ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย

    บทที่ 125 คณะเดินทางไปล่าสัตว์

    บทที่ 125 คณะเดินทางไปล่าสัตว์

     

    นินเลือกที่จะเดินทางไปร่วมงานล่าสัตว์ครั้งนี้เพียงลำพังโดยไม่ได้พาบ่าวไพร่คนสนิทคนไหนไปด้วยเลย เพราะเขาคิดในใจไว้แล้วว่า หากงานนี้ไม่สนุกหรือคุยธุระกับหลี่มู่เรียบร้อยแล้ว เขาก็จะรีบปลีกตัวกลับเรือนทันที โดยมี ‘ลุงย้อย’ ทำหน้าที่เป็นคนขับรถม้าให้เหมือนเช่นเคยเขากระโดดขึ้นรถม้าพบว่าเป็นลุงย้อยนินเลยแปลกใจ

    “อ้าวลุง... แล้วที่ใครจะขับรถม้าให้พ่อตาผมเนี่ย?” นินเอ่ยถามพลางชะโงกหน้าออกมาดู

    ลุงย้อยหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “คนจากกรมผู้ตรวจการสิขอรับท่านขุน”

    นินขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความสงสัยหรือว่าจะม่ีคดีใหญ่อะไรถึงมีการเคลื่อนไหวใหญ่อะไร “มีเรื่องอะไรผิดปกติหรือเปล่าลุง?”

    ลุงย้อยส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเล่าเรื่องที่ตนเพิ่งได้ยินมาให้ฟัง “อ้อ... เห็นเขาซุบซิบกันว่าที่บ้านของพระยาพิเชษฐ์เกิดเรื่องน่ะขอรับ ตอนนี้คุณหญิงกับลูกสาวเดินทางออกจากพระนครไปแล้ว ดูท่าอาการคนป่วยคงจะไม่รอดแล้วล่ะกระมัง”

    “ใครเป็นอะไรหรือลุง?” นินถามต่อ

    “แม่ของท่านพระยาพิเชษฐ์น่ะสิขอรับ เห็นว่าป่วยกระเสาะกระแสะมานานแล้ว ครั้งนี้อาการคงหนักหนาจนต้องรีบเดินทางไปดูใจ ขนข้าวของเครื่องใช้ติดตัวไปมากมายเชียวขอรับ”

    “ขนของไปมากมายงั้นรึ...” นินพึมพำกับตัวเอง ชายหนุ่มยกนิ้วขึ้นสีคางไปมาลอบใช้ความคิด แต่สุดท้ายก็ปัดความกังวลทิ้งไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของคหบดีหรือขุนนางสมัยนี้เวลาเดินทางไกล “งั้นไอ้แผนกับพระยาพิเชษฐ์ได้เดินทางกลับไปด้วยไหมลุง?”

    ลุงย้อยส่ายหน้า “เปล่าเลยขอรับ เห็นว่าจะตามไปทีหลัง ยามนี้คงยังมีราชการค้างคาที่ต้องจัดการให้เสร็จอยู่กระมังอ้อครั้งนี่ก็ตามขบวนเรามาด้วยขอรับ”

    นินพยักหน้ารับพลางเบ้ปาก “บ้าจริง... ฉันล่ะไม่อยากเจอหน้าสองพ่อลูกนั่นในงานนี้เลยพับผ่าสิ”

    เมื่อรถม้าเคลื่อนมาถึงประตูเมืองทางทิศตะวันออก นินถึงกับหน้ากระตุกทึ่งกับภาพตรงหน้า เพราะมีขบวนรถม้าของเหล่าขุนนางและข้าราชบริพารจอดเรียงรายเป็นแถวยาวเหยียดจนมองไม่เห็นหางแถว

    “ขนกันมาไปขนาดนี้... ในป่าจะยังมีสัตว์เหลือให้ล่าอยู่ไหมเนี่ยลุง?” นินบ่นอุบ

    ลุงย้อยหัวเราะแห้ง ๆ “งานนี้เราต้องจอดรถม้ากันที่ตีนเขาขอรับท่านขุน จากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นไปบนเขาโน่น ถึงจะเข้าสู่เขตป่าล่าสัตว์ที่แท้จริง”

    “แล้วที่นั่นสวยไหมลุง?” นินเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

    ลุงย้อยยิ้มแห้งยิ่งกว่าเดิม “กระผมก็ยังไม่เคยขึ้นไปเลยขอรับ” ทำเอาขุนนางหนุ่มถึงกับสำลักคำพูด นิ่งอึ้งพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

    นินจึงบอกให้ลุงย้อยบังคับรถม้าแซงขึ้นไปด้านหน้าเพื่อหวังจะไปร่วมขบวนพร้อมกับท่านเจ้าคุณ ทว่าเมื่อไปถึงกลับพบว่าท่านเจ้าคุณได้นำกำลังทหารล่วงหน้าเข้าไปในเขตล่าสัตว์ตั้งนานแล้ว เนื่องจากต้องไปเคลียร์พื้นที่และวางกำลังอารักขาอย่างเข้มงวด เพราะเกรงว่าอาจจะมีพวกสายลับต่างชาติแฝงตัวเข้ามาทำร้ายเชื้อพระวงศ์หรือคณะทูตได้ การชวดเจอคนคุ้นเคยทำให้นินรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย

    ในระหว่างที่กำลังเดินเท้าปะปนไปกับกลุ่มขุนนางเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ นินก็ได้ยินเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบแว่วมาตามลมเป็นระยะ หัวข้อที่พวกขุนนางเฒ่ากำลังพูดถึงกันอยู่ยามนี้ คือเรื่องพระบรมราชโองการแต่งตั้งนินให้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการรถไฟที่ขุนหลวงเพิ่งจะประกาศออกมาสด ๆ ร้อน ๆ

    “อะไรจะรวดเร็วปานนี้...” นินอุทานเบา ๆ เขาแอบตกใจในความมือไวใจเร็วของขุนหลวง ที่เพิ่งคุยกันจบในวังไปหยก ๆ ก็สั่งประกาศแต่งตั้งเขาเป็นเจ้ากรมทันทีแบบไม่รีรอให้เสียเวลาเลยสักวัน

    ทว่าหลังจากตั้งใจฟังคำนินทาว่าร้ายของพวกขุนนางรอบข้างที่พากันหัวเราะเยาะเย้ย และมองว่าเขาได้ตำแหน่ง ‘เจ้ากรมรถไฟ’ ที่ไม่มีอยู่จริง เป็นแค่ตำแหน่งลอย ๆ ที่ขุนหลวงตั้งขึ้นมาหลอกเด็ก นินก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร ชายหนุ่มกลับยกยิ้มมุมปาก แววตาฉายประกายเจ้าเล่ห์

    ‘ไอ้พวกโง่... หัวเราะกันเข้าไปเถอะ รอให้ฉันสร้างสถานีรถไฟและวางรางเชื่อมหัวเมืองเสร็จเรียบร้อยก่อนเถอะ ถึงเวลานั้นฉันจะดูซิว่าพวกแกยังจะหัวเราะเยาะฉันแบบนี้ได้อีกไหม’

    นินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงจำนวนเงินและขุมทรัพย์มหาศาลที่จะไหลเข้ากระเป๋าตัวเองในอนาคต ความขุ่นมัวในใจมลายหายไปสิ้น

    เส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังเขตล่าสัตว์บนภูเขานั้นค่อนข้างคดเคี้ยวและลาดชัน ทว่าทัศนียภาพสองข้างทางกลับงดงามตระการตาเป็นอย่างยิ่ง รอบกายเต็มไปด้วยทิวเขาสูงสลับซับซ้อน ต้นไม้ใหญ่น้อยเขียวขจีร่มรื่น และเมื่อมองฝ่าสายหมอกจาง ๆ ไปยังหน้าผาที่อยู่ไกลออกไป ก็จะเห็นสายน้ำตกขนาดใหญ่กำลังไหลบ่าตกลงมาจากยอดผาสูงชัน ส่งประกายละอองน้ำสะท้อนแสงแดดงดงามราวกับภาพวาด

    ช่างเป็นบรรยากาศที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเสียจริง.

    สำหรับเขตล่าสัตว์หลวงแห่งนี้ ตั้งอยู่บนป่าเขาสูงชันห่างไกลจากตัวเมืองหลวง หากจะเดินทางให้ถึงจุดหมายต้องใช้เวลาวิ่งรถม้าหนึ่งวันเต็ม ๆ ขบวนเดินทางขนาดใหญ่ของเหล่าขุนนางจึงเคลื่อนตัวไปอย่างไม่เร่งรีบนัก

    เมื่อพ้นจากเขตชานเมืองที่ปูถนนด้วยอิฐเรียบกริบ ทางข้างหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นดินลูกรังและหลุมบ่อตามธรรมชาติ ทำเอาความนุ่มสบายหายวับไปในพริบตา นินที่นั่งอยู่บนรถม้าถึงกับหัวสั่นหัวคลอน ตัวโยกไปมาจนหน้ามุ่ย

    “พับผ่าสิ... เอารถยนต์ออกมาวิ่งเลยดีไหมเนี่ย ท้องไส้ฉันปั่นป่วนไปหมดแล้วลุง” นินชะโงกหน้าไปบ่นอุบกับคนขับ

    ลุงย้อยหัวเราะลั่นพลางสะบัดบังเหียน “ท่านขุนยังไม่ชินอีกหรือขอรับ? เส้นทางแค่นี้ยังถือว่าจิ๊บๆ หากวันข้างหน้าท่านต้องไปราชการต่างเมืองเพื่อตรวจมาตรฐานโรงเรียนต่างเมืองจะทำอย่างไร แย่ยิ่งกว่านี้หลายเท่านักนะขอรับ”

    นินกลอกตามองบน “ใครจะไปชินกันง่าย ๆ เล่า... เพราะอย่างนี้ไงผมถึงไม่อยากออกนอกเมืองหลวงเลยลุง” ชายหนุ่มบ่นพลางเอามือกุมขมับ ในใจเริ่มคิดวางแผนว่าพอกลับไปคราวนี้ ต้องแวะไปคุยกับโรงงานประกอบรถม้าเพื่อสั่งทำระบบช่วงล่างล้อแบบใหม่ที่ซับแรงกระแทกได้ดีกว่านี้เสียแล้ว

    ขบวนข้าราชบริพารเดินทางรอนแรมมาจนถึงช่วงเที่ยงวัน หัวหน้าขบวนจึงสั่งให้หยุดชั่วคราวเพื่อทานอาหารกลางวัน นินกระโดดลงจากรถม้าพลางยืดเส้นยืดสาย สายตาคอยสอดส่องหา ‘หลี่มู่’ หวังจะเข้าไปชวนคุยเรื่องลับ แต่ทว่ารอบกายของพวกทูตชาวจีนกลับเต็มไปด้วยขุนนางเฒ่าคอยห้อมล้อมโดยเฉพาะหมื่นเทพประจบประแจงจนแน่นขนัด นินเห็นว่าไม่สะดวกจะคุยเรื่องสำคัญ จึงเปลี่ยนเป้าหมายเดินเลี่ยงไปยังกลุ่มของ ‘หมอวิล’ และคณะมิชชันนารีชาวตะวันตกแทน

    “สวัสดีครับทุกท่าน ทานกลางวันกันหรือยังครับ” นินเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม

    เมื่อหมอวิลและคนอื่น ๆ หันมาเห็นนิน ต่างก็แสดงท่าทีต้อนรับด้วยความยินดีอย่างยิ่ง นินจัดการทรุดตัวลงนั่งร่วมวง ก่อนจะเปิดปิ่นโตเถาใหญ่ที่เตรียมมาจากเรือนเพื่อแบ่งปันอาหาร นินส่งกับข้าวไทยกลิ่นหอมฉุยให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ซึ่งเพียงแค่ตักเข้าปากคำแรก บรรดาฝรั่งตาน้ำข้าวต่างพากันเบิกตาโพลงชมเปาะไม่ขาดปาก

    “โอ้! อาหารไทยนี่รสชาติดีและอร่อยมากจริง ๆ มิสเตอร์นิน” หมอวิลกล่าวชม

    นินหัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจ “ถ้าอย่างนั้นลองชิมนี่ดูครับคุณโทมัส กุ้งแม่น้ำเผาตัวโต ๆ ว่าที่เมียผมจัดแจงย่างและแพ็กมาให้จากเรือนเลยนะ”

    ‘โทมัส’ และคนในกลุ่มตักกุ้งเผาเนื้อเด้งราดด้วยน้ำจิ้มสีเขียวจัดจ้านเข้าปาก ทันใดนั้นทุกคนตาเป็นประกายวาวโรจน์ โทมัสอุทานออกมาทันที “ไอ้เครื่องจิ้มรสเผ็ดเปรี้ยวหวานแบบนี้มันแปลกใหม่มาก แต่มันช่างเข้ากันได้ดีกับเนื้อกุ้งอย่างเหลือเชื่อเลย!”

    นินยิ้มกว้าง “ที่สยามเขาเรียกว่า ‘น้ำจิ้มซีฟู้ด’ ครับ”

    ทุกคนทำหน้าประหลาดใจ หมอวิลถามขึ้นทันควัน “ซีฟู้ด? นั่นมันคำภาษาอังกฤษไม่ใช่หรือ”

    นินพยักหน้ารับ “ใช่ครับภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าคำนี้มันอธิบายความหมายได้กว้างและเข้าใจง่ายดี เพราะน้ำจิ้มสูตรนี้เอาไปจิ้มกินกับอาหารทะเลชนิดไหนก็อร่อยเด็ดสารพัดครับ”

    ‘บรูซ แฮมิลตัน’ หรือที่ทุกคนเรียกสั้น ๆ ว่า บรูซ ชายหนุ่มวัย 30 ปี รูปร่างผอมเพรียว ผู้มีตำแหน่งเป็นวิศวกรเคมีและหัวหน้าฝ่ายเทคนิคประจำคณะทูต เอ่ยปากชมพร้อมรอยยิ้ม “นายตั้งชื่อได้ชาญฉลาดและล้ำยุคมากน้องชาย”

    นินยิ้มรับแล้วกล่าว"หลังกลับจากล่าสัตว์เราจะมีการจัดงานอาหารประจำปีมีการแข่งทำอาหารด้วยทุกท่านรอชิมได้เลย"ทุกคนตื่นเต้นขั้นมานินชวนคุยไปเรื่องแล้วพาเข้าเรื่องที่เขาอยากรู้ “จริงสิครับ... ตอนนี้วิทยาการในประเทศของพวกคุณก้าวหน้าไปถึงไหนกันแล้วหรือครับ พอจะเล่าให้ฟังเป็นวิทยาทานได้ไหม”

    ฝรั่งทั้งสามคนสบตากันแล้วยิ้มออกมา บรูซเอ่ยตอบออกมาอย่างเปิดเผยและไม่ได้ปิดบังข้อมูลอะไร นั่นเป็นเพราะลึก ๆ แล้วพวกเขายังคงมีความคิดเชื่อมั่นว่า ประเทศสยามอันห่างไกลแห่งนี้ไม่มีทางพัฒนาเทคโนโลยีตามประเทศมหาอำนาจของพวกเขาได้ทันอยู่แล้ว

    “พวกเราในตอนนี้กำลังระดมสมองสร้าง ‘รถยนต์’ ที่สามารถวิ่งได้เองด้วยพลังงานขับเคลื่อนอยู่ไงล่ะ” บรูซกล่าว

    นินแสร้งทำหน้ากรุ้มกริ่ม ตื่นเต้นปนสงสัยแล้วถามหยั่งเชิง “โอ้โห... แล้วตอนนี้สร้างสำเร็จหรือยังครับ?”

    ทั้งสามคนส่ายหน้าพร้อมกัน โทมัสหัวเราะเบา ๆ “ยังอีกไกลเลยล่ะ ยามนี้พวกเรายังไม่สามารถออกแบบเครื่องจักรและระบบกลไกได้อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลย”

    ได้ยินดังนั้น นินถึงกับแอบปาดเหงื่อในใจลึก ๆ ‘ดีนะที่ฉันชิงตัดหน้าเสนอเรื่องรถไฟให้ขุนหลวงไปก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นเสร็จพวกฝรั่งแน่... เห็นทีกลับไปต้องเริ่มลงมือจริงจัง แอบใช้สูตรโกงเร่งงานหน่อย อย่างน้อยไม่เกิน 2 ปี ต้องทำทุกอย่างให้เสร็จสมบูรณ์!’

    “ฟังดูน่าทึ่งและมหัศจรรย์มากเลยนะครับ” นินแกล้งทำเป็นยกยอ “ว่าแต่มันจะใช้พลังงานจากอะไรขับเคลื่อนงั้นหรือครับ?”

    บรูซหัวเราะร่าพลางโบกมือ “เรื่องรายละเอียดลึก ๆ นี้ฉันเองก็ตอบไม่ได้หรอกนะ เพราะมันอยู่คนละสายงานกับฉันน่ะสิ”

    นินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะเบนเข็มความสนใจไปที่วัสดุศาสตร์ “ว่าแต่... พวกท่านคิดค้น ‘พลาสติก’ ขึ้นมาได้อย่างไรกันครับ? ฉันได้เห็นตัวอย่างชิ้นงานแล้ว ขอบอกเลยว่าสิ่งนี้สามารถนำไปต่อยอดในระบบอุตสาหกรรมได้หลากหลายชนิดมาก ๆ เลยนะ”

    โทมัสนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองนินด้วยสายตาชื่นชมและทึ่งในวิสัยทัศน์ “นายเก่งและตาคมมากนะนิน ที่มองออกว่าวัสดุชิ้นนี้มีศักยภาพในการพัฒนาสูงขนาดนั้น ทางประเทศของพวกเราได้ตั้งสถาบันวิจัยขึ้นมาหลายสาขาเลยล่ะ ส่วนพลาสติกชนิดที่นายเห็นเนี่ย เป็นผลงานการคิดค้นของท่าน ‘ลีโอ เบคแลนด์’ (Leo Baekeland) น่ะ”

    นินได้ฟังถึงกับตาโตอ้าปากค้างในใจ ‘เชี่ยเอ้ย... นี่มันตรงตามประวัติศาสตร์โลกเดิมของฉันเป๊ะ ๆ เลยนี่หว่า! แค่ไทม์ไลน์และเวลามันเคลื่อนสลับมาโผล่ในยุคนี้เฉย ๆ!’

    ชายหนุ่มชวนคุยและสืบสาวราวเรื่องต่ออีกสองสามเรื่องจนกระทั่งหมดเวลาพักเที่ยง การสนทนากลางป่าครั้งนี้ทำให้นินจับจุดและสืบรู้ข้อมูลวงในของฝั่งตะวันตกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องที่พวกฝรั่งสามารถสร้างและพัฒนาเครื่องจักรกลหน้าตาแปลก ๆ ที่น่าสนใจขึ้นมาได้หลายชนิดแล้ว เมื่อทานอาหารเรียบร้อยแล้วนินและคณะเดินทางก็ออกเดินทางต่อระหว่างทางเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างบอกไม่ถูก

    ตัดกลับมาทางด้านขบวนรถม้าหรูหราคันโตที่เคลื่อนตัวอยู่บริเวณแถวหน้าของกองทัพข้าราชบริพาร ยามนี้ภายในห้องโดยสารปิดมิดชิด มีเพียงสองพ่อลูกต่างวัยอย่าง ‘พระยาพิเชษฐ์’ และ ‘หมื่นแผน’ นั่งเผชิญหน้ากัน บรรยากาศรอบตัวของทั้งคู่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและเงียบงัน ผิดกับความรื่นเริงของงานเทศกาลล่าสัตว์ด้านนอกอย่างสิ้นเชิง

    หมื่นแผนเลิกผ้าม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นเล็กน้อย สอดส่องสายตามองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่ารอบข้างมีเพียงเสียงเกือกม้าและทหารองครักษ์ที่อยู่ห่างออกไป จึงละมือลงแล้วหันไปหาผู้เป็นบิดาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

    “คุณพ่อขอรับ... ทางฝั่งของคุณแม่และน้องหญิงเดินทางพ้นเขตพระนครไปไกลแล้ว บ่าวสายสืบที่ตามไปส่งข่าวว่าทุกอย่างราบรื่นดีขอรับ”

    พระยาพิเชษฐ์พยักหน้าช้า ๆ นัยน์ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ฉายแววดุดัน “ดี... ลำเลียงข้าวของเงินทองและถอนคนของเราออกไปให้หมด ในเมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพแล้ว ยามนี้ก็เหลือแค่เรื่องทางนี้เท่านั้น”

    หมื่นแผนยกยิ้มเหี้ยม แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น “แล้วเรื่อง ‘เวลา’ เล่าขอรับคุณพ่อ เราจะเริ่มลงมือกันยามไหนดี คืนนี้เลยหรือไม่ขอรับ?”

    พระยาพิเชษฐ์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง กำลังคำนวณบางอย่างในใจ ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ และเอ่ยเสียงเรียบต่ำทว่าทรงพลัง

    “ยังก่อน... คืนนี้พวกมันเพิ่งไปถึงตีนเขา ทหารยามยังตื่นตัวและเข้มงวดเกินไป ปล่อยให้พวกมันฉลองและล่าสัตว์ป่ากันให้สบายใจไปก่อนหนึ่งวันเต็ม ๆ รอจนถึง ‘คืนวันพรุ่งนี้’ ยามที่พวกมันทุกคนเหนื่อยล้าจากการล่าสัตว์ป่ามาทั้งวัน และพากันดื่มด่ำร่ำสุราจนไร้การระแวดระวัง ยามนั้นแหละคือเวลาลงมือที่ดีที่สุด”

    “คืนวันพรุ่งนี้งั้นรึขอรับ... ช่างเป็นเวลาที่เหมาะเจาะยิ่งนัก” หมื่นแผนหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ

    “คืนวันพรุ่งนี้ สั่งคนของเราเตรียมตัวให้พร้อม ลงมือให้เฉียบขาดและเงียบเชียบที่สุด อย่าให้พวกมันรู้ตัวล่วงหน้าเด็ดขาด” พระยาพิเชษฐ์กำไม้เท้าในมือแน่น สายตาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างมุ่งตรงไปยังยอดเขาสูงชันที่อยู่ไกลลิบ

    สองพ่อลูกไม่ได้เอ่ยปากพูดออกมาตรง ๆ ว่าแผนการร้ายที่พวกตนกำลังจะลงมือนั้นคือสิ่งใด ทว่ารอยยิ้มอัปมงคลที่ปรากฏบนใบหน้าของทั้งคู่ ย่อมบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า... ทันทีที่ราตรีของวันพรุ่งนี้มาเยือน แผ่นดินป่าแห่งนี้จะต้องนองไปด้วยโลหิตอย่างแน่นอน!…