ของเหลวสีแดงสัมผัสกับเกล็ดงูเพียงพริบตาเดียวก็เกิดควันสีขาวลอยขึ้นมาก่อนจะเลือนหายไป
ส่วนไป๋ฉางเซิงที่เกือบจะหมดสติเพราะความหนาวเหน็บในวินาทีที่ยาน้ำนั้นแตะโดนเกล็ดเขาก็รู้สึกได้ถึงความร้อนสายหนึ่งที่ถาโถมเข้าสู่ร่างกายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
กล้ามเนื้อที่เดิมทีเกือบจะถูกแช่แข็งจนขยับไม่ได้ก็เริ่มผ่อนคลายลงภายใต้ไอร้อนนี้
“ติ๋ง...”
ยาน้ำอีกหยดร่วงลงบนเกล็ดงูของไป๋ฉางเซิงครั้งนี้ความร้อนยิ่งชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
ร่างกายที่เคยแข็งทื่อเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาเลือดเริ่มไหลเวียน ขณะเดียวกันยาน้ำก็หยดลงมามากขึ้นเรื่อยๆ
“น้ำทิพย์บัวแฝดทะเลสาบวิญญาณต้องใช้ทาภายนอกแต่ถ้าอยากให้ตัวยาแสดงสรรพคุณออกมาอย่างเต็มที่ ต้องกินเศษพวกนี้เข้าไปด้วยเพื่อชักนำพลังยาจากภายใน”
“อ้าปากสิ กินเจ้านี่ลงไป”
ไป๋ฉางเซิงได้ยินเสียงของเจียงจืออวี๋แว่วเข้าหูเขาแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด รีบอ้าปากงับทันที
เขาเองก็ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไปแต่เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นตามมา
[ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินบัวแฝดทะเลสาบวิญญาณ ได้รับค่าพลังเลือด 12 แต้ม และแต้มวิวัฒนาการ 323 แต้ม]
เมื่อเสียงระบบสิ้นสุดลงไป๋ฉางเซิงถึงได้เข้าใจความหมายที่เจียงจืออวี๋พูดเมื่อครู่
ทันทีที่เศษสมุนไพรเข้าสู่ปากยาน้ำที่หยดอยู่ตามร่างกายก็เริ่มออกฤทธิ์ทันทีความร้อนระอุเริ่มเข้าปะทะกับความหนาวเย็น โดยมีร่างกายของไป๋ฉางเซิงเป็นสนามรบ
ความรู้สึกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวทำให้ไป๋ฉางเซิงเดี๋ยวก็ขดตัวแน่นเดี๋ยวก็เหยียดตัวออกพลางอ้าปากหอบหายใจอย่างหนัก
แต่ยังดีที่กระแสความร้อนหรือความเย็นในตอนนี้ล้วนอยู่ในระดับที่เขาพอจะทนไหวแล้ว
เจียงจืออวี๋เห็นดังนั้นก็เบาใจลงเธอหันหลังเดินตรงไปยังเสาสำริด เพื่อทำการถอดรหัสค่ายกลต่อไป
ความรู้สึกที่สลับไปมาระหว่างร้อนกับหนาวนี้ดำเนินไปนานกว่าสิบนาทีไป๋ฉางเซิงถึงรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น
ผ่านไปอีกสิบนาทีความรู้สึกร้อนหนาวก็สลายไปจนหมด ไป๋ฉางเซิงกลับมาควบคุมร่างกายได้สมบูรณ์อีกครั้ง
[การวิวัฒนาการครั้งนี้เสร็จสิ้น ใช้แต้มวิวัฒนาการไปทั้งสิ้น 2,000แต้ม]
[ยินดีด้วย โฮสต์เสร็จสิ้นการวิวัฒนาการครั้งที่หก]
[เงื่อนไขการวิวัฒนาการครั้งถัดไป ค่าพลังเลือด 100,000 แต้ม, แต้มวิวัฒนาการ 5,000 แต้ม]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังรัวๆปรับเพดานการวิวัฒนาการครั้งถัดไปขึ้นสูงถึงหนึ่งแสนแต้มพลังเลือด!
เมื่อเทียบกันแล้วแม้แต่แต้มวิวัฒนาการห้าพันแต้มยังดูน้อยไปถนัดตา
“การวิวัฒนาการครั้งที่เจ็ดหมายความว่าฉันจะก้าวข้ามธรณีประตูไปสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์ พลังเลือดหนึ่งแสนแต้มแม้จะสูงแต่ก็สมเหตุสมผล”
“ถ้าคำนวณตามความเร็วในการเพิ่มพลังเลือดตอนนี้ กว่าจะถึงหนึ่งแสนแต้มฉันต้องใช้เวลาอีกตั้งเก้าร้อยวัน!”
“อืม... สองปีครึ่งสินะ”
“ประสิทธิภาพระดับนี้ไม่ถือว่าช้าหรอกเพราะการจะขึ้นเป็นโหวแห่งยุทธ์ได้ภายในเวลาแค่สามปีมันคือความเร็วในการฝึกฝนของพวกยอดอัจฉริยะในมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ที่นานๆจะมีสักคนแล้ว”
“เพียงแต่ว่า ฉันยังเร็วได้มากกว่านี้อีก!”
ไป๋ฉางเซิงตัดสินใจแน่วแน่ว่าหลังจากออกไปจากไอ้ที่เฮงซวยนี่ได้ เขาจะเกาะติดข้างกายพี่สาวคนดีของเขาต่อไป
ต้องรีบสะสมแต้มวิวัฒนาการเพื่ออัปเกรด‘เสริมพลังการย่อย’ ให้พอ จากนั้นฉันจะแดก แดกแล้วก็กินมันให้หมดเลย!
การวิวัฒนาการครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ขนาดตัวของเขาเปลี่ยนไปมากนักแต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาก
ความแข็งแกร่งที่ว่านี้ไม่ได้เพิ่มแค่พลังป้องกันของเกล็ดเท่านั้น
ทั้งความแข็งของกระดูกความเหนียวของกล้ามเนื้อ ความเร็วในการฟื้นฟูหรือแม้แต่พลังงานที่ร่างกายรองรับได้ ล้วนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสองสามเท่า!
และแน่นอนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพลังจิตของไป๋ฉางเซิงก็พุ่งสูงขึ้นอีกช่วงหนึ่งด้วย
แม้จะไม่มากเท่าไหร่แต่อย่างน้อยก็คงไม่ถึงขั้นปล่อยอัสนีไปสามสายแล้วหลับพับคาที่
จริงอยู่ที่เขายังเด็กแต่จะมาหลับปุ๋ยไม่เลือกที่แบบเดิมไม่ได้แล้ว
และสิ่งที่เห็นผลชัดที่สุดในตอนนี้ก็คือพลังโจมตีจากธาตุอัสนีของไป๋ฉางเซิงนั้นรุนแรงขึ้นกว่าเดิมมาก!
“เรียบร้อย!”
ขณะที่ไป๋ฉางเซิงกำลังดื่มด่ำกับความสุขจากการวิวัฒนาการเจียงจืออวี๋ที่อยู่อีกฝั่งก็ส่งเสียงขึ้นมา ดึงความสนใจของเขาไปทันที
และทันทีที่สิ้นเสียงเธอแสงจางๆ ที่เคยวนเวียนอยู่รอบเสาสำริดก็แตกสลายไปต่อหน้าต่อตา
ไป๋ฉางเซิงเห็นภาพนั้นก็รู้สึกดีใจลึกๆ
เมื่อค่ายกลที่เปรียบเสมือนปราการป้องกันสมบูรณ์แบบถูกทำลายนั่นหมายความว่าเสาสำริดต้นนี้มีโอกาสที่จะถูกพังลงได้และพวกเขาก็จะมีโอกาสได้ออกไปเสียที!
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราน่าจะพังเสาสำริดต้นนี้ได้แล้วล่ะ”
เจียงจืออวี๋ลุกขึ้นยืนเรียกหอกโลหะผสมออกมาอีกครั้ง ปลายหอกสะบัดวูบจนเกิดเสียงแหวกอากาศก่อนจะมาตั้งตระหง่านอยู่ข้างกายเธอ
“ถ้านายพร้อมแล้ว ก็มาเริ่มพังเสากันตอนนี้เลย!”
ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ขานรับแต่ตั้งสมาธิควบคุมธาตุอัสนีให้มารวมตัวกัน
ทางด้านเจียงจืออวี๋ก็เช่นกันเจตจำนงหอกทะลวงทองถูกหลอมรวมไว้ที่ปลายหอกจนคมกล้าบาดตา!
“ตูม!”
สายฟ้าฟาดเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อนขณะเดียวกันหอกในมือของเจียงจืออวี๋ก็พุ่งแทงออกไปอย่างดุดัน
การโจมตีทั้งสองสายปะทะเข้ากับเสาสำริดพร้อมกัน
เสาสำริดที่เคยตั้งตระหง่านมั่นคงก่อนหน้านี้กลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงภายใต้การโจมตีของสายฟ้าและปลายหอกราวกับหิมะที่ถูกน้ำร้อนราด
แม้แต่ลวดลายที่สลักอยู่บนเสาก็เริ่มปริแตกไปทีละส่วน!
หนึ่งอึดใจ...สองอึดใจ... หลังผ่านไปสามอึดใจเสาสำริดก็ไม่อาจทานทนต่อการโจมตีของหนึ่งคนหนึ่งงูได้อีกรอยร้าวขนาดใหญ่ขยายตัวจากภายในและในที่สุดเสาสำริดขนาดหนึ่งคนโอบก็พังทลายลงเสียงดังสนั่น!
ท่ามกลางฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายไป๋ฉางเซิงลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
และในกลุ่มควันนั้นเองร่างสีเงินสายหนึ่งก็เดินออกมาจากผนัง เมื่อมองดูเสาสำริดที่พังทลายลงแววตาก็ฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่งเห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงจะทำได้จริงๆ
“ท่านทั้งสอง นายท่านเชิญพบ”
อาจจะเป็นเพราะพวกเขาพังเสาสำริดได้ท่าทีของผู้พิทักษ์เงินมายาตนนี้ที่มีต่อพวกเขาจึงดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งคนหนึ่งงูสบตากันไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เก็บอาวุธไว้เงียบๆ
วินาทีต่อมาแสงสว่างจ้าก็วาบขึ้นตรงหน้า แรงดึงดูดสายเดิมจู่โจมเข้ามาอีกครั้งเมื่อแสงสว่างจางลง พวกเขาก็มาปรากฏตัวอยู่กลางตำหนักใหญ่แห่งหนึ่งตรงหน้ามีรูปปั้นหินขนาดมหึมาสูงสิบเมตรตั้งอยู่
ไม่รู้เพราะเหตุใดเพียงแค่เหลือบมองรูปปั้นนี้แวบเดียวในใจของไป๋ฉางเซิงก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจนเขาต้องก้มหัวลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่กล้ามองซ้ำเป็นครั้งที่สอง
มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกแต่ทว่ารุนแรงจนสัมผัสได้จริง
ผิดกับเจียงจืออวี๋ที่อยู่ข้างๆเมื่อเธอเห็นรูปปั้นนี้ เธอก็ประสานมือคารวะไปเบื้องหน้า
“เจียงจืออวี๋ ขอกราบคารวะผู้อาวุโสจักรพรรดิโอสถหุนหยวนค่ะ”
เดี๋ยวๆนี่มัน... รู้จักกันงั้นเหรอ?
คำพูดนี้ทำเอาไป๋ฉางเซิงที่อยู่ข้างๆถึงกับอึ้งไปเลย และคนที่ตกใจก็ไม่ได้มีแค่ไป๋ฉางเซิงคนเดียว
“เจ้ารู้จักนายท่านของข้าด้วยหรือ?”
ร่างสีเงินอีกร่างปรากฏกายขึ้นสิ่งที่ต่างจากผู้พิทักษ์เงินมายาที่พวกเขาเคยเจอคือร่างนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของหญิงสาว และน้ำเสียงก็เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
“นับเป็นโชคดีที่ฉันเคยอ่านเจอในตำราโบราณเล่มหนึ่งค่ะ”
“ในยุคโบราณกาล มีอัจฉริยะท่านหนึ่งที่บรรลุมรรคาด้วยวิถีแห่งโอสถมีอายุเพียงสี่สิบปีก็ก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิ พรสวรรค์หาใครเทียบได้ยากยิ่ง”
“และเพราะทุกครั้งที่ปรากฏกาย ท่านมักจะถือม้วนตำราไม้ไผ่อยู่เสมอจึงได้รับฉายาอีกชื่อว่า กวีพเนจร ค่ะ”