ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 103 จักรพรรดิโอสถหุนหยวน!

            ของเหลวสีแดงสัมผัสกับเกล็ดงูเพียงพริบตาเดียวก็เกิดควันสีขาวลอยขึ้นมาก่อนจะเลือนหายไป

            ส่วนไป๋ฉางเซิงที่เกือบจะหมดสติเพราะความหนาวเหน็บในวินาทีที่ยาน้ำนั้นแตะโดนเกล็ดเขาก็รู้สึกได้ถึงความร้อนสายหนึ่งที่ถาโถมเข้าสู่ร่างกายอย่างไม่ทราบสาเหตุ

            กล้ามเนื้อที่เดิมทีเกือบจะถูกแช่แข็งจนขยับไม่ได้ก็เริ่มผ่อนคลายลงภายใต้ไอร้อนนี้

            “ติ๋ง...”

            ยาน้ำอีกหยดร่วงลงบนเกล็ดงูของไป๋ฉางเซิงครั้งนี้ความร้อนยิ่งชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

            ร่างกายที่เคยแข็งทื่อเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาเลือดเริ่มไหลเวียน ขณะเดียวกันยาน้ำก็หยดลงมามากขึ้นเรื่อยๆ

            “น้ำทิพย์บัวแฝดทะเลสาบวิญญาณต้องใช้ทาภายนอกแต่ถ้าอยากให้ตัวยาแสดงสรรพคุณออกมาอย่างเต็มที่ ต้องกินเศษพวกนี้เข้าไปด้วยเพื่อชักนำพลังยาจากภายใน”

            “อ้าปากสิ กินเจ้านี่ลงไป”

            ไป๋ฉางเซิงได้ยินเสียงของเจียงจืออวี๋แว่วเข้าหูเขาแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด รีบอ้าปากงับทันที

            เขาเองก็ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไปแต่เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นตามมา

            [ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินบัวแฝดทะเลสาบวิญญาณ ได้รับค่าพลังเลือด 12 แต้ม และแต้มวิวัฒนาการ 323 แต้ม]

            เมื่อเสียงระบบสิ้นสุดลงไป๋ฉางเซิงถึงได้เข้าใจความหมายที่เจียงจืออวี๋พูดเมื่อครู่

            ทันทีที่เศษสมุนไพรเข้าสู่ปากยาน้ำที่หยดอยู่ตามร่างกายก็เริ่มออกฤทธิ์ทันทีความร้อนระอุเริ่มเข้าปะทะกับความหนาวเย็น โดยมีร่างกายของไป๋ฉางเซิงเป็นสนามรบ

            ความรู้สึกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวทำให้ไป๋ฉางเซิงเดี๋ยวก็ขดตัวแน่นเดี๋ยวก็เหยียดตัวออกพลางอ้าปากหอบหายใจอย่างหนัก

            แต่ยังดีที่กระแสความร้อนหรือความเย็นในตอนนี้ล้วนอยู่ในระดับที่เขาพอจะทนไหวแล้ว

            เจียงจืออวี๋เห็นดังนั้นก็เบาใจลงเธอหันหลังเดินตรงไปยังเสาสำริด เพื่อทำการถอดรหัสค่ายกลต่อไป

            ความรู้สึกที่สลับไปมาระหว่างร้อนกับหนาวนี้ดำเนินไปนานกว่าสิบนาทีไป๋ฉางเซิงถึงรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น

            ผ่านไปอีกสิบนาทีความรู้สึกร้อนหนาวก็สลายไปจนหมด ไป๋ฉางเซิงกลับมาควบคุมร่างกายได้สมบูรณ์อีกครั้ง

            [การวิวัฒนาการครั้งนี้เสร็จสิ้น ใช้แต้มวิวัฒนาการไปทั้งสิ้น 2,000แต้ม]

            [ยินดีด้วย โฮสต์เสร็จสิ้นการวิวัฒนาการครั้งที่หก]

            [เงื่อนไขการวิวัฒนาการครั้งถัดไป ค่าพลังเลือด 100,000 แต้ม, แต้มวิวัฒนาการ 5,000 แต้ม]

            เสียงแจ้งเตือนของระบบดังรัวๆปรับเพดานการวิวัฒนาการครั้งถัดไปขึ้นสูงถึงหนึ่งแสนแต้มพลังเลือด!

            เมื่อเทียบกันแล้วแม้แต่แต้มวิวัฒนาการห้าพันแต้มยังดูน้อยไปถนัดตา

            “การวิวัฒนาการครั้งที่เจ็ดหมายความว่าฉันจะก้าวข้ามธรณีประตูไปสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์ พลังเลือดหนึ่งแสนแต้มแม้จะสูงแต่ก็สมเหตุสมผล”

            “ถ้าคำนวณตามความเร็วในการเพิ่มพลังเลือดตอนนี้ กว่าจะถึงหนึ่งแสนแต้มฉันต้องใช้เวลาอีกตั้งเก้าร้อยวัน!”

            “อืม... สองปีครึ่งสินะ”

            “ประสิทธิภาพระดับนี้ไม่ถือว่าช้าหรอกเพราะการจะขึ้นเป็นโหวแห่งยุทธ์ได้ภายในเวลาแค่สามปีมันคือความเร็วในการฝึกฝนของพวกยอดอัจฉริยะในมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ที่นานๆจะมีสักคนแล้ว”

            “เพียงแต่ว่า ฉันยังเร็วได้มากกว่านี้อีก!”

            ไป๋ฉางเซิงตัดสินใจแน่วแน่ว่าหลังจากออกไปจากไอ้ที่เฮงซวยนี่ได้ เขาจะเกาะติดข้างกายพี่สาวคนดีของเขาต่อไป

            ต้องรีบสะสมแต้มวิวัฒนาการเพื่ออัปเกรด‘เสริมพลังการย่อย’ ให้พอ จากนั้นฉันจะแดก แดกแล้วก็กินมันให้หมดเลย!

            การวิวัฒนาการครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ขนาดตัวของเขาเปลี่ยนไปมากนักแต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาก

            ความแข็งแกร่งที่ว่านี้ไม่ได้เพิ่มแค่พลังป้องกันของเกล็ดเท่านั้น

            ทั้งความแข็งของกระดูกความเหนียวของกล้ามเนื้อ ความเร็วในการฟื้นฟูหรือแม้แต่พลังงานที่ร่างกายรองรับได้ ล้วนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสองสามเท่า!

            และแน่นอนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพลังจิตของไป๋ฉางเซิงก็พุ่งสูงขึ้นอีกช่วงหนึ่งด้วย

            แม้จะไม่มากเท่าไหร่แต่อย่างน้อยก็คงไม่ถึงขั้นปล่อยอัสนีไปสามสายแล้วหลับพับคาที่

            จริงอยู่ที่เขายังเด็กแต่จะมาหลับปุ๋ยไม่เลือกที่แบบเดิมไม่ได้แล้ว

            และสิ่งที่เห็นผลชัดที่สุดในตอนนี้ก็คือพลังโจมตีจากธาตุอัสนีของไป๋ฉางเซิงนั้นรุนแรงขึ้นกว่าเดิมมาก!

            “เรียบร้อย!”

            ขณะที่ไป๋ฉางเซิงกำลังดื่มด่ำกับความสุขจากการวิวัฒนาการเจียงจืออวี๋ที่อยู่อีกฝั่งก็ส่งเสียงขึ้นมา ดึงความสนใจของเขาไปทันที

            และทันทีที่สิ้นเสียงเธอแสงจางๆ ที่เคยวนเวียนอยู่รอบเสาสำริดก็แตกสลายไปต่อหน้าต่อตา

            ไป๋ฉางเซิงเห็นภาพนั้นก็รู้สึกดีใจลึกๆ

            เมื่อค่ายกลที่เปรียบเสมือนปราการป้องกันสมบูรณ์แบบถูกทำลายนั่นหมายความว่าเสาสำริดต้นนี้มีโอกาสที่จะถูกพังลงได้และพวกเขาก็จะมีโอกาสได้ออกไปเสียที!

            “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราน่าจะพังเสาสำริดต้นนี้ได้แล้วล่ะ”

            เจียงจืออวี๋ลุกขึ้นยืนเรียกหอกโลหะผสมออกมาอีกครั้ง ปลายหอกสะบัดวูบจนเกิดเสียงแหวกอากาศก่อนจะมาตั้งตระหง่านอยู่ข้างกายเธอ

            “ถ้านายพร้อมแล้ว ก็มาเริ่มพังเสากันตอนนี้เลย!”

            ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ขานรับแต่ตั้งสมาธิควบคุมธาตุอัสนีให้มารวมตัวกัน

            ทางด้านเจียงจืออวี๋ก็เช่นกันเจตจำนงหอกทะลวงทองถูกหลอมรวมไว้ที่ปลายหอกจนคมกล้าบาดตา!

            “ตูม!”

            สายฟ้าฟาดเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อนขณะเดียวกันหอกในมือของเจียงจืออวี๋ก็พุ่งแทงออกไปอย่างดุดัน

            การโจมตีทั้งสองสายปะทะเข้ากับเสาสำริดพร้อมกัน

            เสาสำริดที่เคยตั้งตระหง่านมั่นคงก่อนหน้านี้กลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงภายใต้การโจมตีของสายฟ้าและปลายหอกราวกับหิมะที่ถูกน้ำร้อนราด

            แม้แต่ลวดลายที่สลักอยู่บนเสาก็เริ่มปริแตกไปทีละส่วน!

            หนึ่งอึดใจ...สองอึดใจ... หลังผ่านไปสามอึดใจเสาสำริดก็ไม่อาจทานทนต่อการโจมตีของหนึ่งคนหนึ่งงูได้อีกรอยร้าวขนาดใหญ่ขยายตัวจากภายในและในที่สุดเสาสำริดขนาดหนึ่งคนโอบก็พังทลายลงเสียงดังสนั่น!

            ท่ามกลางฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายไป๋ฉางเซิงลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

            และในกลุ่มควันนั้นเองร่างสีเงินสายหนึ่งก็เดินออกมาจากผนัง เมื่อมองดูเสาสำริดที่พังทลายลงแววตาก็ฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่งเห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงจะทำได้จริงๆ

            “ท่านทั้งสอง นายท่านเชิญพบ”

            อาจจะเป็นเพราะพวกเขาพังเสาสำริดได้ท่าทีของผู้พิทักษ์เงินมายาตนนี้ที่มีต่อพวกเขาจึงดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            หนึ่งคนหนึ่งงูสบตากันไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เก็บอาวุธไว้เงียบๆ

            วินาทีต่อมาแสงสว่างจ้าก็วาบขึ้นตรงหน้า แรงดึงดูดสายเดิมจู่โจมเข้ามาอีกครั้งเมื่อแสงสว่างจางลง พวกเขาก็มาปรากฏตัวอยู่กลางตำหนักใหญ่แห่งหนึ่งตรงหน้ามีรูปปั้นหินขนาดมหึมาสูงสิบเมตรตั้งอยู่

            ไม่รู้เพราะเหตุใดเพียงแค่เหลือบมองรูปปั้นนี้แวบเดียวในใจของไป๋ฉางเซิงก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจนเขาต้องก้มหัวลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่กล้ามองซ้ำเป็นครั้งที่สอง

            มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกแต่ทว่ารุนแรงจนสัมผัสได้จริง

            ผิดกับเจียงจืออวี๋ที่อยู่ข้างๆเมื่อเธอเห็นรูปปั้นนี้ เธอก็ประสานมือคารวะไปเบื้องหน้า

            “เจียงจืออวี๋ ขอกราบคารวะผู้อาวุโสจักรพรรดิโอสถหุนหยวนค่ะ”

            เดี๋ยวๆนี่มัน... รู้จักกันงั้นเหรอ?

            คำพูดนี้ทำเอาไป๋ฉางเซิงที่อยู่ข้างๆถึงกับอึ้งไปเลย และคนที่ตกใจก็ไม่ได้มีแค่ไป๋ฉางเซิงคนเดียว

            “เจ้ารู้จักนายท่านของข้าด้วยหรือ?”

            ร่างสีเงินอีกร่างปรากฏกายขึ้นสิ่งที่ต่างจากผู้พิทักษ์เงินมายาที่พวกเขาเคยเจอคือร่างนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของหญิงสาว และน้ำเสียงก็เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน

            “นับเป็นโชคดีที่ฉันเคยอ่านเจอในตำราโบราณเล่มหนึ่งค่ะ”

            “ในยุคโบราณกาล มีอัจฉริยะท่านหนึ่งที่บรรลุมรรคาด้วยวิถีแห่งโอสถมีอายุเพียงสี่สิบปีก็ก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิ พรสวรรค์หาใครเทียบได้ยากยิ่ง”

            “และเพราะทุกครั้งที่ปรากฏกาย ท่านมักจะถือม้วนตำราไม้ไผ่อยู่เสมอจึงได้รับฉายาอีกชื่อว่า กวีพเนจร ค่ะ”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน