาน้านพกันจริงๆเหรอมีน”
“จริงสิ ทำไมเหรอ หรือว่าพี่มินไม่อยากไป”
“ไม่ใช่” เขาส่ายหน้า“แต่มีนจำไม่ได้เหรอว่าน้าดาสั่งห้ามไม่ให้พวกเราไปหาน้านพอีก”
“จำได้ แต่ตอนนี้น้าดาไม่อยู่แล้วนี่นาพวกเราก็ไม่จำเป็ต้องทำตามอีกก็ได้”
สิรินดาน้าสาวที่เป็ญาติเพียงคนเดียวของพี่น้องฝาแฝดคู่นี้ได้เสียชีวิตลงเมื่อปีที่แล้วด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์รเมศกับรมิตาจึงไม่เหลือใครอีกแล้วเพราะพ่อแม่ก็เสียชีวิตไปนานแล้วเช่นกันทั้งสองเติบโตมาด้วยการดูแลเอาใจใส่จากน้าสาวเพียงคนเดียว
สิรินดานั้นรักหลานสองคนนี้มากรักเหมือนลูกของตัวเองเนื่องจากตั้งใจไว้ว่าจะไม่แต่งงานตลอดชีวิตแต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจเมื่อได้เจอกับนพวินด์ ชายหนุ่มนิสัยดีและมีฐานะมั่งคงหญิงสาวชอบอะไรหลายๆ อย่างในตัวเขาที่สำคัญคือเขาเข้ากับหลานฝาแฝดของเธอได้เป็อย่างดี เธอจึงยอมแต่งงานด้วยและย้ายไปอยู่ที่เชียงรายกับเขาพร้อมหลานๆ
ทว่าแต่งงานอยู่กินกันได้เพียงสามปีเท่านั้นสิรินดาก็ขอเลิกและพาหลานทั้งสองกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ตามเดิม รเมศกับรมิตาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งคู่สาเหตุของการเลิกกันแบบกะทันหันคืออะไร ในเมื่อทั้งสองคนก็ไม่ได้มีใครอื่นทะเลาะกันก็แทบไม่เห็นครั้นพอถามน้าสาวอีกฝ่ายก็บอกเพียงว่าเป็เื่ของผู้ใหญ่เท่านั้นแต่คำพูดประโยคหนึ่งกึ่งขอร้องกึ่งคำสั่งของสิรินดานั้นทำให้สองแฝดสงสัยหนักมากขึ้นไปอีก
‘นับจากวันนี้เป็ต้นไป น้าขอร้องหลานทั้งสองคนเลยนะว่าห้ามไปพบหรือติดต่อกับน้านพอีกเด็ดขาด’
‘ทำไมล่ะคะ’
‘ใช่ ทำไมล่ะครับ’
‘น้ามีเหตุผลของน้าแต่บอกพวกเราสองคนไม่ได้’
‘แต่ว่า...’ รเมศอยากจะค้านแต่ถูกน้าสาวดุซะก่อน
‘ทำตามที่น้าขอเถอะ อย่าทำให้น้าไม่สบายใจเลยนะมิน...มีน’
‘ครับ/ค่ะ’
นับจากวันนั้นจนป่านนี้สองแฝดก็ยังไม่รู้เหตุผลที่สิรินดาทำลงไปเลยทว่าทั้งคู่ก็ปฏิบัติตามที่น้าสาวสั่งไว้อย่างเคร่งครัดยกเว้นก็ตอนงานศพที่จำเป็ต้องโทรไปบอกนพวินด์ให้ได้รู้เพราะยังไงเขาก็เป็อดีตสามีของสิรินดาและยังเป็อดีตน้าเขยที่รเมศกับรมิตายังเคารพนับถืออยู่ไม่เสื่อมคลาย
รเมศนึกถึงตอนงานศพของน้าสาวเป็ครั้งแรกที่เขาได้เจอนพวินด์อีกครั้งหลังจากที่ได้ติดต่อกันอีกเลยเกือบสามปีแล้วอดีตน้าเขยของเขายังคงหล่อเหลาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ใบหน้าดูมีอายุขึ้นตามวัย ส่วนรูปร่างยังคงสูงใหญ่และกำยำเช่นเดิม
‘สวัสดีครับน้านพ’
‘สวัสดีค่ะน้านพ’
คู่แฝดยกมือขึ้นพนมไหว้ต้อนรับอดีตน้าเขยด้วยความดีใจที่เห็นเขามาร่วมงาน
‘สวัสดี น้าเสียใจกับพวกเราด้วยนะ’
‘ค่ะ น้านพสบายดีนะคะ แล้วนี่มาคนเดียวเหรอคะ’
นพวินด์ยิ้มนิดๆ เมื่อได้ฟังคำถามของแฝดคนน้องเขามองแฝดผู้พี่แวบหนึ่งก่อนจะตอบว่า
‘น้ามาคนเดียว’
‘งั้นเชิญน้านพด้านในเลยค่ะหรือจะอยู่ต้อนรับแขกกับพวกเราตรงนี้ก่อนก็ได้นะคะ’
‘อย่าดีกว่า มันไม่เหมาะหรอกน้าเข้าไปไหว้ศพดาก่อนดีกว่า’
‘ค่ะ พี่มิน...พาน้านพไปสิ’ รมิตาหันมาบอกแฝดผู้พี่ที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆกัน รเมศมองหน้าน้องสาวก่อนจะเดินนำนพวินด์เข้าไปไหว้ศพน้าสาวด้านในปล่อยหน้าที่ต้อนรับแเื่ให้รมิตาจัดการเพียงลำพัง
รเมศพานพวินด์เข้าไปไหว้ศพสิรินดาจากนั้นก็พาไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อรอฟังพระสวดต่อไป ทั้งสองคนนั่งเงียบกระทั่งอดีตน้าเขยเป็ฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“มินกับมีนจะทำยังไงกันต่อไป”
“ก็อยู่ที่คอนโดฯด้วยกันเหมือนเดิมและเรียนต่อให้จบครับ”
“ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกน้าได้นะ น้ายินดีช่วยเสมอแล้วถ้า...มินกับมีนอยากกลับไปอยู่กับน้าที่เชียงรายละก็ น้ายินดีต้อนรับนะ”
สายตาอบอุ่นที่ไม่เคยเลือนหายของนพวินด์พาให้หัวใจของรเมศอุ่นขึ้นตามไปด้วยแม้จะห่างกันมานานแต่ความรู้สึกที่มีให้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิดเดียว
“ขอบคุณครับน้านพ”
หลังจากเสร็จงานเผาศพน้าสาวแล้วสองแฝดก็ไม่ได้เจอนพวินด์อีกเลย ทั้งสองตั้งใจเรียนจนจบปริญญาตรีแล้วตกลงกันว่าจะออกท่องเที่ยวกันก่อนหางานทำ เพราะไม่ได้เดือดร้อนเื่เงินทองด้วยพ่อแม่กับสิรินดาทิ้งมรดกก้อนใหญ่ไว้ให้พวกเขาซึ่งแม้ไม่ทำงานทั้งคู่ก็สามารถกินอยู่อย่างสุขสบายได้หลายปีกันเลยทีเดียว
และเพราะเหตุนี้เอง รมิตาจึงเสนอว่าอยากไปเที่ยวหานพวินด์ที่เชียงรายซึ่งมันเป็ความ้าในใจลึกๆ ของรเมศมาตลอดแต่ไม่กล้าพูดออกมา
ณ สนามบินเชียงราย...
รเมศกับรมิตากำลังนั่งรอนพวินด์มารับหลังจากได้โทรบอกเขาั้แ่เมื่อวานแล้วว่าพวกเธอจะมาหา
“ตื่นเต้นจัง เมื่อไรน้านพจะมาสักทีนะ”
รเมศมองน้องสาวด้วยความแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าทีแบบนี้มาก่อน
“ทำไมมีนดูตื่นเต้นจังล่ะ”
“แล้วพี่มินไม่ตื่นเต้นดีใจเลยเหรอที่จะได้เจอน้านพ”
“ก็ดีใจ” เขาตอบเสียงแ่ทว่าในใจลิงโลดไม่ต่างจากน้องสาวเลยสักนิด แต่จำต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้เพราะไม่อยากให้ใครรู้ทั้งที่เขาคิดถึงนพวินด์มาโดยตลอด คิดถึงจนแทบขาดใจ!
“แต่มีนดีใจยิ่งกว่า มีนอยากเจอน้านพมาตลอดเลยมีนคิดถึงน้านพสุดหัวใจเลย” รมิตาบอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส รเมศอดยิ้มตามไม่ได้น้องสาวของเขามักแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ เสมอ ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจหรือว่าโกรธตรงข้ามกับเขาที่มักชอบเก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจเงียบๆ คนเดียว
“นั่น! น้านพมาแล้ว”รมิตาชี้บอกเมื่อหันไปเห็นอดีตน้าเขยกำลังเดินตรงมาหาพวกเธอหญิงสาวดีใจมากรีบวิ่งเข้าไปกอดอีกฝ่ายด้วยความคิดถึง ในขณะที่รเมศทำเพียงแค่ยืนมองเท่านั้นทั้งที่ใจนั้นอยากทำเหมือนน้องเหลือเกินแต่ก็ไม่กล้า
“น้าขอโทษนะที่ปล่อยให้พวกเรารอนาน พอดีมีเื่ที่ต้องแก้ไขในรีสอร์ตนิดหน่อยก่อนน่ะ”นพวินด์เอ่ยขอโทษพลางสวมกอดหลานสาวของอดีตภรรยาไว้แนบอกด้วยความคิดถึงไม่แพ้กัน
“ไม่เป็ไรค่ะน้านพ พวกเราเข้าใจอ้าว...พี่มินยืนเฉยทำไมล่ะ มากอดน้านพสิ” รมิตาหันไปบอกพี่ชายที่ยังยืนนิ่งอยู่กับที่
“มินเขาโตเป็หนุ่มแล้ว เขาคงไม่อยากกอดน้าเหมือนเด็กๆแล้วล่ะ” นพวินด์เอ่ยแซวเล่นยิ้มๆสายตายามมองสองพี่น้องฝาแฝดยังคงอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูเสมอ
“ไม่ใช่สักหน่อย” รเมศตอบโต้กลับไปอย่างที่ใจคิดก่อนยืนเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความขัดเคืองใจเล็กๆ ที่ถูกหยอกล้อ
“พี่มินงอนแล้วล่ะค่ะน้านพ สงสัยน้านพคงต้องเป็ฝ่ายเดินเข้าไปกอดเองแล้วล่ะ”รมิตาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ จากนั้นก็ดึงแขนอดีตน้าเขยให้เดินเข้าไปหาพี่ชายของเธอนพวินด์เดินตามแล้วเข้าไปสวมกอดแฝดผู้พี่อย่างแแ่พร้อมเอ่ยคำที่ทำให้หัวใจของคนฟังพองโตคับอก
“คิดถึงเหลือเกิน น้าดีใจที่พวกเธอมาหาน้านะ”
แม้จะรู้ว่าเขาทักทายตามปกติของคนที่เคยใกล้ชิดสนิทกันแต่รเมศก็อดมีความสุขไม่ได้อยู่ดี เขากอดตอบอีกฝ่ายแล้วพึมพำว่า
“ผมก็คิดถึงน้านพครับ”
“กอดกันจนพอใจแล้วหรือยังคะ มีนหิวข้าวแล้วนะ”
คำพูดของรมิตาทำให้รเมศได้สติรีบดันตัวออกห่างจากอ้อมแขนแสนอบอุ่นที่เขาถวิลหาอยู่ทุกวันทันทีนพวินด์หัวเราะเบาๆ ก่อนยีผมหลานสาวเล่นด้วยความมันเขี้ยว
“ทนหิวไม่ได้เหมือนเดิมเลยนะเรา ไป...กลับรีสอร์ตกัน”ชายหนุ่มช่วยสองแฝดลากกระเป๋าเดินทางออกจากอาคารสนามบินไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่แล้วขับพาทั้งสองไปที่รีสอร์ตของเขาซึ่งครั้งหนึ่งทั้งคู่เคยอาศัยอยู่อย่างมีความสุข