
ไกอัส ดอว์น ทากัสและอัลเบิร์ตหารือกันโดยมีแคเรนยืนฟังอยู่ด้วยท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวายเพราะแผนการของอาณาจักรครอสวูดที่ส่งทหารอมตะเข้ามาแทรกซึมในเมืองโซน่าไกอัสใช้ความคิดก่อนกล่าวขึ้น
“ถ้างั้นข้ากับดอว์นจะไปดูที่โกดังท่าเรือพอตโต”เขาหันไปบอกทากัส “ท่านกับอัลเบิร์ตไปช่วยท่านเอเคอร์เถอะ มีแค่ยาพิษสลายตราพันธะของอัลเบิร์ตที่จะสังหารพวกทหารอมตะชุดนี้ได้”
“แล้วพวกท่านล่ะ มีวิธีจัดการแมลงมรณะแล้วหรือ”
ไกอัสสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะกล่าวตอบ“เอาไว้ไปหาทางที่นั่นก็แล้วกัน พวกเจ้ารีบไปเถอะ”
“แล้วจะให้ข้าไปกับฝั่งไหน”
แคเรนที่ยืนเงียบอยู่นานถามแทรกขึ้นบ้าง แต่ไกอัสรีบร้องห้าม
“ท่านหญิงต้องอยู่ที่นี่ครับ ข้างนอกอันตรายเกินไป”
“แต่พลังของข้าน่าจะช่วยพวกเจ้าได้บ้าง”
“ถ้าอยากช่วยจริงๆ ท่านอยู่ปกป้องเมืองโซน่าที่นี่เถอะ เผื่อว่าศัตรูจะบุกมาทางกำแพงเมืองแทน”
อัลเบิร์ตกล่าวเสริมเห็นด้วยกับความคิดของไกอัสเขาหยิบขวดยาพิษสลายตราพันธะจากกระเป๋าหนังที่เหน็บติดเข็มขัดเอาไว้ขึ้นมาแจกจ่ายให้ทุกคนเขาอธิบาย
“อย่าลืมนะยาพิษสลายตราพันธะจะได้ผลก็ต่อเมื่อแทงถูกใกล้กับบริเวณที่พลังของพันธะอาคมทำงานอยู่อาจจะเป็นจุดเส้นเลือดใกล้กับตราพันธะซึ่งใช้ลำเลียงพลังหรือจะแทงเข้าที่ผลึกคอร์กัสโดยตรงก็ได้”
“ขอบใจ”
ไกอัสกล่าวตอบอัลเบิร์ตก่อนหันไปมองหน้าดอว์น ซึ่งดอว์นก็พยักหน้ารับรู้ก่อนที่ทั้งคู่จะวิ่งลงบันไดออกจากกำแพงเมืองไปทหารยามซึ่งคอยเฝ้าประตูเมืองอยู่ได้รับคำสั่งจากทากัสให้คอยอำนวยความสะดวกให้พวกไกอัสจึงจัดม้าสองตัวเพื่อให้ไกอัสกับดอว์นควบม้าวิ่งตรงไปทางท่าเรือพอตโต
ท่าเรือพอตโตตั้งอยู่ห่างจากกำแพงเมืองราวยี่สิบกิโลเมตรติดกับแม่น้ำอควาเลสซึ่งคั่นกลางระหว่างชายแดนอาณาจักรลอฟท์เรียและชายแดนอาณาจักรครอสวูด คฤหาสน์ของตระกูลสตรองวอลล์ตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง อยู่กึ่งกลางระหว่างกำแพงเมืองและท่าเรือพอตโต
เมื่อมาถึงท่าเรือ ทหารยามเปิดประตูให้ไกอัสและดอว์นผ่านเข้ากำแพงปูนซึ่งล้อมรอบโกดังท่าเรือเอาไว้ทหารสองนายขี่ม้านำทั้งคู่วิ่งผ่านโกดังเกือบยี่สิบหลังที่ตั้งเป็นแนวชิดกันอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจนมาถึงโกดังที่ถูกปิดลงกลอนด้วยกุญแจซึ่งเป็นสถานที่ที่พบแมลงมรณะ
ดอว์นลองแนบหูเข้ากับประตูซึ่งเป็นส่วนเดียวที่สร้างจากไม้จึงไม่หนาเท่ากำแพงส่วนอื่นดอว์นได้ยินเพียงเสียงแมลงตีปีก แต่ไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากคนที่อยู่ข้างในจึงคาดเดาได้ว่าไม่มีผู้รอดชีวิตแล้วเขาหันไปคุยกับไกอัส
“เราคงต้องเปิดเข้าไป”
“จะเปิดโดยไม่มีอะไรป้องกันตัวไม่ได้” ไกอัสรีบร้องห้าม“เจ้าว่าถ้าใช้ไฟ แมลงจะกลัวหรือไม่”
“มีแมลงเป็นฝูง ใช้ไฟน้อยคงไม่ได้ผล”
“แล้วจะเผาโกดังเลยมั้ยล่ะ”
ดอว์นเลิกคิ้วเริ่มใช้ความคิดหนักขึ้นก่อนกล่าวตอบ
“ถ้าเผา สินค้าของชาวเมืองก็วอดหมดท่านรับผิดชอบไหวมั้ยล่ะ”
“แค่เงินชดใช้ไม่เท่าไรหรอกแต่กลัวจะควบคุมเพลิงไม่อยู่น่ะสิ”
“หรือจะถือคบไฟเข้าไปดูสถานการณ์ก่อน”
“ปัญหาคือพวกมันเป็นแมลง ไม่รู้ว่าอยู่กระจายขนาดไหนถ้าเข้าไปแล้วมันบินจู่โจมใส่เราคงไม่ดีแน่”
“ที่จริงอาหารของพวกมันคือเลือดหรือเราจะใช้เลือดล่อดี” ดอว์นออกความเห็นทำให้ไกอัสสีหน้าเครียดลง เขาเริ่มคิดหาทางอื่น
“เลือดหรือ ใช้เลือดสัตว์ได้มั้ยล่ะ”
“ที่จริงตอนอยู่สุสานออร์คิด ข้าเห็นมันกินเลือดศพเป็นอาหารขอแค่เป็นเลือดก็น่าจะใช้ได้ล่ะมั้ง”
ไกอัสมองดูสีหน้าไม่มั่นใจของดอว์นทำให้ยิ่งเครียดจัดแต่เขาเหลือทางเลือกไม่มากนักจึงออกคำสั่งให้ทหารไปฆ่าม้าตัวหนึ่งไม่นานนักดอว์นก็มองตามทหารยามที่หามเอาศพม้ามาวางลงตรงหน้าไกอัส ไกอัสกำลังจะใช้ดาบเฉือนเปิดแผลบริเวณคอให้กว้างขึ้นดอว์นเหมือนจะนึกบางอย่างได้ เขารีบร้องห้ามก่อนหันไปสั่งการทหาร
“เดี๋ยวๆ ช่วยรวบรวมเศษโลหะมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ได้มั้ย”
ไกอัสเหลือบมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจพลางถามขึ้น“มีแผนหรือ”
“ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะได้ผลมั้ย แต่ก็น่าลองดู”
“พวกเศษโลหะที่เหลือจากรถเข็นที่ลานว่างกับอาวุธในกองทัพของตระกูลสตรองวอลล์น่าจะพอนะ”
ไม่นานนักเหล่าทหารก็ช่วยกันขนเศษโลหะรูปทรงต่างๆที่เก็บรวบรวมจากลานว่างและอาวุธที่ชำรุดแล้วจำนวนมากมาวางกองลงตรงหน้าดอว์น เขาหันไปบอกไกอัส
“ท่านช่วยเฉือนแผลบนคอม้าให้กว้างขึ้นหน่อย”
ไกอัสนิ่วหน้าแต่ก็ยอมทำตามในขณะที่ดอว์นสลายแร่โลหะให้กลายเป็นของเหลวไหลเข้าไปปะปนกับเลือดในศพของม้าก่อนควบคุมโลหะในตัวมันให้ลอยขึ้นส่งศพของมันเข้าไปในโกดังซึ่งทหารยามรีบแง้มประตูอ้าออกหลังจากศพม้าหายเข้าไปในโกดังพวกทหารก็รีบปิดประตูล็อกกุญแจอย่างรวดเร็วดอว์นหันมาคุยกับไกอัส
“ถ้าแมลงกินเลือดในศพม้าโลหะเหลวจะเข้าไปอยู่ในตัวพวกมันทำให้ข้าควบคุมมันได้”
“เจ้านี่มันน่ากลัวกว่าที่คิดนะ”
“ก็แมลงพวกนั้นมันสยองนี่ คาร์ลบอกว่าพิษของมันกัดกร่อนได้ทั้งร่างเนื้อและอวัยวะภายในข้าก็ต้องหาวิธีปลอดภัยไว้ก่อนสิ”
“เอาไว้รอดูผลลัพธ์ก็แล้วกัน”
ไกอัสกับดอว์นรออยู่ครู่ใหญ่นัยน์ตาของดอว์นจึงเปลี่ยนเป็นสีทับทิมเข้มเขากำลังควบคุมโลหะวิสทานัมพลางหันไปบอกไกอัส
“เปิดประตูเถอะ น่าจะปลอดภัยแล้ว”
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในโกดังพวกเขาเห็นกองเลือดที่แห้งเกรอะอยู่บนพื้น มีแมลงสีดำตัวเท่าเล็บมือนอนตายเกลื่อนกลาดอยู่รอบๆศพม้าที่พึ่งถูกส่งเข้ามา เนื้อเยื่อบางส่วนของศพละลายเหลือแต่กระดูก
“ไม่น่าเชื่อว่ามันจะกินเร็วขนาดนี้”
ดอว์นมองดูพวกแมลงจำนวนมากที่นอนนิ่งอยู่ในศพของม้าพลางกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอในขณะที่ไกอัสมองดูสถานการณ์รอบข้างอย่างระแวดระวังเมื่อเห็นศพม้าขยับไม่ได้และแมลงก็ไม่มีทีท่าว่าจะบินขึ้นมาได้อีกเขาก็ลงนั่งชันเข่าเพื่อสำรวจกองเลือดที่แห้งผาดบนพื้น
“กองนั้นน่าจะเป็นเลือดของศพทหารที่ถูกแมลงจู่โจมตอนฟันใส่ทหารอมตะน่ะคงถูกพิษของแมลงกร่อนเลยเหลือแต่กองเลือด”
“แล้วพวกแมลงตายหมดแล้วหรือ”
“ข้าแค่ทำให้โลหะมีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้นพวกมันก็เลยบินไมได้ ทิ้งไว้ไม่ให้อาหารสักสองสามวันก็น่าจะตายหมดแล้วมั้งตะกละขนาดนี้”
“ยังไงก็ต้องระวังตัวไว้ ได้ยินว่าทหารอมตะมีสองคนนี่...”
ไกอัสพูดยังไม่ทันจบประโยคเงาสีดำร่างหนึ่งก็เดินออกจากมุมมืดของโกดังด้านหลังเขาร่างกายส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าอย่างแขนและใบหน้าซีดขาวจนมองเห็นเด่นชัดในความมืดดวงตาของเขามีประกายสีม่วงอมดำบ่งบอกชัดเจนว่าเขาคือทหารอมตะ แต่ท่าเดินโซซัดโซเซเหมือนคนไร้เรี่ยวแรงดวงตาเหม่อลอยไม่ได้มองไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน ดอว์นเบิกตากว้างรีบร้องเตือนไกอัส
“ท่านระวังข้างหลัง มีพวกมันอีกคนหนึ่ง”
ด้วยความตกใจสัญชาตญาณทำให้ไกอัสบังคับดาบออกจากฝักแล้วพุ่งตรงเข้าไปหมายจะแทงทหารอมตะ แต่คมดาบกลับสลายกลายเป็นลูกเหล็กเล็กๆร่วงกราวลงบนพื้นคาร์ลปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูโกดังก่อนเดินผ่านหน้าไกอัสกับดอว์น ในมือถือขวดแก้วใส่ของเหลวสีแดงเข้มราวกับใบของต้นเมริสโต