ยามฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่เสียงไก่ขันจากเรือนด้านนอกก็ดังลอดกำแพงเข้ามาเป็ระยะ สายหมอกบาง ๆปกคลุมลานหินของตระกูลเยี่ยจนบรรยากาศเย็นชื้นไปทั้งเรือนใหญ่
ภายในห้องเล็กด้านหลังเรือนพักเก่าตะเกียงน้ำมันที่จุดค้างไว้ตลอดคืนเหลือเพียงเปลวไฟริบหรี่ส่องให้เห็นเด็กสาวผู้หนึ่งที่ฟุบหลับอยู่ข้างโต๊ะ และเด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงมาตลอดทั้งคืนราวกับไม่เคยไหวกายแม้แต่น้อย
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆลืมตาขึ้นช้า ๆ
ในดวงตาคู่นั้นไม่มีความงัวเงียของผู้เพิ่งตื่นมีเพียงความนิ่งลึกและความเย็นสงบที่หนักแน่นกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
ลมหายใจสายหนึ่งค่อย ๆถูกสูดเข้าลึกผ่านจมูก แล้วไหลลงสู่หน้าอก ลงสู่ท้องน้อยจากนั้นหมุนวนกลับขึ้นมาอย่างช้า ๆเขารักษาจังหวะหายใจเก้าจังหวะคืนต้นชีพต่อเนื่องทั้งคืน แม้ร่างกายยังไม่สมบูรณ์แต่ผลลัพธ์กลับชัดเจนกว่าที่คาดไว้มาก
พิษเย็นในโลหิตชั้นนอกถูกขับออกไปแล้วส่วนหนึ่ง
เส้นลมปราณย่อยหลายเส้นคลายตัว
ความหนักอึ้งในทรวงอกเบาลง
รอยฟกช้ำภายในจากการถูกซ้อมเมื่อคืนก็ค่อย ๆ จางลงทีละน้อย
เขาก้มมองฝ่ามือตนเองแล้วกำเบาๆ
คราวนี้กล้ามเนื้อปลายแขนตอบสนองรวดเร็วขึ้นปลายนิ้วมีแรงแน่นชัดกว่าเดิม ถึงจะยังห่างไกลจากคำว่าแข็งแรงแต่ก็ไม่ใช่ร่างซากที่แทบขยับไม่ได้อีกแล้ว
“ช้ากว่าที่คิดเล็กน้อย...แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้”
เสียงของเขาเบาเรียบทว่ามั่นคง
ปัญหาของร่างนี้ไม่ได้มีเพียงพิษที่สะสมมานานแต่ยังมีความอ่อนแอจากการขาดอาหารดี ๆ มาหลายปีการไม่เคยได้รับโอสถบำรุงที่เหมาะสม การถูกซ้อมจนเกิดแผลซ้ำ ๆและการที่ชีพจรถูกกัดกร่อนจนยากจะรับพลังภายนอกการถอนพิษเพียงรอบเดียวช่วยให้พอประคองชีวิตและเปิดทางให้เขาเริ่มฟื้นฟูตนเองได้แต่ยังไม่พอสำหรับการฝืนเปิดชีพจรหลัก
ถ้าจะให้ร่างนี้ก้าวพ้นจากคำว่า“สวะ” จริง ๆ เขาต้องทำสามอย่างต่อเนื่องกันให้สำเร็จ
หนึ่งขับพิษชั้นที่สองซึ่งฝังอยู่ลึกในชีพจร
สอง หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ กระดูกและโลหิตที่แห้งเหือดให้กลับมามีกำลัง
สาม เปิดลมปราณเส้นแรกอย่างถูกวิธีเพื่อให้ร่างนี้ััพลังปราณได้จริง
หากทำผิดลำดับเพียงนิดเดียวร่างนี้อาจทรุดหนักกว่าก่อนหน้า หรือแย่ที่สุดคือเส้นลมปราณแตกหักจนหมดหนทางเยียวยา
เยี่ยเฉินหานหลับตาลงอีกครู่ใช้จิตตรวจสอบภายในร่างละเอียดอีกครั้งจิตััของเขาไหลไปตามเส้นลมปราณอย่างแยบยลราวกับสายน้ำเย็นที่ซึมผ่านรอยร้าวของผืนดิน เมื่อไปถึงจุดเชื่อมปราณใต้สะดือเขากลับััได้ถึงแสงอุ่นบางเบาอย่างหนึ่ง
มันเล็กมากเล็กจนแทบเรียกว่าไม่มี
แต่สำหรับคนที่ทั้งเมืองลงความเห็นว่า“ไม่มีทางฝึกปราณได้ตลอดชีวิต” เพียงประกายอุ่นเล็กน้อยนี้ก็มีค่ามหาศาล
เขาไม่รีบเค้นมันไม่รีบพยายามดันให้ขยายใหญ่
ประสบการณ์จากอดีตชาติสอนเขาดีว่าของบางอย่างยิ่งรีบร้อนยิ่งแตกหัก โดยเฉพาะกับร่างที่อ่อนแอเช่นนี้
ขณะนั้นเองเสี่ยวอวี้ที่ฟุบหลับอยู่ข้างโต๊ะก็ขยับตัวเล็กน้อย เปลือกตาของนางค่อย ๆ เปิดขึ้นเมื่อเห็นว่าเยี่ยเฉินหานลืมตาอยู่ก่อนแล้ว เด็กสาวก็สะดุ้งรีบลุกขึ้นยืนทันที
“คุณชาย!ข้า...ข้าหลับไปได้อย่างไร...”
นางมีสีหน้าลนลานรีบยกมือเช็ดน้ำลายที่มุมปากอย่างกระดาก ทั้งยังมองเขาอย่างกังวลราวกับกลัวว่าเขาจะตำหนิที่นางเผลอหลับในยามที่เขายังไม่หายดี
เยี่ยเฉินหานเพียงส่ายหน้าเล็กน้อย
“เ้าเฝ้าทั้งคืนย่อมต้องอ่อนล้า”
เสี่ยวอวี้ชะงักดวงตากลมโตของนางกะพริบสองครั้งเหมือนไม่แน่ใจว่าคำพูดเมื่อครู่มาจากคุณชายผู้เดิมจริงหรือไม่เมื่อก่อนเยี่ยเฉินหานแทบไม่เคยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสงบเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเขาใจร้าย แต่มักเก็บตัว เงียบ และจมอยู่กับความเ็ปเสียมากกว่า
เด็กสาวเม้มปากก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างระวัง
“ข้าไปต้มน้ำอุ่นให้ท่านนะเ้าคะแล้วก็...จะไปเอาอาหารเช้ามาให้”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้าแต่ก่อนนางจะออกจากห้อง เขาก็เอ่ยขึ้น
“วันนี้ข้าจะออกไปข้างนอก”
เสี่ยวอวี้ถึงกับหยุดกึก“ออกไป...ข้างนอก?”
“ไปหอสมุนไพรของตระกูล”
เด็กสาวหน้าถอดสีทันที“ไม่ได้เ้าค่ะ! คนพวกนั้น...คนพวกนั้นคงหาเื่ท่านอีกแน่ เมื่อวานเพิ่ง—”
“ยิ่งเพราะเมื่อวานพวกมันเพิ่งทำอะไรกับข้าวันนี้ข้าจึงยิ่งต้องออกไป”
น้ำเสียงของเยี่ยเฉินหานยังคงเรียบแต่แฝงความหนักแน่นที่ทำให้เสี่ยวอวี้เถียงไม่ออก
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามเสียงเบา “คุณชาย ท่าน้าสมุนไพรเพิ่มหรือเ้าคะ”
“อืม”
“ข้าจะไปหาให้เองท่านไม่ต้องออกไปเสี่ยง—”
เยี่ยเฉินหานยิ้มบางอย่างแทบมองไม่ออก“สมุนไพรบางอย่างในตลาดไม่มีขาย หรือมีแต่คุณภาพต่ำเกินไปหอสมุนไพรของตระกูลย่อมมีดีกว่า อีกอย่าง...”
เขาเว้น่เล็กน้อยดวงตาเย็นลึกขึ้น
“ข้าต้องเห็นให้ชัดว่าหมาที่เคยกัดข้า ยังกล้ากัดอยู่หรือไม่”
เสี่ยวอวี้ตัวสั่นเล็กน้อยนางไม่เข้าใจว่าทำไมเพียงคืนเดียว คุณชายของนางจึงเปลี่ยนไปมากเพียงนี้แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้ชัดคือ วันนี้ไม่ว่านางจะห้ามอย่างไร เขาก็จะไปแน่
“เช่นนั้น...ข้าจะไปกับท่าน”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้า
หลังจากล้างหน้าและดื่มน้ำอุ่นไปเล็กน้อยเยี่ยเฉินหานก็ขอให้เสี่ยวอวี้นำเสื้อคลุมตัวหนาที่ดูสะอาดที่สุดออกมาให้แม้มันจะเป็เพียงผ้าหยาบสีเทาที่เก่าจนสีซีดแต่เมื่อนำมาสวมบนร่างที่ตั้งตรงของเขากลับทำให้เด็กหนุ่มดูสงบนิ่งและแข็งขรึมขึ้นอย่างประหลาด
เสี่ยวอวี้มองเขาขณะช่วยจัดสาบเสื้อให้ริมฝีปากนางขยับคล้ายอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่พูด
เยี่ยเฉินหานมองเห็นความกังวลนั้นอยู่เต็มตาเขาจึงกล่าวเพียงสั้น ๆ
“วันนี้ข้าไม่หาเื่ผู้ใดก่อน”
คำว่า “ก่อน”ทำให้เสี่ยวอวี้อ้าปากค้างเล็กน้อย แต่พอเห็นมุมปากจาง ๆ ที่เหมือนจะยิ้มของเขานางก็ได้แต่ถอนใจเงียบ ๆ
ลานหินด้านนอกเย็นชื้นจากหมอกเช้าผู้คนในตระกูลเริ่มตื่นและเดินไปมาบ้างแล้วเมื่อเห็นเยี่ยเฉินหานเดินออกมาจากเรือนเล็กด้วยตนเองสายตาจำนวนหนึ่งก็เหลือบมองมาทันที ทั้งประหลาดใจ ทั้งดูถูก ทั้งสงสัย
“มันยังไม่ตายจริงๆ ด้วย”
“เมื่อวานไม่ได้ยินหรือว่าถูกซ้อมจนกระอักเื”
“หึชะตาสวะนี่เหนียวชะมัด”
เสียงกระซิบดังมาเป็ระยะเสี่ยวอวี้ได้ยินแล้วนิ้วมือสั่นแน่นอย่างโกรธจัดแต่เยี่ยเฉินหานกลับเหมือนไม่ได้ยิน เขาเดินอย่างช้า ๆ มั่นคง ไม่รีบร้อน ไม่ก้มหน้าสายตาเบื้องหน้าสงบนิ่งจนคนที่เผลอสบตาต่างรู้สึกแปลกประหลาด
หอสมุนไพรของตระกูลเยี่ยตั้งอยู่ด้านตะวันออกของลานฝึกเป็อาคารสองชั้นสร้างด้วยไม้แดง มีกลิ่นยาคละคลุ้งอยู่ตลอดเวลาปกติแล้วคนในตระกูลที่มีสถานะดีพอจึงจะมีสิทธิเข้าไปเลือกสมุนไพรบำรุงได้ตามโควตารายเดือนส่วนคนระดับต่ำกว่านั้นต้องมีคำสั่งหรือได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลก่อนเท่านั้น
สำหรับเยี่ยเฉินหานในอดีตเขาแทบไม่ถูกมองว่าอยู่ในบัญชีนี้เลย
เมื่อก้าวเข้าใกล้ประตูหอสมุนไพรเด็กหนุ่มสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่ก็ชะงัก ก่อนหนึ่งในนั้นจะยิ้มเยาะ
“อ้าว นึกว่าใครที่แท้คุณชายสวะนี่เอง”
อีกคนหัวเราะตาม “มาทำไมที่นี่ไม่มีหญ้าเน่าให้ต้มดื่มหรอกนะ”
เสี่ยวอวี้กำหมัดแน่นแต่เยี่ยเฉินหานกลับหยุดยืนตรงหน้าทั้งสองอย่างสงบ
“ข้ามาขอรับสมุนไพรตามส่วนของเรือนข้า”
สองผู้เฝ้าประตูมองหน้ากันแล้วะเิหัวเราะทันที
“ส่วนของเรือนเ้า?”คนแรกแค่นเสียง “เรือนเ้ามีส่วนอะไรด้วยหรือ”
“ถ้าอยากได้ยาไปขอเศษกากจากถังทิ้งข้างหลังเถอะ ฮ่า ๆ”
เยี่ยเฉินหานมองมันอยู่สองลมหายใจก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“กฎตระกูลข้อยี่สิบเจ็ดบุตรหลานสายหลักทุกเรือนมีสิทธิรับสมุนไพรพื้นฐานทุกต้นเดือน ต่อให้ไม่ได้ฝึกปราณก็ไม่ถูกตัดสิทธิเว้นแต่ผู้าุโสูงสุดลงนามตัดเอง”
คนทั้งสองหัวเราะค้างไปเล็กน้อย
เสี่ยวอวี้เองก็อึ้งเช่นกันเพราะนางไม่เคยได้ยินคุณชายของตนอ้างกฎตระกูลได้เช่นนี้
เยี่ยเฉินหานกล่าวต่อ“หรือพวกเ้าจะบอกว่ามีเอกสารลงนามตัดสิทธิเรือนข้าแล้ว”
ผู้เฝ้าประตูทั้งสองหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยพวกมันไม่คิดว่าคนที่เคยเงียบงันไม่เถียงใครจะพูดออกมาตรง ๆ เช่นนี้หนึ่งในนั้นจึงแค่นเสียงกลบเกลื่อน
“ต่อให้มีกฎแล้วอย่างไรวันนี้ผู้ดูแลหอไม่อารมณ์ดี เ้าจะเข้าก็ลองดูเองเถอะ”
มันถอยเปิดทางอย่างเสียไม่ได้สีหน้ากลับฉายแววเตรียมดูเื่สนุก
เยี่ยเฉินหานก้าวเข้าไปด้านในทันที
ชั้นล่างของหอสมุนไพรมีชั้นไม้เรียงรายเต็มไปด้วยลิ้นชักยาจำนวนมาก กลิ่นสมุนไพรหลากชนิดลอยคละกันจนเข้มข้นคนดูแลหอในยามเช้าเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งชื่อ “หวงกวน”ผู้มีสายตาเ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก เขาเงยหน้าจากสมุดบัญชีเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าแล้วคิ้วก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“เอ๊ะ...คุณชายเยี่ยเฉินหาน?”
น้ำเสียงของเขาดูสุภาพแต่แฝงความประหลาดใจชนิดไม่ปิดบัง
เยี่ยเฉินหานเดินไปหยุดหน้าโต๊ะ“ข้ามารับสมุนไพรประจำเรือน”
หวงกวนก้มหน้าเปิดสมุดบัญชีอย่างเชื่องช้าพลิกไปมาหลายหน้าเกินจำเป็ ราวกับจงใจให้รอนาน สุดท้ายจึงแค่นหัวเราะเบา ๆ
“อา...เื่นั้นน่ะหรือข้าเกรงว่าจะลำบากหน่อย”
“ลำบากอย่างไร”
“สมุนไพรพื้นฐานของเรือนท่าน...”เขาลากเสียงช้า ๆ “มีคนเบิกแทนไปแล้ว”
เสี่ยวอวี้หน้าถอดสี“เป็ไปไม่ได้! เรือนไม่มีใครมารับแทนได้!”
หวงกวนเหลือบมองนางอย่างเ็า“เด็กใช้ อย่าแทรกเวลาข้าพูดกับเ้านาย”
เยี่ยเฉินหานเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ หนึ่งครั้ง “ใครเป็คนเบิก”
หวงกวนอมยิ้ม“เื่นั้นเป็ภายในหอสมุนไพร ข้าไม่สะดวกบอก”
“เช่นนั้นก็เขียนชื่อผู้เบิกลงในสมุดให้ข้าดู”
หวงกวนเงยหน้าขึ้นเต็มที่คราวนี้แววตาเริ่มเย็นลง “คุณชาย ท่านคงยังไม่เข้าใจสถานะตนเองกระมังสมุนไพรไม่ใช่ของที่จะได้ตามใจชอบ ท่านจะมีหรือไม่มี มันก็ไม่ต่างกันนัก”
เสี่ยวอวี้แทบก้าวออกไปเถียงแต่เยี่ยเฉินหานยกมือห้ามไว้ก่อน
เด็กหนุ่มมองชายกลางคนตรงหน้าอย่างนิ่งสงบเกินคาดแล้วกล่าวประโยคหนึ่งที่ทำให้คนรอบหอสมุนไพรซึ่งแอบฟังอยู่ถึงกับชะงัก
“หวงกวนเ้ากล้ากลืนสมุนไพรของสายหลักเข้ากระเป๋าตนเองแล้วยังกล้าพูดต่อหน้าข้าเช่นนี้อีกหรือ”
บรรยากาศทั้งห้องนิ่งงันทันที
หวงกวนสีหน้าแข็งค้างไปเสี้ยวหนึ่งก่อนหัวเราะหยัน “ท่านเพ้ออะไรของท่าน”
เยี่ยเฉินหานไม่ตอบในทันทีเขากลับเหลียวมองชั้นสมุนไพรด้านข้างแทนสายตาไล่กวาดผ่านหีบไม้สามใบที่วางซ้อนกันมุมห้อง แล้วหยุดที่หีบล่างสุด
“หีบใบนั้นเดิมเก็บรากสนแดง แต่ตอนนี้กลับมีกลิ่นใบจันทร์ขมเจืออยู่” เขาพูดเรียบ ๆ“ใบจันทร์ขมเป็ของที่สายรองไม่ค่อยใช้ แต่ขายนอกตระกูลได้ราคาดีหีบใบนั้นเองคงเป็ที่ซ่อนของที่เ้ากลืนไป”
หวงกวนหน้าเปลี่ยนสีทันทีอย่างห้ามไม่อยู่
เสี่ยวอวี้เบิกตาโพลงหันไปมองหีบใบนั้นอย่างตกตะลึง
คนงานในหอสมุนไพรสองสามคนที่แอบเงี่ยหูฟังอยู่แลกสายตากันเงียบๆ
เยี่ยเฉินหานก้าวช้า ๆไปยังมุมห้องโดยไม่ขออนุญาตใคร เขายกฝาหีบล่างสุดขึ้นด้วยมือเดียวด้านในว่างเปล่าอยู่ครึ่งหนึ่งแต่ใต้ผ้าป่านหยาบที่ปูทับไว้กลับมีกลิ่นสมุนไพรลอยฟุ้งอย่างชัดเจนพอเขาดึงผ้าป่านขึ้น ช่อสมุนไพรหลายชนิดที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้นก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน
เสี่ยวอวี้อุทานเบา ๆเพราะในนั้นมีใบจันทร์ขม รากสนแดงและสมุนไพรพื้นฐานประจำเรือนอีกหลายมัดปะปนกันอยู่
หวงกวนลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที“เ้า—! ใครบอกให้แตะของในหอสมุนไพร!”
เยี่ยเฉินหานหันกลับมามองเขาสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย “ของในหอสมุนไพร? เมื่อครู่เ้ายังบอกว่าของเรือนข้าถูกเบิกไปแล้วไม่ใช่หรือ”
หวงกวนกัดฟันแน่นสีหน้าเขียวคล้ำ
เยี่ยเฉินหานก้มลงหยิบมัดสมุนไพรขึ้นมาเพ่งดูทีละชนิดก่อนโยนบางอย่างลงบนโต๊ะตรงหน้าหวงกวน
“สมุนไพรชุดนี้ไม่ใช่ของเรือนข้าแต่มาจากโควตาของเรือนใหญ่รอง หากข้าเดาไม่ผิดเ้าแอบสับเปลี่ยนของดีไปขายนอกตระกูล แล้วเอาของเก่าหรือของต่ำมาปะปนแทน”
หวงกวนหอบหายใจถี่ขึ้น“ใส่ร้าย! เด็กไร้ค่าคนหนึ่งมีสิทธิ์อะไรมาพูดเื่นี้!”
เยี่ยเฉินหานแค่นยิ้ม“สิทธิ์ของคนที่ยังไม่ได้ตาย และยังเป็สายหลักของตระกูลเยี่ยอยู่”
เขาวางมัดสมุนไพรลงช้า ๆแล้วพูดต่อ “หากข้านำเื่นี้ไปถึงปู่ของข้าต่อให้ท่านไม่สนใจเื่ภายในตระกูลนัก แต่เ้าที่เป็เพียงคนดูแลหอสมุนไพรคงไม่มีหัวไว้รับผิดชอบ”
ประโยคนั้นกดลงไปตรงจุดตายของหวงกวนทันที
แม้เยี่ยเฉินหานจะเป็ที่ดูิ่แต่ทุกคนรู้ดีว่าปู่ของเขายังเป็ผู้มีาุโสูงในตระกูลหากเื่การยักยอกสมุนไพรหลุดไปถึงหูผู้เฒ่า ต่อให้ไม่ถึงตายหวงกวนก็ถูกถอดจากตำแหน่งและลงโทษหนักแน่
ความเงียบกดดันแผ่ไปทั่วห้อง
สุดท้ายหวงกวนก็ฝืนแค่นหัวเราะอย่างแห้งแล้ง“คุณชายคงเข้าใจผิด หีบใบนั้นข้าเพียงย้ายของมาจัดใหม่ ยังไม่ได้บันทึกลงสมุด”
“เช่นนั้นหรือ”เยี่ยเฉินหานถามเรียบ ๆ “ถ้าอย่างนั้น จงเบิกสมุนไพรของเรือนข้ามา”
หวงกวนกำหมัดแน่นจนเส้นเืขึ้นเขาไม่อาจปฏิเสธตรง ๆ ได้อีกจึงได้แต่กัดฟันสั่งลูกมือให้ไปหยิบสมุนไพรพื้นฐานประจำเรือนออกมาแม้สีหน้าจะบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดแต่ก็ยังต้องฝืนยิ้มเมื่อส่งมอบถุงสมุนไพรให้เสี่ยวอวี้
เยี่ยเฉินหานรับถุงนั้นมาตรวจเพียงครู่เดียวก็โยนกลับลงบนโต๊ะ
“ของเก่าเกินไป”
หวงกวนแทบหลุดด่า“นี่คือของตามส่วนของท่าน!”
“ส่วนของสายหลักไม่ควรเป็ของเก็บค้างข้ามฤดู”เยี่ยเฉินหานตอบทันควัน “เ้าอยากให้ข้าเอาถุงนี้ไปให้ผู้าุโดูหรือไม่”
หวงกวนแทบกระอักเื
ท้ายที่สุดเขาจึงต้องกัดฟันเปลี่ยนชุดสมุนไพรใหม่ให้จริงคราวนี้คุณภาพดีกว่าเดิมมากจนเสี่ยวอวี้ถึงกับมือสั่นตอนรับมา
เยี่ยเฉินหานจึงพยักหน้าช้าๆ “เช่นนี้ค่อยสมกับคำว่าเบิกตามส่วน”
เขาหยุดเล็กน้อยแล้วพูดโดยไม่ลดเสียงลงแม้แต่น้อยจนคนทั้งหอสมุนไพรได้ยินชัด
“จำไว้ข้าอาจเคยอ่อนแอ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเ้าจะเอาเท้าเหยียบข้าได้ตลอดไป”
พูดจบเขาก็หมุนตัวจากไปทันที
เสี่ยวอวี้รีบกอดถุงสมุนไพรทั้งสองเดินตามหลังสีหน้าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งตะลึงราวกับยังไม่เชื่อว่าคนที่เพิ่งตบหน้าหวงกวนจนอีกฝ่ายพูดไม่ออกเมื่อครู่คือคุณชายที่ชาวบ้านหัวเราะเยาะมาหลายปี
เมื่อออกจากหอสมุนไพรมาได้ไกลพอเสี่ยวอวี้จึงอดไม่ได้ที่จะกระซิบเสียงสั่น
“คุณชาย...ท่านรู้ได้อย่างไรว่าหวงกวนซ่อนสมุนไพรไว้ตรงนั้น”
เยี่ยเฉินหานตอบโดยไม่หันมา“กลิ่น”
“กลิ่นหรือเ้าคะ”
“หีบไม้แต่ละใบดูดกลิ่นสมุนไพรที่เก็บไว้นานๆ ไว้เสมอ ถ้าแค่ย้ายของ มันจะยังมีกลิ่นเดิมอยู่แต่หีบใบนั้นกลิ่นผสมกันมั่วไปหมด แปลว่าเขาเปิดปิดบ่อยและใช้ซ่อนของหลายชนิด”
เสี่ยวอวี้ฟังแล้วอ้าปากค้าง
เื่ที่คนทั่วไปมองข้ามกลับกลายเป็หลักฐานชิ้นสำคัญในสายตาของเขา
นางกอดถุงสมุนไพรแน่นขึ้นอีกนิดดวงตาที่มองเยี่ยเฉินหานเปล่งประกายอย่างไม่ปิดบัง
“คุณชาย...ท่านเก่งเหลือเกิน”
เยี่ยเฉินหานหัวเราะแ่เบา“ข้าเพิ่งเริ่มเท่านั้น”
ทั้งสองเดินกลับเรือนเล็กโดยไม่หยุดที่ใดระหว่างทางแม้จะยังมีคนมองและกระซิบแต่คราวนี้สายตาหลายคู่กลับปนความระแวงและสงสัยมากกว่าเดิมไม่ใช่เพียงความดูถูกแบบไร้น้ำหนักเหมือนเมื่อก่อน
พอเข้าห้อง เยี่ยเฉินหานก็ให้เสี่ยวอวี้ปิดประตูหน้าต่างให้สนิทจากนั้นจึงเทสมุนไพรทั้งหมดออกมาเรียงบนโต๊ะทีละชนิด เขาคัดแยกของที่ใช้ได้ทันทีของที่ต้องตากลมหรือบดก่อน และของที่เก็บไว้ใช้ภายหลัง
รอบนี้สูตรยาของเขาจะไม่ใช่เพียงยาขับพิษแต่เป็ยาต้มฟื้นโลหิตผสานยาน้ำสำหรับแช่กาย
หากทำสำเร็จร่างนี้จะฟื้นขึ้นอีกระดับ และมีโอกาสสูงมากที่จะเปิดลมปราณเส้นแรกได้ในไม่ช้า
เสี่ยวอวี้ช่วยบดสมุนไพรตามที่เขาสั่งอย่างขยันขันแข็งแม้มือจะยังไม่คล่อง แต่ด้วยความตั้งใจจริง นางจึงแทบไม่ทำผิดพลาดเยี่ยเฉินหานเพียงเอ่ยปรับแก้เล็กน้อยเป็ครั้งคราว ทั้งห้องค่อย ๆเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรสดใหม่เข้มข้นกว่าเมื่อคืนหลายเท่า
เมื่อการเตรียมยาทุกอย่างเสร็จสิ้นแดดยามสายก็สาดอุ่นเข้ามาถึงขอบหน้าต่าง เยี่ยเฉินหานยกหม้อยาขึ้นต้มด้วยไฟอ่อนคอยจับจังหวะเวลาอย่างแม่นยำ ก่อนจะเทส่วนหนึ่งลงในถ้วยให้ดื่ม อีกส่วนหนึ่งเทลงอ่างไม้สำหรับแช่กาย
“เสี่ยวอวี้ออกไปเฝ้าหน้าห้องไว้ ถ้ามีใครมา อย่าให้เข้ามา”
เด็กสาวพยักหน้าโดยไม่ถามทันที
เยี่ยเฉินหานถอดเสื้อคลุมออกอย่างช้าๆ ร่างกายใต้เสื้อยังผอมบาง มีรอยฟกช้ำเก่าใหม่สลับกันจนน่าใจหายบางจุดเป็รอยเท้า บางจุดเป็รอยแท่งไม้ บางจุดเขียวคล้ำจนบ่งบอกว่าเพิ่งถูกกระแทกเมื่อคืน
เขาลงนั่งในอ่างยาช้า ๆความร้อนผสมกลิ่นสมุนไพรเข้มจัดโอบรัดผิวกายในทันทีแล้วเขาก็ยกถ้วยยาดื่มรวดเดียวอีกครั้ง
คราวนี้ความเจ็บไม่ได้พุ่งรุนแรงแบบเมื่อคืนแต่แทรกซึมลึกกว่าเดิม
เหมือนมีมดไฟนับไม่ถ้วนไต่ไปทั่วเส้นเอ็น
เหมือนเืทั้งร่างเดือดปุดอยู่ใต้ิั
เหมือนกระดูกทุกท่อนถูกค่อย ๆ หลอมด้วยไฟอ่อน
เยี่ยเฉินหานหลับตาลงทันทีจิตของเขาดำดิ่งลงสู่ภายในร่างอีกครั้งควบคุมฤทธิ์ยาให้แทรกเข้าไปในจุดที่พิษยังเกาะแน่นที่สุดขณะเดียวกันก็ใช้ความร้อนจากน้ำยาภายนอกดึงพิษออกทางรูขุมขน
เวลาไหลผ่านไปทีละนิด
เหงื่อสีเทาดำเริ่มซึมออกจากผิวกาย
น้ำยาในอ่างค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีขุ่นคล้ำ
กลิ่นเหม็นคาวประหลาดลอยขึ้นชัดเจน
แต่เยี่ยเฉินหานยังคงนั่งนิ่งดุจหินผา
กระทั่งผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามเขาจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาสว่างคมกว่าก่อนอีกขั้นเขาลุกออกจากอ่างแล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดร่างกายช้า ๆ ก่อนสวมเสื้อกลับ
ตอนนี้ความรู้สึกเบาสบายทั่วทั้งร่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิมมาก
เืลมคล่องขึ้น
ปลายนิ้วปลายเท้าอุ่น
และที่สำคัญ กระแสอุ่นใต้สะดือไม่ใช่เพียงประกายริบหรี่อีกแล้ว
มันเริ่มหมุนวนเป็รูปเป็ร่าง
เยี่ยเฉินหานยืนอยู่ข้างเตียงหลับตาลงอีกครั้ง เขายกมือขวาขึ้นช้า ๆ แล้วหมุนลมหายใจตามวิธีเดิม เพียงครู่เดียวกระแสอุ่นนั้นก็ไหลขึ้นมาถึงกลางอก แล้วแผ่ไปยังแขนขวาอย่างชัดเจน แม้ยังอ่อนบางแต่ถือเป็ครั้งแรกของร่างนี้ที่ได้ััพลังคล้ายปราณอย่างแท้จริง
มุมปากของเขาจึงยกขึ้นอย่างชัดเจน
“อีกเพียงก้าวเดียว”
เขาพึมพำ
ก้าวเดียวจริง ๆ
และเมื่อก้าวนั้นถูกข้ามไป
คำว่า “สวะ” ที่คนทั้งเมืองยัดเยียดให้ร่างนี้
ก็จะเริ่มกลายเป็เื่ตลก
ด้านนอกเสี่ยวอวี้ยังยืนเฝ้าอยู่เงียบ ๆ เมื่อได้ยินเสียงเขาเรียกจึงรีบเข้ามาแล้วก็ถึงกับชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของเยี่ยเฉินหานในเวลานี้
ไม่เพียงผิวกายที่ดูมีเืฝาดขึ้น
แต่ท่วงท่ายืนและแววตากลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
เหมือนคมดาบที่เคยขึ้นสนิม
บัดนี้เริ่มถูกขัดเงาจนเผยความคมออกมาทีละน้อย
“คุณชาย...ท่านดูไม่เหมือนเมื่อวานเลยเ้าค่ะ”
เยี่ยเฉินหานตอบเรียบ ๆ“เพราะข้าไม่ใช่คนเดิมอีกแล้วจริง ๆ”
เสี่ยวอวี้ฟังแล้วแม้ไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็ยิ้มทั้งน้ำตา
เด็กสาวไม่ได้ถามต่อ
เพราะไม่ว่าความหมายของคำพูดนั้นจะลึกเพียงใดนางก็รู้เพียงอย่างเดียวว่า จากวันนี้ไป โลกของคุณชายและโลกของนางกำลังจะเปลี่ยนจริงๆ
เยี่ยเฉินหานหันมองโต๊ะที่เต็มไปด้วยสมุนไพรบางส่วนที่ยังเหลือเขาเริ่มเขียนรายการใหม่ลงบนกระดาษอีกครั้ง คราวนี้เป็สมุนไพรสำหรับ“เปิดลมปราณเส้นแรก” และ “ล้างพิษที่ฝังอยู่ในไขกระดูกส่วนต้น”
เสี่ยวอวี้มองลายมือของเขาแล้วอดถามไม่ได้
“คุณชายท่านจะรีบฝึกปราณเลยหรือเ้าคะ”
เขาส่ายหน้าเบา ๆ“ยังไม่รีบฝืน วันนี้ทำได้เพียงฟื้นรากฐาน หากฝืนมากไป ร่างนี้จะแตกก่อนถึงเวลา”
พูดจบเขาวางถ่านลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
แสงแดดยามสายเริ่มสว่างเต็มลาน
เสียงคนฝึกยุทธ์จากลานฝึกดังมาแว่ว ๆ
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยและการดูถูกที่เคยเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตร่างนี้ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม
แต่ในใจของเยี่ยเฉินหานทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อวานเขาเพิ่งตื่นขึ้นจากความตาย
วันนี้ เขาถอนพิษชั้นแรก ตบหน้าผู้ดูแลหอสมุนไพร และเริ่มปูทางสู่การเปิดลมปราณ
พรุ่งนี้...คนในตระกูลคงเริ่มรู้สึกว่าบางอย่างผิดไปจากเดิม
และยิ่งพวกมันรู้สึกเช่นนั้น
เขาก็ยิ่งต้องเร็วขึ้น ลึกขึ้น และเฉียบคมขึ้นกว่าเดิม
เพราะคนที่เคยเหยียบคนอื่นจนเคยชิน
เมื่อเห็นเหยื่อเริ่มลุกขึ้น
ย่อมไม่ยอมปล่อยไว้แน่
เยี่ยเฉินหานรู้ดี
ดังนั้นเขาจะไม่เปิดเขี้ยวเล็บอย่างโง่เขลา
แต่จะค่อย ๆ ลับมัน
ค่อย ๆ สร้างกำลัง
ค่อย ๆ วางหมาก
จนกระทั่งถึงวันที่เหยื่อในสายตาพวกมัน
กลายเป็สัตว์ร้ายที่พร้อมกัดคอคืนในครั้งเดียว
เขายกมือขึ้นช้า ๆลมหายใจภายในหมุนตามจังหวะที่ฝึกมาตลอดวัน แล้วพลังอุ่นบางสายก็ไหลขึ้นมาถึงปลายนิ้วอีกครั้งคราวนี้ชัดเจนกว่าก่อน
เสี่ยวอวี้มองภาพนั้นด้วยหัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
แม้นางจะยังไม่เห็นพลังปราณเป็รูปธรรม
แต่นางััได้ถึงการเปลี่ยนแปลง
มันไม่ใช่เพียงการฟื้นจากอาการป่วย
แต่มันคือการที่คนคนหนึ่งกำลังดึงชะตาตนเองกลับคืนจากก้นเหว
เยี่ยเฉินหานปล่อยลมหายใจออกช้าๆ
แล้วเอ่ยประโยคหนึ่งที่ทำให้เสี่ยวอวี้จำไปอีกนาน
“เสี่ยวอวี้”
“เ้าคอยดูให้ดี”
“อีกไม่นานข้าจะทำให้ทั้งตระกูลเยี่ยรู้ว่า...การปล่อยข้าให้มีชีวิตอยู่คือความผิดพลาดใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกมัน”
เสียงนั้นไม่ได้ดัง
แต่กลับหนักแน่นราวคำตัดสิน
เสี่ยวอวี้มองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าช้า ๆ ด้วยดวงตาที่มีทั้งน้ำตาและแสงแห่งความหวัง
ด้านนอกลมเช้าพัดผ่านลานหินอีกครั้ง
ใบไม้แห้งปลิววนอยู่ชั่วครู่แล้วตกลงเงียบ ๆ
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า
ภายในห้องเล็กทรุดโทรมด้านหลังตระกูล
ผู้ที่ทุกคนเรียกว่าสวะ
กำลังยืนอยู่ตรงหน้าจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
และนับจากวันนี้
ทุกก้าวที่เขาเดิน
จะไม่ใช่ก้าวของคนอ่อนแอที่พยายามดิ้นรนเอาตัวรอด
แต่คือก้าวของผู้ล่าที่เพิ่งตื่นจากความตาย
และกำลังเริ่มเลือกเหยื่อรายแรกของตน