ไป๋ซีอวิ๋นยังไม่ได้เข้าในลานบ้านก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่เ็ปรวดร้าวของฉีเมี่ยวเดิมทีเสียงนางจัดอยู่ในประเภทนุ่มนวลอ่อนโยน ปกติไม่พูดคุยเสียงดังชาติก่อนหลังเขาตายิญญาไม่ไปผุดไปเกิดหลายครั้งมองนางถูกรังแกอย่างช่วยอะไรไม่ได้นางล้วนใช้เสียงขอร้องอ้อนวอนเช่นนี้วิงวอน เมื่อสิ้นหวังก็ใช้เสียงเช่นนี้ร้องเรียกชื่อเขา
ชั่วขณะหนึ่งไป๋ซีอวิ๋นราวกับแยกไม่ออกว่ายามนี้ที่แห่งนี้คือชาติก่อนหรือปัจจุบันไม่ทันได้ห่วงและไม่รู้สึกถึงร่างกายป่วยอ่อนแอ ผลักฉีหย่งออกไปแล้วก้าวเข้าประตูลานบ้านภาพตรงหน้าทำให้เขาโกรธพลุ่งพล่านจริงๆ
“พวกเ้าทำอะไร! ปล่อยนาง!”
ซุนกงกงที่ติดตามข้างกายไป๋ซีอวิ๋นก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
เห็นเพียงหญิงสาวบอบบางผมเผ้ายุ่งเหยิงถูกสตรีในเครื่องแต่งกายหรูหราคนหนึ่งวัยกลางคนอีกคนวัยสาวกดไว้กับพื้นคนหนึ่งจับแขนหยิกเอว อีกคนดึงผม สตรีที่ล้มลงกับพื้นร้องไห้ฟูมฟายผมยาวบนหน้าผากเปื้อนน้ำตาแนบใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือ ทำให้รู้สึกสงสารในใจแม้แต่เขาซึ่งเป็ผู้เฝ้าดูยังทนไม่ไหว
“นี่คือการอบรมสั่งสอนในจวนแม่ทัพฉี? พวกเรานับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”ซุนกงกงพูดกับไป๋ซีอวิ๋นอย่างเป็ธรรมชาติ สะบัดแส้จามรีหยกยืนกอดอกมองสองสตรีที่ใช้ความรุนแรงอย่างสนใจ
เหมียวซื่อกับฉีชั่วนิ่งอึ้งไปแล้วถูกฉีเมี่ยวะโใส่ ซ้ำยังถูกซุนกงกงและคนอื่นๆ ตำหนิเสียดสี ยามนี้ต้องรีบชักมือกลับเหมือนถูกน้ำร้อนลวก
“เ้า...”
แม่ทัพฉีมีสีหน้าเขียวคล้ำแล้วไม่นึกว่าไป๋ซีอวิ๋นมาได้จังหวะพอดีเช่นนี้ที่บังเอิญยิ่งกว่าคือเขาพาซุนกงกงมาด้วย ทำให้คนรับใช้ในจวนไม่กล้าขัดขวางให้พวกเขาตรงเข้าไปในจวน
“ไป๋ซื่อจื่อ ซุนกงกง นี่...” แม่ทัพฉีคิดจะอธิบายชั่วขณะหนึ่งคิดจนหมดปัญญาก็ไม่รู้ควรพูดอะไรจึงเบนสายตาขุ่นเคืองไปมองเหมียวซื่อและลูกสาว
เหมียวซื่อและลูกสาวใจนตัวสั่นทันทีพากันก้มหน้า
ไป๋ซีอวิ๋นมองฉีเมี่ยวที่นั่งคุกเข่ากับพื้นสะอึกสะอื้นเดินเข้าไปช้าๆเขาที่ร่างกายอ่อนแอเพราะป่วยเรื้อรังที่จริงเหงื่อออกท่วมตัวตั้งนานแล้วแม้แต่เสื้อชั้นในก็เปียกชุ่มแนบอยู่บนร่าง แต่เขามีนิสัยเข้มแข็ง ถ้าไม่จำเป็เขาไม่แสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนนอกเด็ดขาดดังนั้นยามนี้แม้เขาดูเหมือนหน้าซีดเหลืองคล้ำซ้ำยังผอมจนไม่เหลือเค้าเดิมทำให้สีหน้าดูมืดมนน่ากลัว ที่เหลือก็ไม่ได้แปลกอย่างไร
ฉีชั่วเห็นแล้วเม้มปาก
บุรุษผู้นี้เดิมทีควรเป็ของนาง! ถ้านางรู้แต่แรกว่าเขาไม่ได้ป่วยหนักถึงเพียงนั้นเหมือนที่เล่าลือกันดีร้ายสามารถฉวยโอกาสที่เขายังมีชีวิตอยู่วางแผนสองปีด้วยตำแหน่งของเขาต่อหน้าว่านกุ้ยเฟยกับองค์ชายรอง นางจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น!
แต่ยามนี้เขากลายเป็น้องเขยของนาง!
ไป๋ซีอวิ๋นมองไม่เห็นผู้อื่นด้วยซ้ำในสายตาเหลือเพียงฉีเมี่ยวที่ร้องไห้ เมื่อถึงตรงหน้านาง เพราะเรี่ยวแรงไม่พอจึงไม่กล้าประคองนางขึ้นมาทำได้เพียงยื่นสองมือไปตรงหน้านาง
“เมี่ยวเอ๋อร์ ลุกขึ้น”
ฉีเมี่ยวสะอึกสะอื้นเชิดสายตามองไป๋ซีอวิ๋น จากนั้นมืองามจับมือของเขายืมแรงยืนขึ้น
บนเท้านางมีแผลลวกจริงๆแม้ไม่เ็ปรุนแรงถึงเพียงนั้น แต่ไม่ใช่แกล้งป่วยไปเสียทั้งหมดจับแขนของไป๋ซีอวิ๋นทรงตัวมั่นคง ก้มหน้าทำความเคารพ ราวกับเด็กที่ทำผิด
“ซื่อจื่อ”
ไป๋ซีอวิ๋นไม่ชอบแสดงอารมณ์ของตนต่อหน้าผู้อื่นเพียงส่งเสียง “อืม” เล็กน้อยจากนั้นหันไปหาฉีหย่ง
“แม่ทัพฉี ไม่รู้ภรรยาข้าทำสิ่งใดผิดไป หรือบอกว่าข้าคนสกุลไป๋ไม่ใช่คน? เยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงยังต้องได้รับปฏิบัติอย่างโหดร้ายปานนี้?”
แม่ทัพฉีสีหน้าเขียวคล้ำคิดโต้เถียงกับไป๋ซีอวิ๋น แต่เพราะซุนกงกงอยู่ข้างๆ กลัวว่าจะแพร่เื่นี้ไปถึงหูขององค์ชายรองกับว่านกุ้ยเฟยว่านกุ้ยเฟยเป็ถึงพระชายาคนโปรดของฮ่องเต้ เป่าหูทีสองทีก็พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้อีกทั้งอนาคตเขาอาจยังมีหลายเื่ต้องพึ่งพาไป๋ซีอวิ๋นยามนี้เขาไม่อาจอธิบายและไม่อาจปฏิเสธจึงได้แต่ยิ้มขอโทษ
“ลูกเขยล้อเล่นแล้ว”ประโยคเดียวระบุความสัมพันธ์ของทั้งสอง ราวกับบอกให้ไป๋ซีอวิ๋นเปลี่ยนคำเรียกขาน “ลูกเมี่ยวเป็บุตรสาวของข้า ไหนเลยจะถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายคิดว่าคงมีอะไรเข้าใจผิดกระมัง เื่เรือนในไม่เกี่ยวข้องกับบุรุษเช่นพวกเราไม่สู้เ้ากับข้าไปดื่มชาสักถ้วย?”
แม้คำพูดนี้มีอัตวิสัยเชิงบุรุษนิยมอย่างยิ่งแต่เป็เื่ปกติของบุรุษในยุคนี้ เขาปัดความผิดพ้นตัว ต่อให้มีอะไรไม่ถูกต้องก็เป็เหมียวซื่อสั่งสอนบุตรสาวไม่เกี่ยวข้องถึงบิดาปฏิบัติต่อลูกสาวที่ออกเรือนกลับมาเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงอย่างโหดร้าย
ไป๋ซีอวิ๋นย่อมเข้าใจความหมายแฝงของแม่ทัพฉี
แต่มีชีวิตมาสองชาติสิ่งที่เขาอยากทำที่สุดก็คือปกป้องฉีเมี่ยว สิ่งที่เขาทำไม่ได้เมื่อครั้งเป็ิญญายามนี้กลับทำได้ง่ายๆ
เขาโอบเอวของฉีเมี่ยวพูดว่า “ในเมื่อมารดาเลี้ยงกับพี่สาวไม่ต้อนรับภรรยาข้าพวกเราก็ขออำลา วันนี้พักไว้ชั่วคราว วันหลังมีโอกาสค่อยเชิญแม่ทัพฉีดื่มชา” จากนั้นพยักหน้า โอบฉีเมี่ยวเดินไปข้างนอกอย่างเ็า
ถูกทิ้งไว้ในสมัยโบราณเผชิญกับปัญหาทุกรูปแบบ ถูกรังแกด้วยวิธีต่างๆ ในใจฉีเมี่ยวรู้สึกกดดันอย่างมากแต่นางไม่นึกว่าสามีป่วยไข้อ่อนแอผู้นั้นของนางจะค้ำยันร่างคนป่วยมาหนุนหลังนาง
ถ้าบอกว่าน้ำตาเมื่อครู่เสแสร้งคราวนี้ก็ซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง
ฉีเมี่ยวพิงไหล่ของเขาด้วยความเต็มใจเดินตามเขาออกประตูลานบ้าน
ซุนกงกงสะบัดแส้จามรีอีกครั้ง“แม่ทัพฉี พวกเราขออำลา” ก่อนหันหลังติดตามไป๋ซีอวิ๋น
แม่ทัพฉีลำคอแห้งผากสาวเท้าไล่ตามไป แต่ไม่ว่าเหนี่ยวรั้งอธิบายอย่างไร ไป๋ซีอวิ๋นก็ไม่พูดอะไรสักคำไม่เหมือนลูกเขยของแม่ทัพฉีด้วยซ้ำ แต่เหมือนเ้าหนี้ที่มาทวงหนี้
เห็นฉีเมี่ยวกับไป๋ซีอวิ๋นขึ้นรถม้าแล้วฉีหย่งถึงกลับเรือนใน
เหมียวซื่อกับฉีชั่วคิดดีแล้วว่าจะอธิบายกับฉีหย่งอย่างไรผู้ใดจะรู้ว่าเพิ่งยิ้มแย้มเข้ามาต้อนรับ ก็ถูกฉีหย่งตบหน้า
เหมียวซื่อบังลูกสาวไว้ข้างหลังถูกตบอย่างรุนแรง
ฉีชั่วกรีดร้อง“ท่านพ่อ ท่านทำอะไร!”
“แม่ทัพ!” เหมียวซื่อน้ำตาคลอ “ท่าน...ท่านช่างใจร้ายนัก ยามนั้นท่านสัญญาว่าจะทำดีกับข้าเหตุใดวันนี้ถึงทำกับข้าเช่นนี้!”
แม่ทัพฉีมองภรรยาที่มีเสน่ห์เย้ายวนเต็มเปี่ยมสุดท้ายยังคงนึกถึงความรักครั้งเก่า จึงไม่ได้ลงแรงตบต่อไป
แต่เพลิงโทสะเมื่อครู่ยังคงอยู่“เ้าดูเื่ดีที่เ้าทำ!ฉีเมี่ยวมาเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิง เ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องสนใจ!เ้าสิดี กลับพาชั่วเจี่ยเอ๋อร์มาทุบตี! ปิดประตูก็ช่างเถอะแต่ให้ซุนกงกงผู้นั้นเห็นต่อหน้าต่อตาปกติข้าต่อสู้ขวนขวายในราชสำนักจนมีตำแหน่งสูงในวันนี้ง่ายหรือเ้าไม่รู้จักลดปัญหาเพื่อช่วยข้า กลับทำเช่นนี้กับข้า!”
เหมียวซื่อก็รู้ว่าตนเองเป็ฝ่ายผิดเป็เพราะนางจงใจปลุกปั่นปัญหาถึงเกิดสถานการณ์ในยามนี้นางเพียงอยากให้แม่ทัพฉีเอือมระอาฉีเมี่ยวจะได้ให้ลูกสาวของตนกลายเป็ผู้เดียวที่แม่ทัพฉีถนอมรักข้างกายอนาคตจะพูดเื่การแต่งงานก็ง่ายดาย
ผู้ใดจะรู้ว่าเื่ราวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
นางไม่กล้าโต้แย้งเพียงก้มหน้าให้แม่ทัพฉีตำหนิ
แม่ทัพฉียิ่งพูดยิ่งโมโหสุดท้ายด่าเสียเลย “ดีที่สุดพวกเ้าสองคนภาวนาให้อนาคตความสัมพันธ์ของข้ากับไป๋ซื่อจื่ออย่าได้ขัดแย้งมิฉะนั้นข้าจะขายพวกเ้า!”
“ท่านพ่อ ท่าน!” ดวงตาของฉีชั่วปกคลุมไปด้วยหมอกน้ำตาแม้แม่ทัพฉีพูดด้วยความโมโห แต่ฉีชั่วกับเหมียวซื่อรู้อยู่แก่ใจ พวกนางเป็เพียงขั้นบันไดที่แม่ทัพฉีปีนขึ้นไปเท่านั้นขายไปยังนับว่าดี ถ้าไม่ดีถูกเขาลักลอบมอบให้ผู้อื่นล่ะ?
แม้เหมียวซื่อวางแผนเก่งแต่ถึงอย่างไรชาตินี้ติดตามแม่ทัพฉีเพียงผู้เดียวไม่เคยคิดเื่ลักลอบคบชู้สู่ชายด้วยซ้ำ เป็สามีภรรยามานานหลายปีเหมียวซื่อก็รู้ซึ้งถึงนิสัยของแม่ทัพฉีบางทีถ้ายามนี้มีคนมาปรึกษาเล่นแลกเปลี่ยนภรรยากับเขา เพื่อตำแหน่งและอำนาจแม่ทัพฉีก็ทำได้เช่นกัน
เหมียวซื่อรู้สึกท้อแท้เมื่อนึกถึงตรงนี้แต่จะไปจากแม่ทัพฉี นางก็ไม่มีทางใช้ชีวิตต่อไปได้อีกทั้งยังมีชั่วเจี่ยเอ๋อร์ที่ยังไม่ออกเรือนด้วยถ้าฉีชั่วไม่อาจหาคู่ครองที่ดีได้เรี่ยวแรงที่นางเสียไปเพื่อเลี้ยงดูสั่งสอนั้แ่เด็กก็ไร้ประโยชน์?
“แม่ทัพ ท่านโปรดระงับโทสะ วันหน้าข้าน้อยจะไม่ทำเช่นนี้อีก” ในที่สุดเหมียวซื่อก็คิดได้ ดึงให้ฉีชั่วยอมแพ้
ก่อนหน้านี้ฉีชั่วยังไม่ยอมตามแต่ไม่อาจทนเหมียวซื่อขอความเมตตาร่ำไป ได้แต่โขกหัวตามหลายครั้งขอความเมตตาสักหน่อย
แม่ทัพฉีรักหน้าตาที่สุดภรรยากับลูกสาวขอความเมตตาเช่นนี้ เขาก็หายโมโหแต่คิดว่าเื่ในวันนี้ช่างน่าเสียดาย สุดท้ายพูดโพล่งลงโทษฉีชั่วกับเหมียวซื่อให้ไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนหนึ่งวัน
สองแม่ลูกโกรธจนน้ำตานองหน้าน่าสงสารกว่าท่าทางของฉีเมี่ยวเมื่อครู่ พวกคนรับใช้พากันเห็นด้วย ในที่สุดในจวนก็ไม่มีนายหญิงมาควบคุมแน่นอนว่าต้องชอบจึงไม่ขอความเมตตาให้ทั้งสองคน
ขณะที่เหมียวซื่อพาฉีชั่วรับโทษคุกเข่าฉีเมี่ยวบนรถม้าเช็ดน้ำตาแห้งแล้ว ผมยาวที่เพิ่งหวีสยายอยู่หลังศีรษะราวกับแพรต่วนดำขลับชั้นดี นางร้องไห้ตาแดงเรื่อเห็นแล้วน่าสงสาร ไป๋ซีอวิ๋นรักถนอมนางยิ่งนักโอบเอวภรรยาให้นางซบในอ้อมแขนเขาอย่างเอาแต่ใจ กระซิบปลอบโยน “มันผ่านไปแล้ว เ้าบอกข้าหน่อย เมื่อครู่เหตุใดถึงเป็เช่นนั้น”
ฉีเมี่ยวส่ายหน้าครู่ใหญ่ถึงพูดเสียงแหบแห้งสะอึกสะอื้น “ไม่มีอะไร ข้าไม่ดีเอง”
“เหลวไหล” ไป๋ซีอวิ๋นจูบหน้าผากนาง “เ้าเป็ภรรยาข้า ต่อหน้าข้าถ้าไม่อาจพูดความลำบากออกมาหรือยังคาดหวังที่อื่นจะมีที่ให้เ้าพูด?ยิ่งกว่านั้นข้าไม่หนุนหลังเ้า ยังคาดหวังผู้ใดวันนี้ข้าตั้งใจรีบมาก็เพราะเป็ห่วงเ้า”
ไป๋ซีอวิ๋นเข้าวังไปเข้าเฝ้าว่านกุ้ยเฟยก็สิ้นเปลืองกำลังกายไม่น้อยแล้วประกอบกับความเดือดดาลเมื่อครู่ คราวนี้เมื่อเขาพูดเสียงก็สั่นเทาเพราะต้องข่มกลั้นความโกรธ
ซุนกงกงที่ติดตามนอกรถม้าลอบพยักหน้าอย่างชื่นชม
ไม่นึกว่าหลังแต่งงานไป๋ซื่อจื่อที่เ็าราวกับูเาน้ำแข็งกลับกลายเป็คนอ่อนโยนนุ่มนวล
เมื่อครู่ฉีเมี่ยวใช้ประโยชน์จากไป๋ซีอวิ๋นในใจรู้สึกแย่ ได้ยินคำพูดนี้ของเขาก็คิดได้อยู่บ้าง
ในเมื่อนางสืบทอดร่างกายนี้ก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของร่างเดิม ในเมื่อเสพสุขผลประโยชน์ในขณะเดียวกันก็ต้องอดทนและแก้ไขปัญหาของร่างนี้ นางไม่จำเป็ต้องรู้สึกละอายใจเพราะยามนี้นางก็คือฉีเมี่ยว ไป๋ซีอวิ๋นเป็สามีของนางขอเพียงยังอยู่ที่นี่หนึ่งวัน นางก็ต้องอยู่กับเขาหนึ่งวัน
ฉี่เมี่ยวถอนใจช้าๆแล้วจึงเล่าเื่เมื่อครู่อย่างคร่าวๆ เพราะซุนกงกงอยู่ด้วย ฉีเมี่ยวย่อมพูดจาด้วยความระวังมากขึ้นไม่เหลือความประทับใจที่ดีต่อสกุลฉีให้ทางว่านกุ้ยเฟยในวังนั้นเด็ดขาดและไม่ทำให้ไป๋ซีอวิ๋นเสียชื่อเสียง