บทที่ 105 เอาชีวิตรอด (6)
‘เจ้าโครงกระดูกพวกนี้ตามมาไม่หยุดเลยจริงๆ’ สายฝนป้องกันลูกธนูพลางคิดขึ้น ไม่รอให้เขาได้พักแม้เพียงวินาที หอกพลังงานมืดพลันขว้างมาทางเขาอย่างแรง สายฝนตกใจ สภาวะนิ่งสงบขั้นต้นหายไป พวกโครงกระดูกมีตัวที่เคยเป็นอดีตผู้ใช้หอกด้วยงั้นหรือ?
สายฝนยกดาบเพลิงโลกันตร์ขึ้นมาป้องกันหอกพลังงานมืด ปึงงง! เสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณ สายฝนประเมินความรุนแรงของหอกผิดไป มันรุนแรงมากกว่าที่เขาคิดมาก ความรุนแรงของหอกสร้างร่องรอยความเสียหายร้ายแรงให้กับดาบเพลิงโลกันตร์ ถ้าไม่ใช่เพราะดาบเพลิงโลกันตร์เป็นระดับคุณภาพดี มันคงพังไปเรียบร้อยแล้ว หอกพลังงานมืดแข็งแกร่งมาก!
ร่างสายฝนถอยหลังไปสองสามก้าวถึงสามารถป้องกันหอกพลังงานมืดได้สำเร็จ หอกพลังงานมืดค่อยๆสลายหายไป ไม่เหลือร่องรอยอะไรเลย คล้ายกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมันมาก่อน ไม่นานหลังหอกสลายหายไป โครงกระดูกนับสิบก็ปีนขึ้นมาบนหลังคาสิ่งก่อสร้างที่สายฝนอยู่ พวกมันเข้ามาล้อมรอบร่างสายฝน ไม่ยอมให้เขาหนีไปง่ายๆ
สายฝนวิ่งเข้าหาพวกโครงกระดูก เขาหลบการโจมตีมากมายด้วยท่าเหยียบจันทร์ดับแสงและออกจากการล้อมรอบของเหล่าโครงกระดูกได้สำเร็จ เป็นตอนนั้น หอกพลังงานมืดพลันถูกขว้างจากด้านล่างสิ่งก่อสร้างมาทางร่างสายฝน ไม่ใช่แค่หอกพลังงานมืดอย่างเดียว ยังมีลูกธนูหลายสิบดอกถูกยิงมาทางเขาด้วย ทั้งจำนวนทั้งความรุนแรงมากกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า
สายฝนไม่ต้องการป้องกันหอกพลังงานมืดอีกแล้ว ถ้าเอาดาบเพลิงโลกันตร์ไปป้องกันมันหลายครั้ง ดาบได้พังแน่นอน สายฝนตัดสินใจหลบ เขาใช้ท่าเหยียบจันทร์ดับแสงเข้าไปใกล้กลุ่มโครงกระดูกที่ไม่นานมานี้ล้อมเขาเอาใว้ เป็นอะไรที่น่าโมโห! สายฝนตั้งใจให้หอกและลูกธนูโจมตีโดนโครงกระดูกใกล้ๆเขา ทว่ามันกลับไม่เป็นแบบที่คิด เมื่อหอกหรือลูกธนูใกล้โดนโครงกระดูก หอกหรือลูกธนูจะสลายหายไปทันที ไม่สร้างความเสียหายใดๆกับเผ่าพันธุ์เดียวกัน สุดท้ายแล้วสายฝนก็กลับมาโดนล้อมโดยเหล่าโครงกระดูกอีกหน
‘ฉันไม่มีทางเลือกแล้ว จำเป็นต้องสู้กับพวกโครงกระดูกเพื่อหลบหนี ฉันไม่สามารถกระโดดขึ้นไปบนฟ้าเพื่อหนีออกจากการล้อมรอบของโครงกระดูกได้ ถ้าฉันกระโดดขึ้นไป ฉันจะกลายเป็นเป้านิ่งและโดนรุมโจมตี บ้าจริง! การหนีออกจากอาณาเขตวงแหวนเลือดมันยากกว่าที่ฉันคิด ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ฉันจะเจออะไรบ้าง ฉันล่ะเกลียดความไม่รู้จริงๆ’ เนื่องจากกระโดดมาหลายครั้งแล้ว สายฝนจึงพอรู้บ้างว่าเวลาไหนควรกระโดด เวลาไหนไม่ควรกระโดด
“ในเมื่อหนีไม่ได้งั้นฉันก็จะสู้” สายฝนพึมพำเบาๆกับตนเอง ปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลง พยายามเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งขั้นต้นอีกครั้ง การหลุดออกจากสภาวะสงบนิ่งนั้นง่ายมาก แต่การเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งนั้นไม่ง่ายเลย จังหวะที่สายฝนเข้าสู่สภาวะสงบนิ่ง โครงกระดูกนับสิบก็วิ่งเข้าโจมตีเขา ดาบพลังงานมืดฟันออกไป เป้าหมายคือร่างกายสายฝน
สูดหายใจเข้าลึก ท่าเหยียบจันทร์ดับแสงของศิลปะการต่อสู้สิ้นแสงจันทราถูกใช้คู่กับท่าตวัดดาบของเพลงดาบผีเสื้อรัตติกาล สายฝนเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วหลบการโจมตีจากเหล่าโครงกระดูก ดาบถูกตวัดใส่พวกมันทุกตัวภายในสามวินาที เวลาเดียวกันก็กระตุ้นความสามารถดาบเพลิงโลกันตร์ ไฟนรกสีแดงสดดั่งเลือดปรากฏขึ้นในสถานที่ซึ่งไม่ใช่ขุมนรก
เมื่อไฟขุมนรกปรากฏ มันพลันเผาผลาญเหล่าอันเดธจนพวกมันสลายหายไป ไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า สายฝนยังไม่ทันได้หนี โครงกระดูกจำนวนเกือบสิบตัวก็ขึ้นมาบนหลังคาล้อมรอบเขาพอดี สายฝนมองพวกอันเดธมาใหม่พลางหอบหายใจหนักหน่วง เมื่อครู่ในการกระตุ้นเพลิงโลกันตร์เขาได้ใช้เรี่ยวแรงไปมาก
‘เดี๋ยวนะ! ถ้าฉันทำลายหลังคาจะเกิดอะไรขึ้น?’ เวลานั้นสายฝนพลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ เขาไม่รอช้า รีบเอายาฟื้นฟูขวดสุดท้ายออกมาจากแอปพลิเคชัร[มิติคลังเก็บสิ่งของ]ก่อนเปิดฝาจุกดื่มมันลงคอไป พวกโครงกระดูกไม่ได้ยืนดูสายฝนดื่มอยู่เฉยๆ พวกมันเคลื่อนไหวเข้าหาเขาจากนั้นก็โจมตีใส่
“พวกแกน่ะถูกเผาไหม้ไปให้หมด!” สายฝนคำรามด้วยเสียงอันดัง ปักดาบเพลิงโลกันตร์ลงบนพื้น พร้อมกันนั้นก็กระตุ้นความสามารถของมันจนเกินขีดจำกัด เพลิงนรกปรากฏขึ้นในสถานที่ซึ่งไม่ใช่ขุมนรกอีกครั้ง มันกลืนกินทุกอย่างยกเว้นสายฝนด้วยความรวดเร็ว มันกลืนกินราวกับอดอยากมานานนับร้อยปี ดาบพลังงานมืดซึ่งโจมตีเข้ามาถูกเพลิงนรกกลืนกินจนหายไป โครงกระดูกซึ่งล้อมรอบสายฝนพลันไปตลอดกาล หลังคาสิ่งก่อสร้างที่สายฝนยืนอยู่ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
ดูเหมือนสายฝนจะประเมินความแข็งแกร่งของเพลิงโลกันตร์ตํ่าเกินไป ไม่ใช่แค่หลังคาเท่านั้นที่หายไป สิ่งก่อสร้างที่สายฝนอยู่หายไปทั้งหมด สิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้สิ่งก่อสร้างสลายหายไปหมด เหลือเพียงมนุษย์ผู้ชายคนเดียว คนคนนั้นก็คือสายฝนนั้นเอง ถึงจะเหนื่อยล้าจนแทบวิ่งไม่ได้แต่สายฝนก็ไม่คิดจะพัก เขารีบวิ่งไปยังทิศทางหนึ่ง ต้องการออกจากอาณาเขตวงแหวนเลือด
วิ่งไปไม่นานเขาก็ต้องหยุด เบื้องหน้าเขาคือโครงกระดูกตัวหนึ่ง มันปลดปล่อยออร่าความบ้าคลั่งและความกระหายเลือดมากกว่าตัวอื่นที่สายฝนเคยเจอ กระดูกมันไม่ได้มีสีเหลืองเหมือนโครงกระดูกตัวอื่น กระดูกของโครงกระดูกตัวนี้เป็นสีทองเหมือนกับทองคำ ส่วนลึกสุดในเบ้าตาที่กรวงโบ๋เกิดแสงสว่างสีแดงเลือดซึ่งดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก มือกระดูกข้างซ้ายถือดาบที่ยังไม่ดึงออกจากฝัก
“ตอนแกมีชีวิตอยู่แกคงเหนือกว่าเจ้าโครงกระดูกพวกนั้นสินะ” สายฝนไม่รู้สึกกลัวโครงกระดูกตรงหน้าเลย เขาใช้สายตาตนเองสำรวจร่างฝ่ายตรงข้าม กำดาบเพลิงโลกันตร์ในมือแน่น ตอนนี้ดาบเพลิงโลกันตร์ไม่สามารถปลดปล่อยเพลิงโลกันตร์ได้อีกแล้ว ถ้าปลดปล่อยไฟขุมนรกอีกครั้ง ดาบเพลิงโลกันตร์ได้พังแน่ จำเป็นต้องรอหนึ่งวันเพื่อให้มันฟื้นฟูตัวเองก่อน
‘ถ้ามันจำเป็นจริงๆฉันจะปลดปล่อยเพลิงโลกันตร์อีกรอบ ถึงดาบเพลิงโลกันตร์จะมีค่ามากแต่มันก็ไม่มีค่าเท่าชีวิตของฉัน ตราบใดที่ฉันยังคงไม่ตาย ยังคงมีชีวิตอยู่ ฉันสามารถหาดาบที่เป็นระดับเดียวกันหรือเหนือกว่านั้นได้’ สายฝนคิดเช่นนั้น
แกร็ก! แกร็ก! แกร็ก!
โครงกระดูกทองคำเดินเข้าหาสายฝนอย่างช้าๆ ไม่เหมือนตัวอื่นที่เดินด้วยท่าทางแปลกประหลาด ท่าทางการเดินของโครงกระดูกทองคำราวกับท่าทางการเดินของมนุษย์มาก ยิ่งมันเข้าใกล้สายฝนยิ่งระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม
แกร็ก! แกร็ก! แกร็ก!
ขณะเข้าใกล้สายฝน โครงกระดูกทองคำก็ใช้มือข้างขวาดึงดาบออกจากฝัก เสียงดาบถูกดึงออกจากฝักเข้าสู่การได้ยินของสายฝน ใช้เวลาไม่นาน ดาบก็ถูกดึงออกจากฝักจนหมด ตัวด้ามดาบเป็นสีทองหรูหรา ใบดาบเป็นเทาหม่น ดาบเล่มนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
‘ฝ่ายนั้นในอดีตตอนที่ยังไม่ตาย มันเป็นถึงระดับห้า แถมยังเป็นยอดนักดาบอีกด้วย เจ้าจะชนะมันได้อย่างไรล่ะทีนี้? ข้าอยากเห็นเหตุการณ์ต่อจากนี้จริงๆ’ เสียงผีเสื้อเทพธิดาราตรีซึ่งชวนให้ลุ่มหลงดังขึ้นภายในหัวสายฝนเวลานั้น
ฟังสิ่งที่ผีเสื้อเทพธิดาราตรีกล่าว สายฝนก็ส่ายหน้าทันที ‘เคยเป็นระดับห้าและเคยเป็นยอดนักดาบ? ปัจจุบันด้วยความแข็งแกร่งตัวเองฉันไม่มีทางสู้เจ้านั่นชนะหรอก มีแต่ต้องพึ่งเพลิงโลกันตร์เท่านั้น’
---
จบบทที่ 105 เอาชีวิตรอด (6)