จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 130 ข่าวคาดไม่ถึง

                “เจ้าว่าอะไร พวกเขาช่วยชีวิตเจ้า? ที่เจ้ากล่าวหมายความว่าอย่างไร?”เย่เทียนเหวินพยักหน้าเล็กน้อยแก่ไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงก่อนจะหันกลับไปมองเทียนหมิง

                “เอ่อ...” เทียนหมิงไม่ได้ตอบคำถามในทันทีมันหันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาลังเล

                ไป๋หยุนเฟยลังเลเช่นกันหลังจากกวาดตามองกลุ่มคนด้านหลังเย่เทียนเหวินคราหนึ่งก็เอ่ยปากถาม “คนเหล่านี้...ไว้ใจได้หรือไม่?”

                “หา?” เย่เทียนเหวินงุนงงไปชั่วขณะก่อนจะส่งยิ้มเมื่อเข้าใจความหมายของไป๋หยุนเฟย“คนเหล่านี้เป็นยอดนักรบของตระกูลเย่ ไว้ใจได้แน่นอน”

                เมื่ออีกฝ่ายรับประกันไป๋หยุนเฟยก็พยักหน้าแก่เทียนหมิงให้บอกเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นที่นี่เมื่อครู่

                ……

                “เจ้าจะบอกว่าคนทั้งสองนี้ไม่เพียงแต่สังหารจ้าวฉวนแต่ยังสังหารคนจากสำนักเจ้าอสูรทั้งหมด? มิหนำซ้ำยังไม่มีผู้ใดหนีรอดไปได้อีกด้วย!?”

                เย่เฉวียนกังขาต่อสิ่งที่เทียนหมิงบอกเล่าอย่างยิ่งดังนั้นจึงตั้งคำถามต่อไป๋หยุนเฟยทั้งสอง

                “เฮอะ! หากคิดจะหาหลักฐานยืนยันสิ่งที่พวกเราทำต้องขออภัยที่ต้องบอกว่าพวกมันถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้ว! จึงไม่มีทางจะพิสูจน์ได้อีกดังนั้นเชื่อตามที่พวกท่านต้องการเถอะ!” จิ้งหมิงเฟิงรู้สึกราวถูกดูหมิ่นเมื่อเย่เฉวียนแสดงท่าทีไม่เชื่อถือมันจึงแค่นเสียงด้วยความไม่พอใจ

                “ฮ่า ฮ่า พี่จิ้งหมิงเฟิงอย่าเพิ่งมีโทสะท่านอาข้าไม่ได้สงสัยต่อการกระทำของพวกท่าน” เย่เทียนเหวินให้ความสนใจต่อทั้งคู่ตั้งแต่เทียนหมิงเริ่มบอกเล่าเรื่องราวด้วยท่าทีที่สงบนิ่งและเยือกเย็นของทั้งคู่ระหว่างฟังเรื่องราวโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสียิ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของพวกมันยิ่งพิจารณาดูก็ยิ่งแน่ใจว่าอีกฝ่ายฝีมือเข้มแข็งกว่าเย่เฉวียนและตนเองอีกมันจึงยิ้มออกมา “ข้าขอขอบคุณท่านทั้งสองที่ช่วยดูแลน้องชายของข้า ขอเชิญกลับไปเมืองเกายี่พร้อมกลับพวกเราเพื่อจะได้ต้อนรับพวกท่านในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติ”

                “ใช่แล้ว! พวกเรากลับบ้านกันก่อนเถอะ”เทียนหมิงแทรกขึ้น“หากพวกเราไม่ถูกคนเหล่านั้นขัดขวางก็คงกลับถึงบ้านเนิ่นนานแล้ว”

                “อ้อ ท่านพี่! เกิดอะไรขึ้นที่ตระกูลเรา?ไฉนตระกูลจ้าวจู่ๆก็พยายามจะลักพาตัวข้า? ยังมีสำนักเจ้าอสูรพวกมันมาทำอะไรที่นี่...”จู่ๆเทียนหมิงก็เอ่ยถามขึ้นระหว่างที่ทุกคนกำลังจะเริ่มเดินทางกลับเมืองเกายี่

                “อ๊ะ! เล่าไปเรื่องนี้ก็ช่างยืดยาว”เย่เทียนเหวินถอนหายใจ “เดือนก่อน คุณชายรองของตระกูลจ้าว จ้าวเหลียงจู่ๆก็มาที่ตระกูลเราเพื่อสู่ขอเย่เอียน...”

                “ว่ากระไร!?”เทียนหมิงกระโดดขึ้นด้วยความขุ่นเคืองเดือดดาล “หรือเจ้าอ้วนน่าตายนั่นจะล้อเล่น!?หรือมันกินหมูเห็ดเป็ดไก่มากเกินไปจนสมองฟั่นเฟือนกระมังจึงคิดว่าจะคู่ควรแต่งงานกับญาติผู้พี่พวกเราเป็นคางคกริอ่านจะหินเนื้อหงส์ --- ช่างเพ้อฝันนัก!”

                “ถูกต้อง บิดาพวกเราก็คิดเช่นเดียวกันยามนั้นจึงปฏิเสธอย่างเต็มที่”เย่เหวินเทียนกล่าวต่อ“แต่พวกเรากลับคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งเย่เอียนบังเอิญไปพบกับจ้าวเหลียงเข้านางจึงทำร้ายมันด้วยความโกรธเคือง”

                “ฮ้า! ลงมือได้ดี!เป็นคนธรรมดากลับกล้าคิดจะแต่งงานกับญาติผู้พี่เราที่บรรลุด่านปัจเจกวิญญาณระดับกลาง?มันสมควรโดนแล้ว” เทียนหมิงโห่ร้องออกมา

                “เทียนหมิงอย่างเพิ่งขัดจังหวะ ให้พี่ชายเจ้าเล่าเรื่องให้จบก่อน”ไป๋หยุนเฟยตบไหล่เตือนมัน “คนอ้วนนั้นยังคงเป็นถึงคุณชายรองตระกูลจ้าวไม่ว่าจะไปที่ใดสมควรมีผู้คุ้มกันคอยติดตามไม่ได้หมายความว่านี่เป็นกับดักตั้งแต่แรกเพื่อให้ญาติผู้พี่เจ้าทำร้ายมันหรอกหรือ?”

                “โอ? พี่ไป๋ท่านถึงกับทราบว่าเป็นแผนการของบ้านตระกูลจ้าวจากข้อมูลเพียงเท่านี้?”เมื่อได้ยินที่ไป๋หยุนเฟยวิเคราะห์เย่เหวินเทียนก็ตกตะลึงแต่ถึงอย่างนั้นก็พยักหน้า “มิผิด ที่จ้าวเหลียงทำไปเพราะมีเจตนาหลังจากเกิดเหตุขึ้นตระกูลจ้าวก็มาหาเรื่องถึงหน้าประตูเรื่องราวเริ่มขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วจนลามไปทั่วเมืองจากความขัดแย้งกลายเป็นการต่อสู้ เรื่องนี้จำต้องคลี่คลายลงโดยเร็ว”.

                “ฮ้า!การวิวาทของผู้เยาว์กลับเป็นชนวนให้สองตระกูลต่อสู้กัน? ดูก็รู้ว่าตระกูลจ้าวหาข้ออ้างอันเล็กน้อยเพื่อก่อสงคราม!” จิ้งหมิงเฟิงแค่นหัวเราะเย้ยหยัน

                “ถูกแล้ว เรื่องเป็นเช่นนี้จริงๆไม่ว่าใครก็มองออกว่าตระกูลจ้าวคิดจะทำอะไร แต่กระนั้น พวกมันพยายามขัดขวางทำลายการค้าของพวกเราไม่หยุดสามในสี่ครั้งพวกมันสร้างความวุ่นวายในร้านค้าของเราและอีกครั้งพวกมันเกือบพาตัวเย่เอียนกลับไปได้หากไม่ใช่เพราะอารองกลับมาทันและทำร้ายจ้าวเย่บาดเจ็บพวกมันคงคร่ากุมตัวเย่เอียนไปได้แล้ว”

                “จากนั้นผู้นำตระกูลจ้าว จ้าวซิงก็มาที่ตระกูลเราพร้อมกับคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่ง มันเรียกร้องให้ตระกูลเย่ยอมสวามิภักดิ์ต่อตระกูลจ้าวไม่เช่นนั้นจะต้องพบกับความพินาศ”

                “หา!?” เทียนหมิงไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกจึงคำรามอย่างโกรธแค้น“หรือจ้าวซิงโง่ราวสุกรดังเช่นบุตรชายมัน!? มันอาศัยอะไรจึงกล้าเรียกร้องเช่นนี้ต่อตระกูลเรา!?”

                เย่เทียนเหวินสั่นศีรษะ “ในอดีตพวกมันอาจไม่มีแต่วันนี้... พวกมันมีแล้ว พวกมันเข้าร่วมกับสำนักเจ้าอสูรแล้ว!”

                “ตระกูลจ้าวร่วมมือกับสำนักเจ้าอสูร!? พวกมันทำอย่างไรจึงทำให้หนึ่งในสิบสำนักใหญ่ให้ความสนใจได้?”เทียนหมิงต้องตกตะลึงเมื่อได้รับทราบความจริง

                “ไม่ใช่ตระกูลจ้าวที่เสนอน้ำใจต่ออีกฝ่ายแต่เป็นสำนักเจ้าอสูรมาพบพวกมันโดยตรง แต่ด้วยเหตุใดไม่มีผู้ใดทราบแต่สำนักเจ้าอสูรมาพร้อมกับคำมั่นสองข้อ ตระกูลจ้าวไม่ลังเลแม้แต่น้อยก็ยินดีรับใช้พวกมัน”

                “คำมั่นอันใด?”

                “อย่างแรกก็คือพวกมันจะส่งมอบอสูรวิญญาณระดับห้าให้แก่ตระกูลจ้าวอย่างที่สองก็คือช่วยตระกูลจ้าวผนวกรวมตระกูลเย่เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลมัน!”

                หลังจากมองดูสีหน้าตะลึงงันของเทียนหมิงเย่เทียนเหวินจึงกล่าวต่อ “ด้วยการสนับสนุนเช่นนี้ตระกูลจ้าวจึงสามารถล้ำหน้าตระกูลหลิวกลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเกายี่ได้ดังนั้นแม้แต่ตระกูลหลิวก็ไม่กล้าลุกขึ้นขัดขวางพวกมันเช่นกันที่ผ่านมาตระกูลจ้าวและตระกูลเย่มีกำลังทัดเทียมกันแต่เมื่อมีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากสำนักเจ้าอสูรเช่นนี้ตระกูลของเราคงต้องสูญเสียอำนาจที่เคยมีไปแล้วเพียงอสูรวิญญาณระดับห้าตัวเดียวก็สยบพวกเราทั้งตระกูลได้แล้วอย่าว่าแต่ยังมีสำนักเจ้าอสูรที่คอยช่วยเหลืออีก!”

                “แต่ว่ายังโชคดี ระหว่างที่ส่งอสูรวิญญาณระดับห้ามาที่นี่สำนักเจ้าอสูรกลับปล่อยให้มันหลบหนีไปได้ ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คืออสูรวิญญาณนั้นถึงกับสร้างพันธะวิญญาณกับผู้ฝึกปรือวิญญาณอื่นไปแล้ว!”ที่เย่เหวินเทียนไม่ทันสังเกตก็คือยามที่มันกล่าวถึงรายละเอียดเล็กๆเรื่องหนึ่งกลับทำให้ไป๋หยุนเฟยและพวกทั้งสามหน้าซีดเผือด “เมื่อยามบ่ายวันนี้เอง ผู้ฝึกปรือวิญญาณผู้นั้นก็มาถึงเมืองเกายี่! แน่นอนว่าสำนักเจ้าอสูรต้องพบเห็นและส่งคนไปซุ่มโจมตีทำให้ทั้งสองคนต้องรีบหนีออกจากเมืองไป จากนั้นภูตวิญญาณระดับปลายก็ถูกส่งไปไล่ล่ายังดีที่มันถูกส่งออกไป ไม่เช่นนั้นหากมันร่วมทางมาคร่ากุมเจ้าด้วยอีกคนเรื่องราวคงเลวร้า...”

                “พี่เทียนเหวินหรือว่าอสูรวิญญาณนั้นจะเป็นอสูรวิญญาณวิหคระดับห้า?แล้วผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งสองที่ถูกไล่ล่าหนีออกจากเมืองไปเป็นสตรีหรือไม่!?”ใบหน้าไป๋หยุนเฟยซีดเผือดไร้สีเลือดยามที่เอ่ยปากขัดจังหวะคำพูดเย่เทียนเหวินอย่างร้อนรน

                “หืม? ท่านรู้ได้อย่างไร?”เย่เทียนเหวินถามด้วยความประหลาดใจ

                “เหล่าไป๋...”จิ้งหมิงเฟิงมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าจริงจัง

                “อ๊ะ!ที่แท้ก็เป็นแม่นางซินหยุน!” เทียนหมิงที่ฉุกคิดออกก็บังเกิดความแตกตื่น

                “เทียนหมิงเจ้าจะ --- ช้าก่อนหรือเจ้ารู้จักผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งสองนั้น!?”เย่เทียนเหวินพลันนึกออกว่าไฉนทั้งสามจึงมีสีหน้าเช่นนี้จึงเอ่ยปากถามเพื่อยืนยันความคิด

                “ถูกแล้ว พวกเรา...”

                “พี่เทียนเหวินท่านทราบหรือไม่ว่าพวกนางหลบหนีไปทิศทางใด?” ไป๋หยุนเฟยขัดจังหวะเทียนหมิงอีกครั้งด้วยความร้อนรนยิ่งกว่าเดิม

                “โอ คาดว่าจะเป็นทางนั้น...”เย่เทียนเหวิยชี้ไปด้านขวาด้วยความงุนงง

                “จิ้งหมิงเฟิง รีบไปกันเถอะ!” ไป๋หยุนเฟยไม่รีรอรีบสั่งให้จิ้งหมิงเฟิงติดตามมันไปทั้งคู่ไม่รอคนที่เหลือ รีบทะยานผ่านข้างกายเย่เทียนเหวินไปยังทิศที่ถูกชี้ ด้วยความเร็วของพวกมันเพียงไม่นานเงาร่างของทั้งคู่ก็ลับสายตาไป

                “พี่ไป๋ รอข้าด้วย!” เทียนหมิงร้องตะโกนพร้อมกับไล่ตามทั้งคู่ไป

                กระนั้นเย่เทียนเหวินกลับใช้มือข้างเดียวรั้งมันไว้พร้อมกับแสดงสีหน้าเคร่งขรึม “เทียนหมิง เจ้าจะไปทำอะไร?”

                “แม่นางซินหยุนกำลังลำบากพวกเราต้องไปช่วยนาง!” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างพลุ่งพล่านขณะคว้าจับมือของพี่ชายอย่างร้อนรนก็ร่ำร้องว่า “ท่านพี่!ไปกับพวกเราเถอะ! ท่านอาท่านกับท่านพี่ต้องไปช่วยแม่นางซินหยุน!”

                “นี่ไม่ได้หมายความว่าผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ขโมยอสูรวิญญาณจากสำนักเจ้าอสูรเป็นคนรู้จักของเจ้าหรอกหรือ?”เย่เทียนเหวินถามย้ำอีกครา

                “ถูกแล้ว!นางเป็นสหายข้า! ท่านพี่รีบไปเถอะ!พวกเราต้องรีบไปช่วยนาง!” เทียนหมิงฉุดลากแขนของพี่ชายให้ตามไปแต่แรงต้านจากอีกฝ่ายทำให้มันประหลาดใจ

                “ท่านพี่? ท่านอย่าบอกว่า...”

                “เพ้ย!ไฉนเจ้าไร้เดียงสาปานนี้? ยังดีที่เจ้าเป็นบุตรคนรอง ที่พวกเราต้องเผชิญหน้าคือสำนักเจ้าอสูรหรือเจ้าคิดจริงๆว่าสามารถต่อกรกับพวกมันได้?พวกมันเพียงขยับนิ้วทั้งตระกูลเราก็ต้องถูกขยี้เป็นผุยผง!หรือเจ้าอยากถูกทั้งตระกูลสาปแช่งไปชั่วชีวิต!?”เย่เฉวียนตัดบทด้วยเสียงดุด่าอันเย็นชา

                “นั่น... ข้า...” เทียนหมิงอับจนปัญญาได้แต่มองไปยังพี่ชายเพื่อวิงวอนอีกครั้ง “ท่านพี่...”

                พี่ชายของมันสั่นศีรษะอีกครั้ง“ยกโทษให้ข้าด้วยเทียนหมิง ท่านอากับข้าก็ได้แต่งอมืออับจนปัญญาสำนักเจ้าอสูรนั้น... ไม่ใช่พวกเราจะสามารถต่อต้านได้”

                มันมองตามไปยังทิศทางที่ไป๋หยุนเฟยลับสายตาไป“สหายเจ้าไป๋หยุนเฟยก็ทราบเรื่องนี้ดีจึงไม่เรียกเจ้าติดตามไปด้วยไม่เช่นนั้นคงขอความช่วยเหลือจากข้าแล้ว...แต่เมื่อพวกมันคิดจะเข้าไปช่วยสตรีทั้งคู่ ข้าก็มั่นใจว่าคงมีแผนการอยู่แล้วเจ้าสงบใจลงเถอะพวกมันคงไม่เป็นอะไร”

                เทียนหมิงลังเลใจ แต่เมื่อความคิดมันแจ่มชัดขึ้นก็เงยหน้ากล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านพี่ ท่านกับท่านอากลับบ้านไปก่อน หากตระกูลเย่ไม่คิดยุ่งเกี่ยวถ้าเช่นนั้น... ข้าจะไปเอง!!”

                มันวิ่งอ้อมออกไปทันทีก่อนจะทุ่มเทฝีเท้าไล่ตามไปยังทิศทางที่ไป๋หยุนเฟยมุ่งไป

                การกระทำของเทียนหมิงสร้างความตกตะลึงแก่เย่เฉวียนและเย่เทียนเหวินยิ่งเพราะพวกมันไม่เคยเห็นเทียนหมิงจริงจังและเด็ดเดี่ยวปานนี้มาก่อนก่อนทั้งคู่จะทันได้รู้ตัวเทียนหมิงก็ลับสายตาไปแล้ว “เทียนเหวินเจ้าคิดว่าควรนำตัวเทียนหมิงกลับมาหรือไม่ มัน...” เย่เฉวียนกล้ำกลืนคำพูดลงไป

                เย่เทียนเหวินหน้าแปรเปลี่ยนไปชั่วครู่ก็ถอนหายใจอย่างอับจนปัญญาแต่ในเสียงถอนหายใจกลับแฝงความปลาบปลื้มเจือปนอยู่ มันสั่นศีรษะกล่าวว่า“พวกเราจะไล่ตามไป แต่ไม่ว่าอย่างก็จะไม่ลงมือหากเทียนหมิงคิดจะทำอะไรวู่วามก็ค่อยนำตัวกลับมา”

                ……

                ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้วตั้งแต่ได้ทราบข่าวเรื่องถังซินหยุนและจ้าวม่านฉาตลอดทางที่มุ่งหน้ามาสีหน้าไป๋หยุนเฟยเคร่งขรึมมืดมนทั้งคู่ตัดทะลุป่าและที่ราบหลายแห่งจนในที่สุดก็มาถึงภูเขาสูงร้อยห้าสิบวาลูกหนึ่ง

                ทั้งสองคนไม่ชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อยรีบพุ่งทะยานขึ้นภูเขาไป สายตาไป๋หยุนเฟยกระจ่างวูบเมื่อพบเห็นบางสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป“ข้าพบพวกนางแล้ว! อยู่ข้างหน้านี้เอง!!”

                “แกว๊ก!!”

                ขณะนั้นเสียงวิหคดังสดใสจากด้านบนก็แว่วเข้าหูไป๋หยุนเฟยเสียงร้องนี้กลับเปี่ยมด้วยความพลุ่งพล่านดาลเดือด...

                “เสี่ยวไป๋!!”