เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ ยี่สิบหก

     

    บทที่ ยี่สิบหก

     

    แสงโคมเบาบางยามปลายราตรีวาวระริกอยู่ในสายลมอีกไม่ถึงชั่วยามฟ้าก็จะสว่างแล้วจวนตระกูลเหยียนเงียบงันประหนึ่งไร้ผู้คนเคลื่อนไหวเพียงเสียงฝีเท้าของยามยามตรวจตราและเสียงโคมไฟแกว่งไกวตามแรงลมทำให้ยิ่งแน่ใจว่ายามราตรีนี้ช่างยาวนานนัก

    หลิวชิงเซียงประคองแขนเสื้อเดินไปตามแนวระเบียงมองตามเงาบุรุษที่เดินล่วงหน้าไปก่อนแล้วด้วยสายตาสงสัยก่อนจะนางรีบเร่งฝีเท้าเมื่อเห็นชายหนุ่มในเงามืดโบกมือเรียก

    “ทำไมเรายังไม่กลับออกไปกันอีก?” นางเอ่ยเบาๆ เมื่อเข้าใกล้น้ำเสียงแฝงความสงสัย

    โม่เหวินหานหันกลับมาสบตาดวงตาคมลึกแฝงประกายเจ้าเล่ห์ “รีบกลับไปย่อมได้แต่หากเจ้าอยากพลาดชม ‘ละครโรงใหญ่’ ในจวนตระกูลเหยียน ข้าก็ไม่ว่า..”

    นางเลิกคิ้วดวงตาฉายแววสับสน“ละครอะไรอีก?”

    ชายหนุ่มผินหน้ามาทางนางอย่างช้าๆแสงโคมจับปลายคิ้วคมทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยแผลเป็นยิ่งทำให้ดูแข็งกร้าว “ด้านของเราสองคนเป็นเพียงละครโรงเล็กมีเพียงอีกฝั่งที่จะเป็นตัวชี้ขาดทั้งหมดและปิดจบละครนี้”

    นางเพียงกะพริบตาซ้ำๆ“ท่านหมายความว่าอย่างไร? ข้าคิดว่าเอกสารที่ได้ในคืนนี้สำคัญแล้ว..เหตุใดจึงไม่รีบนำออกไปซะ?”

    โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆ“เอกสารพวกนั้นไม่อาจลอยออกจากจวนนี้ได้โดยตัวเองถ้ามันหายไปก่อนเวลาอันควรฉากที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าก็หมดสนุกสิ”

    นางเงียบงันขบคิดใบหน้านิ่งสงบประหนึ่งน้ำในห้วงลึก “ท่านทำให้ข้าสับสนสรุปแล้วเราจะรออะไร?”

    ชายหนุ่มโน้มกายลงกระซิบเบาใกล้หูของนาง“รอให้เหยียนเผิงหรือเหยียนซื่อหรงถูกเรียกตัวเข้าพบที่จวนไหลอ๋องก่อนเมื่อถึงเวลานั้นนั่นคือสัญญาณ รุกได้เต็มที่และที่สำคัญเราต้องเข้าไปที่เรือนของเหยียนเผิงก่อน สถานที่ ‘ละครครอบครัว’ กำลังจะเปิดม่าน”

    “ละครครอบครัว?” หลิวชิงเซียงทวนซ้ำ

    “ใช่..” โม่เหวินหานยิ้มบางดวงตาวาวล้ำเย็นเฉียบ “บิดากับบุตรสาวบิดาที่ไม่รู้ว่าบุตรกำลังแทงข้างหลัง บุตรสาวที่คิดว่าตนฉลาดกว่าใคร เรามารอชม..ว่าจะมีน้ำตาหรือโลหิตไหลออกมาก่อนกัน”

    เงาสองร่างใกล้ชิดกันใต้แสงโคมราวกับเป็นหนึ่งเดียวในความมืดและสายลม เสียงแว่วของทหารยามอยู่ห่างออกไปไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าคืนนี้จะเป็นเพียงแค่ความสงบก่อนพายุหรือเปล่า

    หลิวชิงเซียงสูดลมหายใจลึกค่อยๆพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นเรามารอจนถึงเช้ากัน”

    โม่เหวินหานปรายตามองแสงโคมที่ไกวตามแรงลมเขาก้าวเดินนำไปยังโถงกลางที่มีโคมไฟประดับประดาอย่างงดงาม เสียงเขาเอ่ยดังขึ้นอีกครั้ง“โคมทั้งจวนนี้เป็นของเราแล้วคืนนี้มาทำหน้าที่เฝ้าโคมเหล่านี้ไว้ให้ดี”

    หลิวชิงเซียงก้มหน้าคล้ายลอบยิ้มดวงตาเปล่งประกายกับ“มาเป็นแม่ลูกทำงานขยันขันแข็งสินะ”

    โม่เหวินหานชอบใจในคำพูดหญิงสาวพลันหันมาพยักหน้าให้พลันดวงตาสองคู่พลันสบตากัน แววตาเขาจึงอ่อนลงเมื่อสบดวงหน้าหญิงสาว “ข้ารู้แล้วว่าเลือกเจ้าให้ร่วมในแผนนี้..ข้าคิดไม่ผิด”

    ยามรุ่งสางมาถึงแสงสีทองเจือหมอกจางๆเริ่มโรยตัวจากขอบฟ้าเหนือเมืองซุ่ยหยวนเสียงระฆังยามห้าดังขึ้นไปครู่ใหญ่หมอเฒ่าและศิษย์ก็ออกจากที่พักอย่างเร่งรีบคล้ายมีเรื่องสำคัญ

    ทั้งสองมาถึงภายในเรือนรับรองของจวนผู้ปกครองเมืองซุ่ยหยวนหลังจากนั้นไม่นานหมอหลวงเผยในคราบหมอเทวดาเฒ่านั่งนิ่งด้วยใบหน้าสงบดุจเซียนผู้วางตนเหนือโลกาเบื้องข้างเขาคือศิษย์หนุ่มซึ่งก็คือเจียงเจียที่เพิ่งกลับมาสมทบหลังแยกตัวออกไปเมื่อคืนนี้

    ไหลอ๋องเดินเข้ามาโดยไม่ส่งเสียงร่างสูงในชุดสีเขียวเข้มทอด้วยลายเมฆรอบชายเสื้อ พอเขาเดินเข้ามา ผู้ที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นถวายคำนับ

    “ท่านหมอมาแต่เช้าดูท่านต้องมีเรื่องสำคัญเป็นแน่?” ไหลอ๋องกล่าวทักด้วยน้ำเสียงเคารพแต่แฝงความสงสัย

    “คืนที่ผ่านมามิอาจข่มตา..เพราะได้รับรู้ข่าวสำคัญพอรุ่งสางก็รีบออกมาทันทีเป็นข่าวเกี่ยวท่านหญิงสาม” ไหลอ๋องพลางมองตรงมายังหมอเฒ่ากล่าวจบ

    “ท่านหมอรู้แล้วหรืออาการของถังหยี่เป็นมาอย่างไร?”

    เป็นเจียงเจียก้าวขึ้นข้างหน้าสีหน้าจริงจังก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้ต่ำลงกว่าปกติ“ใต้เท้าไหลขออนุญาตข้าเป็นผู้รายงานเอง” เขายกมือคารวะก่อนกล่าวต่อ“จากที่เราสืบสวนอย่างละเอียดพิษที่ท่านหญิงสามได้รับมิใช่พิษทั่วไปแต่เป็นพิษหลานฮวาหลั่วเยี่ย’ ”

    ไหลอ๋องเลิกคิ้วใบหน้าเคร่งขรึมกว่าเดิม “พิษชนิดนี้คืออะไร?”

    “พิษจากกลีบดอกไม้ในเขตแดนใต้ของแคว้นเจียงผ่านกรรมวิธีหมักในน้ำมันหอมระเหยชนิดพิเศษ มีฤทธิ์กัดกร่อนเส้นลมปราณอย่างช้าๆทำให้ดูคล้ายอาการป่วยธรรมดา ไร้เรี่ยวแรงถ้าได้รับมากเข้าอาจกลายเป็นพิษเรื้อรังที่ทำลายกำลังภายในของผู้ป่วยจนสิ้น”

    คำอธิบายของเจียงเจียทำให้ห้องทั้งห้องเงียบงันไหลอ๋องเดินช้าๆ ไปยังหน้าต่าง ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งราวรูปสลักดวงตาเขม็งจนเห็นเส้นเลือดฝาดผ่านแก้ม

    “พิษเช่นนี้หายากหรือไม่?” เสียงของเขาต่ำลงเยือกเย็นประหนึ่งพายุคลั่งใต้พื้นน้ำ

    หมอเผยขยับกายเล็กน้อย“ยากที่จะได้มา แต่ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้หากมีเงินทองและเส้นสาย ย่านเริงรมย์ในเมืองซุ่ยหยวนมีร้านค้าเถื่อนอยู่หลายแห่งข้ากับศิษย์ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าในย่านนั้นมีร้านขายเครื่องหอมแห่งหนึ่งมีความเคลื่อนไหวผิดสังเกต”

    ดวงตาของไหลอ๋องเปล่งแสงดุจเพลิงกรดเขาหันขวับ“ร้านใด?”

    “ร้านหอมหมื่นพรรณ”

    ไหลอ๋องขบกรามแน่นใบหน้าคร้ามเข้มเคร่งขรึมย่านเริงรมย์เหล่านั้นเป็นเหยียนเผิงที่แนะนำให้เขาจัดตั้งขึ้นทั้งยังเป็นผู้ควบคุมดูแลอีกด้วยไหลอ๋องตวัดสายตาเฉียบดุ “ไปตามเหยียนเผิงมาพบข้า..เดี๋ยวนี้!”

    ในขณะเดียวกันที่ด้านนอกห้องโถงร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาเมื่อผู้เป็นบิดาเห็นก็ประหลาดใจ “ถังหยี่เจ้ามาได้อย่างไร”

    “ลูกมีเรื่องสำคัญต้องบอกท่านพ่อ” หญิงสาวที่ร่างโอนเอนกล่าวก่อนจะหันไปสบเข้ากับแขกทั้งสองซึ่งหนึ่งในนั้นนางไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วยความละอายใจ

    เจียงเจียในคราบหมอหนุ่มรู้สถานการณ์ดีจึงนิ่งเงียบแสร้งมองออกไปอีกทางราวเมื่อคืนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเรื่องที่เขาติดอยู่ในกับดักของเหยียนปี้เจินที่หลอกล่อชายหนุ่มเข้ามาในห้องที่ปิดหนาแน่นและจงใจวาง‘กำยาน’ ปลุกกำหนัดไว้ในห้อง

    เรื่องราวของเมื่อคืนที่เขายังจำได้ดีหลังรู้ว่าเกิดสิ่งผิดปกติกับร่างกาย เขารีบไปที่กล่องเครื่องมือของตนเองที่วางอยู่ไม่ไกลเพียงไม่นานเขาก็ได้หยิบขวดยาแก้พิษขนาดเล็กสองขวดขึ้นมาขวดหนึ่งเขากระดกเข้าปากโดยไม่ลังเล น้ำยาเย็นวาบแล่นผ่านลำคอรสขมปลายลิ้นทำให้สติยิ่งคมชัด ส่วนอีกขวดเขารีบก้าวเข้าไปยังข้างเตียง

    “ท่านหญิง!” เขาเอ่ยเสียงต่ำ ถังหยี่พลิกตัวอย่างยากลำบากดวงตากึ่งปิดกึ่งลืมมือบางสั่นระริกพยายามพยุงร่างให้ลุกขึ้น แต่กลับทรุดลงอีกครั้งน้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยออกมา “ทะท่าน..”

    เจียงเจียมิได้เอ่ยตอบเขาช้อนร่างบางขึ้นพิงหัวเตียงพร้อมป้อนยาให้ยาขวดเล็กแนบริมฝีปากนางแล้วเทผ่านลงไปอย่างรวดเร็ว

    ถังหยี่ค่อยๆปิดตาที่พร่าเลือนและสับสนแต่ตอนนั้นสัญชาตญาณบางอย่างทำให้นางยอมดื่มน้ำยาที่เขาป้อนกลิ่นยาแรงแทรกเข้าจมูกทำให้หญิงสาวสำลักเล็กน้อย

    หลังป้อนยาสำเร็จเจียงเจียก็วางร่างบางลงอย่างเบามือจากนั้นจึงหมุนตัวไปยังโต๊ะไม้กลางห้อง ดับกำยานในทันที ความหอมอบอวลค่อยๆจางหายไป พร้อมกับลมหายใจที่เริ่มสงบขึ้นทีละน้อยของหญิงสาว

    เวลาผ่านไปครู่ใหญ่..ภายในห้องเงียบสงัดลงถังหยี่ที่เริ่มได้สติพยายามยันกายลุกขึ้นมือยังคงสั่นเทาแววตาหวาดหวั่นมองบุรุษตรงหน้า ใบหน้าของหมอหนุ่มยังคงนิ่งสงบ

    “เมื่อครู่..” ถังหยี่เอ่ยเสียงเบาแววตาเปี่ยมความเสียใจกับความคิดไร้ยางอายที่ยอมให้เหยียนปี้เจินชักนำ“ข้า..ข้าคิด..ไม่”

    ชายหนุ่มลุกขึ้นยกมือห้ามก่อนเอ่ยอย่างนุ่มนวล“ท่านหญิงไม่ต้องกังวล ข้าเข้าใจดีและข้าจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ผู้ใดทราบ” เขาเว้นระยะก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง“ที่สำคัญ ข้าไม่ได้ล่วงเกินท่านเผอิญข้ามียาแก้พิษจึงคุมสถานการณ์ได้ทัน ทั้งพิษในกำยานไม่แรงนักท่านเพียงต้องการพักฟื้นและอย่าคิดมากจะดีกว่า”

    ดวงหน้าหญิงสาวซีดเผือดหัวใจที่เต้นถี่ค่อยๆ สงบลงเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น นางพยักหน้าช้าๆ “ข้ารู้สึกผิดนักที่..”

    เจียงเจียแย้มยิ้มบางๆ“ไม่ต้องพูดอีกแล้วหากอาการท่านหญิงดีขึ้นแล้วอย่างไรข้าขอตัวกลับที่พักก่อน เวลานี้ภรรยาข้าคงรออยู่”

    ถังหยี่พลันชะงักไปสีหน้าเปลี่ยนจากซีดขาวเป็นตกใจ“ท่านว่าอะไรนะ..ภรรยา?”

    ท่านหมอหนุ่มพยักหน้าช้าๆ“ใช่ ภรรยาข้าก็คือ อืม..ท่านหญิงคงเห็นเมื่อคราวก่อนที่พวกข้าเคยมาด้วยกัน หรือท่านหญิงไม่ทราย คุณหนูเหยียนปี้เจินไม่ได้เล่าให้ฟังหรือ? นางเคยเห็นเราสองคนในตลาดด้วยกันข้าคิดว่า..คงได้เล่าให้ท่านหญิงทราบแล้วเสียอีก”

    ถังหยี่นิ่งงันน้ำเสียงของหมอหนุ่มราวกับกระบี่เล่มบางแทงเข้าสู่กลางอก นางไม่อาจกล่าวสิ่งใดต่อนัยน์ตาสั่นระริก สีหน้าแปรเปลี่ยนจากตกใจเป็นสับสนจากสับสนเป็นเสียใจนางถูกหลอกจากเพื่อนสนิทของตัวเอง

    เจียงเจียเห็นท่าทีสั่นคลอนของหญิงสาวก็ประสานมือคารวะ“ท่านหญิงอาการดีแล้วเช่นนั้นข้าน้อยขอตัวลา”

    เมื่อเขาหันหลังใกล้จากไปถังหยี่กลับยังนิ่งงันก่อนจะคิดบางสิ่งขึ้นมาได้“เสียงของเขา..แปลกไปหรือไม่เหมือนข้าจะยังไม่ได้สติดี” แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะระบุแน่ชัด

    เรือนใหญ่ณ จวนตระกูลเหยียนผู้เป็นที่นับหน้าถือหน้าของเมืองซุ่ยหยวน

    เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นนอกประตูคนของไหลอ๋องในชุดประจำสีดำแซมทองรีบเร่งวิ่งเข้ามาแล้วหยุดอยู่เบื้องหน้าห้องโถงตรงหน้าประตูไม้แกะสลักลวดลายก่อนจะคุกเข่าลง

    “ขอรายงาน..ข้าน้อยรับคำสั่งมาเชิญที่ปรึกษาเหยียนให้เร่งรุดไปที่จวนหลวงณ บัดนี้ ไหลอ๋องพบเบาะแสเรื่องท่านหญิงสามแล้ว”

    คนรับฟังก็พยักหน้าเสียงฝีเท้าหนักแน่นอีกระลอกเร่งรุดไปเข้าพบตามประสงค์ผู้เป็นนายอีกทั้งเขาก็ยังอยากจัดการเรื่องถังหยี่ให้จบๆ เสียทีจะได้ลุข้อตกลงกับซีเป่ยจึงเร่งรุดไปพบไหลอ๋อง

    เพียงไม่นานชายสูงวัยในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเทาซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายของข้ารับใช้ของซุ่ยหยวนที่มักจะสวมใส่เหยียนเผิงก้าวผ่านประตูเข้ามาด้วยท่าทางคุ้นเคยเพราะเขาเองก็มาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วนทั้งยังนับเป็นคนสนิทที่ไหลอ๋องไว้ใจเป็นผู้ร่วมวางรากฐานให้เมืองซุ่ยหยวนมาหลายสิบปี

    เหยียนเผิงมิได้แต่งกายหรูหราหากแต่ความสุขุมในแววตาและความเคร่งขรึมบนใบหน้ากลับยิ่งทำให้ผู้คนยำเกรงร่างนั้นก้าวผ่านประตูเข้ามาอย่างรวดเร็วพอเห็นร่างสูงในชุดคลุมสีเขียวเข้มทอเมฆยืนหันหลังอยู่เบื้องหน้าเหยียนเผิงก็หยุดลงแล้วยกมือประสานคำนับ

    “ข้าน้อยมาแล้วขอรับ”

    ไหลอ๋องมิได้หันกลับในทันทีเสียงของเขาแผ่วเบาแต่แฝงแรงอำนาจดั่งดาบซ่อนคม “เจ้าคงได้ข่าวจากคนของข้าแล้วใช่หรือไม่?”

    “ข้าน้อยได้รับรายงานเพียงคร่าวๆว่าที่ท่านหญิงสามล้มป่วยนั้นได้ข้อสรุปว่ามีพิษบางอย่างเกี่ยวข้อง” เหยียนเผิงเงยหน้ามองร่างสูงเบื้องหน้าในใจเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เพราะท่านหญิงสามนั้นหาใช่สตรีทั่วไปไม่นางคือธิดาหนึ่งเดียวที่จะเป็นตัวแทนในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเมืองซุ่ยหยวนกับแคว้นซีเป่ย

    หากนางเป็นอะไรไป..ไม่เพียงไหลอ๋องจะเดือดร้อนแผนการระยะยาวของเขาก็อาจล่มไม่เป็นท่า

    ไหลอ๋องค่อยๆหันกลับมา แววตาคมกริบของเขากระทบเข้ากับดวงตาของเหยียนเผิงสีหน้าเขาอัดแน่นด้วยเพลิงโทสะซึ่งเก็บกลั้นไว้แทบระเบิด

    “พิษที่ถังหยี่ได้รับ..คือหลานฮวาหลั่วเยี่ยพิษนี้มาจากแดนใต้ แพร่ผ่านกลิ่นหอม ซึมซับเข้าสู่เส้นลมปราณแล้วจะกัดกินอย่างช้าๆเสมือนผู้ป่วยทั่วไป หากไม่ตรวจให้ละเอียด ยากนักที่จะรู้ว่าเป็นพิษ”

    เหยียนเผิงขมวดคิ้วแน่น“หลานฮวาหลั่วเยี่ย..” เขาเคยได้ยินเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับพิษชนิดนี้รู้เพียงว่าหายากและใช้ในกลุ่มนักฆ่าชั้นสูงหรือขุนนางบางฝ่ายในเมืองหลวงเท่านั้น “ผู้ใด..ช่างใจอำมหิตเช่นนี้”

    ไหลอ๋องมิได้ตอบหากแต่ดวงตาคมดุยิ่งกว่าคมดาบ เขาเดินช้าๆ ไปยังโต๊ะข้างผนังหยิบแผ่นรายงานฉบับหนึ่งขึ้นมาโยนไปเบื้องหน้าผู้ตรวจการ “ร้านหอมหมื่นพรรณ เจ้าเคยได้หรือไม่?”

    เหยียนเผิงรับแผ่นรายงานมากวาดตามองเพียงครู่ใบหน้าที่เคยสุขุมก็เริ่มซีดเผือดแวววาบด้วยความไม่แน่ใจ เขาเงยหน้ามองไหลอ๋องช้าๆ“ร้านนี้..อยู่ในย่านเริงรมย์ที่กระหม่อมดูแลขอรับ”

    เสียง‘ขอรับ’ นั้นแม้ยังสงบแต่แฝงความอึดอัดร่างสูงของเหยียนเผิงยืดตรง คล้ายต้องการปกปิดความรู้สึกบางอย่างทว่ามิอาจรอดพ้นสายตาไหลอ๋องไปได้

    ไหลอ๋องมองเขาเนิ่นนานดวงตาเปี่ยมด้วยความเชื่อใจที่บัดนี้เจือปนความระแวดระวัง “เจ้าคือคนที่ข้าไว้ใจมากที่สุดอย่าทำให้ข้าผิดหวัง”เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงเย็น “ข้ามอบหมายให้เจ้า..ตรวจสอบร้านหอมหมื่นพรรณทันทีไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้าน พ่อค้า ลูกค้า ไปจนถึงผู้อยู่เบื้องหลัง ลากออกมาให้หมดอย่าให้มีใครหนีรอดไปได้แม้เพียงคนเดียว”

    เหยียนเผิงพยักหน้ารับคำสีหน้าฉายแววแน่วแน่ขึ้น แม้ในใจจะยังข้องใจบางสิ่งแต่เขาก็เก็บงำสิ่งนั้นเอาไว้แต่เมื่อรับคำสั่งแล้วย่อมมิอาจปฏิเสธ “กระหม่อมจะไปดำเนินการเดี๋ยวนี้ขอนายท่านวางใจ”

    “อย่าให้ข้าผิดหวัง” ไหลอ๋องเน้นย้ำอีกครั้ง

    ไหลอ๋องกล่าวจบดวงตาเรียบเย็นหากในอกกลับคล้ายมีเพลิงเผาโหมแรงขึ้นทุกขณะ

    สิ่งที่เกิดในอกไหลอ๋องก็ไม่ต่างจากเหยียนเผิงเช่นกันเพราะตอนที่เขาก้าวออกจากเรือนของไหลอ๋องนั้นช่างหนักอึ้งที่อกทุกย่างก้าวของเขาเร่งร้อนสองเท้ากระทบพื้นหินส่งเสียงก้องกลางตรอกที่ยังไร้ผู้คนในยามเช้าแววตาเขาเยียบเย็นปานเหล็กกล้า ในอกรุ่มร้อนและว้าวุ่นคล้ายมีเพลิงเผาโหมไม่หยุด

    ‘ร้านหอมหมื่นพรรณ’

    คำพูดของไหลอ๋องยังดังก้องในหัวไม่จางเขายกมือขึ้นบีบขมับแน่นข่มกลั้นสติที่ใกล้จะเตลิดคำสั่งให้ตรวจสอบร้านนั้นคือคำสั่งของนายเหนือหัว แต่เจ้าของร้านเขารู้ดี

    เหยียนปี้เจิน..ลูกสาวของเขาเอง!

    สตรีผู้ที่เขาเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมสอนให้รู้จักโลกภายนอก ผลประโยชน์และวิถีการค้าที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งนางเป็นผู้หญิงชาญฉลาดและเฉียบแหลม มีหัวทางการค้าตั้งแต่เยาว์วัยเมื่อขอเปิดร้านค้าเล็กๆ ในย่านเริงรมย์เพื่อหากำไร บิดาอย่างเขาก็หามีข้อกังขาไม่กลับส่งเสริมให้นางได้ลงมือทำเต็มที่

    แต่ตอนนี้..ร้านนั้นกลับกลายเป็นศูนย์กลางของเงามืดที่หมายลอบทำร้ายผู้สูงศักดิ์เช่นท่านหญิงสามไม่มีทางที่นางจะไม่รู้เรื่องราว

    ร่างสูงในชุดสีเทากล่าวต่อคนคุมรถม้าให้รีบที่สุดทั้งเมื่อกลับมาถึงจวนเขาก็เร่งฝีเท้าขึ้นจนแทบกลายเป็นวิ่ง ตลอดเส้นทางแม้คนเฝ้าประตูและผู้ติดตามจะพากันโค้งทำความเคารพแต่เขากลับเดินผ่านอย่างไร้การตอบรับเมื่อถึงพื้นที่ของตนเหยียนเผิงก็มิหยุดพักรีบตรงไปยังเรือนหนังสือทันที

    “ไปตามคุณหนูรองมาพบข้าในห้องหนังสือเดี๋ยวนี้!”เสียงสั่งการดุดันจนบ่าวผู้รับคำสั่งหน้าถอดสีรีบก้มหัวแล้ววิ่งออกไปโดยไม่กล้าสบตาแม้เพียงครู่

    ไม่นานหลังจากนั้นเสียงฝีเท้าหญิงสาวก็ดังขึ้นเหยียนปี้เจินในชุดคลุมบางสีชมพูอ่อนก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าแปลกใจและระคนกังวลดวงตาคู่งามทอดมองผู้เป็นพ่ออย่างสงสัย

    “ท่านพ่อ” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “มีเรื่องใดหรือเจ้าคะถึงให้คนไปตามลูกมาแต่เช้า?”

    เหยียนเผิงยืนหันหลังให้บ่ากว้างดูหนักอึ้ง เขามิได้เอ่ยคำใดอยู่ชั่วครู่ ท่ามกลางความเงียบงันนั้นหัวใจของปี้เจินก็เริ่มเต้นแรงผิดปกติ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นจากผู้เป็นพ่อ

    “รู้จักหลานฮวาหลั่วเยี่ยหรือไม่?” น้ำเสียงนั้นราบเรียบ..แต่แฝงไว้ด้วยแรงสั่นสะเทือนดั่งสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจนางในทันที!

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน