คุณหนูในห้องหอ

    บทที่59 : จัดการคนทรยศ 59-1

    59

    จัดการคนทรยศ

     

              เจี่ยอินและยู่เฟิงควบคุมรถม้าเดินทางทั้งวันทั้งคืน รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าโดยไม่หยุดพัก เนื่องจากพวกเขาต้องรีบกลับไปรวมตัวที่หอสราญรมญ์ให้ทันเวลาช่วยอู๋อ๋อง ทว่าหลังเดินทางเข้าวันที่สามก็มีกลุ่มคนสวมชุดดำใส่ผ้าโพกหัว และสวมหน้ากากปีศาจมีเขาเขี้ยวยาวโง้ง โรยตัวลงมาจากต้นไม้ขวางทางรถม้า สองผู้คุ้มกันของอู๋ฮวนหันมามองสบตากัน

              “เป็นเช่นที่นายท่านพูดไว้ไม่มีผิด” เจี่ยอินเหลือบมองคนในรถ ยู่เฟิงมองกลุ่มคนจำนวนห้าคนกำลังเดินใกล้เข้ามาด้วยสายตาเคร่งขรึม คนเหล่านั้นมีไอสังหารที่แรงกล้า

              “พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการอะไรถึงมาขวางทางเรา” ยู่เฟิงตะโกนถาม

              “เป็นใครไม่สำคัญ ส่งเด็กและผู้หญิงมา”หนึ่งในนั้นคาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้าของคนทั้งหมดกล่าว

              “นางเป็นเพียงอดีตนางคณิกา หาได้มีความสำคัญใดไม่ เหตุใดพวกท่านถึงต้องการตัวนาง”ยู่เฟิงถามต่อ ดวงตาสำรวจคนเหล่านั้นถี่ถ้วน

    เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ดูผิวเผินเป็นสีดำธรรมดา ทว่าที่ขอบสายคาดเอวมีปักจุดสีแดงเอาไว้ เมื่อสังเกตให้ดีพบว่าทุกคนที่มานั้นล้วนมีรอยปักเช่นเดียวกันหมด รอยปักนั่นน่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกนัยยะบางอย่าง คนเหล่านี้ไม่ใช่มือสังหารทั่วไป แต่เป็นกลุ่มคนที่ถูกส่งมา โดยมีการนัดแนะกับคนบนรถม้ามาก่อนแล้ว ทั้งเจี่ยอินและยู่เฟิงล้วนเข้าใจตรงกัน

              “ไม่ต้องพูดมาก ส่งนางมา!”

              “ข้าได้รับคำสั่งให้คุ้มครองนางไปโจเจียง คงส่งนางให้ท่านไม่ได้”เจี่ยอินกล่าวน้ำเสียงยียวน

              ทันใดนั้นคนในรถม้าเปิดผ้าม่านและมองผู้มาเยือน เมื่อสำรวจพวกเขาพบรอยปักสีแดงบนสายคาดเอว ดวงตานางก็เปล่งประกายวาววับ ในที่สุดคนที่นางรอก็ยอมส่งคนมาช่วยนางแล้ว ไม่เสียแรงที่คืนนั้นหลังจากอู๋ฮวนบอกว่าจะส่งนางมาโจเจียง นางก็ตัดสินใจส่งจดหมายขอความช่วยเหลือทันทีเช่นกัน

              “ฆ่าพวกเขาซะ”นางสั่งน้ำเสียงเฉียบขาดและไร้ซึ่งความกลัว สั่งแล้วก็ปิดม่านลงและนั่งสงบนิ่งด้านใน

              ไม่รู้ว่านางสั่งใคร แต่หลังสิ้นเสียงของนาง กลุ่มคนชุดดำทั้งหมดก็พุ่งทะยานเข้ามาทางรถม้า เจี่ยอินและยู่เฟิงมองหน้ากัน พวกเขาพยักหน้าให้กันและใช้วิชาตัวเบาพุ่งออกไปคนละฝั่ง ทิ้งรถม้าไว้ที่เบื้องล่างก่อนหายเข้าไปในป่า คนเหล่านั้นเมื่อเห็นว่าคนขับรถม้าคนเก่าหนีไป จึงสั่งให้ที่เหลือแยกย้ายกันออกไล่ล่า ส่วนตนทำหน้าที่ควบคุมรถม้าแทน

              เจี่ยอินและยู่เฟิงถอยห่างจากรถม้ามาได้ไม่ไกลก็หยุดรอคนเหล่านั้น การกระทำของพวกเขา เหมือนจงใจเปิดโอกาสให้ชิงรถม้าไปอย่างง่ายดาย พอดีกับกลุ่มที่ไล่ล่าตามมาทัน พวกนั้นมองสองผู้คุ้มกันด้วยสายตาเหี้ยมเกรียมหมายเข่นฆ่าให้ตาย แต่ยู่เฟิงและเจี่ยอินไม่ใช่คนไร้ฝีมือ ทั้งก่อนมาอู๋ฮวนมอบผงยาบางอย่างให้ และกำชับพวกเขาว่าให้ใช้ในเวลาจำเป็น ยามนี้ถึงคราวจำเป็นแล้ว สองหนุ่มดึงเอาผ้าสีเทาขึ้นมาคาดปิดจมูก ผ้าผืนนี้ได้เคลือบน้ำมันพิเศษไว้ ไม่ว่ากลิ่นใดก็ไม่สามารถผ่านเนื้อผ้าเข้าจมูกได้

     หลังคาดผ้าเรียบร้อยจึงล้วงเอาขวดยาที่ได้คนละขวดโยนลงพื้น ทันทีที่ขวดแตกกลุ่มควันฟุ้งไปทั่ว ควันเหล่านั้นมีกลิ่นหอมมาก หลังจากคนร้ายสูดดมกลิ่นเข้าไปก็เริ่มมีอาการงุนงง ดวงตาพร่าเลือนเห็นภาพหลอน ครั้นสบโอกาสเหมาะยู่เฟิงและเจี่ยอินพุ่งเข้าไปสังหารคนเหล่านั้นทันที หลายคนพยายามประคองสติและต่อสู้อย่างสุดความสามารถ เสียงดาบและกระบี่กระทบกันดังก้องไปทั่วผืนป่า ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของคนที่ได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง

              ชายชุดดำถูกสองผู้คุ้มกันของอู๋ฮวนสังหารไปหลายคน กระทั่งเหลือคนสุดท้าย เขาเห็นผู้ร่วมชะตากรรมล้มตายจึงเกิดความหวาดกลัว ทิ้งดาบเพื่อหลบหนีเอาตัวรอด แต่คนที่ถูกผงยาครอบงำไม่ต่างจากคนเมาสุราจึงวิ่งไม่ตรงทาง เจี่ยอินพุ่งไปขวางหน้า เขาใช้กระบี่วางทาบที่ลำคอคนผู้นั้น

              “ใครส่งพวกเจ้ามา”

              คนที่โดนผงยาเบิกตากว้าง เบื้องหน้าเขาเห็นภรรยาและบุตรชายที่ล่วงลับกำลังจูงมือเข้ามาหา คนผู้นั้นยิ้มกว้าง ยื่นมือไขว่คว้าราวกับไม่ได้ยินเสียงใคร ราวกับไม่เห็นศัตรู ราวกับไม่เห็นกระบี่ที่จ่อหมายเอาชีวิตเขา

    “รอข้า ข้าไม่ทำงานให้ซื่อจื่อแล้ว ข้าจะรีบไปหาพวกเจ้า รอข้า รอข้า”

              สิ้นคำของคนผู้นั้น เจี่ยอินก็ลงมือสังหารทันที โลหิตพุ่งออกจากปากแผลสาดกระเซ็นเต็มใบหน้าเจี่ยอิน ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ก่อนที่ร่างนั้นจะล้มลงนอนเป็นคนสุดท้าย หลังจากสังหารคนชุดดำตายหมด สองผู้คุ้มกันกลับที่เดิม พบว่ารถม้าไม่อยู่แล้ว พวกเขามองเส้นทางว่างเปล่าแล้วหันไปสบตากัน

              “ที่แท้คนพวกนี้เป็นคนของซื่อจื่อ แม่นางชิงเอ๋อร์ติดต่อกับซื่อจื่อ มิน่าเล่าคืนนั้นซื่อจื่อจึงปรากฏตัวที่หอสราญรมญ์”ยู่เฟิงกล่าวเมื่อเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

              “เจ้าดู มีรอยล้อรถม้าเลี้ยวกลับเข้าเมืองหลวง เรารีบตามกันเถอะ” เจี่ยอินกล่าวขยับตัวอย่างรีบร้อน

    ยู่เฟิงพยักหน้ารับ“อืม”

     

              รถม้ามุ่งหน้ากลับเมืองหลวงอย่างที่ชิงเอ๋อร์ต้องการ เมื่อมาได้ระยะหนึ่งระม้าก็หยุดนิ่ง ชิงเอ๋อร์ทำหน้างงงัน ขณะที่สาวใช้เริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ต่อมาม่านประตูรถม้าถูกเปิดกว้าง ชายที่เคยทำหน้าที่ขับรถม้าก้าวเข้ามา และพยายามแย่งเด็กจากอ้อมแขนสาวใช้

              “ส่งเด็กมา!”คนผู้นั้นขู่กรรโชกเสียงน่ากลัวมากทำให้เด็กหวาดกลัวร้องไห้งอแง มือคว้าเสื้อสาวใช้และกำไว้แน่น

              “ข้าไม่ให้!”สาวใช้กอดเด็กแนบอก สถานการณ์บีบคั้นจนนางต้องเปิดเผยตัวเอง นางยกเท้าขึ้นถีบชายผู้นั้นเต็มแรง ยกมือข้างหนึ่งขึ้นจับมวยผมและล้วงเอาเข็มพิษออกมาหนึ่งเล่ม ซัดไปทางประตูรถม้า เข็มพิษพุ่งเข้าปักที่กลางอกชายผู้นั้นก่อนจะร่วงตกพื้น

              อ้าก! ทันทีที่พิษแล่นเข้าสู่ร่างกายก็สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรง คนผู้นั้นดิ้นพล่านราวกับถูกน้ำร้อนราด ครู่ต่อมามีโลหิตทะลักออกทางดวงตา จมูก ใบหู และปากอย่างน่ากลัวก่อนแน่นิ่ง

              “เจ้า เจ้าไม่ใช่สาวใช้ของข้า!” ชิงเอ๋อร์เห็นสิ่งที่สาวใช้ทำ ก็รู้ทันทีว่านางหลงกลแผนการของอู๋ฮวนเข้าแล้ว ใบหน้าสาวงามอันดับหนึ่งแห่งหอสราญรมญ์ซีดเผือด

              สาวใช้นางนั้นยิ้ม ยกมือขึ้นลอกหน้ากากหนังมนุษย์ที่สวมทับใบหน้าที่แท้จริงออก เผยให้เห็นใบหน้าของสตรีนางหนึ่งซึ่งมีรอยแผลเป็นบนแก้มขวาชัดเจน นางยิ้มหน้าระรื่นยื่นหน้ากากไปตรงหน้าชิงเอ๋อร์พลางกล่าว “สาวใช้ของเจ้าก็อยู่นี่ไงเล่า”

              “เจ้าฆ่านาง!” ชิงเอ๋อร์ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว นางขยับถอยชิดมุมรถม้า “ไม่จริง นายท่านรู้ได้อย่างไร”

              “คืนนั้นหลังจากนายท่านตัดสินใจว่าจะส่งแม่นางไปโจเจียง แม่นางก็เขียนจดหมายมอบให้สาวใช้นำส่งให้กับคนผู้หนึ่ง น่าเสียดายที่สาวใช้ถูกจับได้ นายท่านไม่คิดละเว้นผู้ทรยศ ดังนั้นจึงได้ถลกหนังใบหน้าสาวใช้นางนั้นทำหน้ากากให้ข้าสวมเพื่อปลอมตัว ส่วนจดหมายก็ถูกส่งออกไปโดยนายท่าน และจดหมายก็ถูกรับโดยนายท่าน ก่อนมอบให้ข้าส่งถึงมือแม่นาง เรื่องทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้” สาวใช้นางนั้นกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ ไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน แม้ว่าต้องสวมหน้ากากที่ทำจากหนังมนุษย์จริงๆ

              “เจ้า...”ที่แท้อู๋ฮวนรู้นานแล้วว่านางทรยศ เขาคิดสังหารนางจริงๆ พลันนางนึกถึงนกกระดาษตัวนั้น เขาเตือนนางให้กลับตัวแล้ว แต่นางกลับไม่เชื่อฟัง “ข้า ข้าสำนึกผิดแล้ว บอกนายท่านว่าข้าสำนึกผิดแล้ว ต่อไปข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”

              “เกรงว่าแม่นางชิงเอ๋อร์จะสำนึกได้ช้าเกินไปแล้ว”สาวใช้กล่าวขณะดึงเข็มที่ซ่อนในมวยผมออกมาอีกสองเล่ม เวลานั้นรถม้าถูกบางสิ่งกระแทกอย่างแรง ต่อมาผนังรอบด้านก็ถูกฉีกออกทั้งสี่ด้าน เผยให้เห็นคนสวมชุดสีดำเช่นเดียวกับคนที่ตายก่อนหน้านี้ ยืนล้อมรอบรถม้านับสิบคน

              “คิดเอาไว้ไม่มีผิดว่าจวิ้นอ๋องต้องไม่ส่งคนไร้ฝีมือมาแน่” พวกเขามองสภาพศพคนที่นอนตายด้วยพิษร้ายแรงแล้วกล่าว

              สาวใช้มองคนเหล่านั้นพลางประเมิน นางรู้ว่านางเพียงคนเดียวรับมือไม่ได้แน่ คิดพึ่งพาเจี่ยอินกับยู่เฟิง พวกนั้นคงมาไม่ทัน อู๋ฮวนกำชับให้ดูแลเด็กให้ดี อย่าให้เด็กตกไปอยู่ในมือศัตรูเด็ดขาด นางจึงคิดหาทางพาเด็กถอยเอาตัวรอดก่อน ทว่าชิงเอ๋อร์รีบฉวยโอกาสช่วงที่สาวใช้ไม่ทันระวังตัวคว้าเด็กไปอุ้ม และดึงปิ่นปักผมออกมาจ่อที่คอเด็กพลางขู่

              “อย่าตามมานะไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเด็กนี่”นางข่มขู่แววตาเหมือนเอาจริงทำให้สาวใช้ไม่กล้าบุ่มบ่าม ขณะมองหาโอกาสช่วงชิงเด็กคืน แต่ช่างยากเย็นนักเพราะรอบกายนางมีชายชุดดำจำนวนมาก ยืนห้อมล้อมเต็มไปหมด

              “แม่นางชิงเอ๋อร์ เจ้าคิดทรยศนายท่านข้าไม่ห้าม แต่เหตุใดต้องดึงเด็กไปเกี่ยวข้อง หรือเจ้าไม่รู้หรือว่าอีกฝ่ายต้องการใช้เด็กเป็นเครื่องมือทำร้ายนายท่าน อีกทั้งเด็กก็เป็นลูกของเจ้า เจ้ายอมให้คนพวกนั้นใช้ลูกชายของเจ้าเป็นเครื่องมือได้จริงหรือ”

              “ในเมื่อนายท่านไม่เห็นความรักที่ข้ามอบให้ เหตุใดข้าต้องสนใจด้วยว่าเขาจะเป็นอย่างไร อีกอย่างเด็กคนนี้เป็นลูกของข้า ข้าจะทำอย่างไรก็ได้”ชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างเคียดแค้น นางทุ่มเทความรัก หาข่าวให้เขา หวังว่าเขาจะเห็นความดีของนาง ยอมอุ้มชูนางในฐานะอนุก็ยังดี แต่เขาไม่ชายตาแลนางแม้แต่น้อย ในเมื่อเขาไม่เห็นความดีของนาง เหตุใดนางต้องซื่อสัตย์ต่อเขาด้วยเล่า ชิงเอ๋อร์อุ้มเด็กที่กำลังแผดเสียงร้องเดินถอยหลังเข้าไปใกล้คนเหล่านั้น นางมัวแต่ระวังสาวใช้ตัวเองจึงไม่ได้ระวังด้านหลัง

    ชายคนหนึ่งใช้สันมือสับลงที่ท้ายทอยของชิงเอ๋อร์อย่างแรง ชิงเอ๋อร์หมดสติล้มลงนอนกองพื้น เด็กตกกระแทกดินร้องไห้ลั่น ชายคนหนึ่งรีบพุ่งไปคว้าเด็กมาอุ้มและทะยานตัวหายไปในป่า สาวใช้จะตามไปแต่ถูกกลุ่มชายชุดดำพุ่งเข้าโจมตี นางก้าวถอยหลังเพื่อตั้งหลัก มือปลดสายคาดเอวออก เผยให้เห็นกระบี่อ่อนที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ นางรีบชักกระกระบี่อ่อนออกมารับมือกับกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างไม่กลัวตาย เจี่ยอินและยู่เฟิงตามมาทัน สองผู้คุ้มกันพุ่งเข้าไปช่วยสาวใช้ จนจัดการมือสังหารไปได้สามคน

    “รีบไปช่วยเด็ก มันพาเด็กไปทางนั้น”สาวใช้ชี้นิ้วไปในป่า นางต่อสู้ติดพันจึงปลีกตัวไปไหนไม่ได้ เมื่อมีคนมาสมทบก็เริ่มเบาใจ

    “ข้าไปช่วยเด็กเอง เจ้าอยู่ช่วยนาง”ยู่เฟิงอาสา เขาวิ่งหายเข้าไปในป่าตามทิศทางที่สาวใช้บอกอย่างว่องไว

    เจี่ยอินกระโดดม้วนตัวฝ่าวงล้อมกลุ่มชายชุดดำเข้าไปหาสาวใช้ เอาหลังชนแผ่นหลังนาง ต่างระวังหลังให้กันและกัน ทั้งสองร่วมกันต่อสู้กับกลุ่มชายชุดดำที่มีจำนวนมากกว่าโดยไม่ง่ายนัก แต่ก็ใช่จะรับมือไม่ได้ ด้วยความสามารถของคนทั้งคู่ซึ่งถูกฝึกมาอย่างดี นอกจากไม่กลัวตายยังมีจิตใจแน่วแน่มั่นคงไม่ท้อถอย สองแรงร่วมใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ต่อมากลุ่มคนเหล่านั้นกลายเป็นศพนอนเกลื่อนพื้นดิน กลิ่นคาวโลหิตฟุ้งไปทั่ว

    เจี่ยอินทรุดกายนั่งหายใจหอบอย่างอ่อนแรง ในขณะที่สาวใช้นางนั้นยืนกวาดตามองผลงานของเขาและนางอย่างตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าคนสองคนจะสามารถเอาชนะศัตรูได้ ในเวลานั้นชิงเอ๋อร์รู้สึกตัว นางเห็นคนชุดดำที่ถูกส่งมาช่วยนางตายหมดแล้ว นางรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในป่า สาวใช้หันไปเห็นเข้าพอดี จึงหยิบเอาเข็มพิษที่ซ่อนในมวยผม ซัดเข้าใส่ชิงเอ๋อร์

    ชิงเอ๋อร์ล้มลงร่างกระตุก ดิ้นพล่านไม่ต่างจากถูกน้ำร้อนลวก นางได้ยินเสียงเส้นโลหิตทั่วร่างแตกดังเปาะ ที่ดวงตา จมูก ใบหู และปากมีโลหิตไหลทะลัก ความเจ็บปวดวิ่งพล่านทั่วร่าง นางกรีดร้องอย่างโหยหวน ต่อมาจึงแน่นิ่งสิ้นใจอย่างอนาถ

    “คนคิดทรยศนายท่านไม่ควรมีชีวิตรอด”

    “ลงมือได้โหดเหี้ยมจริงๆ เสร็จงานนี้ เจ้าได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ติดตามนายท่านแน่นอน”เจี่ยอินเดินไปดูผลงานของนาง แล้วต้องยกนิ้วให้

    นางไม่สนใจคำกล่าวของเจี่ยอิน หูได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่ไกลๆ นางดึงเข็มพิษออกมาเตรียมลงมือ แต่ก่อนที่นางจะสะบัดเข็มออกไปก็มีเสียงหนึ่งค้านขึ้น

    “อย่าเพิ่งๆนี่ข้าเอง ยู่เฟิง”ชายหนุ่มกล่าวปนหอบ อุ้มเด็กที่กำลังแผดเสียงร้องไห้เดินเข้าไปหาสาวใช้พลางส่งเด็กให้ แล้วนั่งเอามืออุดหู “ทำให้เด็กเงียบที ข้าหนวกหูจะบ้าตายอยู่แล้ว”

    “ฮ่าๆนี่เจ้าแพ้เสียงเด็กร้องไห้งั้นรึ ในที่สุดข้าก็รู้จุดอ่อนของเจ้า”เจี่ยอินหัวเราะลั่น

              “เจ้าบ้าอย่ามาหัวเราะข้านะ”ยู่เฟิงรู้สึกเสียหน้าอย่างแรง ลุกขึ้นวิ่งไล่เตะเจี่ยอินอย่างโมโห สาวใช้นางนั้นเห็นคนทั้งสองแล้วรู้สึกหงุดหงิด นางหันไปตวาดใส่เสียงดัง

    “นี่ เอาเวลาเล่นไร้สาระมาคิดว่าจะกลับเมืองหลวงอย่างไรไม่ดีกว่าหรือ”สองหนุ่มหยุดชะงัก กระทั่งเด็กที่ร้องไห้ก็เงียบเสียงลงด้วย ต่อมาเด็กน้อยเริ่มหัวเราะเอิ้กอ้าก เมื่อเห็นอกอิ่มของสาวใช้กระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรงด้วยความโกรธ

    รถม้าพังไปแล้ว ม้ามีตัวเดียว คนมีสี่คน ทั้งสองหนุ่มจึงพร้อมใจกันหันไปกล่าวว่า

    “เจ้ากับเด็กขี่ม้า ส่วนพวกข้าเดินเอง”

    *********************************************************