พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 34 ผู้ถูกเลือก

    ทันทีที่ฝ่าเท้าของอี้ซินแตะลงบนหินขาวหม่นก้อนแรกกลางธารจันทร์พิพากษา

    ผิวน้ำสีเงินทั้งสายก็พลันสั่นไหวเป็นวง

    เงาสะท้อนในธารมิได้สะท้อนเพียงใบหน้าเขา
    หากแตกออกเป็นเงาซ้อนหลายชั้น

    เงาแรกเป็นเด็กหนุ่มบอบบางผู้หนึ่ง
    ชีพจรปั่นป่วน
    เส้นลมปราณแตกพร่า
    นอนจมโลหิตอยู่ก้นเหว

    เงาที่สองเป็นผู้ชราหลังค่อม
    นัยน์ตาลึกสงบแต่ซ่อนความอ้างว้างมหาศาล
    ยืนอยู่หน้าศาลาไม้เก่า
    มือหนึ่งถือคัมภีร์ อีกมือหนึ่งถือโอสถ

    เงาที่สามเป็นลำแสงดำทองจากฟากฟ้า
    อุกกาบาตยักษ์พุ่งลงสู่พิภพ
    โลหิตมังกรหยดหนึ่งร่วงแตะผิวโลหะดารา
    เปลวไฟทั้งหลุมจึงลุกโชนขึ้นราวโลกกำลังถูกหลอมใหม่

    ทุกภาพไหลผ่านอย่างรวดเร็ว
    แต่แรงกระแทกทางจิตใจของมันกลับหนักแน่นยิ่งกว่าค่ายกลสังหารใดที่เขาเคยพบ

    เสียงหนึ่งดังขึ้นจากส่วนลึกของธาร
    มิใช่เสียงของเสวี่ยอวิ๋นเหยา
    มิใช่เสียงของหนิงเยว่อิง
    หากเป็นเสียงเก่าแก่แหบต่ำดุจธารน้ำแข็งครวญอยู่ใต้พิภพ

    “เจ้าจะก้าวไปด้วยสิ่งใด...”
    “ด้วยความแค้น...”
    “ด้วยความปรารถนา...”
    “หรือด้วยความกลัวว่าตนจะกลับไปเป็นคนไร้ค่าอีกครา...”

    ผิวน้ำใต้เท้าพลันเย็นจัด

    อี้ซินไม่ตอบคำถามของธาร
    เพียงยกชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขึ้นน้อยหนึ่ง
    สายตานิ่งตรงไปยังอีกฝั่งโดยไม่มองเงาในน้ำซ้ำอีก

    “ข้ามิได้ก้าวมาถึงที่นี่เพื่อย้อนกลับไปหาซากอดีต” เขากล่าวช้า ๆ น้ำเสียงมั่นคงและคมหนัก “ผู้ใดคิดขวาง ก็จงมาขวางต่อหน้าข้า มิใช่ซ่อนอยู่ในเงาน้ำ”

    คำพูดนั้นตกลงบนธาร
    ผิวน้ำสีเงินสั่นวูบ
    เงาซ้อนทั้งหลายพลันแตกกระจายเป็นระลอก

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาซึ่งยืนอยู่ริมฝั่งอีกด้านหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าอ่อนจึงไหวแผ่ว
    มิใช่เพราะคำพูดห้าวหาญ
    หากเพราะจังหวะจิตของเขามิได้หวั่นไหวตามภาพหลอกแม้ครึ่งส่วน

    หนิงเยว่อิงยืนห่างออกไปไม่ไกล
    ดวงตาเย็นลึกจับอยู่ที่แผ่นหลังของอี้ซินนิ่ง
    นางเห็นชัดว่า ธารจันทร์พิพากษามิได้เพียงสะท้อนอดีตของเขา
    แต่มันกำลังขุด “ราก” ของเจตจำนงเขาขึ้นมาตัดสิน

    และสิ่งที่มันพบ...กลับแข็งกว่าที่นางคาดไว้

    อี้ซินก้าวเท้าที่สอง

    หินขาวหม่นก้อนนั้นสว่างขึ้น
    ผิวน้ำโดยรอบแตกเป็นวงอีกชั้น
    แต่ครานี้เงาในน้ำหาได้เป็นอดีตของเขาอีกไม่

    หากเป็น “อนาคตที่ล้มเหลว”

    เขาเห็นตนเองนอนอยู่ใต้ฝ่าเท้าศัตรู
    เห็นชิ้นส่วนอาวุธดำแตกหัก
    เห็นหยกดาราหม่นดับ
    เห็นร่างของหญิงงามหลายเงาไกล ๆ ถูกหมอกดำกลืนหาย
    เห็นมือของตนคว้าไม่ทันทุกสิ่ง

    แรงกดครั้งนี้หนักกว่าเดิม
    เพราะมิใช่เพียงภาพ
    แต่เป็นความรู้สึกสูญเสียที่ถูกโยนใส่ใจโดยตรง

    ลมหายใจของอี้ซินชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
    แต่เสี้ยวเดียวนั้นก็พอให้ธารรู้ว่า “ช่องโหว่” ของเขาอยู่ตรงใด

    ผิวน้ำสองข้างพลันยกสูงขึ้น
    เปลี่ยนเป็นเงาดำคล้ายมือหลายสิบมือเอื้อมคว้าข้อเท้าเขา

    ยังไม่ทันแตะกาย
    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมืออี้ซินก็พลันครางต่ำ
    ความหนักในมือเขาเพิ่มขึ้นวูบหนึ่ง
    ราวกับกำลังเตือนบางอย่าง

    อี้ซินดวงตาเย็นลงทันที
    จากนั้นก็ยกเท้าขวาขึ้นแล้วกระแทกลงบนหินขาวตรงหน้าเต็มแรง

    ปึง!

    เสียงนั้นก้องไปทั่วธาร
    เงามือทั้งหมดแตกกระจายทันที
    ผิวน้ำสั่นแล้วคืนสู่ความเรียบอีกครา

    “ต่อให้ฟ้าจะให้ข้าเห็นความพ่ายแพ้จริงในวันหน้า” เขากล่าวเรียบแต่หนักแน่น “ข้าก็จะเป็นคนเหยียบกลับด้วยตนเอง ไม่ใช่ยืนหวาดอยู่ตรงนี้”

    ธารจันทร์พิพากษาพลันเงียบไปชั่วอึดใจ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงค่อย ๆ หรี่ตาลง
    แววตาที่เดิมเย็นใสของนาง มีคลื่นบางอย่างไหวผ่านอีกครั้ง
    คนผู้นี้มิใช่เพียงมีวาสนาหรือสมบัติลึกลับในกาย
    แต่แม้แต่ “จิต” ก็แข็งและคมกว่าศิษย์หนุ่มที่นางเคยพบมากมายนัก

    อี้ซินก้าวต่อไปอย่างไม่รีบร้อน
    ทีละก้าว
    ทีละก้าว
    ผิวน้ำยังพยายามสะท้อนภาพหลอกซ้อนทับขึ้นมาอีกหลายครา

    บางคราเป็นภาพผู้ชราที่เขาเคารพล้มลงตรงหน้า
    บางคราเป็นภาพตนเองกลายเป็นปีศาจโลหิตมือเปื้อนซากผู้คน
    บางคราเป็นภาพหญิงสาวผู้หนึ่งร้องเรียกจากอีกฟากเหว
    งดงาม บอบบาง และเอื้อมมือหาตน

    แต่ทุกภาพล้วนถูกเขาปล่อยผ่าน

    เขาไม่เร่ง
    ไม่ถอย
    ไม่หันกลับ

    ทุกย่างก้าวยิ่งมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ
    และเมื่อก้าวที่เจ็ดตกลง
    แสงบนก้อนหินทั้งแนวก็พลันสว่างขึ้นพร้อมกัน

    ธารสีเงินสงบลง

    อี้ซินยืนอยู่กลางธาร
    ลมเย็นพัดผ่านชายเสื้อ
    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือยังหนักดุจภูผา
    แต่ผิวน้ำใต้เท้าเขาบัดนี้กลับนิ่งราวกระจกไร้คลื่น

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ

    “ด่านแรก...มิอาจทำให้เจ้าชะงักได้จริง”

    อี้ซินมิได้ตอบ
    เพียงก้าวต่อไปยังอีกฝั่งอย่างนิ่งงัน

    ครั้นเห็นเช่นนั้น
    จ้าวคุนก็แค่นหัวเราะในลำคอ

    “เพียงธารลวงตา” มันกล่าวเย็น “พวกเจ้ากลับทำราวกับเป็นคุกนรก”

    พูดจบ มันก็ก้าวออกไปยังขอบธารทันที

    โจวเหอเห็นดังนั้นก็รีบตามมาชิดด้านหลัง
    แม้ใบหน้าของมันยังตึงอยู่มาก
    แต่มันก็ไม่มีทางยอมให้ตนเองดูต่ำต้อยกว่าอี้ซินในยามนี้แน่

    สือเหยียนหันมองจ้าวคุนแวบหนึ่ง
    แต่ไม่ห้าม
    เพราะบางด่าน คนเช่นจ้าวคุนย่อมไม่มีวันเชื่อจนกว่าจะถูกตบเข้าหน้าเอง

    จ้าวคุนยกคางขึ้นเล็กน้อย
    ก่อนก้าวลงบนหินขาวก้อนแรกอย่างมั่นคง

    วูบ—

    ผิวน้ำพลันสั่นแรงกว่าที่เกิดกับอี้ซินหลายเท่า

    เงาสะท้อนของจ้าวคุนแตกออกเป็นสิบเงาในทันที
    แต่ละเงามิใช่อดีตบอบบางหรืออนาคตพ่ายแพ้
    หากเป็น “ภาพตนเองเหนือผู้คน”

    มันเห็นตนยืนอยู่บนลานประลอง เลือดผู้อื่นนองพื้น
    เห็นสำนักทั้งสำนักคุกเข่าให้
    เห็นสมบัติล้ำค่าถูกส่งถึงมือ
    เห็นหญิงงามหลายเงาหันมองมันด้วยแววตาเทิดทูน
    เห็นศัตรูทุกคนก้มหน้าอยู่ใต้เท้า

    โจวเหอซึ่งยังไม่ทันลงธารเต็มตัวแต่ยืนใกล้ กลับเห็นเงาบางส่วนจากด้านข้างด้วย
    จึงเผลอมีแววริษยาและหวาดในเวลาเดียวกัน

    จ้าวคุนมุมปากยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
    เห็นชัดว่าธารแตะต้อง “ความอยาก” ของมันได้แล้ว

    ธารสีเงินพลันยกคลื่นขึ้นสองข้าง
    ในคลื่นนั้นมีเสียงนับไม่ถ้วนกระซิบพร้อมกัน

    “เจ้ายิ่งใหญ่...”
    “เจ้าคู่ควร...”
    “อีกเพียงก้าว...”
    “อีกเพียงแย่ง...”
    “อีกเพียงฆ่า...”

    สือเหยียนขมวดคิ้วทันที
    เพราะสีหน้าของจ้าวคุนเปลี่ยนไปแล้ว
    ไม่ใช่แข็งข่มดังเดิม
    หากเป็นความเคลิบเคลิ้มแข็งค้างแบบคนหลงภาพ

    หนิงเยว่อิงเอ่ยขึ้นเรียบเย็น
    “มันจมในเงาตนเองแล้ว”

    ยังไม่ทันสิ้นเสียง
    จ้าวคุนก็หัวเราะออกมาช้า ๆ

    “ใช่...” มันพึมพำ “สิ่งเหล่านี้ล้วนควรเป็นของข้า...”
    “ของข้าอยู่แล้ว...”

    แล้วมันก็ก้าวเท้าที่สองโดยไม่มองหินขาวตรงหน้าให้ดี

    ฝ่าเท้านั้นเหยียบพลาดเพียงครึ่งส่วน

    ผิวน้ำใต้เท้าพลันยุบวูบ!

    เงาดำหลายสายพุ่งขึ้นคว้าข้อเท้าของมันในทันที
    จ้าวคุนชะงัก
    ภาพหลอกทั้งหมดพลันแตกสลาย
    ดวงตาจึงเบิกกว้างอย่างตกใจสุดขีด

    “ไม่—!”

    มันระเบิดลมปราณเต็มแรง
    ฝ่ามือขวาฟาดลงใส่ผิวน้ำดุจคลื่นแข็ง

    ปึง!

    คลื่นธารสะเทือน
    เงาดำขาดไปสองสามสาย
    แต่ยังมีอีกหลายสายพันแน่นขึ้นกว่าเดิม
    จ้าวคุนจึงหน้าเปลี่ยนสีจริงในคราวนี้
    เพราะมันรับรู้ได้ทันทีว่า แรงดึงจากธารมิใช่สิ่งที่ใช้กำลังหยาบอย่างเดียวจะแก้ได้

    โจวเหอร้องลั่น
    “ศิษย์พี่!”

    มันจะพุ่งเข้าไปช่วย
    แต่ยังไม่ทันแตะหินก้อนแรก
    ผิวน้ำก็พลันสะท้อน “ภาพ” ของมันขึ้นมาเสียก่อน

    มันเห็นตนคุกเข่าอยู่ใต้เท้าของจ้าวคุน
    เห็นฟันตนแตก เลือดเต็มปาก
    เห็นอี้ซินยืนมองด้วยสายตาเย็นชา
    เห็นผู้คนหัวเราะเยาะตนไม่หยุด

    โจวเหอร้องคำหนึ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง
    สีหน้าบิดเบี้ยว
    จากนั้นแทนที่จะช่วยจ้าวคุน มันกลับถอยหลังไปสองก้าวราวคนเสียสติชั่วครู่

    สือเหยียนจึงสบถต่ำ
    “บัดซบ”

    อี้ซินซึ่งอยู่กลางธารหันกลับมามองพอดี

    จ้าวคุนกำลังถูกดึงลงแล้วครึ่งขา
    น้ำสีเงินรอบตัวมันดำคล้ำขึ้น
    เงาดำใต้ธารกำลังปีนขึ้นมาแตะเอวมันทีละสาย

    แต่อี้ซินไม่รีบพุ่งกลับไปช่วยในทันที

    เพราะเขาเห็นชัดว่า จ้าวคุนยังไม่พ่ายเสียทีเดียว
    มันเพียง “ถูกล่อลวง” แต่ยังไม่ยอมตัดภาพลวงทิ้ง

    ดังนั้นเขาจึงกล่าวเสียงต่ำ แต่ชัดพอจะทะลุคลื่นธารไปถึงอีกฝ่าย

    “หากเจ้ายังมัวแต่มองเงาตัวเองเป็นใหญ่”
    “ต่อให้ข้าดึงขึ้นมาอีกสิบครา เจ้าย่อมลงไปจมอยู่ดี”

    คำพูดนั้นกระแทกใส่จ้าวคุนตรง ๆ

    ดวงตาของมันแดงวาบ
    โทสะกับอับอายปะทุขึ้นพร้อมกัน
    แต่ครานี้เอง ความอับอายนั้นกลับมากพอจะตัดความเคลิบเคลิ้มของภาพหลอกได้ชั่วขณะ

    มันคำรามลั่น
    จากนั้นก็กัดปลายลิ้นตนเองแรง ๆ

    โลหิตสดไหลออกจากมุมปาก
    ความเจ็บแทงจิตให้ตื่น

    เงาดำทั้งหลายจึงชะงักลงเสี้ยวหนึ่ง

    จ้าวคุนฉวยจังหวะนั้นพลิกตัวทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหินขาวด้านซ้าย
    มือทั้งสองยันขอบหิน
    ถีบตัวกลับขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
    ก่อนกลิ้งพรวดกลับขึ้นฝั่งด้วยสภาพน่าเวทนาอย่างยิ่ง

    ทั้งแขนทั้งขาของมันเปียกน้ำสีเงิน
    และตรงผิวหนังส่วนที่ถูกน้ำแตะนั้นกลับมีรอยดำเป็นเส้นบาง ๆ เหมือนถูกความเย็นลึกกัดกิน

    มันนอนหอบอยู่ริมฝั่งหลายลมหายใจ
    สีหน้าเขียวคล้ำ
    ดวงตาเต็มไปด้วยทั้งโกรธทั้งอับอาย

    โจวเหอรีบคลานเข้ามาช่วยพยุง
    แต่มือของมันเองก็ยังสั่นไม่หายจากภาพหลอกเมื่อครู่

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองจ้าวคุนแวบหนึ่ง
    น้ำเสียงของนางยังคงใสเย็นดังเดิม
    แต่ถ้อยคำกลับเด็ดขาดยิ่ง

    “ผู้ถูกธารปฏิเสธหนึ่งครา” นางกล่าว “ย่อมไม่มีสิทธิ์ข้ามด่านนี้อีกในครั้งเดียวกัน”

    เพียงประโยคนี้
    สีหน้าของจ้าวคุนก็แข็งค้างไปทั้งแถบ

    “เจ้า...” มันกัดฟัน “หมายความว่าข้าถูกคัดออก?”

    “ใช่” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบตรง “เจ้ามีแรงพอจะฝืนมันขึ้นมาได้ แต่จิตเจ้ายังถูกภาพตนเองกลืนง่ายเกินไป”
    “คนเช่นเจ้า...ข้ามธารนี้ไม่ได้”

    คำตัดสินนั้นเย็น เรียบ และไม่เผื่อทางอ้อมใด

    จ้าวคุนกำหมัดจนข้อนิ้วดัง
    แต่อยู่ต่อหน้าสถานที่เช่นนี้ ต่อหน้าสตรีผมเงินผู้ลึกลับเช่นนี้ มันกลับรู้ชัดอย่างน่าขมขื่นว่าตนไม่อาจเถียงสิ่งใดได้เลย

    โจวเหอหน้าเปลี่ยนจนแทบไร้สี
    เพราะหากแม้แต่จ้าวคุนยังถูกคัดออก
    ตนเองย่อมไม่มีทางผ่านได้แน่

    สือเหยียนมองภาพนั้นเงียบ ๆ
    ก่อนถอนใจแผ่วเบา

    “สนามทดสอบสัตว์เทวะ...” เขาพึมพำ “สมกับเป็นสนามทดสอบสัตว์เทวะจริง”

    หนิงเยว่อิงยืนนิ่ง
    ดวงตาเย็นลึกจับอยู่ที่อี้ซินกลางธาร
    นางเห็นชัดแล้วว่า ธารนี้ไม่เพียงทดสอบพลังหรือความกล้า
    แต่มัน “คัดคน” อย่างแท้จริง

    และคนที่ผ่านได้...ย่อมต้องแตกต่างจากผู้คนทั่วไปจริง

    อี้ซินยืนอยู่กลางธารโดยไม่หันกลับมามองจ้าวคุนอีก
    เพราะคำตัดสินได้ตกลงแล้ว

    ธารพิพากษาไม่รับมัน

    เช่นนั้น ต่อให้ริษยาเพียงใด
    มันก็ไม่มีสิทธิ์ตามเขาข้ามมาในด่านนี้อีก

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันมองคนที่เหลืออีกครั้ง
    สายตาสีฟ้าเย็นนั้นหยุดที่หนิงเยว่อิงเล็กน้อย
    แล้วจึงเอ่ยอย่างช้า ๆ

    “ผู้ใดจะลองต่อ”

    ความเงียบปกคลุมลานดำอีกครา

    เยี่ยซูซินหลุบตาลง
    นางรู้ตัวดีว่าจิตตนแม้มั่นคง แต่ยังไม่ถึงขั้นจะกล้าฝืนธารนี้
    หลินเซวียนเองก็ยกยิ้มฝืด
    ส่วนหานหลงพ่นลมหายใจยาวช้า ๆ แล้วส่ายหน้าอย่างตรงไปตรงมา

    โจวเหอยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง
    เพียงมองผิวน้ำมันก็ยังขาสั่นอยู่แล้ว

    หนิงเยว่อิงจึงก้าวออกมา

    ยามนางหยุดตรงขอบธาร
    แสงจันทร์เทียมบนผิวน้ำกลับยิ่งขับให้เรือนกายอรชรระหงของนางดูเด่นขึ้นอีกหลายส่วน
    ผมดำยาวพลิ้วอยู่ข้างบ่า
    ดวงตาเย็นลึกคู่นั้นนิ่งสงบราวไร้คลื่น
    งามดุจจันทร์เหนือธารน้ำแข็ง
    แต่มั่นคงดุจขุนเขาหิมะ

    นางเหลือบมองอี้ซินที่ยืนอยู่กลางธารเพียงแวบเดียว
    จากนั้นจึงก้าวลงบนหินขาวก้อนแรกโดยไร้ความลังเล

    ผิวน้ำสั่นไหว
    เงาสะท้อนของนางแตกออกเป็นหลายชั้นเช่นกัน

    แต่สิ่งที่ปรากฏในธารหาใช่ภาพโอหังหรือหวาดกลัวอย่างของจ้าวคุนไม่

    มันเป็นภาพหิมะ
    หิมะนับไม่ถ้วน
    ตำหนักสีขาว
    โลหิตบนบันไดหยก
    และเงาสตรีผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าคล้ายกับนางอย่างยิ่ง ยืนหันหลังท่ามกลางลมหนาว

    จากนั้นเสียงกระซิบก็ดังขึ้นจากผิวน้ำ

    “เจ้ารักษาไม่ได้...”
    “เจ้าช่วยไม่ทัน...”
    “ต่อให้เจ้ากลับไป...ทุกอย่างก็ยังแตกเหมือนเดิม...”

    หนิงเยว่อิงแววตาไหวเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น

    เพียงเสี้ยว
    แต่นั่นก็มากพอให้ธารเห็นว่าจุดใดคือแผลลึกในใจนาง

    คลื่นสีเงินจึงยกสูงขึ้นรอบตัวนางอย่างเงียบงัน
    เงาดำใต้ผิวน้ำเริ่มขยับเข้าหาฝ่าเท้าของนางช้า ๆ

    อี้ซินมองอยู่จากตรงกลางธาร
    เขาไม่เห็นภาพในใจนางทั้งหมด
    แต่เห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวน้ำชัดเจน

    หนิงเยว่อิงหลับตาลงเพียงชั่วลมหายใจเดียว
    จากนั้นเมื่อลืมตาอีกครั้ง
    ความเย็นในดวงตาคู่นั้นกลับลึกและสงบกว่าเดิม

    “อดีตก็คืออดีต” นางกล่าวเสียงเบาเย็น “หากข้ายังจมอยู่กับมัน ข้าย่อมไม่อาจมายืนที่นี่”

    สิ้นคำ
    ลมปราณเย็นบริสุทธิ์สายในกายของนางก็พลันไหลออกแผ่ว ๆ
    ไม่รุนแรง
    ไม่ปะทะธาร
    หากเพียงประคองจิตตนเองให้นิ่งเหมือนผืนน้ำแข็งไร้คลื่น

    เงาดำใต้ธารชะงัก

    คลื่นสีเงินซึ่งยกสูงรอบตัวนางก็ค่อย ๆ ลดลงช้า ๆ

    หนิงเยว่อิงจึงก้าวไปอีกก้าว
    อีกก้าว
    อย่างสงบ มั่นคง และงดงามราวภาพฝัน

    แม้ธารจะยังคงสะท้อนภาพเลือด หิมะ และความสูญเสียเบื้องหลังนางเป็นระยะ
    แต่นางกลับไม่หันไปมองแม้ครึ่งเสี้ยว
    ยิ่งก้าว...ยิ่งนิ่ง
    ยิ่งนิ่ง...ยิ่งงามอย่างน่าเกรงขาม

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพนั้นนิ่ง ๆ
    แววตาสีฟ้าเย็นลึกคู่นั้นไหวผ่านบางอย่างคล้ายยอมรับ

    ส่วนอี้ซินเอง เมื่อเห็นหนิงเยว่อิงก้าวเข้ามาใกล้ทีละช่วง
    กลับรับรู้ชัดอย่างประหลาดว่า
    สตรีผู้นี้ แม้ภายนอกจะเย็นงามดั่งจันทร์
    แต่หัวใจของนางกลับผ่านไฟหนาวที่หนักยิ่งกว่าคนทั่วไปนับเท่ามาแล้วจริง

    ในเวลาไม่นานนัก
    หนิงเยว่อิงก็ยืนอยู่บนหินขาวอีกก้อนหนึ่งห่างจากอี้ซินเพียงสองช่วงตัว

    ผิวน้ำรอบนางสงบลง

    ธารพิพากษา...รับนางแล้ว

    จ้าวคุนเห็นภาพนั้น
    ใบหน้าพลันซีดขาวแล้วเขียวคล้ำสลับกัน
    คนที่มันริษยาอยู่สองคนในยามนี้
    กลับเป็นคนเพียงสองคนที่ธารยอมรับอย่างชัดเจน

    อี้ซินมองหนิงเยว่อิงแวบหนึ่ง
    ก่อนกล่าวเสียงต่ำหนักแน่น

    “ดี”
    เพียงคำเดียว
    แต่ครั้งนี้มิใช่คำแข็งห้วนดังเดิม
    หากเป็นคำรับที่นิ่ง มั่นคง และแฝงความยอมรับชัดเจน

    หนิงเยว่อิงมุมปากบางไหวขึ้นเล็กน้อย
    แม้ไม่ใช่รอยยิ้มเต็มรูป
    แต่ในดวงตาเย็นลึกคู่นั้นกลับมีแสงนุ่มบางส่วนวาบขึ้นแล้วดับไปอย่างรวดเร็ว

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

    “ด่านแรกผ่านได้...เพียงสอง”

    คำพูดนั้นดังก้องทั่วลานดำ

    จากนั้นนางก็ก้าวลงบนผิวน้ำด้วยตนเอง

    น่าประหลาดที่ใต้ฝ่าเท้าของนางกลับไม่มีหินขาวปรากฏ
    หากผิวน้ำสีเงินทั้งสายแข็งตัวเป็นแผ่นน้ำแข็งใสเองในทันที

    นางเดินมาหยุดอยู่บนธาร
    เส้นผมขาวเงินพลิ้วแผ่ว
    แสงจันทร์เทียมและแสงน้ำแข็งอ่อนโยนโอบรอบกาย
    งดงามจนคนยากหายใจเป็นปกติ

    “ข้าจะพาเพียงผู้ที่ผ่าน” เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว “คนอื่นจงรออยู่ฝั่งนี้”
    “ธารพิพากษาจะไม่กินผู้ที่ไม่ฝืนซ้ำ แต่ก็จะไม่ยอมให้ข้าม”

    สือเหยียนถอนใจช้า ๆ
    แม้ไม่甘ใจ
    แต่เขารู้ดีแล้วว่าด่านนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ความดื้อเพียงอย่างเดียวจะฝ่าได้

    เยี่ยซูซินกดห่อสมุนไพรแน่นขึ้น
    นัยน์ตาของนางมีทั้งเสียดายและระวัง

    จ้าวคุนยืนแข็งอยู่กับที่
    เงาดำแห่งความอับอายกับความแค้นแทบทะลักออกมาจากดวงตา
    แต่ต่อหน้ากฎของสนามทดสอบสัตว์เทวะ
    มันกลับไม่มีทางเปลี่ยนสิ่งใดได้เลย

    อี้ซินกวาดตามองฝั่งเดิมครู่หนึ่ง
    ก่อนหันกลับสู่ส่วนลึกของธาร

    หนิงเยว่อิงยืนเคียงอยู่ไม่ไกล
    เสวี่ยอวิ๋นเหยานำหน้าอยู่เบื้องหน้า

    ลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำสีเงิน
    สะท้อนแสงบนเรือนกายของสตรีงามทั้งสองจนยิ่งขับให้พวกนางดูเหนือโลกมนุษย์ยิ่งขึ้น

    หนึ่งงามเย็นลึกดุจจันทร์เหนือธารน้ำแข็ง
    หนึ่งงามบริสุทธิ์สูงส่งดุจเทพธิดาหิมะ

    และในด่านแรกของสนามทดสอบสัตว์เทวะ
    ผู้ที่ธารยอมรับให้เดินต่อไปพร้อมอี้ซิน
    ก็มีเพียงพวกนางเท่านั้น

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหันกลับมามองคนทั้งสอง
    ก่อนกล่าวเบา ๆ

    “จากตรงนี้ไป...ด่านต่อไปจะมิใช่สิ่งที่พวกเขาตามทันได้อีกแล้ว”

    อี้ซินจับชิ้นส่วนอาวุธดำแน่นขึ้น
    ดวงตานิ่งลึก

    “เช่นนั้นก็ไปต่อ”

    น้ำเสียงของเขาเรียบ
    แต่หนักแน่นดุจขอบเหวที่ไม่มีผู้ใดเขยื้อนได้

    หนิงเยว่อิงเหลือบมองเขาอีกเสี้ยว
    แล้วก้าวตามโดยไม่เอ่ยสิ่งใด

    ผิวน้ำสีเงินจึงค่อย ๆ ปิดระยะห่างระหว่างฝั่งเดิมกับเงาทั้งสามลงช้า ๆ

    สือเหยียน หลินเซวียน เยี่ยซูซิน หานหลง จ้าวคุน และโจวเหอ
    ยืนมองพวกเขาลึกเข้าไปในธารด้วยสายตาแตกต่างกัน

    บ้างยอมรับ
    บ้างเสียดาย
    บ้างริษยา
    บ้างไม่甘ใจ

    แต่ไม่ว่าผู้ใดจะคิดเช่นไร
    ความจริงหนึ่งได้ถูกสนามทดสอบสัตว์เทวะตัดสินลงแล้วอย่างเด็ดขาด

    ผู้ที่มีสิทธิ์ก้าวลึกต่อไป มีเพียงอี้ซิน หนิงเยว่อิง และเสวี่ยอวิ๋นเหยาเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    279K 178
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810