ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 41 ศึกษาอย่างจริงจัง

    ตอนที่41 ศึกษาอย่างจริงจัง

     

    ฟู่เยี่ยนได้รับรู้สิ่งต่างๆ มากมายเลยจากการมาที่นี่ แต่ทว่าฟู่ต้าหย่งกลับรู้สึกไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อยและขณะที่ขี่จักรยานอยู่นั้น เขาก็เอาแต่ถอนหายใจออกมาไม่หยุด

     

    เมื่อเห็นท่าทางที่ดูไม่มีความสุขของผู้เป็นฟู่เยี่ยนจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาทันทีว่า “พ่อคะพ่อเป็นอะไรหรือเปล่า ? ”

     

    แม้ว่าฟู่ต้าหย่งกำลังปั่นจักรยานอยู่และฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้มองเห็นสีหน้าของเขา แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจนี้

     

    “เสี่ยวฮั่วพ่อเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิว่าความสามารถของลูกนั้นเป็นคำอวยพรหรือคำสาปกันแน่ ! พ่อแค่กลัวว่าในอนาคตหากมีคนตามมาทำร้ายลูกอีก จะทำอย่างไร ? ”

     

    “นายกเทศมนตรีคนปัจจุบันถือเป็นคนที่มีความรู้และเขาก็ประพฤติเช่นนั้น หากไปเจอกับคนที่ไร้เหตุผลเข้า แบบนั้นไม่เรียกว่าถูกทำร้ายฟรี ๆ หรอกหรือ ? ”

     

    เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันทีเธอจะขจัดความกังวลของพ่อออกไปได้อย่างไรกัน หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งบทเกี่ยวกับการฝึกศิลปะการต่อสู้และการใช้ดาบในหนังสือของบรรพบุรุษก็ได้ปรากฏขึ้นมาในความคิดของเธอ

     

    ใช่แล้ว! เธอสามารถนำทักษะการฝึกศิลปะการต่อสู้แบบโบราณนี้มาใช้ได้นี่นาและยังสอนให้ทุกคนฝึกฝนร่วมกับเธอได้อีกด้วยกัน เพราะอย่างน้อย ๆสิ่งนี้ก็สามารถใช้ป้องกันตัวเองเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตรายได้ !

     

    ฟู่เยี่ยนตบไปที่หน้าผากของตัวเอง! ทำไมเธอถึงได้โง่ขนาดนี้ เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยจริง ๆ หากรู้แบบนี้เธอคงจะสอนมันให้กับพี่ใหญ่ไปแล้ว !

     

    ซึ่งฟู่ต้าหย่งเองก็ได้ยินเสียงที่ฟู่เยี่ยนตบบางอย่างดังมาจากด้านหลังของเขาด้วยเช่นกันเขาจึงได้ถามออกไปทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

     

    “ไม่เป็นไรค่ะหนูแค่เพิ่งคิดออกว่ามีศิลปะการต่อสู้และวิชาดาบถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือของบรรพบุรุษหากพ่อเป็นกังวลเรื่องนี้ เอาไว้เรากลับไปถึงบ้าน หนูจะสอนมันให้กับพ่อเองค่ะ”

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้าหย่งก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเท่านั้นเขาตั้งใจที่จะมุ่งมั่นเรียนรู้สิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง อย่างน้อย ๆก็เพื่อร่างกายที่แข็งแรงของเขาเอง

     

    ในทางกลับกัน ฟู่เยี่ยนกลับได้รับแรงบันดาลใจในการต่อสู้มาจากฟู่ต้าหย่ง และบันทึกในหนังสือของบรรพบุรุษนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ทักษะในด้านการทำนายและดาบเท่านั้นแต่ยังมีทักษะทางการแพทย์และการวาดยันต์ต่าง ๆ ถูกบันทึกเอาไว้อีกด้วยซึ่งการทำนายนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการเรียนรู้มันด้วยตัวเองอยู่แล้ว

     

    เธอไม่อยากเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์มาก่อนเลยจริงๆ แต่สำหรับเรื่องยันต์นั้น เธอไม่ได้คิดว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นเท่าไหร่และประสบการณ์ทั้งสองนี้ก็ทำให้ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเธอนั้นคงจะขี้เกียจเกินไปเธอแค่อยากจะมีชีวิตที่เรียบง่าย โดยอาศัยแค่ดินแดนต่างมิติและความสามารถในการทำนายโชคชะตาก็พอแล้ว

     

    แต่ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะตอนนี้เธอได้เข้าสู่ลัทธิเต๋าแล้ว ดังนั้นเธอจึงต้องเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมเพราะเธอยังต้องใช้มันช่วยเหลือชีวิตของผู้อื่นอีกมากมายแน่นอนมันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายที่จะพูดแบบนั้น แต่อย่างน้อย ๆก็ยังคงมีครอบครัวของเธอคอยสนับสนุน !

     

    เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เหงื่อของฟู่เยี่ยนก็ผุดขึ้นเต็มไปหมดต่อจากนี้ไปเธอจะต้องไม่โอ้อวดจนเกินตัว และจะไม่ทำนายโชคชะตาให้ใครแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอีก

     

    ในเมื่อเธอถูกลิขิตให้เป็นแบบนี้ในอนาคตเธอก็ควรที่จะทำตัวให้ดูธรรมดาเข้าไว้

     

    เมื่อคิดได้เช่นนี้ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกสบายใจมากขึ้นเพราะก่อนที่เธอจะมาโลกนี้ เธอก็เคยเจอกับปัญหาแบบนี้มาก่อนเช่นกัน

     

    หลังจากที่ทำความเข้าใจกับเรื่องราวทั้งหมดแล้วฟู่เยี่ยนจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมามากก่อนที่จะสงบสติอารมณ์ลงและศึกษาบันทึกต่าง ๆ ในหนังสือของบรรพบุรุษต่อได้ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกว่าตัวเองสามารถเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดได้โดยการอ่านมันเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ทว่านั่นกลับเป็นการหลอกตัวเอง

     

    เพราะเธอรู้สึกว่ายิ่งอ่านมันมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าบรรพบุรุษของเธอทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น ! ก่อนหน้านี้เธออาศัยเนตรสวรรค์และรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความสามารถที่น่าเหลือเชื่อโดยไม่คาดคิด เมื่อมาพบกับเรื่องต่าง ๆ มากขึ้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความขี้ขลาดออกมา

     

    ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของครอบครัวเก่อเธอรู้สึกว่าฝีมือของตัวเองยังไม่เจนจัดสักเท่าไรที่จริงเธอควรจะทำลายแก่นพลังของไป๋หยูได้ในตอนนั้นเลยเพื่อที่ไป๋หยูจะได้กลายเป็นคนธรรมดาไปตลอดชีวิต

     

    แต่เธอก็ทำแบบนั้นไม่ได้เธอเป็นถึงอาจารย์ฟู่ ดังนั้นเธอจึงยังคงต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริงต่อไปและยังต้องศึกษามันอย่างหนักอีกด้วย เพราะอย่างน้อย ๆเธอก็ยังสามารถช่วยชีวิตของผู้คนในยามฉุกเฉินได้ !

     

    เมื่อเร็วๆ นี้หวังซู่เหมยก็ได้ค้นพบว่าเสี่ยวฮั่วนั้นไม่ได้สนใจที่จะขึ้นไปบนภูเขาอีกแล้วและยังไม่ได้สนใจเรื่องการทำเหล้าหมักอีกด้วยซึ่งหวังซู่เหมยรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ลูกสาวของเธอตั้งใจเรียนแบบนี้

     

    และเมื่อเธอเห็นฟู่เซินเอาแต่วิ่งไปมาตลอดทั้งวันหวังซู่เหมยจึงได้ตวาดเขาไปชุดใหญ่ ก่อนจะบอกให้เขาเอาฟู่เยี่ยนเป็นเยี่ยงอย่างบ้าง

     

    “ลูกควรจะดูน้องสาวเป็นตัวอย่างบ้างนะ ดูสิ ตอนนี้เธอกำลังตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ในห้องอยู่เลยนี่ก็เข้าเดือนสิงหาคมแล้วนะ โรงเรียนของลูกจะเปิดเทอมสิ้นเดือนนี้แล้วหากยังเอาแต่ไปเล่นที่แม่น้ำอีก แม่จะบอกเรื่องนี้กับพ่อของลูกให้เขามาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ! ”

     

    เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฟู่เยี่ยนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยราวกับว่าตัวเองเป็นปรมาจารย์อย่างไรอย่างนั้นแต่เมื่อมองไปยังหนังสือเรียนชั้นมัธยมต้นที่วางอยู่บนโต๊ะเธอก็ต้องอุทานออกมาทันทีว่า “ไอ้หยา ไม่นะ ! ” เธอลืมเรื่องที่โรงเรียนกำลังจะเปิดเทอมไปเสียสนิทเลย!

     

    หากจะว่าไปแล้วเธอเองก็ไม่ได้ไปโรงเรียนมาหลายปีมาก ๆดังนั้นเธอจึงควรที่จะอ่านหนังสือเรียนเอาไว้สักหน่อยซึ่งเธอยังอยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ! ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ลำบากมาก ๆที่อาจารย์ฟู่ผู้นี้จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเพราะเธอต้องตั้งใจเรียนอย่างหนักนั่นเอง

     

    ขณะที่ฟู่เยี่ยนวุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือที่สถานีรถไฟก็ได้มีครอบครัวหนึ่งกำลังเดินลงมาจากรถไฟโดยมีชายวัยกลางคนแต่งกายด้วยชุดทหาร ตามมาด้วยผู้หญิงที่มีรูปร่างสูงและสง่างามทั้งยังมีเด็กผู้ชายอายุราว ๆ 8-9 ขวบเดินตามมาด้วย

     

    สัมภาระของพวกเขานั้นมีขนาดใหญ่มากแต่ชายคนนั้นก็ยังสะพายมันเอาไว้บนไหล่อย่างสบาย ๆ

     

    “พ่อครับ เราใกล้จะถึงบ้านของลุงใหญ่หรือยัง ? แล้วที่บ้านของลุงใหญ่มีภูเขาจริงๆ หรือเปล่าครับ ? ”

     

    “อืม เอาไว้ตอนที่เราไปถึงพ่อจะพาลูกไปล่าสัตว์บนภูเขาด้วยกัน ! ”

     

    ครอบครัวที่เพิ่งลงมาจากรถไฟเมื่อครู่นี้คือครอบครัวของฟู่ต้าจวงนั่นเอง ซึ่งเขาได้ขอลาพักร้อนเพื่อที่จะกลับมาเยี่ยมญาติของเขาส่วนฉือหมิ่น ภรรยาของเขาก็ได้มองไปยังลูกชายเช่นกันครั้งล่าสุดที่เธอมาที่นี่ก็คือตอนงานแต่งของเธอนั่นเอง ก่อนที่จะมีลูกชายหนึ่งคนซึ่งเธอหวังว่าการมาที่นี่ในครั้งนี้คงจะมีข่าวดีเช่นกัน

     

    ขณะเดียวกันนั้นฟู่ต้าอันก็ได้ปั่นจักยานมาที่บ้านพี่ใหญ่ของเขาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายใจเมื่อผ่านประตูรั้วเข้าไปแล้ว เขาก็ได้กระโดดลงจากจักรยานทันที ก่อนจะตะโกนออกไปว่า

     

    “เสี่ยวฮั่วเร็วเข้า มากับฉันหน่อยตอนนี้โม่ลี่หายตัวไปแล้ว ! ”

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน