ตระกูลเซียว.....
“พวกเจ้าเตรียมเกราะอาวุธ สัตว์พาหนะ พร้อมหรือยัง” เสียงของเซียวอ้าวเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นเพราะหากการนี้สำเร็จเขาก็จะมีตำแหน่งเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองจินเฟิง
“ทางสายข่าวของเราว่าอย่างไรบ้างทางเมืองจินเฟิงเป็นยังไงบ้างการบุกเมืองจินเฟิงครั้งนี้หากจะชนะพวกเราจำต้องยึดป้อมปราการของพวกมันเอาไว้ให้ได้ก่อนด้วยกำลังคนกว่าห้าหมื่นคนของพวกเรา น่าจะสยบพวกมันได้อย่างไม่มีปัญหา”
ภายในห้องประชุม ผู้นำตระกูลเซียวเซียวอ้าวพร้อมด้วยผู้อาวุโสต่างรับมอบหมายหน้าที่การบุกและการสนับสนุนให้แก่กันและกันโดยที่กองทัพที่หนึ่ง และกองทัพที่สองจะพลัดเปลี่ยนกันเป็นทัพหน้า โดยการนำของเซียวอ้าว เป็นกองทัพที่หนึ่ง เซียวจินเฟย เป็นกองทัพที่สอง คอยบุกทะลวงสะพานที่เป็นจุดป้องกันเพียงเส้นเดียวโดยที่มีผู้นำตระกูลเซียวเป็นกำลังในแนวหลังเพื่อใช้ความได้เปรียบของนักธนูช่วยฝ่ากำแพงของป้อมปราการเมืองจินเฟิงที่อยู่ด้านในป้อม
ทางด้านเมืองจินเฟิง
เฟิ่งหยูคาดการณ์ไว้ว่าตระกูลเซียวคงจะทำสงครามกับเมืองจินเฟิงอย่างแน่นอนเพราะตอนนี้ตระกูลเซียวถูกบีบให้จนตรอกถึงที่สุดแล้วหากตระกูลเซียวไม่คิดจะทำอะไรเลยเฟิ่งหยูก็มีแผนการที่จะทำให้ตระกูลเซียวต้องทำสงครามกับเมืองจินเฟิงได้อีกนับสิบสิบวิธี เฟิ่งหยูสั่งให้จ้าวหยวนนำชาวบ้านไปช่วยกันในแปลงสมุนไพรและขุดเหมืองแร่เป็นการชั่วคราว เหล่ากองทหารที่มีผู้นำอยู่แต่ละกองพันที่เฟิ่งหยูกำหนดไว้ได้ช่วยกันจัดวางแนวป้องกันรอบ ๆป้อมปราการของเมืองจินเฟิงมีการเสริมปืนใหญ่ไว้บนแนวของกำแพงป้อม ซึ่งปืนใหญ่นี้ถือเป็นอาวุธป้องกันเมืองที่สำนักเทพดาราประดิษฐ์ขึ้นมาปืนใหญ่นี้มีความรุนแรงเป็นอย่างมาก แต่ทรัพยากรที่จ่ายไปก็มาเหมือนกันเฟิ่งหยูคาดว่าคงไม่นานตระกูลเซียวคงเริ่มลงมือแล้ว
ตระกูลเซียวได้ทุ่มสรรพกำลังทั้งหมดในครั้งนี้พวกเขาวางแผนการบุกในตอนกลางคืนซึ่งคาดว่าในเมืองจินเฟิงจะไม่ได้เตรียมการป้องกันใดๆ จะทำให้ง่ายต่อการบุกประชิดเมือง
เวลาค่ำคืนย่างกลายเข้ามาความเงียบเหงาครอบคลุมทั่วพื้นที่เมืองจินเฟิงเหตุการณ์ต่างๆ ดูเหมือนเป็นปกติ มีความสงบสุขเหมือนดังเช่นวันวานที่ผ่านมาแต่วันนี้กลับไม่เหมือนในวันวานที่ผ่านมาเมื่อตระกูลเซียวได้ยกกำลังเข้ามาประชิดเมืองจินเฟิง
เซียวอ้าวบุตรของผู้นำตระกูลเซียวยกกำปั้นชูขึ้นฟ้าประกาศก้องนำทัพหนึ่งหมื่นห้าพันคนบุกเข้าโจมตีเมืองจินเฟิงไม่มีผู้คนในส่วนนอกของเมืองจินเฟิงเลยพวกเขาไม่คิดจะป้องกันเลยสักคนเดียวภายในหมู่บ้านรอบ ๆนอกของเมืองในเวลานี้กลับไร้สิ่งมีชีวิตไม่มีชาวเมืองหรือทหารอยู่ปกป้องหมู่บ้านแม้แต่คนเดียว เหลือทิ้งไว้เพียงร้านค้าที่เงียบสงัด
กลัว?
ไม่กล้าสู้......หัวหด?
หรือว่านี่จะเป็นกับดัก?
ในหัวของเซียวอ้าวผุดคำถามขึ้นมามากมายใบหน้าแสดงออกถึงความกังวลแต่ก็คิดว่าแผนการในครั้งนี้ไม่มีทางรั่วไหลออกไปอย่างแน่นอนจึงทำให้ความมั่นใจของมันกลับมาทันที หรือบางทีพวกชาวบ้านอาจจะไปทำงานยังที่ที่เมืองจินเฟิงได้จ้างพวกเขาไปจนหมด ซึ่งในใจลึก ๆ เซียวอ้าวยังไม่อยากประวิงเวลาในการทำศึกออกไปเขาไม่มีเวลาที่จะลังเลอีกต่อไป เพราะหลังจากจบศึกใหญ่ในสงครามครั้งนี้เป็นต้นไปยังมีศึกใหญ่ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน รอคอยให้พวกเขาเพื่อที่จะจัดการกับเสี้ยนหนามอย่างตระกูลเจียงที่ทิ่มแทงใจพวกเขาให้หมดไปดังนั้นศึกในครั้งนี้ต้องสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
“ส่งหน่วยลาดตระเวนออกค้นหมู่บ้าน..... หากมีเรื่องไม่ชอบมาพากลให้รีบถอนกำลังออกมา”
เซียวอ้าวสั่งการออกไปด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมากเซียวอ้าวและกองกำลังกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันคนเฝ้ารอฟังสถานการณ์ในหมู่บ้านด้วยใจที่เต้นระทึกว่าจะมีเรื่องร้ายหรือแผนการอะไรวางไว้เล่นงานหน่วยลาดตระเวนของเขาหรือไม่ ?
ระยะเวลาผ่านไปอย่างเงียบๆ จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ไม่มีแม้แต่เสียงของหน่วยลาดตระเวน ดังเล็ดลอดออกมาหรือจะเป็นไปได้ว่า พวกมันจะรู้ตัวแล้วพวกหน่วยลาดตระเวนอาจถูกฆ่าปิดปากด้วยความเงียบเซียบไปแล้วจนกระทั่งเซียวอ้าวได้ยินหัวเราะของหน่วยลาดตระเวนที่อยู่ด้านในเซียวอ้าวก็พลันคลายใจลง
“ฮ่าๆๆๆๆ เข้ามาด้านในเลย ในหมู่บ้านไม่มีคนอยู่ พวกเราได้ยึดเอาหมู่บ้านของพวกมันเอาไว้แล้ว”
เสียงร้องอย่างมีชัยของหน่วยลาดตระเวนได้ปลุกขวัญและกำลังใจให้คืนกลับมาเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วยามที่กองกำลังกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันนายตกอยู่ในภาวะวิตกกังวลแม้ทัพของตระกูลเซียวจะยึดหมู่บ้านรอบนอกเมืองด้วยความง่ายดาย ทั้งนี้พวกเขาไม่ปล่อยเวลาเสียเปล่าไฟในใจยังคงร้อนแรงเดินเครื่องตั้งขบวนรบขึ้นมาอีกครั้งมุ่งหน้าไปยังสะพานเชื่อมระหว่างหมู่บ้านกับป้อมปราการของเมืองจินเฟิงซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายที่กำลังพลฝ่ายตระกูลเซียวต้องฝ่าเข้าไป
เมื่อไปถึงยังบริเวณสะพานเชื่อมพวกเขามองเห็นทหารยืนเฝ้าอยู่ที่ปลายสะพานอีกฝั่งหนึ่งลูกธนูของฝั่งตระกูลเซียวพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่กลุ่มทหารของกลุ่มเมืองจินเฟิงตามคำสั่งของเซียวอ้าวที่ให้สัญญาณการเปิดฉากรบ
ใบหน้าของทหารฝ่ายเมืองจินเฟิงเขียวคล้ำด้วยความโกรธพลางหมุนหอกควงสะบัดกลับเข้าประจำแนวรบ เตรียมพร้อมรับการบุกระลอกแรก กองกำลังตระกูลเซียวกลุ่มแรกตะบึงเข้าใส่ทหารฝั่งเมืองจินเฟิงที่ตั้งขบวนรบอยู่ที่ปลายสะพานอีกด้านหนึ่งอย่างไม่เกรงกลัวพวกมันแกว่งไกวอาวุธในมือเป็นพัลวันทุบเข้าใส่โล่ของทหารฝ่ายเมืองจินเฟิงจนดังอื้ออึง
นายกองร้อยของแนวรบฝั่งเมืองจินเฟิ่งจัดแนวรบเข้าประจัญเป็นรูปแบบหน้ากระดานแผ่ขยายจนเต็มแน่นคอสะพาน ปิดกั้นไม่ให้กำลังพลผ่ายตรงข้ามผ่านสะพานเข้ามาได้สอบรับกับพลทหารที่มีรัศมีการโจมตีที่ไกลกว่าด้วยอาวุธประเภทหอกคอยช่วยซ้อนจากทางแนวหลัง
พุบบ.... หอกจากแนวหลังแทงสวนทะลุผ่านโล่ที่ตั้งมั่นอย่างเป็นจังหวะ ทุก ๆการทิ่มแทงต่อหนึ่งครั้งจะส่งร่างของนักรบฝ่ายตระกูลเซียวตกตายไปทุก ๆจังหวะของการแทงสวนกลับไป กลายเป็นกำแพงโล่ล็อคตายที่กองกำลังพลฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเจาะทะลวงผ่านไปได้โดยง่าย
“เซียวอ้าวถอยไป............ตรงนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าข้าจัดการเอง.....บรู๊ววววว....”
เซียวจินเฟยควบทะยานสัตว์พาหนะอย่างหมาป่าวายุเข้ามาเสริมกำลังให้กับเซียวอ้าวที่กำลังอ่อนแรงลงเมื่อเซียวจินเฟยเห็นรูปแบบการตั้งรับของกองกำลังเมืองจินเฟิง ก็หัวเราออกมา
“เด็กหนอเด็กข้าจะเป็นผู้สอนเจ้าเองว่าต่อให้การป้องกันของพวกเจ้าจะแข็งแกร่งเพียงใดรูปแบบการตั้งรับนี้ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ดี”
พลุบบบ....หมาป่าวายุสัตว์พาหนะของเซียวจินเฟยกระโจนลอยตัวเหินข้ามหัวของกลุ่มทหารเมืองจินเฟิงจนตกตะลึงตาค้างรูปแบบที่พวกเขามั่นใจนักหนาว่าจะไม่มีใครทะลวงผ่านได้ ถูกทำลายจนพังพินาศจากทางด้านบนเหนือหัวของพวกเขาไปเสียอย่างนั้น
เมื่อกำแพงโล่หน้ากระดานถูกทำลายลงกลุ่มกองกำลังตระกูลเซียวก็ถาโถมรุกคืบข้ามสะพานกันมามากมายก่อนจะเริ่มไล่ฆ่าทหารฝ่ายเมืองจินเฟิงล้มตายที่ละคนสองคน
“ศึกนี้ก็ยังเป็นพวกเราที่เป็นฝ่ายเอาชนะสินะ.....” เซียวอ้าวมองดูการสู้รบบนสะพานด้วยความยินดีสีหน้าของกองกำลังต่างมั่นอกมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิมพลางออกคำสั่งให้ทัพหลักบุกเข้ายึดสะพานเอาไว้ให้ได้ซึ่งในขณะนั้นเอง.......
คลืนนนน.....
ประตูใหญ่ของป้อมปราการเมืองจินเฟิงจู่ๆก็ถูกเปิดออกมา
“ทุกคนเตรียมพร้อม.......ประตูของพวกมันเปิดออกแล้ว ช่วยกันบุกฝ่าสะพานไปให้ได้”
เซียวอ้าวสะบัดดาบชี้ไปข้างหน้ากำลังพลนับพันรีบวิ่งกรู เบียดเสียดกันขึ้นไปยังแนวหน้า หวังจะบุกฝ่าสะพานไปให้ได้
“โฮ่ง...อ๊ากกกกก”
เสียงเนื้อที่ถูกกัดฉีกของทหารฝ่ายรักษาเมืองได้ดังระงมไปทั่วเหนือร่างของพวกเขาได้ถูกเหยียบย่ำโดยหมาป่าวายุที่ถูกปลดปล่อยให้ไล่โจมตีกลุ่มผู้ปกป้องเมืองอย่างอิสระ ตามสัญชาตญาณสัตว์ของสัตว์นักล่า โดยมีเซียวจินเฟยยืนมองด้วยสายตาเย็นยะเยือก
เสียงเนื้อที่ถูกฉีกกระฉากของทหารป้องกันป้อมปราการได้ดังไปทั่วหลังจากที่เซียวจินเฟยทะยานร่างข้ามผ่านกำแพงโล่มนุษย์มาได้เป็นหน่วยแรกๆเซียวจินเฟยก็ได้ก้าวลงจากหมาป่าวายุก่อนจะปล่อยให้สัตว์พาหนะของตนเองไล่กัดกินทหารฝั่งศัตรูอย่างเมามันส์ตามอำเภอใจ
“ฆ่า ฆ่าพวกมันให้หมด.... ฆ่า ฆ่า ฆ่า ฮ่า ๆๆๆๆๆ”
เนื้อตัวของเซียวจินเฟยล้วนปกคลุมไปด้วยกลิ่นคาวเลือดดาบในมือของมันเข้าพาดฟันทหารที่พากันเข้าขัดขวางจนล้มตายไปมากว่าสิบคนด้วยกันแล้ว
เปรี้ยง .... ตุ๊บ ตุบตุบ
เป็นจ้าวหยวนที่บรรจงซัดหมัดเข้าใส่ใบหน้าของเซียวจินเฟยที่กำลังบ้าเลือดอยู่ร่างของเซียวจินเฟยล้มลง มันพยายามตั้งสติ ประคองร่างที่กำลังร้อนลุ่มขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะสะลัดเอาความเมาหมัดที่โดนต่อยเมื่อครู่ทิ้งไหหากแต่ว่า
“ฟุ่บบบ” จ้าวหยวนพลันหายไปจากสายตาร่างของเขาได้เลือนหายไปจากสายตาก่อนที่จะ
“ตุ๊บ พรึบ ตุ๊บ !!.” โพล่มาด้านข้างที ซ้ายที ขวาทีฝากกำปั้นที่ทรงพลังไว้ครั้งสองครั้งแล้วก็จากไป ไม่เปิดโอกาสให้เซียวจินเฟยตีโต้สวนกลับได้โดยง่าย
เซียวจินเฟยยกโล่เงื้อดาบ .... แทง แต่จั่วลม !!ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันยังคงพยายามไล่ตามความเร็วของจ้าวหยวนแต่ช่างน่าเสียดายที่การดวลในครั้งนี้มันช่างไร้ความหมาย ความต่างชั้นของทั้งสองคนมีมากจนเกินไปเพราะผลลัพธ์ชัดเจนอยู่แล้ว
“การโหมโรง จบลงแล้ว !! กองพันที่หนึ่งถึงกองพันที่สามพาเด็กใหม่ของเราออกไปรบในสนามรบจริงหลังจากพวกเจ้าฝึกฝนมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา”
เฟิ่งหยูเริ่มดำเนินการกลยุทธ์ในขั้นต่อไปแล้วทั้งนี้กลยุทธ์ที่ว่ามานี้ คือการที่เขาได้เปิดประตูให้ตระกูลเซียวบุกเข้ามานั่นเอง
//ตึง...ตึงงง !!//เสียงเคลื่อนทัพของทหารฝ่ายป้องกันกว่าสามพันนายได้เคลื่อนตัวออกมาจากป้อมปราการเมืองจินเฟิง ด้วยความพร้อมเพรียงอาวุธและชุดเกราะของพวกเขา ล้วนสวมใส่เต็มยศ ชุดสีขาวทอง สัญลักษณ์ของเมืองจินเฟิงค่อย ๆ จัดขบวนแนวป้องกันไว้ที่ด้านหน้ากำแพง จนเป็นแถวยาว หากแต่ว่า
“ปังงงงงง กึง กึง กึง!!” ประตูที่เปิดเอาไว้สุดท้ายปิดตัวลง
“ทหารใหม่คนไหน ... คิดหนีทัพให้หัวหน้าหมู่ฆ่า
หัวหน้าหมู่ขัดขืน ก็ให้หัวหน้ากล่าฆ่า
หัวหน้ากลุ่มขัดขืน ไม่สู้อย่างเต็มที่ข้าจะเป็นคนลงไปปลิดชีวิตของพวกมันเอง จงกำจัดศัตรูเพื่อเซ่นสังเวยให้กับเมืองจินเฟิงของเรา”
เป็นคำปลุกใจที่โหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก สำหรับทหารจำนวนสามพันนายต่างมองหน้ากันพวกเขารู้ดีว่าคำพูดของเฟิ่งหยูที่พูดออกมาเมื่อครู่นั้นเป็นเรื่องจริงไม่ใช่คำขู่ ที่ตั้งใจหลอกพวกเขาให้กลัวอย่างแน่นอน
“ทหารกองที่หนี่ง กองที่สองให้อยู่ในระนาบเดียวกับแนวป้องกัน”
“ตึง ตึง ตึง !!”
ทหารที่ได้รับการฝึกอบรมมาตลอดกว่าสามพันคน เดินหน้าขึ้นจัดแนวขบวนตามคำสั่งก่อนที่ขณะนั้นเองกองกำลังฝ่ายตระกูลเซียวก็ได้ยกขบวนบุกเข้าใส่ทันที
แผนการรบที่ไร้ระเบียบของฝ่ายตระกูลเซียวหวังสร้างความชุลมุนได้พุ่งชนเข้าใส่แนวป้องกันของทหารรักษาเมืองจินเฟิงจนมั่วไปหมดหากแต่ว่า.... !!
“นักธนูเตรียมตัวเล็งทำมุมเก้าสิบองศา พลหอกอัดกระแทกศัตรูให้กระเด็นออกไป”
คำสั่งต่าง ๆถูกปฏิบัติตามแผนแบบไม่มีผิดเพี้ยน นักธนูโปรยพรมฝนธนูใส่ตามองศาที่หัวหน้ากลุ่มได้เป็นคนสั่งเข้าเป้าบ้าง ไม่เข้าเป้าบ้าง ก็ไม่เป็นไรคำสั่งพวกนี้แม่จะสามารถคร่าชีวิตกองกำลังฝ่ายตระกูลเซียวไปได้เพียงเล็กน้อยแต่หัวหน้ากลุ่มที่เป็นคนบัญชาศึกด้วยตนเองกลับไม่สนใจต่อผลลัพธ์เลยแม้แต่น้อยเขายังคงยืนกรานคำสั่งแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
“พลหอกและโล่สลับตัว เปลี่ยนให้กลุ่มนักดาบขึ้นทำหน้าที่จัดการศัตรูจัดการศัตรู 1 คน แล้วถอยกลับเข้าแนวรบตามเดิม”
การจัดการแนวรบแบบมีระบบระเบียบเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ผู้สั่งการไม่มีความเข้าใจในรูปแบบตำแหน่งการรบ ดีละก็ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อรูปแบบการรบไปเลย
ทั้งหมดนี้คือผลจากการฝึกตลอดระยะหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของเหล่าทหารใหม่พวกเขาต่างถูกฝึกให้รับคำสั่งและเปลี่ยนรูปแบบซ้ำไปซ้ำมาจนเกิดความเคยชินทันทีที่หัวหน้ากลุ่มผู้บัญชาการศึกสั่งการขบวนทัพก็ขานรับอย่างพร้อมเพียงโดยทันทีความเคยชินและความเรียบง่ายที่สั่งจากผู้บัญชาการกลุ่ม
ด้วยคำสั่งที่ง่ายแสนง่ายเพียงนี้มีหรือเหล่าทหารใหม่ที่ถูกฝึกมาทั้งเดือนจะไม่สามารถทำได้ อย่าว่าระดับสูงหรือระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดไหนลำพังคำสั่งที่ถือเป็นพื้นฐานเช่นนี้ไม่นานทหารใหม่ก็สามารถเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่งได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก
“ระดมเพลิง”
สิ้นเสียงคำสั่งของผู้บัญชาการกลุ่ม เหล่านักธนูหลายพันคนเตรียมตัวธนูเพลิงนับพันขึ้นสายพร้อมรอคำสั่ง
“ทุกคนถอย หนี... !!”
เซียวจินเฟยมองเห็นสถานการณ์ฝั่งตรงข้ามรีบออกคำสั่งให้ขุมกำลังล่าถอยออกมาโดยเร็ว แต่อนิจจา.... มันสายไปแล้วสะพานข้ามไปยังป้อมปราการเมืองจินเฟิงแห่งนี้มีขนาดที่คับแคบจนเกินไปไม่ว่าจะมองไปทางไหนทั้งหมดล้วนแต่กระจุกแน่นไปด้วยกลุ่มกำลังพลฝ่ายตระกูลเซียวเบียดเสียด กันจนแน่น ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าว กลายเป็นพื้นที่คอขวดจนไม่สามารถจะเดินหน้าหรือถอยหลังได้อย่างสะดวก
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้วฟิ้ว.............” ฝนห่าธนูไฟ ตกลงจากฟากฟ้าอย่างต่อเนื่อง เผาไหม้กลุ่มกองกำลังตระกูลเซียวจนมอดไหม้ตกตาย
การกวาดล้างในครั้งนี้มันช่างโหดเหี้ยมเหลือเกินกองกำลังตระกูลเซียวถูกเผาทั้งเป็น เป็นจำนวนมาก เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วเหล่าแม่ทัพและผู้บัญชาการกองทัพต่างยืนมองดูซากศพของไพร่พลฝ่ายตนเองที่ล้มตายจนตะลึงค้างอย่างไรก็ตามจำนวนคนของตระกูลเซียวทัพหน้าก็ยังเหลืออยู่อีกนับหมื่นที่พร้อมจะทำการสานต่อการบุกถล่มนี้ให้สำเร็จ
“บุก บุกเข้าไป!! ”
หลังจากที่ได้รับบทเรียนในเรื่องสมรภูมิที่คับแคบไปแล้ว เซียวอ้าวก็ไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีกแน่เขาจัดทัพและแปรสภาพการบุกขึ้นใหม่ โดยจัดกลุ่มแนวรบเป็นหัวลูกศร ให้พลโล่นำขบวนขนาบข้างกลุ่มละสองร้อยคน