ทะลุเวลามาเป็นพ่อค้าระหว่างมิติ

    ตอนที่ 43 ก็คือพี่ใหญ่เฟิง

             จางฮั่นเมื่อทุกคนมารวมกันที่ห้องของพ่อแม่เขาก็เริ่มเล่าเรื่องให้เหล่าพี่ชายน้องชายฟังอีกครั้ง

             กระทั่งเล่าจบเขาจึงยกถ้วยน้ำอุ่นขึ้นดื่มไปหลายอึกจึงวางถ้วยลงตามเดิม

             “พี่หมิงไม่ต้องการเงินหรือคูปองเขาต้องการของแวววาว”

             พี่ใหญ่ของบ้านมองผู้เป็นพ่อและแม่แล้วก็เอ่ยออกมาเสียงแผ่ว “พ่อ แม่ ถ้ามีอาหารมากมายอย่างที่อาฮั่นพูดมาจริงๆล่ะก็พวกเราขุดของพวกนั้นขึ้นมาดีไหมครับ”

             “ใช่แล้วๆ พ่อแม่พวกเราไปขุดมันขึ้นมาดีกว่านะครับ ฝังเอาไว้แบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร”พี่รองของบ้านเอ่ยเสริมคำพูดพี่ชาย “หน้าหนาวก็ใกล้จะมาถึงแล้วแต่เรายังสะสมอาหารได้ไม่เท่าไหร่เลยเขาอยากได้ของแวววาวก็ไปขุดขึ้นมาเถอะ”

             พ่อจางมองภรรยาแล้วก็มองลูกชายโดยเฉพาะจางฮั่นที่พิเศษกว่าลูกทุกคน ไม่นานก็ยอมพยักหน้า“เรื่องขุดคงต้องขุดขึ้นมาอยู่แล้ว แต่พวกเราไปดูอาหารที่บ้านของอาหมิงก่อนจากนั้นค่อยไปขุดของพวกนั้นมาแลกเปลี่ยนกับอาหาร” เขากระซิบบอกทุกคน

             “ดี งั้นพวกเราก็ไปบ้านของจางหมิงกัน”แม่จางเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว แต่แฝงเอาไว้ด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด

             ทุกคนต่างก็พยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงจากนั้นก็เดินไปที่ประตูห้องนอน เดินออกมาจนถึงห้องโถงซึ่งคนในครอบครัวที่เหลือยังนั่งรวมตัวกันอยู่

             “พาเด็กๆเข้านอนก่อนเถอะสะใภ้ใหญ่ปิดประตูห้องให้แน่นหนา ไม่ว่าจะได้ยินอะไรก็อย่าออกมาพวกเธอด้วยนะเข้าห้องนอนได้แล้ว” แม่จางเอ่ยกำชับสะใภ้ใหญ่และลูกสาว

             “ค่ะ คุณแม่”สะใภ้ใหญ่ต้อนเด็กๆกลับเข้าห้องนอน พร้อมกับน้องสาวของสามีอีกสามคนก็ตามติดพี่สะใภ้เข้าห้องไปด้วย

             ลูกสาวที่อายุสิบกว่าปี เห็นท่าทางของพ่อแม่เป็นแบบนี้ก็เริ่มคิดคำนวณบางอย่างอยู่ในใจ และเพียงไม่นานพวกเธอก็เข้าใจได้ว่ามันจะต้องมีเรื่องบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นแน่ๆดังนั้นพวกเธอจึงรีบเดินตามพี่สะใภ้เข้าไปในห้องเดียวกันทั้งหมด

             พ่อจางเห็นแบบนั้นแล้วก็วางใจ“พวกเราก็รีบไปที่บ้านของอาหมิงกันเถอะ”

             แล้วพวกเขาก็เดินไปที่ประตูหน้าลานบ้านโดยที่ไม่ได้ถือคบไฟไปด้วยเพียงอาศัยความเคยชินเดินไปยังบ้านของจางหมิงที่มีรั้วติดกัน

             ก๊อก ก๊อก  ก๊อก

             พ่อจางเคาะประตูหน้าบ้านของจางหมิงเบาๆสามครั้งพอให้คนข้างในได้ยิน

             ไม่นานจางหมิงก็เดินมาเปิดประตู“มากันแล้วเหรอครับ เข้ามาข้างในกันก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่ว

             “อืม เราไปคุยกันข้างในอาหมิง”

             แล้วทุกคนก็เดินเข้าไปในลานบ้านของจางหมิงด้วยท่าทางตื่นเต้นและประหม่า เพราะเรื่องแบบนี้ถือว่าพวกเขาพึ่งจะเคยทำเป็นครั้งแรกก็ว่าได้

             “เรื่องนั้นนายพูดจริงเหรออาหมิง”แม่จางเริ่มทนไม่ไหวร้องถามออกมาเสียงแผ่ว

             “จริงครับป้าจาง พอดีญาติของผม...”เขาละเอาไว้ให้คนที่เหลือคิดต่อเอาเอง

             พอได้ยินคำพูดมีลับลมคมในแบบนี้ทุกคนก็เริ่มคิดไปต่างๆนานา แต่ที่แน่ๆญาติที่จางหมิงเอ่ยถึงมาตลอดน่าจะเป็นแค่ข้ออ้างของเขา ส่วนเส้นสายของจางหมิงจะมาจากไหนนั้นพวกเขาไม่ขอรับรู้น่าจะดีและปลอดภัยกว่า

             “พวกเราเข้าใจแล้ว นายไม่ต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้แล้วล่ะอาหมิง”พ่อจางเอ่ยแล้วก็รีบเดินตามจางหมิงเข้าไปในห้องโถงเล็กของบ้าน

             จางหมิงเองก็เพียงพยักหน้าน้อยๆเขาเองก็ไม่อยากให้คนถามถึงที่มาที่ไปของสิ่งของเหล่านี้เหมือนกันเมื่อเดินเข้ามาในห้องโถงได้แล้ว เขาก็จุดตะเกียงน้ำมันให้แสงสว่าง“นี่เป็นอาหารและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นสำหรับทุกคนในบ้านครับลุงจางผมคิดว่าน่าจะพอให้ทุกคนผ่านฤดูหนาวไปได้อย่างไม่ลำบาก”

             “เป็นเรื่องจริงสินะ นะ นี่เป็นของดีทั้งนั้นเลย” พ่อจางเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น สายตาก็จ้องกองข้าวของมากมายตรงหน้าไม่วางตา

             “ยังมีอีกกองอยู่ในห้องนอนนะครับผมจะพาไปดูแล้วค่อยมาคุยกันว่าจะเอาอะไรมาแลกพวกมันไป”

             “ได้ๆๆ นายเดินนำไปเลยอาหมิง”พ่อจางจากที่ลังเลอยู่ในใจลึกๆว่าจะไปขุดของพวกนั้นขึ้นมาดีหรือไม่แต่ตอนนี้เขาไม่มีความลังเลเหลืออีกต่อไปแล้ว หลายวันก่อนมีคนตายจากความหิวโหยไปสามคนแล้วพวกเขาถ้าไม่มีอาหารมากพอก็อาจจะเป็นรายต่อไปก็ได้ ดังนั้นคนที่ใกล้จะอดตายแล้วอะไรที่ช่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ก็ต้องรีบคว้าเอาไว้ก่อน

             จางหมิงพาทุกคนไปดูอาหารในห้องนอนที่เขาใช้ผ้าห่มคลุมเอาไว้พอดึงผ้าผืนบางออกก็เผยให้เห็นกองอาหารและข้าวของเครื่องใช้มากมายบนเตียงเตา

             “สะ สุดยอดไปเลย นี่มีแต่ของดีๆทั้งนั้นเหล่าจางคุณดูข้าวขาวพวกนี้สิ มีตั้งหลายกระสอบเลยนะ กินไปได้อีกนานเลยล่ะ”แม่จางเอ่ยกับสามีเสียงสั่น ขาก็ก้าวเข้าใกล้เตียงเตาไปเรื่อยๆแต่ก็ไม่กล้าหยิบจับข้าวของมากมายตรงหน้า

             จางหมิงเดินไปหยิบถุงแป้งมายื่นส่งให้แม่จางหรือก็คือคุณย่าของเขาได้ดู “ป้าลองดูแป้งข้าวจ้าวสิครับ มันมีคุณภาพดีมากเลยนะ”

             แม่จางลังเลอยู่เล็กน้อยแล้วก็รับเอาถุงแป้งออกมาเปิดดู จากนั้นก็หยิบแป้งขึ้นมาดมและพิจารณาอย่างละเอียด

             “อืมเป็นแป้งข้าวจ้าวที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยอาหมิงเอาล่ะๆพวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น คงไม่ต้องดูอะไรมากมายให้เสียเวลา”พูดออกไปแล้วก็บุ้ยใบ้ให้สามีเป็นคนพูดต่อ

             พ่อจางเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของภรรยา“พวกเราจะไปเอาของที่นายต้องการมาให้อาหมิง แต่ก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าจะมีมากพอจะแลกเปลี่ยนของทั้งหมดนี่หรือเปล่า”

             จางหมิงเพียงไหวไหล่เล็กน้อยแล้วจึงพูดขึ้นว่า “ลุงจางแบ่งคนในบ้านออกไปขุดของพวกนั้นมาตอนนี้เลยก็ได้นะครับแล้วที่เหลือก็ช่วยกันขนของกลับไปเก็บเอาไว้ที่บ้าน” เขาพูดออกไปอย่างมีลับลมคมในเพื่อเร่งให้คนบ้านจางได้รีบขนของเหล่านี้กลับไปที่บ้านโดยเร็ว

             “นะ นี่ของพวกนี้ให้บ้านของพวกเราหมดเลยอย่างนั้นเหรออาหมิงแล้วส่วนของนายล่ะมีพอหรือเปล่า” พ่อจางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน

             “มีแล้วล่ะครับผมเก็บเอาไว้เรียบร้อยแล้ว รีบเข้าเถอะครับ ถ้าช้ากว่านี้อาจจะมีปัญหาได้นะ”จางหมิงเอ่ยกระตุ้นคนบ้านจางอีกครั้ง

             “ได้ๆๆ พวกเราจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้แหละ”พ่อจางเอ่ยออกมาอย่างเร่งรีบ แล้วก็สั่งการลูกชายทั้งหลาย “เจ้าใหญ่ เจ้ารองเจ้าสาม พวกแกไปขุดของขึ้นมาดูตามความเหมาะสมว่าจะนำอะไรออกมาแลกเปลี่ยนกับของที่อาหมิงนำมา”

             “ครับพ่อ ไปกันเจ้ารอง เจ้าสาม”พี่ใหญ่ของบ้านเข้าใจคำสั่งของผู้เป็นพ่อทันทีนั่นก็แสดงว่าพ่อให้เขาไปขุดสมบัติที่ฝังเอาไว้ใกล้ที่สุดมาก่อนเพื่อมาแลกกับอาหารและข้าวของเครื่องใช้พวกนี้โดยไม่ให้แตะสมบัติที่เหลืออีกหลายจุด และก็สมบัติพวกนั้นก็มีจำนวนมากกว่าจุดที่เขากับน้องๆจะไปขุดในคืนนี้

             “ได้ๆๆ พี่ใหญ่พวกเราต้องรีบแล้วนะ”

             “ฉันก็รีบอยู่นี่ไงนายก็อย่าเสียงดังได้ไหมเจ้าสาม” พี่ใหญ่ของบ้านเดินนำออกไปอย่างเร่งรีบแต่ก็ไม่วายจะดุน้องชายไปด้วย

             พอทั้งสามคนเดินออกไปแล้วพ่อจางก็เริ่มสั่งการให้คนที่เหลือยกของจากบ้านหลังเล็กนี้ไปยังบ้านของพวกเขา

             “ยกเท่าที่ยกไหวล่ะอย่าอวดเก่งเกินไปเดี๋ยวของจะตกแล้วหกบนพื้น ถึงตอนเช้าก็คงแก้ไขไม่ทันแล้ว”

             “เข้าใจแล้วๆพ่อก็รีบมายกช่วยพวกเราหน่อยสิครับ” ลูกชายอย่างจางฮั่นที่กำลังแบกถุงอาหารแปรรูปอย่างกุนเชียงเอาไว้บนบ่าขานรับอย่างมีความสุขแต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยออกมาเบาๆ

             “มาๆ ฉันจะยกกระสอบข้าวสารพวกนี้เองเจ้าสี่แกตัวโตกว่าน้องๆ มาช่วยพ่อยกเร็วเข้า”

             “ได้ครับพ่อ”เจ้าสี่ของบ้านรีบเข้าไปช่วยผู้เป็นพ่อแบกกระสอบข้าวอย่างเร็วรี่

             จางหมิงเห็นทุกคนช่วยงานกันอย่างขยันขันแข็งและว่องไวแล้วก็เดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง เขาเติมฟืนใส่เข้าไปในเตาใต้เตียงแล้วก็ก้าวขึ้นไปนั่งบนพื้นที่ที่เหลืออยู่

             แม่จางเห็นแบบนั้นก็รีบเข้ามาขนของในห้องนอนก่อน“พวกเราช่วยกันขนเดี๋ยวเดียว ก็จะมีที่นอนแล้วล่ะอาหมิง ทนอีกนิดนะ”

             “ไม่เป็นไรครับป้า ผมยังไม่ง่วง”

             “ได้ๆๆ เอ้า!! เด็กๆที่เหลือมาช่วยกันขนของบนเตียงไปก่อนเร็ว!!”

             “ครับแม่ พวกเรามาแล้ว”

     

             ผ่านไปสองชั่วโมงทุกอย่างก็เรียบร้อยจางหมิงนั่งดูถุงเก่าๆที่คนบ้านจางนำมาแลกเปลี่ยนกับอาหารและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นกองโต

             “อาหารและของใช้จำเป็นคงจะเต็มห้องใต้ดินของบ้านคุณปู่คุณย่าแล้วน่าจะพอให้กินไปจนถึงกลางฤดูใบไม้ผลิ เท่านี้ก็ไม่มีอะไรให้ห่วงแล้ว”พูดออกไปแล้วจางหมิงก็ยิ้มอย่างพอใจ  แม้ยังไม่สามารถช่วยคนอื่นในวงกว้างได้แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถช่วยญาติพี่น้องของเขาได้แล้วในระดับหนึ่ง“ในถุงผ้านี่มีอะไรบ้างนะ อืมแต่จะว่าไปแล้วแค่สมบัติเก่าๆชิ้นเดียวก็มีมูลค่ามากกว่าอาหารกองโตๆที่พวกเขาขนไปแล้วนะ” 

             แล้วเขาก็เปิดถุงผ้าเก่าๆออกมา ก็ได้พบว่าด้านในส่วนมากเป็นเครื่องประดับอย่างกำไลหยกก็ได้มา3 วง แหวนหยก 6 วง ปิ่นหยก 4 อัน กวานหยก 4 ชิ้นและก็เครื่องประดับชิ้นใหญ่ที่ทำจากทองอีก 15 ชิ้น

             “นะ นี่คุ้มเกินคุ้มเลยถ้าเอาไปขายในยุคปัจจุบันก็คงได้เงินมาอีกไม่น้อยเลย หึหึ รอก่อนนะรอให้ฉันกลับไปก่อนจะเอาไปขายให้หมดเลย” แค่กำไลหยก แหวนหยก กวานหยกและก็ปิ่นหยกที่มีรูปแบบเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ก็น่าจะทำเงินให้เขาไม่น้อยแล้ว ยังมีเครื่องประดับที่ทำจากทองคำพวกนั้นอีก แค่คิดเขาก็ได้กลิ่นของความเป็นมหาเศรษฐีของตัวเองแล้ว

             หลินอ้ายถงก็หลินอ้ายถงเถอะยังไงก็สู้เขาไม่ได้แน่นอน

     

             เช้ามืดของวันต่อมาจางหมิงก็เดินออกจากบ้านไปอย่างเร่งรีบ วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าที่หนากว่าเมื่อวานจุดหมายแรกของเขาก็คือบ้านของเลขาธิการพรรคระดับหมู่บ้านเพื่อขอให้ออกหนังสือแนะนำตัวให้อีกครั้งเพราะเขาจะไปที่เมืองมณฑลนั่นเอง

            เลขาฯพรรคของหมู่บ้านเพียงสอบถามเล็กน้อยแล้วก็ออกหนังสือให้จางหมิงที่เขาไม่ได้ซักถามอะไรมากมายนั่นก็เพราะรู้ว่าพ่อแม่ของจางหมิงมีคนใหญ่คนโตที่ปักกิ่งคอยหนุนหลังแม้พวกเขาจะไม่อยู่แล้วแต่คนที่ปักกิ่งก็ยังคอยช่วยเหลือจางหมิงมาโดยตลอด

            พอได้หนังสือแนะนำตัวมาแล้วจางหมิงก็เดินไปขึ้นเกวียนเทียมวัวของหมู่บ้าน ด้วยสภาพของเขาทำให้ชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนต่างก็เป็นห่วง

             “หน้าตาซีดเซียวแบบนี้ ไม่สบายอีกแล้วสินะเสี่ยวหมิง”หญิงวัยกลางคนร่างผอมแต่ดูจากเสื้อผ้าการแต่งกายแล้วน่าจะมีฐานะอยู่บ้างเอ่ยถามออกมาด้วยความเป็นห่วง

             จางหมิงที่ไม่ต้องคิดหาคำแก้ตัวอะไรเพราะมีคนชี้ทางให้แล้ว ก็รีบตอบรับ “เมื่อวานนี้เดินทางไกลและก็ขึ้นรถหลายต่อทำให้เหนื่อยครับ พอตื่นเช้าแล้วอาการไม่ค่อยดี ผมเลยคิดว่าจะไปตรวจดูที่โรงพยาบาลในเมืองมณฑลที่เคยไปรักษาตัวสักหน่อย”

             “เธอมีเงินหรือเปล่าเอาจากป้าไปก่อนก็ได้นะ ถึงจะมีไม่มากแต่ป้าก็อยากจะช่วย”

             “ใช่ๆๆ เธอมีเงินไหมเสี่ยวหมิงเอาจากพวกเราไปก่อนก็ได้นะ”

             จางหมิงมองเหล่าป้าๆของหมู่บ้านชิงสุ่ยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ

             แล้วเขาก็ส่ายหน้าช้าๆ“พวกป้าไม่ต้องเป็นห่วงผมนะครับ เมื่อวานผมไปพบญาติมา นอกจากอาหารแล้ว เขาก็มอบเงินให้ผมเอาไว้ใช้และไปหาหมอด้วยครับครั้งนี้น่าจะไปพักในเมืองมณฑลสักห้าวันรอดูอาการก่อนถ้าไม่ดีขึ้นผมคงต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็โทรเลขแจ้งเลขาหมู่บ้านอีกทีครับ”

             “ดีแล้วๆ”ทุกคนมีสีหน้าโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด

             จากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนเป็นหัวข้ออื่นแต่จางหมิงก็ยังคงถูกดึงเข้าไปในบทสนทนาด้วยตลอดการเดินทางในใจของชายหนุ่มเวลานี้ได้แต่อยากให้ช่วงเวลาอันแสนสุขและอบอุ่นนี้คงอยู่ตลอดไป

             แต่คำว่าตลอดไปนั้นไม่เคยมีอยู่จริงเมื่อไปถึงในเมืองทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปจัดการธุระของตนตัวของจางหมิงเองก็เช่นกัน เพราะเขาต้องขึ้นรถประจำทางและใช้เวลาเดินทางต่อจากนั้นอีกหลายชั่วโมง

             และในที่สุดเขาก็มาถึงเมืองมณฑล ขณะที่เขาเดินไปเรื่อยๆนั้นเขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อตัวใหญ่ที่สวมคลุมทับเอาไว้ด้านนอกสุดและก็หยิบอะไรบางอย่างติดมือขึ้นมา “แสตมป์อย่างนั้นเหรอ อ่า จริงสิวันนี้ถ้าขายของได้เงินแล้วไปซื้อแสตมป์เก็บเอาไว้ด้วยน่าจะทำเงินได้อีกทาง”แสตมป์ของยุคนี้นั้นมีมูลค่าสูงมากในยุคปัจจุบันเพื่อการค้าที่เจริญรุ่งเรืองเขาคงต้องซื้อเอาไว้มากหน่อย

             หลังจากที่แปลงโฉมให้ตัวเองนิดหน่อยเขาก็เดินไปตามความทรงจำของร่างเดิม เขาเดินต่อไปอีกสามตรอกก็พบกับคนเฝ้าตรอกสองคนจางหมิงในยุคนี้แม้ร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็คุ้นเคยกับตลาดมืดไม่น้อยเลยทว่าความทรงจำบางส่วนเหมือนจะไม่ค่อยแจ่มชัดสักเท่าไหร่เรื่องนี้เขาไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไรโดยเฉพาะญาติที่ลึกลับนั่นมันกลายเป็นความว่างเปล่าไปเลย

             “ข้าวสาลีสามชั่ง”เขาเอ่ยออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรมากแต่คนที่ได้ฟังนั้นกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

             “ไม่ได้มาซื้อ และก็ไม่ได้มาขายแต่กลับอยากพบคนคุมตลาดแห่งนี้ นายเป็นใครกันแน่ทำไมถึงได้รู้รหัสลับนี้ของพวกเรา”

             ภายในใจของจางหมิงเกิดตื่นตระหนกขึ้นมาแต่ก็พยายามเก็บอาการ คนคุมตลาดทั้งสองจึงจับพิรุธไม่ได้อีกอย่างเขาก็มีผ้าคลุมปิดบังหน้าตาเอาไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย

             ขณะที่เขากำลังคิดหาคำตอบอยู่นั้นเสียงของผู้พิทักษ์ที่เงียบไปตั้งแต่เมื่อเช้า ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง“ตอบพวกเขาไปว่า ตัวตุ่นที่ชอบทำโพรงเก็บซ่อนสมบัติครับโฮสต์”

             จางหมิงไม่รอช้ารีบตอบตามที่ผู้พิทักษ์ของเขาบอกทันที“ฉันก็คือตัวตุ่นที่ชอบทำโพรงเก็บซ่อนสมบัติอย่างไรล่ะ”       

             “ปะ เป็นไปได้ยังไงกันตัวตุ่นผู้นี้เป็นบุคคลที่ลึกลับที่สุด ไม่เคยเปิดเผยตัวตนออกมาเลยครั้งล่าสุดที่มีคนพบเบาะแสของเขาก็คือเมื่อห้าปีที่แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเขาอีกเลย”ในวงการจะเป็นที่รู้กันว่าถ้าพบกับตัวตุ่นผู้นี้เขาจะนำความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งตามมาด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าผู้ชายร่างผอมสูงคนนี้จะเป็นตัวจริงหรือเปล่านี่สิ

             ขณะที่จางหมิงกำลังจะพูดอะไรต่อไปนั้นในกระเป๋าเสื้อของเขาก็มีของชิ้นหนึ่งเพิ่มเข้ามาพร้อมกับเสียงผู้พิทักษ์ที่บอกให้หยิบมันออกมาให้พวกเขาดู

            เขาล้วงเอาวัตถุชิ้นนั้นออกมาก็เห็นว่ามันเป็นป้ายหยกดำ “นี่คือป้ายแสดงตัวตนของฉัน”

            สองผู้คุมทางเข้าตลาดมืด ต่างจ้องป้ายหยกดำกันจนตาแทบจะถลนออกจากเบ้า

            “นี่คือของจริง”

            “รีบไปตามพี่ใหญ่เฟิงมาเร็วเข้า!! บอกเขาด้วยว่าการค้าใหญ่กำลังจะมา”

            “ได้ๆๆ นายอยู่กับตัวตุ่นผู้นี้ไปก่อนฉันจะไปตามพี่ใหญ่เฟิงเดี๋ยวนี้แหละ”

            ในที่สุดจางหมิงก็ได้รู้แล้วว่า คนคุมตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองมณฑลก็คือพี่ใหญ่เฟิง

    คล้ายกับเรื่องทะลุเวลามาเป็นพ่อค้าระหว่างมิติ ที่คุณอ่าน