บทที่17
ผู้บ่มเพาะิญญา
เซี่ยอันอวี่เผยยิ้มบาง ๆก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความภาคภูมิใจ “ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือ ว่าข้ามีความสามารถด้านการเพาะปลูกอยู่บ้าง”
หนานกงจิ่นอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยดวงตาสีเข้มจ้องมองนางราวกับ้ามองทะลุเข้าไปในหัวใจ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “อยู่บ้าง? หรือว่าเ้าเป็ผู้บ่มเพาะิญญา?”
คำพูดนั้นทำเอาเซี่ยอันอวี่ถึงกับกระพริบตาปริบๆ นางเอนศีรษะเล็กน้อย สีหน้าฉายแววงุนงงจนปิดไม่มิด “คือ…อันใดหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่ที่เห็นท่าทางของนางถึงกับมุมปากกระตุกใบหน้าที่มักสงบนิ่งเผยแววคล้ายจะหมดคำพูดอยู่ชั่วครู่ สีหน้าของเขานิ่งสนิทแต่แววตากลับฉายแววไม่อยากจะเชื่อว่าหญิงสาวตรงหน้าจะมีความสามารถด้านการเพาะปลูกอย่างที่นางกล่าวอ้างไว้ก่อนหน้า
อย่างไรก็ตามเขาก็พยายามสะกดกลั้นความสงสัย ก่อนจะเอ่ยอธิบายอย่างเรียบเรื่อย
“ผู้บ่มเพาะิญญา...คือหนึ่งในสายของผู้บ่มเพาะพลังพวกเขามีความสามารถในการหล่อเลี้ยงพืชพรรณ สมุนไพรหรือลึกไปกว่านั้นอาจรวมถึงการฝึกฝนสัตว์ิญญาพวกเขาสามารถเร่งการเติบโตของสิ่งมีชีวิตได้ด้วยพลังปราณ”
น้ำเสียงของเขานิ่งสนิททว่าน้ำเสียงมั่นคงและหนักแน่นสมกับตำแหน่งแม่ทัพ
ทว่า...เมื่อหนานกงจิ่นอวี่เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้งก็ต้องชะงัก
แววตาของเซี่ยอันอวี่ยังคงว่างเปล่า…ว่างเปล่าอย่างแท้จริงแบบที่คนฟังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย ราวกับในสมองของนางกำลังเวียนวนอยู่กับคำถามว่า “เ้าพูดอะไรของเ้าน่ะ?”
หนานกงจิ่นอวี่มองแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ ขณะเดียวกัน เซี่ยอันอวี่เองก็รู้สึกอยากทุบหน้าผากตนเองแรง ๆ ให้หายมึน
‘ให้ตายสิ…เ้าของร่างเดิมนี่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เลยสักอย่างหรือ?’นางคิดอย่างปลงตกพลางยกมือขึ้นเกาหัวเบา ๆด้วยความหงุดหงิดปนละอายใจ
แม้จะมีความสามารถที่แปลกประหลาดแต่กลับไม่มีความรู้พื้นฐานใด ๆ เลยเกี่ยวกับโลกแห่งนี้ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกโยนเข้ากองเพลิงโดยไร้แม้แต่เชือกให้จับยึด
แม้จะเห็นว่าแววตาของเซี่ยอันอวี่นั้นว่างเปล่าราวกับคนที่ไม่รู้อะไรแต่หนานกงจิ่นอวี่ก็ยังคงอธิบายต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเคร่งขรึม
“ในวิถีของผู้บ่มเพาะิญญาพวกเขานับว่าเป็หนึ่งในผู้ฝึกพลังที่หายากที่สุดแล้ว”
เขาเอ่ยพลางยกมือขึ้นประสานไว้ที่หลังเขายืนนิ่ง ท่วงท่าหนักแน่นเช่นเคยราวกับกำลังกล่าวถ้อยคำจากบันทึกในตำราที่เคยร่ำเรียนมา
“ผู้ที่สามารถเดินบนเส้นทางนี้ได้มักเป็ผู้ที่มีพร์มาั้แ่กำเนิด แม้ในหมู่ผู้ฝึกพลังนับหมื่นนับแสนจะพบผู้บ่มเพาะิญญาสักคนก็ยังถือว่ายากเย็น”
หนานกงจิ่นอวี่หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อน้ำเสียงของเขานิ่ง แต่หนักแน่นจนััได้ถึงความจริงจังในทุกคำพูด
“เพราะผู้บ่มเพาะิญญาสามารถหล่อเลี้ยงพืชสมุนไพริญญา... สามารถเปลี่ยนไร่นาแห้งแล้งให้กลายเป็ผืนดินอุดมสมบูรณ์และบางรายถึงขั้นหล่อเลี้ยงสัตว์ิญญาเพื่อใช้ในการศึกหรือค้าขายได้”
“หากเทียบกับวิถีอื่นแล้วผู้บ่มเพาะิญญาคือผู้ที่ทุกแคว้นทุกราชวงศ์ต่างอยากแย่งชิง”
เขาพูดถึงตรงนี้ดวงตาที่มักสงบของเขากลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ความสงสัยแฝงอยู่ในแววตา
เซี่ยอันอวี่ที่ยืนฟังอยู่ตรงหน้าััได้ทันทีนางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามออกมา “ท่านว่ามีสิ่งใดผิดปกติงั้นหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่เงยหน้าขึ้นชำเลืองตามองนางราวกับ้าจับเท็จ ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ข้าไม่เคยได้ยินเลยว่าแม้แต่ผู้บ่มเพาะิญญาระดับเก้าผู้ที่ถือเป็สุดยอดในวิถีนี้จะสามารถเพาะปลูกพืชพันธุ์ให้เจริญเติบโตในฮั่วโจวได้”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อเสียงเข้ม
“ถ้าหากมีผู้ใดสามารถทำเช่นนั้นได้จริงดินแดนแห่งนี้ก็คงไม่ยังคงแห้งแล้งเช่นทุกวันนี้ และคงกลายเป็สมบัติที่ทุกอาณาจักรแย่งชิงกันไปนานแล้ว”
“แต่เ้าทำได้...”
เขาหรี่ตามองนาง ใบหน้ายังคงเรียบเฉยแต่ในน้ำเสียงกลับแฝงแววระแวดระวัง
“เ้าทำได้อย่างไร?”
เซี่ยอันอวี่ที่เพิ่งฟังคำอธิบายจบลงก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ซ่านจากสายตาของหนานกงจิ่นอวี่นางกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่โดยไม่รู้ตัว ใจเต้นโครมครามอย่างควบคุมไม่อยู่
‘บ้าจริง...ข้าทำเื่ใหญ่เกินไปแล้วใช่ไหมเนี่ย’
ในที่สุดนางก็เริ่มตระหนักได้ถึงขอบเขตของสิ่งที่มู่ซานทำไว้ให้นางไม่เคยนึกเลยว่า “เ้ามนุษย์จิ๋ว” ที่มักทำตัวกวนประสาทนั่นจะมีพลังที่ถึงขั้นะเืระบบของโลกใบนี้
แม้นางจะไม่เข้าใจคำว่า “ผู้บ่มเพาะิญญา” หรือ “ระดับเก้า”ว่ามันสำคัญเพียงใด แต่คำพูดของหนานกงจิ่นอวี่ก็เพียงพอให้รู้ว่ามันไม่ใช่เื่ที่ธรรมดาสามัญแน่ๆ และที่สำคัญ...มันไม่ควรจะเกิดขึ้นที่นี่
เซี่ยอันอวี่ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆพลางยกมือขึ้นลูบต้นคอ ก่อนจะตอบออกไปว่า
“คือว่า...เื่นี้มัน...อืม...พูดยังไงดีล่ะ...เป็วิชาลับ!”
นางรีบเสริมต่อทันทีเหมือนกับเพิ่งนึกคำอธิบายขึ้นมาได้ “ใช่แล้ว!วิชาลับของตระกูล...ข้า...ข้าเองก็เพิ่งค้นพบวิธีใช้งานมันไม่นานมานี้เอง”
หนานกงจิ่นอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อยจ้องมองนางนิ่ง ๆ ราวกับจะจับพิรุธในทุกการขยับของใบหน้าเซี่ยอันอวี่เองก็ฝืนยิ้มออกมา หัวเราะแห้งอีกคำแล้วเอ่ยว่า
“สามี...เ้าคงเข้าใจใช่ไหม?เื่พวกนี้มันเป็วิชาลับเฉพาะของสายเื ข้าคงบอกใครไม่ได้น่ะสิ”
“วิชาลับของตระกูลเซี่ยงั้นหรือ?”หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ชัดเจนว่ากำลังเคลือบแฝงความสงสัยอย่างยิ่ง
เซี่ยอันอวี่รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คนที่จะหลอกได้ง่ายๆ อีกฝ่ายทั้งเป็แม่ทัพ ทั้งยังมีดวงตาที่เฉียบคมยิ่งกว่าดาบ เงื่อนไขเพียงคำว่า"วิชาลับ" อาจไม่เพียงพอจะกลบเกลื่อนสิ่งที่เกิดขึ้น
ในหัวของนางเริ่มประมวลผลรัวราวกับเครื่องจักรนางต้องหาข้ออ้างใหม่ที่ฟังดูสมเหตุสมผลมากพอจะเบี่ยงเบนความสงสัยไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่คิดย้อนถามต่อ