สิ่งที่เกิดขึ้นสุดที่ทุกผู้คนจะคาดคิดถึง มิมีใครจะคาดฝันมาก่อนว่ากังหลงผู้ซึ่งเคยเป็นแค่ขยะของตระกูลกังมาเนิ่นนานจะพลันกลับสามารถพิฆาตตำนานอันโหดเหี้ยมจิตใจวิปริตเมื่อสิบปีก่อนได้ด้วยเพียงกระบวนท่าเดียว และทุกคนพลันได้คิดว่าการประลองรอบนี้ฝ่ายตระกูลกังเป็นฝ่ายชนะแล้ว เสียงเฮได้ดังลั่นขึ้น
"ฮ๊าาาา..การประลองครั้งที่สองตระกูลกังชนะ ตระกูลกังกลับมีหวังแล้ว"
"นายน้อยกังหลงสามารถกำจัดเจ้าอสูรดำนั่นภายในหนึ่งกระบวนท่า เจ้าอสูรดำนั่นเป็นถึงปราณราชันย์เชียวนะ ถ้าเป็นเช่นนี้การประลองอีกสองครั้งที่เหลือต้องน่าชมดูเป็นแน่"
สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงแก่กังหยาง ฟางเหม่ยและเยี่ยนฟางจนตัวแข็งทื่อไป ต่างหันไปมองนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์ด้วยสายตาสงสัย เพราะสองสาวดูไม่แปลกใจต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นแม้แต่น้อย ต่างยืนมองด้วยสีหน้าสงบนิ่งแย้มยิ้มเช่นก่อนหน้านี้
"พี่กังถึงกับเก่งกาจขึ้นปานนี้..นั่นมันผู้มีปราณราชันย์เชียวนะ มิน่าเชื่อ พี่สาวทั้งสองใยแสร้งปล่อยให้คนอื่นต้องวิตกกังวลไป ..หากเกิดใครหัวใจวายตายเพราะเป็นห่วงพี่กังนับเป็นความผิดของพี่สาวทั้งสอง นี่แน่ะ ..!! "
การสูญเสียคู่หูไปทำให้อสูรขาวผู้มีรูปร่างอ้วนเตี้ยถึงกับเศร้าเสียใจและคลั่งแค้นเป็นยิ่งนัก มันเข้าใจว่าส่วนหนึ่งที่อสูรดำถูกกำจัดลงในกระบวนท่าเดียวเนื่องมาจากมีความประมาทในศรัตรูเป็นสำคัญ ตัวอสูรขาวจึงระมัดระวังและกล่าวกับกังหลงด้วยความโกรธแค้นอาฆาตว่า
"เจ้าหนุ่มนับว่าเจ้าไม่ธรรมดา เจ้าอสูรดำคงประมาทเจ้าไป แต่ข้าผู้นี้จะเป็นผู้พิฆาตเจ้าให้ตกตายตามมันไป เพื่อมันจะได้มีเพื่อนในสัมปรายภพมิต้องโดดเดี่ยว ..จงเอาชีวิตของเจ้ามาซะ..!!"
หม่าเทียนหลงกล่าวขึ้น
"ท่านอย่าได้ประมาทไปเจ้าหนูนี่ท่าทางจะไม่ธรรมดา ด้วยวัยและระดับปราณที่แสดงออกมาให้เห็นเมื่อครู่ คงมิใช่พลังที่แท้จริงของมัน เจ้าหนูนี่ต้องใช้วิธีการพิเศษหรือใช้วัตถุพิเศษใดปกปิดพลังฝีมือที่แท้จริงเอาไว้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดถึงกับมีพลังโจมตีที่รุนแรงจนสามารถสังหารปราณราชันย์ได้ภายในกระบวนท่าเดียว"
เสียงนี้ทำให้ทุกคนได้หวนคิด อสูรขาวพยักหน้า มันเรียกปีกยุทธออกมาในทันทีพร้อมโครจรพลังอย่างเปี่ยมล้นสร้างม่านพลังระดับราชันย์ออกมาคุ้มครองร่างกายชั้นหนึ่ง โคจรพลังไปที่ฝ่ามือ ปรากฎประกายไฟลุกพรึ่บขึ้นบนฝ่ามือทั้งสอง เกิดดวงไฟรัศมีขนาดครึ่งเมตรขึ้นสามดวงเบื้องบนศีรษะมัน จนความร้อนแผดเผาไปถึงผู้ที่อยู่ในระยะยี่สิบเมตร ให้ความรู้สึกเหมือนได้ตกอยู่ในทะเลลาวา ผู้ที่มีพลังต่างสร้างม่านพลังป้องกันความร้อนจากอัคคีที่แผ่มา ส่วนผู้ที่มิอาจทนทานได้ต่างรีบถอยหนีออกห่างไปจนจ้าละหวั่น
"ย๊ากกกก ..ไตรอัคคีผลาญวิญญาณ ..จงกลายเป็นเถ้าถ่านไปซะเถอะ..!!"
ทันทีที่สิ้นเสียงอสูรขาวเขวี้ยงดวงไฟทั้งหมดดุจดวงอาทิตย์ได้พุ่งเข้าสูร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้ารวดเร็วดุจประกายไฟ อัคคีทั้งสามดวงเมื่อกระทบกับร่างที่ยืนอยู่ก็พลันระเบิดออก เสียงดังกึกก้องปานฟ้าถล่มดินทลาย เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงเกือบสิบเมตร เปลวเพลิงลุกฮือโหมปกคลุมตำแหน่งที่ร่างกังหลงยืนอยู่จนมองมิเห็นสิ่งใดนอกจากแสงแห่งเปลวเพลิง ความร้อนแรงที่แผ่ขยายออกมาเกือบทำให้ผู้มีฝีมือที่อยู่แถวหน้าสุดเกือบทนทานมิได้
ทะเลเพลิงลุกฮือโหมอยู่นานนับห้าลมหายใจก็ยังมิมอดดับ มิมีใครเห็นกังหลงพุ่งออกมาจากทะเลเพลิง มิมีเสียงร่ำร้องครวญครางใด ๆ ให้ได้ยิน ผู้คนของตระกูลกังและแขกที่ได้รับเชิญต่างหน้าถอดสี กังหยางฟางเหม่ยและเยี่ยนฟางเริ่มใจเสีย
ต่างหันไปมองนงคราญสุรางค์สวรรค์และหยางเสี่ยวเอ๋อร์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เมื่อไม่พบเห็นวี่แววหวั่นวิตกกังวลใด ๆ บนใบหน้าของสตรีทั้งสอง ทั้งหมดจึงทำได้เพียงระงับจิตใจที่หวั่นวิตกลง หันไปมองยังทะเลเพลิงกลางลานประลองที่กำลังเริ่มมอดดับลง เสียงผู้คนที่เฝ้าชมต่างซุบซิบออกมาเบา ๆ จนฟังไม่ได้ศัพท์ บ้างแสดงความเสียดาย บ้างปลอบประโลมกัน
อสูรขาวเมื่อเห็นว่ามิมีปฏิกริยาใดปรากฎออกมาหลังตนโจมตีไป ฝ่ายตรงข้ามมิได้ตีโต้และทั้งมิได้หลบหนีออกจากทะเลเพลิง ด้วยความร้อนแรงและมั่นใจในพลังอัคคีของตน เมื่อผ่านไปครบห้าลมหายใจก็ยังมิมีปฏิกริยาใด นั่นแสดงว่าเจ้าหนุ่มคู่ต่อสู้ของมันต้องมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงแหงนหน้าหัวเราะลั่นสนั่นหวั่นไหว
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..ในที่สุดข้าก็ได้แก้แค้นให้คู่หูของข้า อสูรดำเจ้าไม่ได้โดดเดี่ยวอีกแล้ว อย่างน้อยก็ยังมีคนตามไปเป็นเพื่อนเจ้าแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า "
ขณะอสูรขาวกำลังแหงนหน้าหัวเราะได้ชั่วครู่ เปลวอัคคีได้มอดดับลงจนเริ่มเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่กลางลานประลอง สุ้มเสียงซุบซิบได้เงียบลงกระทันหันจนหลงเหลือเพียงเสียงหัวเราะของอสูรขาว ทำให้มันเอะใจกับเหตุการณ์นี้ หันหน้าไปมองยังกลางลานประลองซึ่งบัดนี้เปลวเพลิงได้มอดดับลงหมดสิ้นแล้ว
เมื่อมันเห็นสิ่งที่อยู่กลางลานประลอง มันถึงกับตกใจจนดวงตาแทบถลนออกมา มันขยี้ตาไปมาสองสามครั้งจนดวงตาแทบฉีกขาด ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้าก็ยังเป็นเช่นเดิม
"โอ..เขายังไม่ตาย.."
"ดูนั่น..นั่นมันกังหลง..."
"มิน่าเชื่อ...เปลวไฟนั่นมิอาจทำอันใดกับเจ้าขยะ..อุ๊บบ..เจ้ากังหลงได้ โอ้..!!"
เสียงต่าง ๆ เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง กลางลานประลองบัดนี้ยืนไว้ด้วยบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง บุคคลที่ต่างคิดว่าได้จบสิ้นชีวิตไปท่ามกลางทะเลเพลิงก่อนหน้านี้แล้ว แต่เวลานี้ผู้ที่ยืนอยู่ ทั้งผมเผ้าหน้าตาผิวหนัง ร่างกายทุกส่วนมิมีส่วนใดบุบสลายไปแม้แต่น้อย มีเพียงเสื้อผ้าเท้านั้นที่เพียงเจือปนไปด้วยคราบเขม่าเล็กน้อย บุคคลผู้นี้มิใช่อื่นใดย่อมเป็นกังหลง ชายหนุ่มสายตาใสกระจ่าง มองอย่างสงบนิ่งด้วยสายตาเย็นชาไปยังอสูรขาว พร้อมกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ
"พลังอัคคีนี้คงทำลายล้างผู้บริสุทธิไปมิทราบเท่าไหร่ อสูรขาวเจ้าคงชื่นชมกับการกระทำเช่นนี้ยิ่งกระมัง ต่อไปเป็นคราที่ข้าจะสนองคืนสิ่งที่เจ้าได้กระทำแก่ผู้อื่นกลับมาสู่เจ้าบ้าง จงลิ้มรสชาติอันหอมหวานที่เจ้าปรารถนาดูเองบ้างเถิด..!!"
ลมปราณรวมธาตุปัจเจกเทวะจุติหมุนวนฉุดกระชากปราณธรรมชาติรอบ ๆ เข้าสู่กายากังหลงอย่างรวดเร็ว จักระธาตุอัคคีถูกกระตุ้นให้หมุนวนอย่างเร็วรี่ กังหลงขยับร่างด้วยท่าร่างเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอยหายวับไป ร่างที่หนึ่งปรากฎขึ้นยังด้านหลังอสูรขาวในช่วงพริบตาพร้อมแรงหวดของแข้งฟาดเข้าด้านหลังดุจโดนกระบองยักษ์ฟาดใส่ อสูรขาวเกร็งพลังปราณสร้างม่านพลังป้องกันอย่างเปี่ยมล้นเพื่อต้านทานแรงที่หวดฟาดมาอย่างกระทันหัน เสียงดังสนั่นปานภูเขาถล่มพร้อมเสียงปริแตกของม่านพลัง หลังจากฝืนทนได้เพียงชั่วหนึ่งลมหายใจ
"ผั๊วะ..!!"
"ผั๊วะ..!!"
"อั่กก.."
"แคร๊ก ..ๆ"
"ฟ้าวววว.."
ร่างอสูรขาวลอยคว้างดุจว่าวขาดป่านตรงไปยังกลางลานประลองจุดที่มันใช้แผดเผาร่างของกังหลง
"ผั๊วะ..!!"
มิทันที่ร่างของมันจะตกถึงพื้นได้ปรากฎร่างที่สองของกังหลงพุ่งเข้าเตะรับร่างนั้นลอยคว้างขึ้นสู่เบื้องบน
"ฟ้าววว"
"ผั๊วะ..!!"
ร่างอสูรขาวลอยขึ้นไปได้ไม่ถึงยี่สิบเมตรปรากฎร่างที่สามของกังหลงเตะรับร่างที่กำลังลอยขึ้นไปนั้นอย่างจังปลิวละลิ่วลงไปยังตำแหน่งเดิมที่มันเคยยืนอยู่
"ผั๊วะ..!!"
"อั่กก.."
"ฟ้าววว"
"ผั๊วะ..!!"
"อั่กก.."
"ฟ้าววว"
"ผั๊วะ..!!"
"อั่กก.."
"ฟ้าววว"
"......"