ตอนที่ 140 เปิดเผยข่าวสาร
ซย่าซิ่วเหอมองเห็นหมองเศร้าสร้อยในแววตาของจ้าวหงหลิว จึงรีบพูดขึ้นว่า “หงหลิว เธออย่าคิดแบบนั้นนะ เรื่องนี้ถึงเธอจะผิด แต่ถึงอย่างไรก็ยัง…”
จะว่าไปแล้ว จ้าวหงหลิวก็เป็นแค่คนน่าสงสารคนหนึ่งเท่านั้นเอง!
วันนี้เองที่เธอเพิ่งได้ยินจากคุณย่าลู่ว่า จ้าวหงหลิวมีบาดแผลเล็กใหญ่ทั่วทั้งร่างกาย ล้วนเป็นฝีมือหลีโก่วเซิ่งคนเดียวทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ตอนแรกจ้าวหงหลิวก็ถูกหลีโก่วเซิ่งข่มขืน แถมยังข่มขู่เธออีกว่า ถ้าเธอไม่เชื่อฟัง เขาจะป่าวประกาศว่าเธอเป็นคนยั่วยวนเขา
เธอไม่มีทางเลือก จึงจำยอมเป็นของเขา
“ถึงคนในชุมชนจะไม่โทษฉัน ฉันก็อับอายเกินกว่าที่จะอยู่ในชุมชนนี้อีกแล้ว”
จ้าวหงหลิวปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น ไม่รู้ว่าร้องไห้เพราะสำนึกผิด ร้องไห้เพราะเสียใจ หรือร้องไห้เพราะความรันทดของชีวิตตัวเอง
หลังจากที่เธอร้องไห้อยู่พักหนึ่ง หานชีเยวี่ยจับมือเธอเบาๆ แล้วพูดว่า “พี่หงหลิว บนโลกใบนี้มิอาจมีภูเขาไฟลูกใดที่คนเราไม่อาจพิชิตได้หรอก [1] ฉันอยากให้พี่ออกไปข้างนอก ออกไปจากชุมชนของเราเลย”
อีกสามคนที่ได้ยินคำพูดของหานชีเยวี่ยต่างก็ตกใจ
ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก? ผู้หญิงคนเดียวอย่างจ้าวหงหลิวเนี่ยนะ จะไปรอดได้ยังไง?
“ถ้าพี่หงหลิวยินดี ฉันจะลองถามดูว่ามีบ้านไหนในเมืองที่ต้องการคนดูแลผู้สูงอายุบ้าง”
หยางชุนจือถามว่า “ชีเยวี่ย ตอนนี้เป็นยุคใหม่แล้ว จะมีเรื่องคนใช้รับใช้คนแบบนี้อีกเหรอ? จะหางานได้จริงๆ เหรอ?”
หานชีเยวี่ยยิ้มแล้วพูดว่า “คุณป้าจ้ะ ตอนนี้เขาไม่เรียกว่าคนใช้แล้วค่ะ เขาเรียกว่าแม่บ้านประจำ”
แม่บ้านประจำ?
คำนี้ค่อนข้างใหม่ ทุกคนยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
หานชีเยวี่ยอธิบายอย่างอดทน ทุกคนจึงเข้าใจ
“ที่แท้ไม่ว่ายุคไหนก็มีชนชั้นสูงอยู่นะ ฉันยังคิดว่า…”
คำต่อจากนั้น หยางชุนจือไม่กล้าพูดต่อ แค่รีบปิดปากตัวเอง กลัวคำพูดจะนำภัยมาสู่ตัว เธอจะลืมมันได้อย่างไร?
“พี่หงหลิว ถ้าพี่ยินดีที่จะทำงานรับใช้คนอื่น ฉันก็จะไปถามให้ แต่ถ้าพี่ไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไร”
หานชีเยวี่ยถามอย่างระมัดระวัง
ในยุคที่ยกย่องความเท่าเทียมนี้ คาดว่าคงไม่มีใครอยากทำงานรับใช้คนอื่น แต่จ้าวหงหลิวยิ้มออกมา
“ตอนที่ฉันอยู่บ้านหลี่ ฉันก็ทำงานรับใช้คนอื่นไม่ใช่เหรอ?”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนเงียบไป
จริงด้วย ตอนที่จ้าวหงหลิวอยู่กับตู้ซิ่วอิง เธอก็ทำงานรับใช้อยู่แล้ว ถ้าคิดแบบนี้ มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
“ไปรับใช้คนอื่น อย่างมากก็แค่ไม่ได้กินอิ่มนอนหลับเหมือนเดิม แต่ยังไงเขาก็ต้องให้เงินฉัน”
คิดแบบนี้ ดีกว่าอยู่บ้านหลี่ตั้งเยอะ หานชีเยวี่ยเห็นจ้าวหงหลิวคิดได้แบบนี้ ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
“พี่หงหลิว พี่คิดแบบนี้ถูกแล้ว ออกไปทำงานสักสองสามปี อยากกลับก็กลับมาที่ชุมชน ไม่อยากกลับมาก็ใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกได้ รอตอนที่โต้วโต้วกลับมาแล้ว พี่ก็จะสบายแล้ว”
เมื่อจ้าวหงหลิวได้ยินหานชีเยวี่ยพูดถึงโต้วโต้วอีกครั้ง เธอก็ถามว่า “ชีเยวี่ย เธอคิดว่าโต้วโต้วยังมีชีวิตอยู่จริงๆ เหรอ?”
หานชีเยวี่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง “พี่หงหลิว โต้วโต้วต้องกลับมาแน่ๆ”
บนใบหน้าของจ้าวหงหลิวปรากฏรอยยิ้มแห่งความหวังจางๆ ขึ้นมา
“งั้นฉันจะตั้งใจทำงาน เก็บเงินไว้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้โต้วโต้ว โต้วโต้วลูกฉันน่าสงสาร ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ใส่เสื้อผ้าใหม่เลย”
ซย่าซิ่วเหอกลับรู้สึกว่าเรื่องที่หานชีเยวี่ยพูดนั้นไม่น่าเชื่อถือ เธอจึงเรียกลูกสาวเข้าไปคุยในห้องส่วนตัว
“ชีเยวี่ย สิ่งที่เธอพูดมันจะเป็นไปได้จริงๆ เหรอ?”
“แม่ หนูถามหัวหน้าเจียงแล้วค่ะ หัวหน้าเจียงบอกว่าเมื่อสองสามวันก่อน มีคนมาหาแม่บ้านประจำพอดี หนูก็เลยคิดว่ามันเป็นโอกาส”
“ก็ดี แต่ว่าเรื่องนี้แม่คิดยังไงก็รู้สึกเสี่ยงๆ”
“แม่คะ เดี๋ยวหนูไปขอให้ผู้นำชุมชนเขียนจดหมายรับรองให้ก็ได้ค่ะ เมื่อถึงเวลาค่อยบอกว่าไปช่วยงานญาติ อาจยุ่งยากนิดหน่อย ต้องไปขอจดหมายรับรองทุกสองเดือน”
ซย่าซิ่วเหอยิ้ม “ยัยหนูน้อย เริ่มรอบคอบขึ้นแล้วนะ งั้นเรื่องนี้แม่ไม่ยุ่งแล้ว ยังไงตอนนี้เธอก็มีหน้ามีตาในชุมชน ผู้นำชุมชนคงไม่ปฏิเสธหรอก”
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ เช้าวันรุ่งขึ้น หานชีเยวี่ยจึงไปหาผู้นำชุมชน อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ต้องเร่งการรับซื้อ
“เรื่องนี้เธอวางใจได้ วันนี้ฉันจะจัดการให้ ไม่ให้เสียเรื่องแน่นอน”
“ขอบคุณผู้นำชุมชนมากค่ะ ผู้นำชุมชนคะ ว่าไปแล้ว... ยังมีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ”
“เรื่องอะไรเหรอ?”
“ปีนี้หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ทางสหคามจะมีการจัดงานพบปะแลกเปลี่ยนสินค้า เมื่อถึงเวลานั้น โรงงานใหญ่ๆ ในเมืองจะมาเข้าร่วมกันครบ ยังมีผู้นำมาร่วมงานด้วย จะมีสินค้ามีตำหนิจำหน่ายโดยไม่ต้องใช้คูปองด้วยค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้นำชุมชนก็ตบต้นขาอย่างดีใจ
“นี่มันข่าวดีข่าวใหญ่นี่นา! ฉันต้องรีบบอกให้คนในชุมชนเร่งเก็บเกี่ยว แล้วก็เตรียมเงินเตรียมคูปองให้พร้อม เดี๋ยวเห็นของถูกใจแล้วไม่มีเงินซื้อจะเสีย”
ชาวบ้านขาดอะไร? นอกจากขาดเงินแล้วยังขาดคูปองอีก คนเมืองยังได้คูปองแค่ปีละไม่กี่ใบ แต่ชาวบ้านแทบจะไม่เคยเห็นคูปองเลย
“ชีเยวี่ย ดีนะที่มีเธอทำงานในสหคาม ไม่งั้นชุมชนเราคงไม่ได้ข่าวนี้ล่วงหน้า”
ผู้นำชุมชนรู้สึกดีใจ คิดในใจว่า นี่แหละข้อดีของการมีเส้นสาย
“ผู้นำชุมชนคะ คุณเกรงใจเกินไปแล้ว ฉันก็แค่ไม่อยากปล่อยให้น้ำอันอุดมสมบูรณ์ไหลลงไปในทุ่งของคนอื่น”
“ใช่ๆ น้ำอันอุดมสมบูรณ์ไหลลงไปในทุ่งของคนอื่นไม่ได้!”
“ผู้นำชุมชน ฉันไปก่อนนะคะ วันนี้ต้องไปทำงานที่สหคาม”
“ไม่อย่างนั้นเธอก็ขี่จักรยานบ้านฉันไปสิ ตอนนี้เธอทำงานแล้ว ไม่มีจักรยานก็ลำบาก เสียแต่ว่าคูปองจักรยานหายากเสียจริง”
ผู้นำชุมชนพูดพลางนึกอะไรขึ้นได้ “ชีเยวี่ย ในงานแลกเปลี่ยนสินค้ามีจักรยานขายไหมถ้ามี เธอหาไว้สักคันให้ตัวเองสิ!”
หานชีเยวี่ยยิ้มพยักหน้า “ฉันรู้ค่ะ ผู้นำชุมชน ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันมีวิธี จักรยานของคุณเก็บไว้ในโรงเก็บเถอะ เมื่อวานตอนฉันกลับบ้าน ฉันขี่จักรยานกลับไปค่ะ”
ผู้นำชุมชนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า จริงด้วย เมื่อวานทุกคนยังพูดกันอยู่เลยว่าชีเยวี่ยขี่จักรยานกลับมา
ว่าไปก็ได้ยินมาว่าเป็นจักรยานคันนั้นเป็นของผู้นำในเมือง
สำหรับชาวบ้านยุคนี้ พอได้ยินว่าเป็นคนเมือง ก็พากันเข้าใจทันทีว่าเป็นผู้นำกันหมด
วันนี้หานชีเยวี่ยไปที่สหคามเพื่อรายงานผู้อำนวยการไช่ว่า ช่วงนี้เธอต้องอยู่ในตัวเมือง จะกลับมาทำงานที่สหคามอีกทีตอนงานแลกเปลี่ยนสินค้าเริ่ม
เธอขี่จักรยานมาถึงที่สหคามอย่างรวดเร็ว เพิ่งเข้าประตูไปในสหคาม ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังลั่น
เรื่องแบบนี้ทำให้หานชีเยวี่ยปวดหัวจริงๆ สหคามเป็นหน่วยงานราชการ ทำไมต้องมีเสียงเอะอะโวยวายเหมือนตลาดสดทุกวันด้วย? พอเข้าไปข้างใน เธอก็เห็นคนหลายคนกำลังนอนกลิ้งอยู่ที่กลางลานสหคาม
ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างเพื่อนบ้าน ฝ่ายหนึ่งอ้างว่ามีญาติเป็นข้าราชการในที่สหคามบังเอิญอีกฝ่ายก็ไม่ยอมแพ้ พอได้ยินแบบนั้นก็ไม่ยอมเหมือนกัน แถมยังมาโวยวายถึงที่สหคามให้ได้
ผู้อำนวยการไช่หน้าถมึงทึง เห็นได้ชัดว่าข้าราชการที่อีกฝ่ายอ้างถึงก็คือตัวเขาเอง
หานชีเยวี่ยส่ายหัวอย่างจนใจ เรื่องนี้ในฐานะพนักงานใหม่ เธอขอไม่ยุ่งดีกว่า
หานชีเยวี่ยเดินกลับไปที่ห้องทำงานอย่างเงียบๆ
สักพักเสียงเอะอะก็หายไป หานชีเยวี่ยถามคนอื่นจึงได้รู้ว่า ผู้อำนวยการไช่พาคนลงไปจัดการความขัดแย้งเรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้ว
เชิงอรรถ
[1]บนโลกใบนี้ไม่อาจมีภูเขาไฟลูกใดที่คนเราไม่อาจพิชิตได้ 天下没有过不去的火焰山เป็นสุภาษิตหมายความว่าไม่มีความยากลำบากไหนที่เราไม่อาจพิชิตได้