" โรงเรียนสุราลัย" เป็โรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย ขึ้นชื่อเื่บุคลากรที่มีความสามารถ และได้คว้าตำแหน่งโรงเรียนพระราชทาน สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดมานักต่อนัก แต่สิ่งที่ดังกระฉ่อนพอๆกันก็คงไม่พ้น 'เื่ลี้ลับ'ที่เหี้ยนเกินกว่าจะบรรยาย นักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ทุกคนรับรู้กันดี ถึงเื่เล่าที่สืบทอดต่อกันมาหลายยุคสมัย ว่าห้ามเฉียดไปเข้าใกล้ "ห้องนำ้นอกอาคาร8"เด็ดขาด
"บ้างก็ว่า เป็ผู้ชายตัวสูงใหญ่รูปร่างเน่าเฟะ...
บ้างก็ว่า เป็เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่มีรอยยิ้มน่าขนลุก
บ้างก็ว่า เป็ผู้หญิงสะสวยแต่เสียงกรีดร้องแสนจะขยะแขยง"
แต่มีสิ่งนึงที่ตรงกันก็คือ ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ย่างกรายเข้าไปในสถานที่นั้นแล้วล่ะก็
"ไม่เคยได้กลับมาแบบปกติอีกเลย..."
ยินดีต้อนรับผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ฉันมีชื่อว่า"รีจ้อย"ผู้ที่จะนำทางทุกท่านไปสู่เื่ราวอันน่าอัศจรรย์ ที่หากไม่ได้มาพบกับตัวก็ยากที่จะทำใจเชื่อได้ แต่เชื่อเถอะค่ะ โลกนี้มันแสนกว้างใหญ่มีปริศนาอีกมากมายที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการที่จะเกิดเื่มหัศจรรย์ขึ้นบ้างก็คงจะไม่ใช่ไม่มีทางจะเป็ไปได้เลยใช่มั้ยล่ะคะ?
หลังจากนี้พวกท่านจะได้รับชมความทรงจำและประสบการณ์ของฉันผ่านทางสมุดบันทึกเล่มนี้ หวังว่าจะเพลิดเพลินกันไปตามตัวอักษรทุกถ้อยคำ สิ่งที่ฉันได้พบเจอ ได้เห็น ได้ยิน ได้ัั ขอให้พวกคุณโชคดี
"โชคชะตาจะนำพาให้เรามาพบกัน
ไม่ว่าจะบังเอิญ หรือไม่ก็ตาม"
รีจ้อย - บุปผา กัลยา
วันพุธ 14 ธันวาคม ปีพุทธศักราช 2565
วันนี้เป็เช้าที่อากาศสดใส ไร้เมฆครึ้ม ลมหนาวพัดโชยมากระทบผิวเบาๆชวนสั่นไหว ตามข่าวสภาพอากาศที่ได้ประกาศไปเมื่อซักครู่บอกว่าวันนี้อุณหภูมิจะลดตำ่ลงถึง25องศาเซลเซียส นานๆทีประเทศไทยจะมีอากาศหนาวเย็นอย่างคนอื่นเขาบ้าง ทำเอาหลายคนตื่นเต้นกันใหญ่ และแน่นอนฉันก็ด้วย
"รีจ้อยลูก อาบนำ้เสร็จรึยัง รีบมากินข้าวได้แล้วนะ"
"แปปนึงค่ะ จะเสร็จแล้ว" เมื่อได้ยินเสียงคุณแม่เร่งให้ลงไปกินข้าว ฉันจึงต้องรีบแต่งตัวให้เสร็จโดยเร็ว ปกติก็ไม่ได้เป็คนอาบนำ้นานอะไร แต่ด้วยความที่วันนี้อากาศหนาวมากจนนำ้แทบจะเป็นำ้แข็ง(?) เลยต้องใช้เวลาทำใจก่อนจะโดดเข้าไปในห้องนำ้มากกว่าปกติ
บางทีฉันก็แอบคิดนะว่าทำไมมนุษย์เราถึงไม่ต้องจำศีลในหน้าหนาว ทั้งๆที่บรรยากาศเย็นเฉียบแบบนี้นอนซุกตัวอยู่ในกองผ้าห่มตลอดทั้งฤดูกาลคงจะสบายกว่าการต้องฝ่าลมหนาวสุดขั้วไปเรียนตั้งเยอะ ขนาดสัตว์ที่ขนหนาตัวใหญ่อย่างหมีมันยังต้องจำศีลหลบหนาว แต่มนุษย์ตัวเล็กคนบางจนแทบไม่เหลืออย่างเราๆกลับต้องใช้ชีวิตท่ามกลางฤดูที่เปลี่ยนไปแบบฉับพลันอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็หนาวจับใจ ร้อนตับแตก ฝนตกถุงเท้าแฉะ สลับไปเรื่อยๆ
แต่ทำไงได้ ตามไซเคิ้ลการนอนของมนุษย์ปกติก็ไม่ได้มากพอที่จะจำศีลได้เหมือนหมีหรือกบ ทำได้ทางเดียวคือหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่แล้วเผชิญหน้ากับพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ(ประเทศไทยมีพายุหิมะซะที่ไหนกัน)
มองลาดไปตามตู้เสื้อผ้าขนาดประมาณ2เมตรนิดๆที่มีชุดของฉันแขวนเรียงรายอยู่ไปเรื่อยๆ เพื่อเลือกเสื้อกันหนาวที่จะใส่เพื่อไปต่อสู้กับอากาศอันโหดร้ายและการเรียนแสนน่าเบื่อ
"เอาตัวที่ถอดง่ายๆดีกว่ามั้ยนะ เผื่อกลางวันร้อนจะได้ถอดออกสบายๆ"
ฉันมองหาไปเรื่อยๆจนไปสะดุดตากับเสื้อคาร์ดิแกนสีชมพูอ่อนที่แทบจะไม่ได้ใส่เลยซักครั้ง ประเทศไทยปกติ365วันก็แทบจะเป็ฤดูร้อนไปหมด การจะใส่คาร์ดิแกนซักครั้งแบบไม่ให้เหงื่อไหลไครย้อยจึงเป็อะไรที่ยากมากๆ ทำให้เ้าเสื้อกันหนาวสุดฟรุ้งฟริ้งที่แม่อุตส่าห์พรีออเดอร์มาให้จากต่างประเทศจึงไม่เคยได้ออกโรงซักที
"อื้ม เอาตัวนี้แหละ"
สุดท้ายแล้วก็เลยเลือกคาร์ดิแกนสีชมพูอ่อนตัวนั้นมาสวมใส่แล้วรีบสับเท้าวิ่งลงไปกินข้าวก่อนที่แม่จะได้เปิดธรรมเทศนาตอนเช้าให้หูชาก่อนได้ไปโรงเรียน
อาหารเช้าวันนี้ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ไข่ดาวกับไส้กรอกตามแบบฉบับอาหารเช้าเบาสบายไม่หนักท้อง ตอนที่ได้ละเมียดละไมกับอาหารตรงหน้าไปซักพัก นาฬิกาบอกเวลา6.30 น.ก็ดังขึ้น เป็สัญญาณว่าถึงเวลาที่รถโรงเรียนใกล้จะมารับแล้ว ฉันจึงต้องรีบดึงตัวน้องชายสุดขี้เซาออกจากโต๊ะอาหารโดยเร็ว พากันวิ่งไปรอที่หน้าปากซอยจุดรอรถปกติประจำทุกวัน
่เวลา15นาทีภายในรถประจำทางคันเก่าเป็่เวลาที่สงบที่สุดของทุกๆวัน บรรยากาศยามเช้าสีฟ้าหม่นๆแทรกแสงอาทิตย์สีส้มตัดกัน บางวันก็มีหมอกลงตำ่ดูเหมือนทะเลยามพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฉันนั่งที่ประจำริมหน้าต่างบานที่2 มองทิวทัศน์ที่ค่อยๆเลื่อนผ่านไป จนถึงที่หมายตอนไหนก็แทบไม่รู้ตัว
เวลา 6.45 น.
เรียกได้ว่าเป็่เวลาสังสรรค์ยามเช้าก่อนเข้าห้องเรียนของของกลุ่มเพื่อน เรามักจะนัดกันที่โรงอาหารรวมตึก7อยู่เสมอๆ เพื่อที่จะมารวมตัวกันคุยสารทุกข์สุขดิบบ้าง หรือติวหนังสือบ้างใน่ใกล้สอบ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันเหมือนเมื่อตอน ม.ต้นแต่เราก็ยังมานั่งรวมกันอยู่เสมอๆไม่เคยเว้นซักวัน
"ไงเพื่อน" ฉันทักทายสาวๆอีก8คนที่นั่งล้อมวงรออยู่ั้แ่ก่อนหน้านี้ แล้วก็ไปนั่งประจำที่เหมือนเดิมทุกครั้ง
"รีจ้อย แกเคยได้ยินเื่เล่าเื่"นั้น"มะ?" ตุ้บเหม่งถามฉันที่พึ่งจะจัดแจงวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ
"เื่ไหนอ่ะ?"
"ก็เื่นั้นไง เื่นั้นอ้ะ"
"คือนั้นมันคือเื่ไหนก่อน?"
"ก็เื่"ผี"ห้องนำ้ตึก8ไง!"
"อ๋อ" ฉันอ๋ออย่างนึกขึ้นได้ เหมือนจะเคยได้ยินผ่านๆมาจากพวกรุ่นพี่ในวันรับน้องตอนเมื่อเดือนที่แล้วอยู่เหมือนกัน
"แล้วมันทำไมหรอ??"
"เห็นว่ามีพวกอยากลองดีเข้าไปแล้วโดนสูบิญญาจนต้องเข้าโรงพยาบาลเมื่อไม่นานมานี้ไง! อย่างเหี้ยนเลยเนอะ"
"มั่วแล้ว แกไปได้ยินจากไหนก่อน พวกนั้นมันก็แค่แอบอาจารย์เข้าไปสูบบุหรี่ในห้องนำ้ แล้วดันไปสูบในห้องส้วมแบบเก่าที่ไม่มีที่ระบายแก๊ส มันเลยะเิอัดหน้าหามส่งโรงพยาบาลกันให้วุ่นไปหมดต่างหาก"
"เอ้า หรอ;-;"
"ถึงได้บอกไงว่าอย่าไปเชื่อเื่พวกนี้มาก มันก็แค่กุสโลบายไม่ให้คนเข้าไปห้องนำ้เก่าเท่านั้นแหละ"
ฉันไม่เชื่อเื่ผีเลยซักนิดเดียว เพราะจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานไหนที่จะสามารถพิสูจน์เื่นี้ได้จริงเลยซักครั้งเดียว เื่ผีมันก็แค่การคิดไปเองของคนสมัยก่อนที่ยังไม่รู้จักวิทยาศาสตร์จึงได้คิดว่ามันเป็สิ่งมหัศจรรย์เท่านั้น เครื่องมือพิสูจน์ผีตามรายการพิสูจน์ต่างๆอาจจะจับสัญญานได้จริง แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่านั่นคือสัญญาณของอะไรกันแน่
ถ้าจะอ้างเื่ของศาสนาตามคำสอนของศาสนาพุทธก็สอนว่าอย่าเชื่อในสิ่งที่ได้ยินต่อๆกันมา หรือบอกเล่าต่อๆกันมาเฉยๆ ดังนั้นจนกว่าจะมีสิ่งที่มาพิสูจน์ได้ก็อย่าหวังเลยว่าฉันจะเชื่อว่าสิ่งลี้ลับมีจริง
บทสนทนาเริ่มเื่ผีแล้วไปเรื่อยๆอย่างไม่มีหยุดจนเวลาล่วงเลยผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว เราจึงแยกย้ายกันเพื่อไปเข้าห้องเรียนตามสายวิชาที่เลือก ของฉันเป็ชั้นเรียนสายวิทย์-คณิตภายใต้โครงการพสวท. (โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ถึงจะน่าเศร้าที่ต้องแยกกับเพื่อน แต่ก็ไม่เป็ไรเพราะฉันก็ยังมีเพื่อนที่สนิทมากๆเหมือนกันในห้องอยู่อีกกลุ่มนึง ทำให้ชีวิตในโรงเรียนแฮปปี้มากไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงเลยซักนิด
คาบ1เริ่มต้นด้วยวิชาคณิตศาสตร์ แค่คิดว่าต้องคำนวณตรีโกณแต่เช้าก็ชวนง่วงแล้ว ยิ่งอากาศเย็นๆแบบนี้หนังตามันหนักจนยากที่จะฝืนลืมตาต่อไปได้จริงๆ …
รีจ้อยVSความง่วงในห้องเรียน = พ่ายแพ้
ฝากไว้ก่อน…เถอะ…
"จ้อย!"
"ห้ะ0-o!" ใจแทบตกลงไปตาตุ่ม ไม่หรอกเอาจริงๆอาจจะตกลงไปแล้วแต่ก็วิ่งโกยกลับขึ้นมาเต้นตุบๆในอกซ้ายได้ทันพอดีก่อนจะขาดใจ แทบไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านมาจนพักกลางวันแล้ว ขอโทษอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้เลยแล้วกันนะคะ พระอินทร์เรียกตัวเข้าพบพอดีเลยต้องรีบไป
"จ้อย วันนี้กินไรดี" ลลินถามฉันที่กำลังกวักนำ้ลูบหน้าอย่างลวกๆเพื่อให้หายง่วงก่อนที่จะยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆให้เอาไปเช็ดหน้า ฉันนึกอยู่ซักพักแต่ก็ไม่รู้ว่าจะกินอะไรดีเพราะพึ่งตื่นกระเพาะเลยยังไม่หิวเท่าไหร่ด้วย สรุปแล้วจึงตกลงกันว่าจะไปก๋วยเตี๋ยวคุณครูพละที่ติดท้อปอาหารประจำโรงเรียน แถวยาวเป็กิโลทุกวันแต่นักเรียนก็มีความพยายามในการต่อแถวกันเพื่อให้ได้ลิ้มรสชาติมัน
ระหว่างนั้นฉันก็อยากไปเข้าห้องนำ้พอดีเลยบอกเพื่อนว่าจะไปเข้าห้องนำ้ แต่เหมือน์แกล้ง ห้องนำ้ที่ใกล้ที่สุดตอนนี้คนแน่นจนแทบหายใจไม่ออก กว่าจะได้เข้าก็คงออดขึ้นเรียนพอดี แต่จะไม่เข้าห้องนำ้ก็ไม่ได้เพราะถ้าไม่เข้าตอนนี้ก็คงต้องรอเข้าอีกทีตอนเย็น ไม่มีทางเลือกแล้วฉันเลยตัดสินใจไปเข้าห้องนำ้ผีสิงข้างตึกแปด ยังไงก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาอยู่แล้วคงจะไม่ต้องรอคิว รีบเข้ารีบออกไปแปปเดียวไม่เป็ไรหรอก เนอะ?
แอ๊ด……
เสียงประตูไม้เก่าๆเสียดสีกันประหนึ่งหนังสยองขวัญ ถึงไม่กลัวผีแต่ก็กลัวเข้าๆอยู่หลังคาถล่มใส่หรือจิ้งจกตกใส่อยู่เหมือนกันนะเนี่ย หลังจากตัดสินใจเข้าไปก็เปิดไฟกลางเพื่อสำรวจความสะอาดก่อนจะเข้าใช้ ยังดีที่ดูเหมือนว่าไฟกับนำ้จะใช้ได้ปกติ ถึงจะไม่ได้สะอาดเท่าๆกับห้องนำ้ที่อื่น แต่ก็ไม่ได้สกปรกจนน่าขยะแขยง ถือว่าสภาพดีกว่าที่เห็นภายนอกมากๆ
ตั้บๆ…
ตั้บแก้!!
…ชิบหาย…
"อ้าก้้นึเนี้นี้ีนเนีเอีแักักระด฿;$เเีดแ่"
เ้าสัตว์ประจำบ้านได้แปะตัวอยู่ตรงประตูทางออก เตรียมะโเกาะทุกเมื่อถ้าเข้าไปใกล้ลูกบิด
จบสิ้นแล้วชีวิตรีจ้อยTT ถ้าใจเย็นยอมรอต่อแถวห้องนำ้ปกติก็คงไม่ต้องมาติดห้องนำ้กับตุ๊กแกตัวเท่าฝาบ้านอีกตัวนึงหรอก ผมตุยได้รึยังฮะมุง แง โทรศัพท์ก็เอาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าว จะเรียกใครก็ไม่ได้ ในที่แคบๆเท่าคนยืน1คนมันกำลังจะทำให้ฉันเป็บ้า ร่างกายสั่นไปหมด ลมหายใจเริ่มติดขัด อึดอัดตรงหน้าอก สายตาเริ่มพร่ามัว ทั้งๆที่อากาศหนาวสะท้านไปถึงกระดูกแท้ๆแต่กลับมีเม็ดเหงื่อใสๆผุดออกมาเต็มไปหมด ร่างกายทรุดนั่งลงบนขอบอ่างนำ้ ในใจได้แต่ภาวนาให้คนมาพบเจอได้โดยเร็ว นำ้ตารื้นปริ่มล้นออกมาด้วยความอัดอั้น
'ทำไมต้องมาเจอเื่แบบนี้ด้วย'
ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองร้องไห้อย่างน่าสมเพชแบบนั้นไปนานแค่ไหน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ต้องใถึงขีดสุด เพราะฉันเห็น…ตุ๊กแกลอยได้ ใช่ ไม่ได้เขียนผิด ไม่ได้ตาฝาด ไม่ได้ฝันอะไรทั้งนั้น
เ้าตุ๊กแกลอยอยู่บนอากาศในสภาพดิ้นขัดขืนเหมือนโดนใครจับไว้ก่อนที่จะลอยลิ่วไปแปะที่อื่นแทน ภาพตรงหน้ามันยากจะเชื่อได้สำหรับเด็กหัววิทยาศาสตร์อย่างฉันเอามากๆ ในสมองพยายามหาเหตุผล
ทั้ง108ประการมาหาความน่าจะเป็ที่ตุ๊กแกจะลอยได้แต่ก็ไม่มีเลย ในขณะนั้นทั้งร่างกายเหมือนถูกแช่แข็งค้างไว้อย่างนั้น ซึ่งน่าจะเป็ผลจากการที่สมองใสุดขีดทำให้กล้ามเนื้อเกร็งอย่างฉับพลัน จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีอะไรเย็นๆมาเช็ดที่แก้ม เป็สัมผัมที่เย็นเฉียบยิ่งกว่าลมที่พัดตีหน้าตอนเที่ยงคืน แต่กลับไม่ได้น่าขนลุกเลยแม้แต่น้อย
"ไม่เป็อะไรแล้วนะ"
ถ้อยคำบางเบาจนแทบจะเหมือนเสียงกระทบของสายลมที่ผ่านหูไป แต่ความอบอุ่นมันชัดเจนและตราตรึง ฉันเมื่อตั้งสติได้ก็พบว่าอาการแพนิคของตัวเองหายไปหมดแล้ว จึงรีบเดินออกจากห้องนำ้อย่างไม่หันหลังกลับ เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่เข้าใจเลยซักนิดเดียว มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน
'เื่นี้ ต้องพิสูจน์กันซักตั้ง…'
Right?
to be continued ……
สวัสดีนักอ่านทุกท่าน
นี่คือนิยายยาวเื่เเรกของเราเลย สามารถมาติชมพูดคุยกันได้ในคอมเม้นด้านล่างได้เลยนะคะ!!
มาคุยกันเยอะๆน้า????