ภายในเรือนพักไม้เรียบง่าย แสงตะเกียงส่องไหวตามแรงลมยามดึก อวี้เหวินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้เก่า ดวงตาสงบนิ่งลึก เขาเเผ่จิตเข้าสู่แหวนมิติ สิ่งของภายในเรียงรายดุจดวงดาวบนฟากฟ้า
ริมฝีปากเขาขยับพึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบาหลุดออกมา
“สมุนไพรวิญญาณ... เพียงหนึ่งต้นก็ยกระดับพลังบ่มเพาะได้ถึงหนึ่งขั้นภายในครึ่งเดือน… ผลไม้วิเศษที่แม้ผู้หลอมรวมกายยังต้องการ… โอสถทะลวงระดับหลอมรวมกาย…”
เขาหยุดเว้นจังหวะ สายตายังคงไล่เรียงสำรวจ
“แต้มคะเเนน... บัดนี้สะสมได้ถึงหกหมื่นห้าพันแปดร้อยยี่สิบสามแต้ม... ค่ายกลม่านเกล็ดมังกรคราม ระดับหนึ่งขั้นสูง ค่ายกลหอมหฤทัยคร่าวิญญาณ ระดับหนึ่งขั้นสมบูรณ์ และ หยาดทิพย์หลอมวิญญาณ อีกหนึ่งหยาด”
อวี้เหวินยกมือขึ้น แสงจากแหวนมิติดับวูบ เขาหยิบแผ่นกระดาษขาดๆ แผ่นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา ขอบกระดาษเก่าคร่ำคร่า ตัวอักษรเริ่มเลือนราง ทว่ากลับแฝงกลิ่นอายแห่งอดีตอันหนักอึ้งเอาไว้ ดวงตาเขาล้ำลึกขึ้นเล็กน้อย
“บัดนี้ ข้ามิได้ขัดสนเงินทอง อาวุธ หรือของวิเศษอีกต่อไป” เขาเอ่ยช้าๆ
มุมปากยกขึ้นเป็นรอยแสยะยิ้ม
“และด้วยระดับการบ่มเพาะปัจจุบันของข้า… ต่อให้เป็นผู้บ่มเพาะกำเนิดกายขั้นสมบูรณ์ ข้าก็มั่นใจว่าจะมิใช่ผู้พ่ายแพ้”
ทันใดนั้น รอยยิ้มพลันเลือนหาย สายตาคมกริบตวัดผ่านผนังไม้ ทะลุไปยังความมืดมิดหลังเรือนพัก... ที่นั่น มีกลิ่นอายสายหนึ่งยืนสงบนิ่ง หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับรัตติกาล
อวี้เหวินดีดกายลุกขึ้น แผ่วเบาไร้เสียงฝีเท้า ประตูเรือนเปิดออกเผยให้เห็นลานหลังเรือนอันเงียบงัน ใต้แสงจันทร์สาดส่อง จูซงเทียน ยืนตระหง่านในชุดสีม่วงเข้ม ท่วงท่าสงบเยือกเย็น ดวงตาไร้ระลอกคลื่นดุจบ่อน้ำตาย
“จูซงเทียน!” อวี้เหวินเอ่ยทัก น้ำเสียงราบเรียบ
โดยมิต้องเอ่ยวาจามากความ อวี้เหวินสะบัดข้อมือ ขวดหยกใบเล็กพุ่งแหวกอากาศออกไป
“รับไป... นี่คือค่าตอบแทนของเจ้า”
จูซงเทียนคว้ารับไว้โดยสัญชาตญาณ แววตาเปล่งประกายเพียงชั่วขณะ ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบนิ่ง เขาก้มศีรษะเล็กน้อย
“หยาดทิพย์หลอมวิญญาณ... ถูกต้องตามสัญญา” เสียงของเขาทุ้มต่ำ สุขุมลึกซึ้ง “บุญคุณนี้ ข้าจูซงเทียนจะจดจำเอาไว้”
อวี้เหวินพยักหน้า แววตาฉายแววพึงพอใจ
“การใหญ่สำเร็จได้ด้วยความลับ... วาจาที่เจ้าไม่เอ่ยนั้น มีค่ายิ่งกว่าทองพันชั่ง”
จูซงเทียนนำขวดยาเก็บเข้าอกเสื้อ ประสานสายตากลับด้วยความเฉยชา
“ข้าเพียงทำตามข้อแลกเปลี่ยน มิได้สนใจเรื่องราวของผู้อื่น... เรื่องราวในคืนนี้ จบลงที่นี่ และจะไม่มีวันเล็ดลอดออกจากปากของข้า”
อวี้เหวินพยักหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาล้ำลึกขึ้น “ประเสริฐ... เส้นทางต่อจากนี้อาจขรุขระยิ่งกว่าเก่า หากถึงเวลาที่ข้าต้องการความช่วยเหลือของเจ้าอีกครั้ง ข้าจะส่งสัญญาณไป”
จูซงเทียนประสานมือคารวะตามมารยาท ทว่ารักษาระยะห่างอย่างชัดเจน “มิต้องกล่าวมากความ ข้าเพียงทำตามสัญญา”
เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง สายตาที่เคยมองเพียงผลประโยชน์พลันเหลือบมองบรรยากาศรอบเรือนพักที่ดูไม่น่าไว้วางใจ ก่อนทิ้งท้ายสั้นๆ อย่างเย็นชา “ระวังตัว”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังก้าวเดินออกไปอย่างมั่นคง เพียงไม่กี่ก้าว ร่างในชุดสีม่วงเข้มนั้นก็ถูกความมืดมิดกลืนกินไปจนสิ้น ราวกับเป็นเพียงกลุ่มหมอกควันสายหนึ่งที่ระเหยหายไปในยามราตรี
อวี้เหวินยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดประตูเรือนพักอย่างแผ่วเบา
...
ยามอรุณรุ่งมาเยือน แสงแรกของวันสาดทอผ่านม่านหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดตำหนัก เสียงระฆังเช้าดังกังวานแผ่วมาจากแดนไกล ช่วยปลุกขุนเขาให้ตื่นจากการหลับใหล
อวี้เหวินก้าวออกจากเรือนพักใน อาภรณ์สีดำสนิทขลับเน้นราศี รูปร่างที่สูงโปร่งดูสง่างามรับกับใบหน้าหล่อเหลาที่คมคาย ดวงตาของเขาหม่นลึกและสงบนิ่งดุจน้ำในสระโบราณที่ไร้ซึ่งระลอกคลื่น
เส้นทางหินขาวทอดยาวสู่ หอค่ายกลแห่งตำหนักมังกรเมฆา อาคารสูงตระหง่านเจ็ดชั้น แผ่กลิ่นอายขรึมขลัง ค่ายกลโบราณซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ประหนึ่งมังกรหลับใหลคอยเฝ้ารักษา
ทันทีที่อวี้เหวินปรากฏตัว เหล่าศิษย์ที่สัญจรไปมาต่างชะงักฝีเท้า เสียงกระซิบเริ่มดังแว่วมาจากทุกทิศ
“นั่นมันอวี้เหวินมิใช่หรือ… อันดับหนึ่งของงานรื่นเริงค่ายกลเมื่อคืนนี้!”
“ใช่แน่ๆ ข้าเห็นกับตา เขาได้คะแนนเก้าสิบเจ็ดแต้ม!”
“ดูท่าทาง… เขากำลังมุ่งไปหอค่ายกล?”
“หรือว่าเขาจะมาศึกษาค่ายกลต่อ? ขยันจริงๆ”
อวี้เหวินไม่สนใจเสียงเหล่านั้น เขาก้าวเดินอย่างมั่นคง จนมาหยุดอยู่หน้าบันไดหินที่นำขึ้นสู่ชั้นสามของหอค่ายกล ที่นั่นมีศิษย์สองคนในอาภรณ์ประจำการยืนเฝ้าอยู่ สีหน้าเคร่งขรึม
“หยุดก่อน!” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววข่มขู่ “หน้าตาเจ้าดูแปลกตา ชุดสีดำเรียบๆ เช่นนี้... เป็นศิษย์ใหม่ใช่หรือไม่?”
อวี้เหวินหยุดฝีเท้า ประสานมือตามมารยาท “ใช่ ข้าเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน”
ศิษย์คนนั่นหัวเราะหึในลำคอ “ศิษย์ทั่วไป... เช่นนั้นเจ้าก็มาผิดที่แล้ว ชั้นสามคือขีดสุดที่ศิษย์ใหม่จะเหยียบย่างขึ้นมาได้ หากคิดจะขึ้นไปยังชั้นสี่ซึ่งเป็นพื้นที่ของศิษย์หลักและผู้อาวุโส เจ้ามี ตราสัญลักษณ์ หรือไม่?”
“ข้าไม่มี” อวี้เหวินตอบเสียงนิ่ง “แต่ข้ามีนัดกับผู้อาวุโสจางเซวียนที่ชั้นเจ็ด ท่านเป็นผู้เชิญข้ามาพบด้วยตนเอง”
บรรยากาศพลันเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ศิษย์เฝ้าบันไดทั้งสองจะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ผู้อาวุโสจางเซวียนหรือ? เจ้าเด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้อาวุโสท่านนั้นคือผู้ใด? ช่างกล้าเอ่ยนามท่านเพื่อยกระดับตนเอง! คิดว่าพวกข้ากินหญ้าเป็นอาหารหรือ?”
ศิษย์คนแรกเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเหยียดหยาม “ขนาดศิษย์หลักที่พยายามแทบตายยังไม่ได้เข้าพบท่าน แล้วขยะที่ยังไม่พ้นสภาพศิษย์ใหม่เช่นเจ้ามีดีอะไร? หรือเจ้าเก่งกาจถึงขั้นเดินทะลุค่ายกลชั้นฟ้าได้เพียงแค่ดีดนิ้ว?”
“หน้าตานับว่าไม่เลวอยู่บ้าง ทว่าจิตใจกลับต่ำทราม กล้าหยิบยืมชื่อเสียงผู้อาวุโสมาแอบอ้างต่อหน้าหอค่ายกล”อีกคนเสริมพลางแสยะยิ้ม “ไสหัวลงไปซะ ก่อนที่ข้าจะโยนเจ้าลงไปข้างล่าง”
“ข้าเอ่ยความจริง เหตุใดต้องโป้ปดเรื่องไร้สาระเช่นนี้” อวี้เหวินโต้กลับ น้ำเสียงเริ่มแฝงไปด้วยไอเย็น “หอค่ายกลอันยิ่งใหญ่ กลับปล่อยให้สุนัขเฝ้าประตูสองตัวที่มองคนเพียงเปลือกนอกออกมาเห่าหอนเช่นนี้หรือ?”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!” ทั้งสองโกรธจนหน้าดำหน้าแดง กลิ่นอายพลังเริ่มพุ่งพล่าน บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดจนคล้ายจะมีการนองเลือดเกิดขึ้นในพริบตา
“หรือว่าสิ่งที่ข้ากล่าวไม่เป็นความจริง? หากพวกเจ้าไม่เชื่อ ก็เพียงขึ้นไปรายงานตามขั้นตอน หรือไม่ก็เปิดทางให้ข้าเท่านั้น”
“เหตุใดจึงเลือกทำตัวต่ำช้า ไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้”
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตากดดันหนักหน่วง
“การขัดขวางแขกของผู้อาวุโสจาง… พวกเจ้าแน่ใจแล้วหรือว่า จะสามารถรับผิดชอบผลที่ตามมาได้?”
“แขก? เจ้าส่องกระจกดูสารรูปตนเองบ้างหรือไม่!” ศิษย์คนเดิมตะคอก พลางเงื้อมือขึ้นหมายจะสั่งสอนเด็กหนุ่มผู้โอหัง “ในตำหนักมังกรเมฆาแห่งนี้ ลำดับชนชั้น คือกฎเหล็ก คนเยี่ยงเจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยนามผู้อาวุโสจางด้วยซ้ำ!”
“พอแล้ว!”
เสียงหนึ่งดังก้องราวสายฟ้าฟาด บรรยากาศพลันหยุดนิ่ง ชายชราผู้หนึ่งในอาภรณ์สีครามปรากฏกายขึ้นบนบันได สายตาคมกริบกวาดมองรอบด้าน
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงเอะอะเสียงดังในหอค่ายกล?”
ศิษย์ทั้งสองรีบประสานมือ “คารวะผู้อาวุโส! ศิษย์ใหม่ผู้นี้คิดจะบุกขึ้นไปชั้นบน ทั้งที่ไม่มีตราสัญลักษณ์ ซ้ำยังอ้างชื่อผู้อาวุโสจางเซวียน ใส่ร้ายหอค่ายกล—”
คำพูดนั้นยังไม่ทันจบ ชายชราอาภรณ์สีครามก็หรี่ตาลง เมื่อสายตาของเขาตกกระทบใบหน้าอวี้เหวิน ความทรงจำเมื่อคืนผุดขึ้นทันที
“หืม…” เขาพึมพำ “เจ้า…คือ”
อวี้เหวินรีบประสานมือ “คารวะผู้อาวุโส”
ชายชรายิ้มออกมา พยักหน้าเบาๆ “ข้าจำเจ้าได้เเล้ว อวี้เหวิน… อัจฉริยะอันดับหนึ่งของงานรื่นเริงค่ายกล”
ศิษย์เฝ้าบันไดทั้งสองที่กำลังจะลงมือ พลันมือไม้สั่นเทา หน้าถอดสีด้วยความมึนงง “ผะ...ผู้อาวุโสหาน ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ? อัจฉริยะอันดับหนึ่ง?”
ชายชราหันขวับมามองศิษย์ทั้งสองด้วยสายตาคมดุ “พวกเจ้ายังกล้าถามอีกรึ! นี่คืออวี้เหวิน ผู้ที่ได้เเต้มคะเเนนสูงสุดในงานรื่นเริงครั้งล่าสุด แม้แต่ข้ายังต้องมอบรางวัลให้ด้วยตัวเอง แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงมาขวางทางเขา!”
ศิษย์ทั้งสองตกใจจนแทบสิ้นสติ รีบละล่ำละลักใส่สีตีไข่ทันที “เรียนผู้อาวุโส! พวกข้ามิได้กลั่นแกล้งนะขอรับ แต่เจ้าคนผ..ผู้..อ..อวี้เหวินผู้นี้ ไม่มีตราผ่านทางแต่กลับดื้อดึง จะบุกขึ้นไปชั้นบนให้ได้ ทั้งยังอ้างชื่อผู้อาวุโสจางเซวียนมาข่มขู่พวกข้า พฤติกรรมช่างสามหาวนัก พวกข้าเพียงต้องการรักษาความเป็นระเบียบของหอค่ายกลเท่านั้น!”
“ใช่ขอรับ! เขาพูดจาจาบจ้วงพวกข้าก่อน ทั้งยังไม่มีความเคารพต่อศิษย์พี่แม้แต่น้อย!”
ผู้อาวุโสหานขมวดคิ้วแน่น หันไปหาอวี้เหวิน “เป็นเช่นนั้นรึ?”
อวี้เหวินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มิได้มีแววโกรธเกรี้ยว
“ข้าเพียงกล่าวว่ามีนัดกับผู้อาวุโสจาง แต่ศิษย์พี่ทั้งสองกลับตราหน้าว่าข้าเป็นพวกหลอกลวง ไล่ข้าออกมาดุจสุนัขไร้เจ้าของ… หากความถูกต้องในหอค่ายกลวัดกันที่ตราประทับ มิใช่คำเชิญที่เป็นจริง เช่นนั้นก็คงเป็นข้าที่มาผิดที่เอง”
ผู้อาวุโสหานฟังจบ พลันแค่นเสียงหัวเราะ ดวงตาคมกริบกวาดมองศิษย์เฝ้าประตูทั้งสอง
“พวกเจ้าช่างมีตาหามีแววไม่! ผู้อาวุโสจางเซวียนเป็นผู้ส่งคำสั่งมาหาข้าเอง ให้ดูแลเขาหากมาถึงที่นี่ พวกเจ้าเกือบก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว!”
เมื่อกล่าวจบ ชายชราจึงหันกลับมาหาอวี้เหวิน สีหน้าแข็งกร้าวก่อนหน้าคลายลง กลายเป็นรอยยิ้มนุ่มนวลดังสายลมฤดูใบไม้ผลิ
“อย่าได้ถือสาศิษย์ปลายแถวที่หูตาคับแคบเหล่านี้เลย ตามข้ามาเถิดอวี้เหวิน… ข้าจะพาเจ้าขึ้นไปพบท่านอาจารย์ที่ชั้นเจ็ดด้วยตนเอง”
อวี้เหวินพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตา”
เขาก้าวตามชายชราในอาภรณ์สีครามขึ้นบันไดหินไปอย่างสงบ ทิ้งให้ศิษย์เฝ้าประตูทั้งสองยืนแข็งค้าง ใบหน้าซีดเผือดราวกับโลหิตถูกสูบออกจนหมด
รอบด้านเริ่มมีเสียงซุบซิบดังขึ้นสายตาเย้ยหยันและเวทนาพุ่งใส่พวกเขาไม่ขาดสาย
ใครจะคาดคิดว่า เพียงชั่วพริบตาเดียว พวกตนจะเผลอไปขวางทาง “มังกรซ่อนกาย” เข้าเสียแล้ว