ตอนที่ 13 พบเจอโดยบังเอิญ
ฮัวหม่านถิงยืนอยู่ด้านนอกศาลาเยียนหยู สองมือไพล่หลังทั้งมองไปทางหลี่เฉินอันที่กำลังออกกำลังกายด้วยท่าทีสนใจ
ซูมู่ซินที่สวมชุดสีเขียวสะพายลังตำราไว้และยืนอยู่ด้านหลังของเขา ไม่เข้าใจอย่างยิ่งว่าทำไมท่านอาจารย์ถึงมาที่ริมทะเลสาบฮั่วผิงั้แ่เช้าตรู่เช่นนี้
แต่เขาก็ไม่กล้าถาม
แท้จริงแล้วนี่มิใช่คราวแรกที่ฮัวหม่านถิงได้เจอกับหลี่เฉินอัน
หลังจากวันที่ 3 เดือน 3 ที่เขาได้อ่านบทกวี “ภมรรักบุปผา” และทราบว่าหลี่เฉินอันเป็ผู้ประพันธ์บทกวีนี้ เขาก็จดจำนามนี้เอาไว้ได้ขึ้นใจแล้ว
ด้วยความรู้ของเขา เขาทราบว่าบทกวีนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นที่ไหนมาก่อน และบทกวีนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกบนเรือของคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีด้วยเช่นกัน
ตกเย็นวันต่อมา เขาได้พบกับหนิงฉู่ฉู่ ได้รับคำไหว้วานจากหนิงฉู่ฉู่ให้เกลี้ยกล่อมหลี่เหวินฮั่นให้คืนสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลเสิ่นไป ในตอนนั้น เขาก็มั่นใจว่าหลี่เฉินอันนั้นคือบุตรชายคนโตของหลี่เหวินฮั่นโดยแท้จริงเช่นกัน
เขาย่อมเกิดความประหลาดใจขึ้นมา ดังนั้นวันที่ 5 เดือน 3 หรือก็คือเมื่อวันก่อน เขาได้พาซูมู่ซินไปที่ตรอกเอ้อร์จิ่งโกวมาแล้ว พวกเขาทั้งสองหยุดยืนมองอยู่ใต้ต้นไทรท้ายตรอกทางตะวันออกอยู่ชั่วครู่
หลี่เฉินอันกำลังพูดคุยบางอย่างกับเหล่าช่างฝีมือภายในร้านค้า และมิได้สังเกตเห็นว่าด้านนอกนั้นมีชายชราและชายหนุ่มกำลังยืนมองเขาอยู่
ซูมู่ซินเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าท่านอาจารย์กำลังมองอะไร และต่อจากนั้น ทั้งสองก็ไปสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่
เช้าวันนี้ การพบเจอโดยบังเอิญคราวนี้มิได้เกิดจากความตั้งใจของฮัวหม่านถิง เขามาที่นี่ก็แค่คิดถึงสถานที่ที่เคยมาเยือนเท่านั้น เป็การพบเจอกับหลี่เฉินอันโดยบังเอิญอย่างบริสุทธิ์ใจ
หลี่เฉินอันในยามนี้ได้ออกกำลังกายขั้นพื้นฐานเสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน เหงื่ออาบท่วมกาย เขาปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างมาก และตอนที่เขาหันกลับมา ก็พบเจอกับฮัวหม่านถิงที่ไว้หนวดและมีผมสีขาวโพลน
“เ้าคือหลี่เฉินอันหรือ ? ”
หลี่เฉินอันชะงัก คาดไม่ถึงว่าชายชราผู้นี้จะรู้จักตนด้วย เขาพยักหน้าและยกยิ้มน้อย ๆ ให้ “ใช่ ข้าคือหลี่เฉินอัน ท่านผู้เฒ่าดูไม่คุ้นตากันเท่าไหร่ ไม่ทราบว่าท่าน......?”
“โอ้ ข้าคือฮัวหม่านถิง รู้จักกับบิดาของเ้า”
หลี่เฉินอันชะงัก นามนี้ปรากฏขึ้นมาในหัว ชายชราผู้นี้คือเ้าสำนักศึกษาไท่เสวี่ย เป็นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของแคว้นหนิง !
ความคิดของเขาเปลี่ยนไปชั่วพริบตา ชายชราผู้นี้มีลูกศิษย์อยู่ทั่วสารทิศ หากให้ชายชราผู้นี้เป็คนคิดชื่อร้านสุราให้ หรือได้ลายลักษณ์อักษรของชายชราผู้นี้มาประดับป้ายร้านสุราล่ะก็ รูปลักษณ์ของร้านสุราก็จะได้รับการยกระดับทันทีเลยมิใช่หรือ ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ตัดสินใจ จะต้องตีสนิทชายชราผู้นี้ให้จงได้ จะต้องได้รับภาพลายลักษณ์อักษรจากเขาก่อนที่จะเปิดร้านสุราให้จงได้
“แท้จริงแล้วเป็ท่านผู้าุโฮัวนั่นเอง ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ! ”
เมื่อกล่าวจบ หลี่เฉินอันก็โค้งคำนับ “เคยได้ยินว่าท่านผู้าุโพักอยู่ที่เมืองหลวงเป็เวลานาน นึกชื่นชอบอยู่ในใจมาเนิ่นนาน แต่อย่างไรตัวข้าก็มิเคยออกไปจากเมืองกวงหลิง ถึงแม้ใจจะอยากไปแต่ก็ไม่อาจทำได้”
“ยามออกนอกบ้านได้ยินเสียงนกร้องอย่างยินดีบนต้นไม้ ยังคิดอยู่เลยว่าวันนี้จะมีเื่ดี ๆ อะไรเกิดขึ้น คาดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอกับท่านผู้าุโที่นี่โดยบังเอิญ นับเป็โชคดีของข้าน้อยโดยแท้จริง ! ”
คำพูดของหลี่เฉินอันนี้ทำให้ฮัวหม่านถิงชะงักไปชั่วครู่ ลอบคิดว่าเ้าเด็กนี่พูดจาฉะฉาน ทั้งยังพูดจาน่าฟัง ไหนเลยจะดูโง่เง่าทึ่มทื่อเหมือนที่องค์หญิงสี่ทรงตรวจสอบมา !
เดิมทีฮัวหม่านถิงก็ให้ความสนใจกับหลี่เฉินอันอยู่มากแล้ว ยิ่งมาได้ฟังหลี่เฉินอันกล่าวเยี่ยงนี้ เขาที่ยืมลาลงจากเขามาก็ได้ทำความรู้จักกับหลี่เฉินอันเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
จิ้งจอกเฒ่าและจิ้งจอกหนุ่มต่างก็ตั้งมั่นกับความตั้งใจของตนเอง
ดังนั้นเขาจึงลูบเครายาวและกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “พักอยู่ที่เมืองหลวงนานก็เบื่อหน่ายเล็กน้อย ฤดูใบไม้ผลิของกวงหลิงดียิ่ง ดังนั้นข้าจึงใคร่มาเยี่ยมชมที่นี่ หากเ้าไม่มีธุระอันใด เยี่ยงนั้นพวกเราไปนั่งกันที่ศาลาเยียนหยูเสียสักครู่ไหม ? ”
ตรงกับความตั้งใจของหลี่เฉินอันพอดี เขาจึงผายมือเชื้อเชิญ “เชิญท่านผู้าุโ ! ”
ฮัวหม่านถิงอยู่ด้านหน้า หลี่เฉินอันเดินตามอยู่ด้านหลัง ส่วนซูมู่ซินที่ถูกหลี่เฉินอันมองผ่านนั้นเดินตามอยู่ด้านหลังสุด
ทั้งสามเดินเรียงกันเข้าไปในศาลาเยียนหยู ฮัวหม่านถิงและหลี่เฉินอันนั่งลงตรงข้ามกัน ส่วนซูมู่ซินยังคงยืนอยู่ด้านหลังของฮัวหม่านถิงดังเก่า
หลี่เฉินอันคิดว่าเขาคือบ่าวรับใช้ของฮัวหม่านถิง เพราะเขานั้นยังดูอ่อนวัย ทั้งยังสวมชุดสีเขียวแสนเรียบง่าย แล้วยังสะพายลังตำราอีกด้วย
“วันที่ 3 คุณหนูสามแห่งจวนจงหลีได้จัดงานชุมนุมวรรณกรรมขึ้นที่ทะเลสาบฮั่วผิง เหล่าบัณฑิตแห่งเมืองกวงหลิงแทบจะมารวมตัวกันทั้งหมด ทำไมเ้าถึงไม่มากันเล่า ? ”
ฮัวหม่านถิงตรงเข้าเื่ และเอ่ยถามคำถามคาใจนี้ขึ้นมาในทันที
“ข้าน้อยมีธุระ นอกจากนั้น จวนจงหลีก็ไกลเกินข้าน้อยจะอาจเอื้อมเช่นกัน”
“โอ้...” ฮัวหม่านถิงอุทานขึ้นมาอย่างมีเลศนัย และเอ่ยถามอีกว่า “เยี่ยงนั้น เ้าทราบหรือไม่ว่าผลการตัดสินของงานชุมนุมวรรณกรรมนั้นเป็เยี่ยงไร ? ”
“กล่าวไปท่านผู้าุโคงไม่เชื่อ ใน่หลายวันนี้ ข้านั้นงานยุ่งอย่างมาก ไม่ได้ให้ความสนใจโดยแท้จริง หากท่านผู้าุโทราบโปรดช่วยบอกข้าน้อยด้วยเถิด”
ฮัวหม่านถิงลูบเครายาว จากนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นและกล่าวว่า “งานชุมนุมวรรณกรรมคราวนี้น่าสนใจอย่างมาก มีบทกวีชั้นเลิศมากมาย หนึ่งในนั้นมีบทกวีนามว่า “ภมรรักบุปผา” อยู่ด้วย เ้าเคยได้ยินหรือไม่ ? ”
หลี่เฉินอันชะงัก ลอบคิดว่าคุณชายรูปงามได้นำบทกวีนั้นส่งเข้าไปจริงด้วย และไม่ทราบเช่นกันว่าสุดท้ายแล้ว เขาได้ลำดับที่หนึ่งในงานชุมนุมวรรณกรรมหรือไม่
เขาเกิดความประหลาดใจ “ข้ามิเคยได้ยินมาก่อน”
ฮัวหม่านถิงมองพินิจหลี่เฉินอัน
เสแสร้ง
เ้าเด็กนี่แสร้งราวกับเหมือนว่าไม่รู้เื่โดยแท้จริง !
ขณะที่ชายชราท่องบทกวีนี้ออกมา ใบหน้าของหลี่เฉินอันยังคงราบเรียบดังเก่า
“เ้ารู้สึกว่าบทกวีนี้เป็เยี่ยงไร ? ”
“อ่า......ถือว่าพอใช้ได้กระมัง”
เขาถ่อมตนโดยธรรมชาติ แต่คาดไม่ถึงว่าคำพูดนี้จะทำให้คนที่ไม่รู้เื่อย่างซูมู่ซินกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
อะไรคือเรียกว่าพอใช้ได้กัน ?
นั่นคือบทกวีที่ท่านอาจารย์เอ่ยชมไม่ขาดปากเลยนะ !
บุรุษหนุ่มผู้นี้มิรู้จักที่ต่ำที่สูงโดยแท้จริง !
ดังนั้นซูมู่ซินจึงกล่าวขึ้นมา อีกทั้งน้ำเสียงยังส่อแววดูถูกเอาไว้ด้วย “เยี่ยงนั้นน้องชายหลี่ยังสามารถประพันธ์บทกวีที่ดียิ่งกว่าได้หรือ ? ”
“อ่า เื่นี้...”
หลี่เฉินอันใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว อยากได้รับการยอมรับจากฮัวหม่านถิงย่อมไม่สามารถซุกซ่อนเอาไว้ได้ คงต้องแสดงฝีมือต่อหน้าเขาสีกครั้ง
บทกวีนี้คือบทกวีที่คุณชายรูปงามส่งเข้าไป ท่านผู้าุโฮวาไม่ทราบว่าเดิมทีตนเป็ผู้ประพันธ์ เยี่ยงนั้นการแต่งขึ้นมาอีกหนึ่งบทก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของคุณชายรูปงามผู้นั้นเช่นกัน
นอกจากนี้ จะต้องแก้ไขรูปลักษณ์โง่เง่าทึ่มทื่อของเ้าของร่างเดิมด้วย อย่างไรก็ไม่มีผู้ใดยินดีอยากผูกมิตรกับคนโง่หรอก
“ในเมื่อพี่ชายได้เสนอคำขอมา เยี่ยงนั้นข้าก็จะประพันธ์ขึ้นมาเสียหนึ่งบท ขอท่านผู้าุโฮัวอย่าได้ถือสากันเป็พอ”
ฮัวหม่านถิงดีใจ ลอบคิดว่าจิ้งจอกหนุ่มมิอาจซ่อนหางของตนเองเอาไว้ได้แล้ว !
หากหลี่เฉินอันสามารถประพันธ์บทกวีที่เทียบเคียงกับบทกวีก่อนหน้านี้ต่อหน้าเขาขึ้นมาได้ ก็จะสามารถแสดงให้เห็นได้แล้วว่าหลี่เฉินอันนั้นเป็ผู้มีความรู้โดยแท้จริง
ส่วนเื่ข่าวลือ รวมถึงคำพูดเ่าั้จากฝั่งบิดา อย่างไรก็มิสู้กับความจริงที่อยู่เบื้องหน้าในยามนี้ได้อยู่แล้ว
ซูมู่ซินถึงกับชะงักไปชั่วครู่ เขาคาดไม่ถึงว่าบุรุษผู้นี้จะหน้าหนาเพียงนี้ ลอบคิดว่าแม้แต่ตนและฉีจือเสวี่ยต่างก็ไม่สามารถเอาชนะบทกวีนี้ไปได้ คาดไม่ถึงว่าบุรุษผู้นี้จะกล้ากล่าวออกมาอย่างหน้าไม่อายว่าจะประพันธ์ขึ้นมาเสียหนึ่งบท......
เขายกยิ้ม นี่มันคนโง่ที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว !
ทันใดนั้นเอง ก็มีคนสองคนอยู่ทางด้านนอกของศาลาเยียนหยูอีก
ดวงตาของหลี่เฉินอันเป็ประกาย หนึ่งในนั้นคือคุณชายรูปงามที่ซื้อบทกวีนั้นของตนไป ส่วนอีกผู้หนึ่งคือแม่นางผู้อายุประมาณ 15-16 ปี นางงดงามอย่างมาก
ร่างของแม่นางดูอรชรราวกับต้นหลิว เครื่องหน้าบนใบหน้าราวกับหยก เรียวคิ้วราวกับควัน ในดวงตาคู่นั้นราวกับมีสายน้ำฤดูใบไม้ผลิไหลวนอยู่
จากประสบการณ์เื่ผู้หญิงมานับไม่ถ้วนในชาติที่แล้วของหลี่เฉินอัน ความงามของแม่นาง สามารถเรียกได้ว่ามัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกายังต้องละอายนาง !
ในยามที่หลี่เฉินอันจ้องมองไปทางจงหลีรั่วสุ่ย หนิงฉู่ฉู่กลับหันไปส่งสายตาให้กับฮัวหม่านถิงและซูมู่ซิน
แล้วทั้งสองก็เดินเข้ามาในศาลาเยียนหยู
หลี่เฉินอันก็ได้เบนสายตามองไปทางหนิงฉู่ฉู่แต่เนิ่น ๆ แล้วเช่นกัน
“คารวะคุณชาย”
“คารวะน้องชาย”
“ทำไมวันนี้คุณชายถึงมีเวลามาที่นี่ได้หรือ ? ”
“เพราะศาลาเยียนหยูคือที่ที่ดีที่สุดในการรับชมฤดูใบไม้ผลิของทะเลสาบฮั่วผิง”
หนิงฉู่ฉู่โพล่งคำโกหกออกไป นางเองก็แสร้งเอ่ยถามหลี่เฉินอันขึ้นมาเช่นกัน “น้องชายมาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร ? ”
หนิงฉู่ฉู่ไม่กล่าวถึงเื่ซื้อกวีบทนั้น หลี่เฉินอันย่อมไม่เปิดเผยความลับของผู้ซื้ออย่างแน่นอน
“ออกวิ่งยามเช้า และได้พบกับท่านผู้าุโฮัวโดยบังเอิญ...ท่านผู้าุโท่านนี้คือนักปราชญ์าุโฮัวที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแคว้นหนิงของเรา ! ”
หนิงฉู่ฉู่แสร้งแสดงละครเช่นกัน นางหันหน้ามองไปทางฮัวหม่านถิง และยกมือคารวะ “เป็ท่านผู้าุโฮัวนั่นเองที่อยู่ที่นี่ ข้าน้อยขอน้อมคารวะ ! ”
ฮัวหม่านถิงไม่ทราบว่าพวกนางกำลังแสดงอะไร ชายชราลอบคิดในใจว่า พวกนางคงไม่อยากให้หลี่เฉินอันรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกนาง ดังนั้นเขาจึงยกมือคำนับกลับไปตามน้ำ “ข้ามิบังอาจน้อมรับ......เมื่อครู่ข้าและบุรุษท่านนี้กำลังพูดคุยกับเื่บทกวี ข้าคิดว่า “ภมรรักบุปผา” ที่ถูกประพันธ์เมื่อวันที่ 3 ถือเป็ผลงานชั้นยอดในตอนนี้ แต่เขาก็ยังบอกว่าพอใช้ได้......ดังนั้นลูกศิษย์ของข้าจึงขอให้เขาประพันธ์ขึ้นมาหนึ่งบท”
“เหมือนว่าทั้งสองท่านก็มาจากตระกูลนักปราชญ์เช่นกัน ร่วมรับฟังด้วยกันหรือไม่ ? ”
ต่างก็กำลังเสแสร้ง มีเพียงหลี่เฉินอันที่ถูกปลุกปั่นโดยไม่รู้ตัว
จงหลีรั่วสุ่ยและหนิงฉู่ฉู่ต่างคาดไม่ถึงว่าหลี่เฉินอันจะประพันธ์บทกวีอีกหนึ่งบท พวกนางมาที่นี่เพราะจงหลีรั่วสุ่ยอยากมาเท่านั้น
นางกล่าวว่าอยากลอบมองหลี่เฉินอันใกล้ ๆ
เมื่อได้ยินว่าจะมีเื่ดีอย่างคาดไม่ถึงเช่นนี้ ทั้งสองย่อมยินดี
สายตาของจงหลีรั่วสุ่ยจ้องมองใบหน้าของหลี่เฉินอัน
เฮ้ เขาผู้นี้รูปงามไม่น้อยเลยนี่ !
เรียวคิ้วดูเข้มคมดุจกระบี่ ดวงตาเป็ประกาย จมูกโด่งเป็สัน จอนผมตวัดปลงราวกับคมมีด...... โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่เผยเสน่ห์อันน่าลึกลับออกมาโดยมิได้ตั้งใจ ถือว่าไม่เหมือนกับบุรุษหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
เพียงแค่มองใบหน้าเขาผู้นี้ นางก็เกิดความหลงใหลขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง
เขาในยามนี้ยังสามารถประพันธ์บทกวีต่อหน้านักปราชญ์าุโได้อย่างสงบนิ่ง ใบหน้าราบเรียบดูสุขุม หากไม่ใช่ว่าหน้าหนา ก็ถือว่ามีความสามารถโดยแท้จริง
นางเองก็หันหน้าชำเลืองมองไปทางหนิงฉู่ฉู่เช่นกัน โชคดีที่ตนได้มา มิอย่างนั้นก็ยังคงคิดว่าเขาอาจมีรูปโฉมที่ไม่ดี
แต่หลี่เฉินอันไหนเลยจะรู้กันว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้านี้คือจงหลีรั่วสุ่ยผู้โด่งดัง
เขาคิดเพียงอยากได้รับการยอมรับจากฮัวหม่านถิง เพื่อขอให้เขาลงลายลักษณ์อักษรให้กับร้านสุราของตนเท่านั้น
ตอนนี้จะแต่ง จะคัดลอกกวีบทไหนมาดี จึงจะสามารถทำให้ผู้าุโฮวาตกตะลึงได้ และสร้างภาพลักษณ์ของตนให้เป็ที่จดจำอย่างมากให้แก่เขาได้กัน
เขาลุกขึ้นยืน และเดินไปยังรั้วล้อมรอบศาลาเยียนหยู พลางทอดสายตามองไปยังทะเลสาบฮั่วผิงในยามเช้าตรู่
ท่าทางนั้นของเขาดูล้ำลึกในสายตาของจงหลีรั่วสุ่ย
แม้แต่หนิงฉู่ฉู่ก็ถูกแผ่นหลังนั้นข่มเอาไว้ได้เช่นกัน
ดวงตาของฮัวหม่านถิงกำลังตั้งตาคอยอย่างมาก ภายในใจของซูมู่ซินกลับหัวเราะเยาะ คนผู้นี้คงกำลังสร้างภาพกระมัง ?
ทว่าหลี่เฉินอันในยามนี้กลับหันหลังกลับมา
เขากวาดสายตามองทุกคนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มบาง “ได้แล้ว”
จงหลีรั่วสุ่ยชะงัก เขาประพันธ์ได้เร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ ?
หนิงฉู่ฉู่ลอบตกตะลึง คิดเกรงว่าจะเป็บทที่เขาประพันธ์ในอดีต แต่ก็มิเป็ไรเช่นกัน
สีหน้าของฮัวหม่านถิงเองก็ดูประหลาดใจเช่นกัน “เชิญท่องมันออกมาเถิด!”
หลี่เฉินอันถลกชายเสื้อขึ้นเล็กน้อย “กวีนี้มีนามว่า “ชิงซิ่งเอ๋อร์ ลมและฝนแทนความเศร้าบุปผา” ขอท่านผู้าุโโปรดพิจารณา”
เขาเดินอย่างช้า ๆ และเอื้อนเอ่ยบทกวีนี้ออกมา
“ลมและฝนแทนความเศร้าของบุปผา
ลมฝนพัดผ่านไป บุปผาถึงคราวพักผ่อนเช่นกัน
บุรุษอย่าลังเลจะเมามายต่อหน้าบุปผา
ปีนี้บุปผาร่วงโรย ปีหน้าบุปผาโรยรา ผู้คนชราลงตาม
ฉวยโอกาสในสองสามขวด
เที่ยวท่องไปตามหุบเขาและสายน้ำ
ตราบใดที่มีสุราอยู่ข้างกายก็มิเป็อะไร
มีบุปผาก็ดี มิมีบุปผาก็ดี อย่างไรเสียก็แค่ฤดูกาล”
เมื่อเขาท่องบทกวีนี้จบ จงหลีรั่วสุ่ยรู้สึกได้ถึงความตกตะลึงอย่างแท้จริง
สีหน้าของฮัวหม่านถิงดูตกตะลึงขึ้นมาในบัดดล เขามองไปทางหลี่เฉินอัน เกิดความรู้แจ้งในใจขึ้นมา
เขาลุกขึ้นยืน จัดชายเสื้อ จากนั้นก็ยกมือคำนับให้หลี่เฉินอัน
หลี่เฉินอันรีบถอยห่าง แต่ฮัวหม่านถิงกลับกล่าวว่า “เมื่อได้ฟังบทกวีของน้องชายนี้ ตัวข้า... รู้สึกละอายใจยิ่งนัก ! ”
หนิงฉู่ฉู่ตกตะลึง
ซูมู่ซินจ้องไปทางหลี่เฉินอันด้วยสายตายากที่จะเชื่อ !
หลี่เฉินอันย่อมรู้ดีว่าควรจะวางตัวอย่างไร
เขาโค้งคำนับฮัวหม่านถิง และกล่าวอย่างเสียใจว่า “ข้าน้อยยังมีธุระภายในบ้านอยู่ มิทราบว่าท่านผู้าุโพักชั่วคราวอยู่ที่แห่งใด หากมีเวลา ข้าน้อยจะแวะเวียนไปหาอีกคราว”
“วันนี้ข้าจะเฝ้ารอน้องชายอยู่ที่สำนักศึกษาเฉี่ยนโม่”
“ข้าน้อยมิกล้า ฉะนั้นพบกันเย็นนี้ดีหรือไม่ มิพบเจอมิลาจาก”
“ดี ข้าจะปัดฝุ่นม้านั่งไว้รองรับเ้า”