วันที่เจ็ดของการก่อสร้างปราการรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคแทบไม่มีใครได้นอนเต็มอิ่มตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างหน่วยครัวของเลโอน่าจะเริ่มจุดเตาอบขนมปังตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง กลิ่นซุปสมุนไพรขนมปังอบใหม่ และเนื้อรมควันลอยปกคลุมหมู่บ้านเพื่อเตรียมอาหารให้แรงงานหลายร้อยชีวิต
เดซี่และเหล่ากระต่ายป่าช่วยกันเร่งปลูกผักรุ่นใหม่แทบทุกวันเพื่อไม่ให้เสบียงขาดแคลนเลโอและหน่วยโยธาของเขาวิ่งวุ่นอยู่กับการวัดระดับพื้นดิน ขนเครื่องมือและตรวจสอบฐานรากอย่างแทบไม่ได้พักหายใจ เรนวินและเหล่าช่างปั้นต้องเผาอิฐดินเหนียวแทบทั้งคืนเพื่อผลิตวัสดุเสริมเอลดรินและกลุ่มช่างทอช่วยผลิตเชือก ม่านกันฝุ่น และอุปกรณ์ภาคสนามอย่างต่อเนื่อง
แม้กระทั่งเอลาริน่าและเหล่านักบรรเลงเองก็ไม่ได้ยืนดูอยู่เฉย ๆ ทุกค่ำคืนหลังพระอาทิตย์ตกดิน เสียงพิณ ขลุ่ยและเครื่องสายของพวกเธอจะดังขึ้นบนแนวกำแพงที่กำลังก่อสร้างบทเพลงอันอ่อนโยนช่วยปลอบประโลมหัวใจของแรงงานที่อ่อนล้าและกลายเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนลุกขึ้นสู้ต่อในเช้าวันถัดไป
ภายใต้แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ในเช้าวันนี้ที่พยายามลอดผ่านกลุ่มเมฆหนาทึบเหนือผืนป่าต้องห้ามชั้นนอกเฮเซลบรุคได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิงสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งตระหง่านท้าทายเส้นขอบฟ้าไม่ใช่เพียงบ้านหินหลังเล็กโรงสีกังหันน้ำ หรือกระท่อมไม้ของผู้ลี้ภัยอีกต่อไปแต่มันคือมหาปราการหินแกรนิตขนาดยักษ์ สิ่งก่อสร้างระดับอารยธรรมที่ไม่ควรปรากฏอยู่กลางป่าปิดตายแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
ดัสตี้และฝูงตุ่นอสูรขุดเจาะพื้นดินจนทั่วทั้งร่างเปื้อนโคลนตั้งแต่หัวจรดเท้าบาร์นีย์ทำหน้าที่ราวกับรถเครนมีชีวิตแบกหินแกรนิตขนาดมหึมาทีละก้อนด้วยกล้ามเนื้อที่สั่นสะเทือนราวภูเขาเคลื่อนที่เหล่าเอลฟ์นักรบช่วยลำเลียงวัสดุ เงือกน้ำจืดช่วยขนส่งหินผ่านลำน้ำ
ส่วนอีไลอัส...เด็กชายแทบไม่ได้พักเลยตลอดเจ็ดวันเต็ม ดวงตาของเขาปรากฏรอยคล้ำจาง ๆจากการใช้มานาเกินขีดจำกัดหลายครั้งมือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับเครื่องมือและพิมพ์เขียวอย่างต่อเนื่องแต่ถึงกระนั้น ดวงตาของสถาปนิกน้อยยังคงลุกโชน
และในวันนี้ศิลาก้อนสุดท้ายถูกวางลงเรียบร้อย อีไลอัสกดฝ่ามือลงบนรอยต่อสุดท้ายของกำแพงพร้อมกระตุ้นมานาพฤกษาให้ดินเหนียวผสานตัวเข้ากับหินแกรนิตทั้งหมดอย่างสมบูรณ์แสงสีทองไหลผ่านแนวกำแพงราวกับเส้นเลือดของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา ก่อนทุกอย่างจะสงบนิ่งลง
"ปราการดาว" รัศมีห้าร้อยเมตรจากจุดศูนย์กลางน้ำตกม่านไพลินบัดนี้เสร็จสมบูรณ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
กำแพงหินแม่น้ำหนาสามเมตรสูงกว่าห้าเมตร ทอดตัวยาวเป็นครึ่งวงกลมมหึมา โอบล้อมอารยธรรมเล็ก ๆแห่งนี้ไว้อย่างสมบูรณ์ แต่สิ่งที่น่าเกรงขามที่สุดคือรูปทรงของมันกำแพงไม่ได้โค้งเรียบธรรมดาแต่อีไลอัสออกแบบให้มี ป้อมแบสชันรูปห้าเหลี่ยมจำนวนแปดจุดยื่นออกมาจากกำแพงหลักราวกับเขี้ยวของสัตว์ร้ายที่พร้อมฉีกกระชากผู้บุกรุกทุกระยะห่างราวสองร้อยเมตรถูกคำนวณอย่างแม่นยำป้อมหน้าประตูหลักมีฐานกว้างยี่สิบห้าเมตรสองป้อม ยื่นออกไปสามสิบเมตรพร้อมประตูชักรอกแนวตั้งจากไม้โอ๊กเหล็ก และพื้นที่สังหารที่ถูกออกแบบไว้โดยเฉพาะส่วนอีกหกป้อมที่เหลือมีฐานกว้างยี่สิบเมตร ยื่นออกไปยี่สิบเมตรทั้งหมดถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับระยะยิงของเอลฟ์นักรบอย่างสมบูรณ์แบบลูกธนูจากป้อมหนึ่งสามารถคุ้มกันอีกป้อมหนึ่งได้อย่างไร้รอยต่อ
ไม่มีจุดบอดไม่มีมุมอับไม่มีพื้นที่ให้ศัตรูหลบซ่อนอีกต่อไปทั่วทั้งเฮเซลบรุคตกอยู่ในความเงียบงัน
ทุกคนเงยหน้ามองผลงานตรงหน้าด้วยแววตาไม่อยากเชื่อเพราะพวกเขารู้ดีว่า เมื่อเจ็ดวันก่อน ที่แห่งนี้ยังเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆกลางป่า
แต่วันนี้...มันได้กลายเป็นอารยธรรมที่มีเขี้ยวเล็บไว้ปกป้องความสงบสุขของตัวเองแล้วจริงๆ.
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนอยู่บนยอดสูงสุดของป้อมแบสชันหลักทางทิศใต้ มือเล็กๆลูบไปตามขอบหินที่เรียบเนียนกริบจากการตัดด้วยเครื่องจักรพลังงานน้ำในโรงสี เขาหลับตาลงเพื่อซึมซับความภาคภูมิใจในฐานะสถาปนิกที่สามารถรังสรรค์งานโครงสร้างระดับเมกะโปรเจกต์นี้ได้สำเร็จภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด
ไม่มีใครพูดอะไรออกมาชั่วขณะแม้แต่ดัสตี้ที่ปกติชอบส่งเสียงจิ๊ดจ๊าดยังหยุดนิ่ง บาร์นีย์ค่อย ๆวางหินก้อนสุดท้ายลงแล้วนั่งหอบอยู่กับพื้นเลโอน่าทรุดตัวลงบนลังไม้พร้อมคราบแป้งบนใบหน้า เลโอหัวเราะออกมาเบา ๆทั้งที่น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
เอลฟ์นักรบบางคนเงยหน้ามองกำแพงมหึมาตรงหน้าอย่างเหม่อลอยพวกเขาเคยเป็นชนเผ่าที่เอาแต่หลบซ่อนอยู่ใต้ร่มไม้ แต่วันนี้...พวกเขามีบ้านที่สามารถปกป้องทุกชีวิตได้จริงๆ แล้ว
ทันใดนั้นหน้าจอโฮโลแกรมสีทองที่คุ้นเคยก็เด้งพรวดขึ้นมาเบื้องหน้าพร้อมเสียงระฆังแก้วดังกังวานในจิตสำนึก
[ แจ้งเตือนระบบ: โครงการป้องกันเมืองเฟส 1 'ปราการดาวแห่ง เฮเซลบรุค'เสร็จสมบูรณ์ ]
[ ค่าประสบการณ์ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ถูกคำนวณ... ]
[ เลเวลตัวละครเพิ่มขึ้น : Lv.18 -> Lv.20 ]
[ เงื่อนไขบรรลุ : ปลดล็อกสกิลเฉพาะตัวคลาสผู้รังสรรค์ ]
[ ท่านได้รับสกิล: ดวงตาแห่งวัสดุ Lv.1 ]
อีไลอัสขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาแตะไปที่รายละเอียดของสกิลใหม่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นทันทีแววตาของเด็กชายเป็นประกายเมื่อเห็นคำอธิบายทางวิชาการที่อัดแน่นอยู่ด้านใน
[ สกิล: ดวงตาแห่งวัสดุ Lv.1 ]
ประเภท: ตรวจสอบและวิเคราะห์
คำอธิบาย: เมื่อเปิดใช้งาน ม่านตาของผู้ถือครองจะถูกปรับจูนด้วยคลื่นความถี่พิเศษทำให้สามารถสแกนทะลุพื้นผิวเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างภายในและคุณสมบัติทางกายภาพ
ความสามารถหลัก:
StructuralIntegrity: มองเห็นค่าความหนาแน่นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง และแนวการรับแรง ของวัสดุทุกชนิด
ThermalFlow Vision: วิเคราะห์การเคลื่อนที่ของอุณหภูมิและความร้อนทั้งใต้ผืนดินและในมวลอากาศ
ManaConductivity: ตรวจสอบความเข้มข้นและเส้นทางเดินของกระแสมานาภายในวัตถุหรือสิ่งมีชีวิต
DensityMapping: แยกแยะประเภทแร่ธาตุ มวลสารและความชื้นสะสมภายในวัสดุได้โดยไม่ต้องสัมผัส
"นี่มัน...กล้องเอกซเรย์พ่วงด้วยเครื่องสแกนสามมิติและกล้องจับความร้อนของวิศวกรโยธาชัดๆ!"อีไลอัสอุทานด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด เขาไม่รอช้าลองเปิดใช้งานสกิลใหม่ทันทีด้วยใจที่เต้นระรัว
วูบ!
โลกเบื้องหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงม่านตาสีดำสนิทเปลี่ยนเป็นประกายสีเงินจางๆที่หมุนวนราวกับเลนส์กล้องความละเอียดสูงเมื่อเขามองลงไปที่กำแพงหินแกรนิตที่เขายืนอยู่ ภาพหินทึบๆกลับกลายเป็นโครงสร้างโปร่งแสงสีฟ้าอ่อน เขาเห็นเส้นแรงกด สีเหลืองส้มที่ถ่ายเทจากยอดกำแพงลงสู่รากฐานหินดานด้านล่างอย่างเป็นระเบียบเขาเห็นรอยร้าวขนาดเล็กจิ๋วเท่าเส้นผมภายในก้อนหินบางก้อนที่ถูกฝังอยู่ลึกๆและที่น่าทึ่งที่สุดคือ เขามองเห็น 'ไอความร้อน' สีแดงเข้มที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ใต้พื้นดินลานหมู่บ้านซึ่งเป็นกระแสลมร้อนจากระบบระบายน้ำ French Drain ที่ระเหยเอาความชื้นออกไป
"ด้วยดวงตาคู่นี้ การควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง และการซ่อมบำรุงเมืองของเราจะพุ่งสู่ระดับพระกาฬเลยล่ะดัสตี้!"อีไลอัสตะโกนบอกตุ่นอสูรที่กำลังปัดฝุ่นดินออกจากหมวกเซฟตี้อยู่ข้างๆ
อีไลอัสกำลังจะลงจากกำแพงเพื่อกลับไปกินขนมปังร้อนๆ ที่เลโอน่าสัญญาไว้ แต่ทันใดนั้น...
จู่ๆ สัมผัสพิเศษจากสกิล [จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุค] ที่อัปเกรดเป็นระดับ 3 ก็กระเพื่อมไหวอย่างรุนแรงราวกับมีใครเอาหินก้อนใหญ่มาทุ่มลงในบ่อที่นิ่งสงบ!ลมที่เคยพัดเอื่อยๆจากทิศตะวันออกกลับหยุดกึกและเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน อุณหภูมิรอบตัวดิ่งวูบลงกว่าสิบองศาเซลเซียสภายในเวลาไม่กี่นาทีผิวหนังของอีไลอัสและเหล่าเอลฟ์นักรบบนกำแพงเกิดอาการขนลุกซู่ด้วยความหนาวเย็นที่เสียดแทงลึกถึงกระดูก
"เจ้านายครับ! ทิศใต้!มีบางอย่างผิดปกติร้ายแรงจับสัญญาณได้ในระยะห้ากิโลเมตร!" เสียงของไพเพอร์ นกอสูรโดรนสำรวจเวหาดังเจื้อยแจ้วผ่านสายใยพันธสัญญาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
อีไลอัสรีบเปิดใช้งาน [วิสัยทัศน์เวหา] แชร์ดวงตากับไพเพอร์ที่กำลังบินอยู่สูงเหนือกำแพงปราการดาวทันทีภาพที่เห็นในมโนสำนึกทำเอาเขาต้องกลืนน้ำลายมวลอากาศเย็นจัดสีขาวขุ่นจาก 'แดนเหมันต์นิรันดร์' ทางทิศเหนือสุดที่ควรจะถูกหน้าผาน้ำตกบังไว้กลับม้วนตัวอ้อมผ่านยอดเขาสูงทางทิศตะวันตกและเข้าปะทะกับมวลอากาศชื้นของป่าชั้นนอกทางทิศใต้เกิดเป็นพายุหิมะฉับพลัน ขนาดมหึมาที่มองเห็นเป็นกำแพงสีขาวโพลนพุ่งทะยานเข้าหาเมือง!
และท่ามกลางพายุหิมะที่เกรี้ยวกราดนั้น...มีร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่นับสิบกำลังบินซวนเซหนีตายอย่างไร้ทิศทาง
"พวกเขากำลังร่วงจากฟ้า! เหมือนนกปีกหักเลยเจ้านาย!" ไพเพอร์ร้องเสียงหลง
อีไลอัสรีบใช้ [ดวงตาแห่งวัสดุ] ซูมมองผ่านม่านพายุหิมะด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดแสงสีเงินในดวงตาของเขาสแกนทะลุเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนเขาเห็นกลุ่มมนุษย์ที่มีปีกขนาดมหึมากลางหลัง ขนตามร่างกายและปีกของพวกเขากำลังถูก'เกล็ดน้ำแข็ง' เกาะกุมจนหนาเตอะ ในทางอากาศพลศาสตร์ นี่คือหายนะขั้นสูงสุด!
น้ำหนักของน้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นบวกกับการเสียรูปทรงของส่วนโค้งปีก ทำให้แรงยกมลายหายไปจนเกิดสภาวะ 'Aerodynamic Stall' หรือการร่วงหล่นอย่างไร้การควบคุมร่างเหล่านั้นหมุนคว้างกลางอากาศและพุ่งดิ่งลงสู่ผืนหิมะเบื้องล่างทางทิศใต้นอกกำแพงเมือง!
"ทีมกู้ภัย! ประกาศสถานะฉุกเฉินระดับสีแดง!" อีไลอัสสั่งการกึกก้องเสียงดังสะท้อนกำแพงหิน "บาร์นีย์!แบกผ้าห่มไหมพฤกษาและหม้อน้ำต้มสุกไป! ฟินน์!เตรียมพ่นไฟสร้างโซนความร้อนเคลื่อนที่! คีแลน! นำนักรบ 10 นายตามฉันมาเดี๋ยวนี้!"
ขบวนกู้ภัยพุ่งทะยานออกพ้นประตูเมืองทิศใต้ฝ่าม่านหิมะที่เริ่มปกคลุมพื้นดินจนขาวโพลนพวกเขาไปถึงจุดตกภายในเวลาไม่ถึงห้านาทีภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือนักรบมีปีกนับสิบชีวิตที่นอนสั่นสะท้านอยู่บนพื้นหิมะขนปีกของพวกเขาแข็งตัวจนเหมือนแผ่นกระจกที่เปราะบางเลือดสีแดงสดที่ซึมออกมาจากรอยแตกของผิวหนังตัดกับสีขาวของหิมะอย่างน่าสยดสยอง
"รีบพาพวกเขาไปที่บ้านหินแกนกลางความร้อน!แข่งกับอุณหภูมิที่กำลังลดต่ำลงเดี๋ยวนี้!"
บาร์นีย์ หมียักษ์อสูรใช้พละกำลังระดับ A ใช้อุ้งเท้าที่นุ่มนวลช้อนร่างของมนุษย์ปักษานับสิบขึ้นมาวางบนแผ่นหลังกว้างๆเพียงรอบเดียว ฟินน์วิ่งขนาบข้างพร้อมพ่นละอองไฟบางๆเพื่อประคองอุณหภูมิร่างกายไม่ให้พวกเขาเกิดภาวะช็อกจากการสูญเสียความร้อน ระหว่างทาง
เมื่อกลับมาถึงบ้านหินอีไลอัสสั่งให้เปิดประตูเตาผิงมวลความร้อนออกจนกว้างที่สุด รังสีความร้อน ที่กักเก็บไว้ในหินแกรนิตแผ่ซ่านออกมาโอบอุ้มผู้บาดเจ็บทันทีเลโอน่าและเอลฟ์สาวช่างทอช่วยกันแจกจ่ายน้ำสมุนไพรร้อนๆที่ผสมน้ำผึ้งป่าเพื่อชาร์จพลังงาน
ท่ามกลางกลุ่มผู้ประสบภัยชายวัยกลางคนที่มีร่างกายกำยำ ปีกสีน้ำตาลทองแผ่พับอยู่ด้านหลังขนชั้นนอกเข้มราวไม้โอ๊กเก่า ส่วนขนชั้นในไล่เฉดสีทองอ่อนในตอนนี้ขนหลายส่วนยังเปียกชื้นและมีเศษน้ำแข็งเกาะติดอยู่ประปรายจากการหลบหนีพายุหิมะ
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงร่างกายกำยำสูงใหญ่ของเขาให้ความรู้สึกราวกับนักเดินทางผู้ผ่านพายุมานับไม่ถ้วนเรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวประบ่าแทรกด้วยเส้นขนนกสีน้ำตาลทองกระจายอยู่ประปรายราวกับเป็นสัญลักษณ์ของสายเลือดแห่งเวหาดวงตาสีอำพันคมกริบฉายทั้งความระแวดระวังและประสบการณ์โชกโชนจากการเอาชีวิตรอดกลางท้องฟ้าอันโหดร้าย
ใบหน้าของเขามีโครงคมเข้มแข็งกร้าวกว่าความงดงามละเมียดละไมของเหล่าเอลฟ์อย่างชัดเจนสันจมูกยาวเรียวและเชิดเล็กน้อยคล้ายจะงอยของนกล่าเหยื่อทำให้ใบหน้าดูโดดเด่นและแปลกตา ใบหูทั้งสองข้างไม่ได้เรียบมนเหมือนมนุษย์แต่ปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลทองละเอียดที่ยื่นออกมาคล้ายพู่ขนนกตามธรรมชาติ
ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามแบบคนที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งมาอย่างยาวนานแขนหนาแน่นไปด้วยแรงกำลังมือและเท้ายังคงมีรูปร่างคล้ายมนุษย์เพื่อให้สามารถใช้อุปกรณ์และดำรงชีวิตบนพื้นดินได้อย่างคล่องตัวผิวสีแทนหยาบกร้านปรากฏรอยแผลเล็ก ๆ และร่องรอยการเดินทางอยู่ประปรายทั่วร่าง
เขาสวมชุดหนังสำหรับการเดินทางทางอากาศที่ผ่านการใช้งานอย่างหนักเสื้อเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มเสริมชั้นขนสัตว์สำหรับป้องกันลมหนาวเข็มขัดคาดเอวเต็มไปด้วยกระเป๋าเล็กสำหรับเก็บเสบียงและอุปกรณ์เดินทางผ้าคลุมเก่าที่ชายผ้าขาดวิ่นพลิ้วไหวอยู่ด้านหลัง และแว่นตากันลมคู่หนึ่งถูกเลื่อนขึ้นไปคาดไว้บนศีรษะบ่งบอกชัดเจนว่าเขาคือผู้นำของชนเผ่าที่ใช้ชีวิตอยู่เหนือผืนแผ่นดินมากกว่าจะหยั่งรากอยู่ณ ที่ใดที่หนึ่ง
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นไคโรก็ให้ความรู้สึกราวกับอินทรีผู้บาดเจ็บ...ที่ยังคงสง่างามและพร้อมจะโผบินอีกครั้งเสมอ.
"ข้ามีนามว่า 'ไคโร'...เป็นผู้นำของ 'เผ่าปักษาผู้เร่ร่อน'" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าแต่ยังคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี "ขอบพระคุณท่านผู้ใหญ่บ้านมนุษย์...หากไม่ได้ไออุ่นจากกะต๊อบหินที่ประหลาดแต่แข็งแกร่งหลังนี้ ปีกของพวกข้าคงถูกแช่แข็งและแหลกสลายไปพร้อมกับชีวิตกลางทุ่งหิมะนั่นแล้ว"
ไคโรขยับมือเข้าไปใต้ผ้าคลุมขนสัตว์ที่เปียกชื้นเขาหยิบถุงหนังสองถุงออกมาวางลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊กเหล็กด้วยความระมัดระวัง
"พวกข้าเร่ร่อนอพยพหนีความหนาวเย็นที่แปรปรวนมาจากทิศเหนือ...เพื่อขอเช่าพื้นที่พักพิงหลบพายุหิมะลูกใหญ่นี้ชั่วคราวนี่คือค่าตอบแทนส่วนแรกที่พวกเราพกติดตัวมาขอรับ"
อีไลอัสเปิดถุงออกและใช้ [ดวงตาแห่งวัสดุ] สแกนตรวจสอบทันทีแสงสีเงินพุ่งผ่านวัตถุด้านในจนเกิดโครงสร้างโมเลกุลในมโนสำนึกของเขา
ถุงแรกบรรจุ 'แร่เวทมนตร์ออบซิเดียนดิบ' สีดำมันวาวดุจกระจกเงาแต่ออร่ามานาสีม่วงที่ไหลเวียนอยู่ด้านในเข้มข้นจนอีไลอัสเห็นเป็นเส้นพลังงานที่หนาแน่น"แร่ที่มีความหนาแน่นสูงและกักเก็บพลังงานธาตุไฟได้มหาศาล!" เขาพึมพำนี่คือกุญแจสำคัญสำหรับทำเครื่องมือตัดหินความละเอียดสูงและแกนเตาหลอมอุณหภูมิสูงที่เขาโหยหามานานเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในโซนทิศตะวันตก
ถุงที่สองบรรจุ 'เมล็ดพันธุ์พืชเมืองหนาว' หลากชนิดทั้งข้าวโอ๊ตน้ำแข็งและพืชหัวที่สามารถเติบโตได้แม้ในดินที่เย็นจัด ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาอธิปไตยทางอาหารในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงให้เดซี่นำไปขยายพันธุ์ต่อ
"ข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมและเป็นธรรมมากไคโรยินดีต้อนรับสู่เฮเซลบรุค" อีไลอัสพยักหน้าอย่างเป็นทางการ"พวกนายควรขึ้นไปพักบนชั้นลอย เหนือเตาผิงนั่น ที่นั่นคือจุดที่อากาศอุ่นที่สุดและกว้างขวางพอสำหรับทุกคน..."
ทว่าทันทีที่อีไลอัสผายมือเชิญไปยังชั้นลอยที่ดูแสนสบายไคโรและเหล่านักรบปักษากลับหน้าซีดเผือดลงทันทีร่างกายของพวกเขาเริ่มสั่นเทายิ่งกว่าตอนโดนพายุหิมะถล่มเสียอีก!
"ม... ไม่ได้ขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน... ได้โปรดอย่าพาพวกเราขึ้นไปในที่แบบนั้นเลย!"ไคโรเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "เผ่าปักษาของเรา...มีข้อจำกัดทางชีววิทยาที่รุนแรงเหลือเกิน พวกเราเป็น 'โรคกลัวที่แคบและอาคารปิด' ขั้นสูงสุด... การต้องอยู่ภายใต้หลังคาที่ปิดมิดชิด หรือผนังหินที่มองไม่เห็นเส้นขอบฟ้ามันทำให้จิตวิญญาณของพวกเราถูกบีบคั้นจนระบบหายใจกำลังจะล้มเหลว!"
ไคโรหันไปมองรอบๆผนังบ้านหินที่หนาทึบด้วยสายตาที่เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ"พวกเราต้องนอนบนที่สูงที่มองเห็นท้องฟ้าได้ 360 องศาเท่านั้น... หากข้าและพี่น้องต้องนอนในห้องปิดตายแห่งนี้คืนนี้ข้าคงช็อกตายด้วยความกลัวก่อนที่พายุจะสงบแน่นอนขอรับ!"
อีไลอัสยืนนิ่งค้างรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในผลงานสถาปัตยกรรมหินพลันแข็งทื่อ
เขามองดูบ้านหินที่เขาภูมิใจนักหนาว่าปกป้องผู้พักพิงจากโลกภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ...แต่น่าเศร้าที่สำหรับอาคันตุกะกลุ่มนี้ 'ความปลอดภัย' ของเขากลับกลายเป็น 'กรงขัง' ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด!
"งานงอกเลยแฮะ” อีไลอัสกุมขมับสมองเริ่มประมวลผลออกแบบโครงสร้างใหม่ที่ย้อนแย้งที่สุดทันที"ต้องการความอุ่นระดับเตาผิงมวลความร้อน... แต่ต้องเปิดโล่ง 360 องศาและมองเห็นเส้นขอบฟ้าตลอดเวลา... นี่มันโจทย์การออกแบบ ที่ท้าทายกฎเกณฑ์วิศวกรรมอาคารที่สุดในประวัติศาสตร์เลยนี่หว่า!"
อีไลอัสเงยหน้ามองพายุหิมะที่กำลังกรีดร้องอยู่นอกกำแพงปราการก่อนหันกลับมามองเหล่าปักษาที่กำลังตัวสั่น ไม่ใช่เพราะความหนาว... แต่เพราะหวาดกลัวผนังหินรอบตัว
และในวินาทีนั้นเขาก็เข้าใจความจริงข้อใหม่ของการสร้างอารยธรรมการสร้างเมืองให้แข็งแกร่งนั้นไม่ใช่เรื่องยากที่สุดแต่การสร้างสถานที่ที่เผ่าพันธุ์แตกต่างกันสุดขั้วสามารถเรียกมันว่า"บ้าน" พร้อมกันได้ต่างหาก...ที่ยากกว่า