“ไม่ได้การต้องรีบกำจัดพวกมัน เร็วเข้าพวกเราทั้งหมดร่วมกันโจมตีหนิงเฟยหลงก่อน!” ชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาคนเดิมยังไม่รามือจากการหาเรื่องหนิงเฟยหลง
“ฮุ่ยหยาง ข้าจะจัดการเอง !”ชายผู้หนึ่งรูปร่างล่ำสันเดินเข้ามาท่ามกลางผู้คนที่รุมล้อม
“เซี่ยเฟิงหนิว !!” ผู้ประลองหลายคนโพล่งเสียงออกมา พวกมันตกใจจริง ๆ เมื่อเห็นว่าเซี่ยเฟิงหนิวมาอยู่ที่นี่เดิมทีพวกมันไม่ได้ตั้งใจมองให้ถ้วนทั่วเพียงรู้ว่าหนิงเฟยหลงอยู่สายนี้ก็ทำให้พวกมันตื่นตัวแล้วจึงไม่ได้ให้ความสนใจคนอื่น คาดไม่ถึงว่าเจ้าวัวบ้าก็อยู่ที่นี่ด้วย !
เซี่ยเฟิงหนิวเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องพละกำลังที่มหาศาลเกินมนุษย์มันเคยประลองแบบนี้มานัดต่อนัดคู่ต่อสู้ของมันกระดูกล้วนบดละเอียดพิการไปแล้วก็หลายคน สร้างความหวาดหวั่นให้ผู้ร่วมประลองทุกครั้งหากมีเซี่ยเฟิงหนิวอยู่ พวกมันจะสละสิทธิทันทีเช่นกันครั้งนี้เมื่อเห็นว่ามีเซี่ยเฟิงหนิว ศิษย์คู่ที่เหลือก็ถอนตัวทันทีหลงเหลือเพียงคู่ของหนิงเฟยหลง และคู่ฝั่งของฮุ่ยหยางอีกสี่คู่
หนิงเฟยหลงไม่ค่อยสนใจเซี่ยเฟิงเท่าไหร่ สำหรับมันแล้วต่ำกว่าแก่นแท้พลังไม่มีค่าอะไรในสายตา
เซี่ยเฟิงหนิวเห็นสายตาที่เฉยเมยของหนิงเฟยหลงก็เกิดความโมโหมันแผดเสียงร้องกังวาน ร่างกายก็ขยายใหญ่ขึ้นถึงสิบฉื่อ แววตานั้นก็ดูดุร้ายยิ่งกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ ราวกับจะระเบิดออก สีผิวแดงก่ำน่าหวาดกลัวยิ่งกว่ามารอสูรที่น่าหวาดหวั่น
สีหน้าของผู้คนที่หันมามองยังต้องหลบหลีกความน่ากลัวกับรังสีฆ่าฟันมีมากเกินไปเซี่ยเฟิงหนิวผู้นี้อำมหิตมาก หากวัดจากรังสีฆ่าฟันที่ปลดปล่อย
ตูม !
กำเนิดพลังขั้นหก !
“ไม่คิดเลยว่าเขาจะมาถึงจุดสูงสุดของขั้นกลางแล้ว !”ศิษย์ผู้หนึ่งที่ดูอยู่ไม่อาจทำใจเชื่อได้
หนิงเฟยหลงรู้สึกสนใจขึ้นมาเผยให้เห็นรอยยิ้มเบาบางราวกับว่าได้ดูชมการแสดงที่น่าชื่นชม เซี่ยเฟิงหนิวที่มีโทสะเป็นทุนเดิมเมื่อเห็นท่าทางของหนิงเฟยหลงก็ไม่คิดจะให้ชายหนุ่มมีชีวิตต่อได้อีก
“ตาย !!”
หมัดวัวพิโรธ !!!!
ตูม !!
พื้นเวทีปะลองพังทลาย ท่ามกลางสีหน้าที่ตกตะลึงของฝูงชน
“นั่นมันพลังอะไรกัน ?” ศิษย์ผู้หนึ่งร้องขึ้นด้วยความตกใจเหงื่อเย็นไหลอาบใบหน้า ชัดแล้วว่ามันกลัวสุด ๆ
“วัวคลั่งมันบ้าแล้ว !”
“ใครกันที่ทำให้เจ้าวัวนั่นโมโห เขาไม่รู้จักความตายรึ ?”ศิษย์หลายคนต่างแสดงความคิดเห็นออกมาด้วยความหวั่นเกรงต่อเซี่ยเฟิงหนิว
นี่บ่งบอกได้ถึงชื่อเสียงอันเป็นที่เลื่องลือของเซี่ยเฟิงหนิว
“หมัดต่อไปเจ้าไม่มีทางหลบพ้น !” เซี่ยเฟิงหนิวปล่อยหมัดออกเดิมทีมีเพียงหมัดธรรมดาแต่เมื่อออกหมัดมาก็พบว่าหมัดนั้นกลับดูใหญ่โตขึ้น ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆถึงกับใหญ่เท่ากับภูเขาขนาดย่อมเลยก็ว่าได้ !
“แย่แล้ว ! อันอันหลบไป !”หนิงเฟยหลงไหนเลยจะยอมให้อีกฝ่ายโจมตีตนอยู่ฝ่ายเดียว
หมัดพิฆาต !!
ปัง !
หมัดทั้งสองปะทะกัน เซี่ยเฟิงหนิวถอยหลังไปหลายก้าวแรงสั่นสะเทือนยังคงอยู่หนิงเฟยหลงแม้ไม่ได้ถอยกลับ แต่มือขวาที่ปล่อยออกไปก็รู้สึกชาเล็กน้อย “ไม่คิดเลยว่าพลังกายของมันจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้”หนิงเฟยหลงถึงกับทึ่งในพลังกายของอีกฝ่ายไม่คิดว่าการปะทะหมัดนี้จะทำให้มันรู้สึกชาขึ้นมาได้
กายของหนิงเฟยหลงนับว่าเป็นกายเกินระดับมนุษย์ไปแล้วแต่เซี่ยเฟิงหนิวทำให้มือมันชาได้ทั้งที่อยู่เพียงกำเนิดพลังขั้นที่หกเท่านั้นหากเป็นแก่นแท้พลังมันคงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังกายของเซี่ยเฟิงหนิวนั้นแข็งแกร่งมาก
การปะทะกันเมื่อครู่ทำให้หนิงเฟยหลงตระหนักได้ว่าหมัดพิฆาตนั้นมีอานุภาพด้อยกว่า หมัดวัวพิโรธอยู่มาก ที่ต้านได้เพราะกายของมันล้วนๆ “หมัดของเจ้า น่าสนใจมาก” หนิงเฟยหลงยิ้มบางให้เซี่ยเฟิงหนิวอีกครั้ง
แต่เซี่ยเฟิงหนิวเข้าใจว่าหนิงเฟยหลงจงใจจะเยาะเย้ยหมัดตนจึงระเบิดพลังหมัดรัวเข้าใส่หนิงเฟยหลงไม่ยั้ง
หมัดวัวพิโรธเมื่อถูกใช้ด้วยความพิโรธ มันช่างดูองอาจ ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรราวกับวายุเพลิงทำลายล้าง ที่จะบดขยี้สรรพชีวิตเซี่ยเฟิงหนิวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองได้เข้าสู่สภาวะของหมัดพิโรธอย่างสมบูรณ์แล้ว
มีเพียงหนิงเฟยหลงที่รู้สึกหนักอึ้งภายในใจนี่มันต้องรับมือกับหมัดที่เต็มไปด้วยความโกรธที่ทรงอานุภาพทำลายล้างอย่างนั้นหรือ ?
หมัดเดียวนั้นไม่เท่าไหร่ แต่การปล่อยมาไม่สิ้นสุดฉะนี้จะทำอย่างไร ?
“!!!!!” ฝูงชนมองด้วยสายตาที่ตื่นตะลึงพลังหมัดของเซี่ยเฟิงหนิวเกินขอบเขตที่กำเนิดพลังควรจะมีไปแล้ว !
หมัดรัวนั้นก็แปรเปลี่ยนอีกครั้ง เป็นหมัดที่ใหญ่เท่าภูเขาขนาดย่อมสามลูก“หมัดวัวคีรีพิโรธ !!” เซี่ยเฟิงหนิวคำราม !
หนิงเฟยหลงไม่อาจจะใช้กายต้านรับได้อย่างเดียวคงถึงเวลาลงมือบ้างแล้ว
ร่างลมหวน
วืด ! ร่างชายหนุ่มกลายเป็นเงาสลัวแล้วจางหายไปปรากฏที่ด้านหลังของเซี่ยเฟิงหนิว จากนั้นไม่รอช้า ฝ่ามือขวาปรากฏเพลิงอัคคี
ตูม !!
เซี่ยเฟิงหนิวไถลลื่นหน้าไปเกือบตกเวที เท่านั้นไม่พอหนิงเฟยหลงยังวาดกระบี่ออกใช้ท่าสะบั้นสายลม
แม้ว่าเซี่ยเฟิงหนิวจะมีกำลังมากร่างกายแข็งแกร่งแต่ไม่อาจต้านแรงพลังได้ทั้งหมด จึงร่วงตกเวทีไปเป็นอันว่าพ่ายแพ้ชั่วพริบตา หมัดของเซี่ยเฟิงหนิวนับว่าไร้เทียมทานมากทว่าการพึ่งหมัดของมันมากเกินไป และการรวมพลังที่ยาวนานทำให้หนิงเฟยหลงสามารถใช้โอกาสนั้นเล่นงานได้
“วัวบ้านั่นแพ้แล้ว ?!!” ผู้คนต่างมึนงงและตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ลมหายใจการลงมือของหนิงเฟยหลงรวดเร็วมาก แม้แต่ผู้อาวุโสฝ่ายในหลายคนก็ไม่อาจตามทันจะมีเพียงจ้าวหอทั้งสาม และรองประมุขที่มองเห็นทั้งหมด
อย่างไรเสียความเร็วก็นับว่าเป็นจุดเด่นที่น่ากลัวและจุดเด่นที่น่ากลัวนี้หนิงเฟยลงก็บังเอิญว่ามี
หนังตาของจ้าวหอขุนนางกระตุกขึ้น “แย่แล้ว หยางเอ๋อร์ !”มันพึมพำออกมาชัดแล้วว่าคนที่ชื่อฮุ่ยหยางซึ่งมีแซ่เดียวกันกับมันต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างที่มันกังวลคือหนิงเฟยหลงไม่รู้ว่าฮุ่ยหยางเป็นใครมันอาจจะลงมือหนักจัดการฮุ่ยหยางอย่างไร้ปราณี สีหน้ามันบ่งบอกได้อย่างชัดเจน
“จ้าวหอขุนนางเจ้าเป็นอะไรไป ?”จ้าวหอสงครามที่สังเกตเห็นความผิดปกติของจ้าวหอขุนนางกล่าวถามขึ้นมันไม่เคยเห็นจ้าวหอขุนนางร้อนรนเช่นนี้มาก่อนส่วนใหญ่แล้วจ้าวหอขุนนางมักเป็นคนเจ้าเล่ห์มากด้วยกลอุบายทั้งยังใจเย็นกว่าคนปกติอีก จ้าวหอสงครามมักถูกจ้าวหอขุนนางกลั่นแกล้งเป็นประจำจึงไม่ค่อยจะเห็นอาการเช่นนี้
“เร็วเข้า จ้าวหอสงคราม ท่านต้องปรับให้หนิงเฟยหลงนั่นแพ้ไป”จ้าวหอขุนนางหลุดโพล่งออกไปด้วยความวิตก
“ทำไมกัน ? ชายหนุ่มผู้นั้นทำผิดกฎอันใด ?”
“อ้อ...ไม่สิ ข้ากล่าวผิดไปฮุ่ยหยางและพรรคพวกของมันทำผิดวัตถุประสงค์ บังอาจตั้งกลุ่มก้วนขึ้นในการประลองนี้ควรจะปรับแพ้ไป”จ้าวหอขุนนางอ้าง
จ้าวหอสงครามหรี่ตาแคบลง ลอบยิ้มมุมปาก แล้วกล่าวว่า “การประลองยังไม่จบข้าไม่เห็นว่าการประลองของฮุ่ยหยางจะผิดกฎใด วัตถุประสงค์การประลองช่างมันไปเถอะอย่างไรกฎก็สำคัญกว่า” จ้าวหอสงครามถือโอกาสนี้นำคำพูดของจ้าวหอขุนนางในการประลองรอบที่หนึ่งมากใช้
“เจ้า !!!!”จ้าวหอขุนนางหน้าแดงก่ำ มันไม่ได้ลงมือกับจ้าวหอสงครามถึงอย่างไรที่จ้าวหอสงครามกล่าวมาก็ล้วนมาจากคำพูดมันทั้งสิ้นและอีกอย่างต่อให้ลงมือได้ฝีมือมันด้อยกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง ไม่อาจเอาชัยได้อยู่ดี