บทที่ 143 ปากร้ายเสียจริง
ผู้สูงวัยในชุดดำมีนามว่า ‘จวงหาน’ ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักจันทราเงิน เขาคือคนที่ส่งโจวเหมยไปหามู่เซวียนจนพบ สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้จัดการง่ายขึ้นมาก มีมู่เซวียนอยู่ เช่นนั้นก็สามารถพิจารณาเรื่องการเกี่ยวดองได้ เพียงแต่ลูกศิษย์ที่โจวเหมยพาไปด้วยถูกฉินชูโจมตีจนบาดเจ็บ นั่นทำให้เขาเกรี้ยวกราดไม่น้อย แบบนี้เท่ากับหักหน้าเขา อีกทั้งฉินชูมาถึงตำหนักจันทราเงินแล้วยังไปอยู่กับมู่เซวียนอีก นี่ถือเป็นการเลือกฝ่าย
“ผู้อาวุโสใหญ่วางใจได้ เจ้าขยะที่สมควรตายนั่นมีชีวิตอยู่ไม่พ้นวันพรุ่งนี้แน่ เขาบอกว่าช่วยมู่เซวียนไว้ไม่ใช่หรือ พรุ่งนี้ข้าจะตั้งข้อกังขาในพลังความสามารถของเขา เขาย่อมต้องโต้ตอบ เช่นนั้นก็จะเกิดการประลองขึ้นโดยปริยาย” โจวเหมยกล่าว
จวงหานพยักหน้า “เรื่องนี้เจ้าจัดการตามสมควร ความเสียหายของตระกูลเจ้า ข้าจะคิดหาวิธีจัดการเอง”
ภายในตำหนักจันทราเงินล้วนเป็นผู้ฝึกตน แต่ผู้ฝึกตนแต่ละคนต่างก็มีครอบครัวและตระกูล ครั้งนี้ตำหนักจันทราเงินและราชวงศ์ดาราเหมันต์เกิดความขัดแย้งกัน พื้นที่ชายแดนของตำหนักจันทราเงินที่อยู่ติดกับราชวงศ์ดาราเหมันต์จึงถูกโจมตี ในจำนวนนั้นตระกูลจวงโดนหนักที่สุด นอกจากนั้น ยังมีเขตแดนที่ตระกูลของโจวเหมยอยู่ นี่ก็คือสาเหตุที่โจวเหมยกระวีกระวาดกับเรื่องนี้
หลังจากฉินชูนั่งสมาธิฝึกฝนหนึ่งคืน เขาจึงลุกขึ้นแต่เช้า
ล้างหน้าเสร็จ จึงได้ฝึกเพลงกระบี่อยู่พักหนึ่ง ก่อนสาวใช้ของมู่เซวียนจะนำอาหารเช้ามาให้
ระหว่างกินอาหารเช้า ฉินชูก็กำลังไตร่ตรองปัญหาบางอย่าง วันนี้อาจได้พบกับผู้เฒ่าเสว่แห่งตำหนักจันทราเงิน แต่เรื่องเกี่ยวกับเบาะแสเผ่าศักดิ์สิทธิ์ ช่างเอ่ยปากได้ยากนัก อีกฝ่ายมีเหตุผลอะไรต้องบอกเขาด้วยเล่า?
ฉินชูเองก็กังวลว่าจะทำให้ผู้เฒ่าเสว่เกิดจิตปรปักษ์ ผู้เฒ่าเสว่เคยถูกคนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงทำร้าย หากภายในใจมีความแค้นใหญ่หลวง แล้วเขาไต่ถามเรื่องเบาะแสเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงส่งเดช อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ได้
ระหว่างที่ฉินชูกำลังครุ่นคิดอยู่ มู่เซวียนก็มาหา
“ฉินชู ข้ามาแล้ว!” มู่เซวียนกล่าวทักทาย
“ก่อนหน้านี้เหตุใดเจ้าถึงต้องสวมผ้าโปร่งปิดหน้าด้วย?” ฉินชูเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ใบหน้าของมู่เซวียนไม่มีจุดด่างพร้อย อีกทั้งรูปลักษณ์ก็ดูดีเป็นอย่างมาก ไม่มีความจำเป็นต้องสวมผ้าโปร่งปิดหน้าเลย
“ก็แอบหนีออกไปนี่ ข้ากลัวว่าจะมีคนจำได้” มู่เซวียนกล่าวกับฉินชู
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ พวกเราไปกันเถอะ” ฉินชูลุกขึ้นยืน
มู่เซวียนพาฉินชูเดินไปทางโถงใหญ่ในเรือนแยกของนาง “เจ้าไม่ต้องกังวล อาจารย์และท่านพ่อของข้าไม่ปล่อยให้เจ้าลำบากแน่”
“คนที่ควรกังวลคือเจ้ามากกว่ากระมัง?” ฉินชูหัวเราะเบา
“ข้าไม่กังวล เพราะอาจารย์และท่านพ่อของข้าจะให้ความเป็นธรรมแก่ข้าเอง” มู่เซวียนกล่าว
ระหว่างที่สนทนากัน ฉินชูและมู่เซวียนก็มาถึงโถงใหญ่ของเรือนแยก ภายในโถงใหญ่ เจ้าตำหนักจันทราเงินนั่งตรงตำแหน่งหลัก มู่หยวนหลิงนั่งอยู่ด้านข้าง ถังหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างกายเจ้าตำหนักจันทราเงิน
“มาแล้วหรือ เช่นนั้นพวกเราไปกัน” เจ้าตำหนักจันทราเงินลุกขึ้นยืน ก่อนพาคนทั้งกลุ่มมุ่งหน้าไปยังโถงใหญ่ของตำหนักจันทราเงิน
ฉินชูเดินตามอยู่ด้านหลัง เขาครุ่นคิดเรื่องบางอย่างอยู่ในห้วงภวังค์ตลอด นั่นคือจากนี้สถานการณ์จะอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าตำหนักจันทราเงินหรือไม่
ระหว่างเดินไป ฉินชูเห็นศิษย์ตำหนักจันทราเงินจำนวนมาก ฉินชูเข้าใจได้ ตำหนักจันทราเงินเป็นหนึ่งในสองกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ของแคว้นหนานหลี จึงมีศิษย์ในสำนักจำนวนมาก อาจมีนับหมื่น หรือหลายแสน
เพียงไม่นานพวกเขาก็มาถึงโถงใหญ่ของตำหนักจันทราเงิน ภายในโถงใหญ่มีคนอยู่จำนวนไม่น้อย เมื่อเห็นเจ้าตำหนักจันทราเงินมา ทุกคนต่างลุกขึ้นคำนับ
เจ้าตำหนักจันทราเงินนั่งลงตรงตำแหน่งหลัก ถังหว่านเอ๋อร์และมู่เซวียนยืนอยู่ข้างเจ้าตำหนักจันทราเงิน มู่หยวนหลิงก็หาที่ว่างนั่งลง เขาเป็นเจ้าหุบเขาโอสถทิพย์แห่งตำหนักจันทราเงิน มีตำแหน่งฐานะสูงส่ง ส่วนฉินชูก็ยืนอยู่ด้านหลังมู่หยวนหลิง
“หว่านเอ๋อร์ เจ้าไปเชิญผู้เฒ่าเสว่มาได้” เจ้าตำหนักจันทราเงินกล่าวกับถังหว่านเอ๋อร์
ระหว่างที่ถังหว่านเอ๋อร์ไปเชิญผู้เฒ่าเสว่ ก็มีคนทยอยกันเข้าสู่โถงใหญ่ แต่ทุกคนล้วนประสานมือคำนับเจ้าตำหนักจันทราเงิน เห็นท่าทางเหล่านั้นฉินชูพอจะดูออก ว่าเจ้าตำหนักจันทราเงินมีอำนาจบารมีอย่างแท้จริง
หลังจากฉินชูคิดเช่นนั้นได้เพียงไม่นาน บุรุษชุดดำผู้หนึ่งก็พาโจวเหมย และคนจำนวนหนึ่งเข้ามา เขาไม่ได้คำนับเจ้าตำหนักจันทราเงิน เพียงนั่งลงตรงที่นั่งลำดับแรกที่อยู่ทางขวาของโถงใหญ่ ส่วนโจวเหมยเองก็นั่งลงแล้ว แต่ที่นั่งอยู่ค่อนข้างห่างจากด้านหน้า
เวลาผ่านไปไม่นาน ถังหว่านเอ๋อร์ได้ประคองหญิงชราผมขาวผู้หนึ่งเข้าสู่โถงใหญ่ เวลานี้คนทั้งหมดในที่นี้ซึ่งมีเจ้าตำหนักจันทราเงินเป็นผู้นำ ต่างก็โค้งตัวคำนับหญิงชราผมขาว
ถังหว่านเอ๋อร์ประคองหญิงชราผมขาวมายังที่นั่งด้านข้างเจ้าตำหนักจันทราเงิน ที่นั่งนี้ค่อนข้างพิเศษ ถือเป็นที่นั่งเฉียง อยู่ระหว่างที่นั่งของเจ้าตำหนักจันทราเงินและที่นั่งทั้งสองแถวที่อยู่ด้านข้าง
“ผู้เฒ่าเสว่มาแล้ว เช่นนั้นข้าจะพูดเรื่องในครั้งนี้ ข้าคิดว่าการปฏิเสธเกี่ยวดองกับราชวงศ์ดาราเหมันต์ ความคิดของคนบางส่วนไม่รู้จักมองภาพรวม ส่งผลให้ตำหนักจันทราเงินถูกโจมตี” จวงหานที่สวมใส่ชุดสีดำลุกขึ้นยืน
“อะไรคือภาพรวม? ผู้อื่นข่มเหงตำหนักจันทราเงิน เพื่อภาพรวมที่ผู้อาวุโสใหญ่อ้าง ก็ต้องทนรับไว้เช่นนั้นหรือ?” เจ้าตำหนักจันทราเงินยังไม่ทันกล่าวอะไร สตรีในชุดเขียวผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นยืนแล้ว
“ผู้อาวุโสสวีระวังวาจาด้วย! อะไรคือข่มเหง? การเกี่ยวดองนั้นมีประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย จะเรียกว่าข่มเหงได้อย่างไร?” แววตาจวงหานฉายประกายแสงเย็นวาบ เจ้าตำหนักจันทราเงินยังไม่ทันกล่าวอะไร ก็มีผู้อาวุโสคนอื่นคัดค้านเขาแล้ว ทำให้เขารู้สึกโมโหไม่น้อย
“อะไรคือได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย? ให้ตำหนักจันทราเงินของเรายอมส่งศิษย์สายตรงเจ้าตำหนักไปเป็นสนมของผู้อื่น แบบนี้เรียกว่าได้ประโยชน์หรือ? ผู้อาวุโสใหญ่รู้หรือไม่ว่าราชวงศ์ดาราเหมันต์มีสนมจำนวนมากเพียงใด คนในตำหนักจันทราเงินของเรามีเกียรติศักดิ์ศรี ผู้อื่นมาเหยียบย่ำนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จะไม่รักษาเกียรติไว้ด้วยเลยหรือ?” สตรีที่ถูกจวงหานเรียกว่าผู้อาวุโสสวีใบหน้าเต็มไปด้วยความเดือดดาล เพราะการเกี่ยวดองในครั้งนี้ก็เท่ากับเห็นสตรีในตำหนักจันทราเงินเป็นเพียงของเล่น
“ย่อมมีผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งสองฝ่ายล้วนมีความก้าวหน้า ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” จวงหานกล่าว
“ข้าทนเจ้ามานานแล้ว! นี่เป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่หรือ? ถ้าต้องส่งตัวลูกสาวของเจ้าออกไป เจ้ายินยอมหรือไม่?” ในเวลานี้มู่หยวนหลิงลุกขึ้นยืน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเดือดดาล
“เจ้าหุบเขามู่ หลังจากเกี่ยวดองกัน หุบเขาโอสถทิพย์ก็จะได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์ดาราเหมันต์ แบบนี้ย่อมดีไม่ใช่หรือ?” จวงหานขมวดคิ้ว ที่ผ่านมามู่หยวนหลิงไม่เคยเสนอข้อคิดเห็นในตำหนักจันทราเงิน นอกจากนั้น เขาคิดว่าการเกี่ยวดองคราวนี้ มู่เซวียนไปเป็นสนมที่ราชวงศ์ดาราเหมันต์ หุบเขาโอสถทิพย์ควรตอบตกลงถึงจะถูก เพราะจะส่งผลดีต่อการเติบโตของหุบเขาโอสถทิพย์ด้วย
“หุบเขาโอสถทิพย์ต้องการความก้าวหน้าก็จริง แต่ไม่มีทางแลกด้วยความสุขของลูกหลาน ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องกล่าว เพราะสองปีที่ผ่านมาอากาศไม่ดี สมุนไพรในหุบเขาโถสถทิพย์มีผลผลิตไม่เพียงพอ โอสถสำหรับการฝึกฝนของศิษย์นั้นไม่มีปัญหา แต่คงไม่มีความสามารถพอจะสนับสนุนหอผู้อาวุโสอีก หากผู้อาวุโสทุกท่านต้องการโอสถ ก็ให้ไปหาผู้อาวุโสใหญ่เสีย ข้าคงไร้ความสามารถ แต่ผู้อาวุโสใหญ่นั้นมีความสามารถล้ำเลิศ” เมื่อได้ฟังวาจาของมู่หยวนหลิง ภายในโถงใหญ่จึงสงบลง
วาจาของมู่หยวนหลิงมีความหมายเช่นไร ผู้คนต่างคาดเดาได้ นั่นคือเขาจะหยุดมอบโอสถแก่หอผู้อาวุโส สาเหตุคือไม่พอใจต่อจวงหาน หากเหล่าผู้อาวุโสไม่พอใจ เช่นนั้นก็ไปหาจวงหาน
“เจ้าหุบเขามู่ ท่านกำลังตัดสินใจด้วยอารมณ์ ไม่รู้จักคำนึงถึงส่วนรวม” จวงหานสีหน้าบึ้งตึง มู่หยวนหลิงจงใจหาเรื่องเขา
“แม้แต่บุตรสาวยังแทบคุ้มครองไม่ได้ ข้าจะเอาส่วนรวมไปทำไม ข้าจะตัดสินใจด้วยอารมณ์ก็ช่าง หากอยากได้ส่วนรวม... เจ้าจวงหานก็ไปขอส่วนรวมจากราชวงศ์ดาราเหมันต์ก็แล้วกัน” วาจาของมู่หยวนหลิงไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
ฉินชูรู้สึกสาแก่ใจนัก เมื่อวานมู่หยวนหลิงปากร้าย ข่มขู่เขาว่าจะลงทัณฑ์ แต่หากเทียบกับตอนนี้ เมื่อวานก็เหมือนเด็กเล็กเล่นขายของ ยามนี้ถึงจะปากร้ายอย่างแท้จริง