บทที่15ความสัมพันธ์ที่ซ่อนเร้นอันตราย
อวิ๋นเซ่อวางจอกสุราที่พึ่งกระดกดื่มลงบนโต๊ะแ่เบาคนนั่งครุ่นคิดเหตุไฉนตนถึงตัดสินใจกระทำการที่เสี่ยงเพื่อคนอื่นเช่นนี้ ใช่เป็เพราะมันกำลังทำตามปณิธานอันเลือนรางในโลกที่ปรากฏในอีกความทรงจำซึ่งเป็เสมือนความฝันหรือไม่ หรือเป็เพราะจิตใจส่วนลึกที่แสดงถึงตัวตนอันแท้จริงของตนเองในโลกความเป็จริงแห่งนี้
สตรีสะคราญโฉมนางนั้นจนถึงบัดนี้นางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมายังหอคณิกาหมื่นบุปผาสร้างความผิดหวังแก่บุรุษทั้งชราแลเยาว์วัยมากมาย และก็สร้างความลุ่มร้อนใจแก่อวิ๋นเซ่อมิน้อยใบประกาศจับรูปใบหน้าของอู๋เฉาหยุนและรูปพรรณสัณฐานของบุคคลชุดดำที่คล้ายคลึงกับมันมีอยู่เกลื่อนกราดไปทั่วทั้งเมืองเหล่าทหารแห่งราชวงศ์หลิงก็ออกสืบเสาะค้นหาคนร้ายที่ลอบเข้าหวังประทุษร้ายขุนนางฝ่ายในของพวกมันกันขวักไขว่หากปล่อยเวลาล่วงเลยโดยเสียเปล่าไปเรื่อยๆ เช่นนี้ คนข้างหลังอย่างอู๋เฉาหยุนอาจเป็อันตรายและอันตรายนี้ก็อาจเกี่ยวพันธ์มาถึงมันด้วย คิดเช่นนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะลอบเข้าสู่ส่วนที่เรียกว่าหอในของหอคณิกาหมื่นบุปผาซึ่งสถานที่ดังกล่าวมันสืบทราบได้ว่าจะจัดไว้สำหรับเฉพาะเหล่าบุคคลสำคัญให้เข้าไปใช้บริการเท่านั้น
ตอนนี้อวิ๋นเซ่อต้องทำตัวให้เป็ปกติ ใช้ชีวิตไปมาดูดวงให้ผู้คนในเมืองเช่นเดิมเพื่อไม่ให้ผู้ใดเกิดความสงสัยเช่นนั้นมันจึงมาที่นี่ทุกวัน เหตุผลนอกจากจะเพื่อตามหาตัวสตรีนามซินเหยียนแล้ว อีกนัยหนึ่งก็เพื่อใช้เป็สถานที่ดูดวงแห่งใหม่ตบตาคนเท่านั้น
อวิ๋นเซ่อยกจอกสุราขึ้นดื่มแลวางลงอีกครั้งพร้อมวางเงินลงบนโต๊ะลุกเดินจากไป มิสนใจหรือลุ่มหลงในตัวอิสตรีและกลิ่นหอมจรุ่งอันเย้ายวนในที่แห่งนี้แม้แต่น้อยรอจนกาลเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามเฮ่ยอานชั่วยามที่สี่อันดึกสงัด ผู้คนเริ่มหลับนอนไร้ซึ่งผู้คนเพ่นพ่านร่างที่สวมด้วยชุดคลุมดำปกปิดทั้งตัวก็แอบเยื้อย่างเข้าสู่หอคณิกาหมื่นบุปผาอย่างรวดเร็วด้วยฝีเท้าของผู้มาแ่เบาราวขนนก ทุกการก้าวย่างของมันจึงไร้ซึ่งสุ้มเสียง กอปรกับหอคณิกาเป็เพียงสถานบริการให้ความสำราญแก่ผู้คนเช่นนั้นจึงไม่มียอดฝีมือหรือผู้ใดเฝ้ารักษาการณ์ ส่งให้บุคคลชุดดำผู้มาซึ่งก็คืออวิ๋นเซ่อลอบเข้ามาได้อย่างง่ายดายยิ่งแต่ถึงแม้จะง่ายดายทว่าคนอย่างอวิ๋นเซ่อมิเคยประมาท มันได้เค้นเอาพลังญาณในกายออกมาหล่อหลอมผสมรวมกับพลังธรรมชาติอันน้อยนิดภายใต้กฏเกณฑ์ของโลกแห่งนี้ก่อนซุกงำประกายชีวิตในพลังธรรมชาติดังกล่าว ซ่อนการดำรงอยู่ของตัวตนได้เกือบสมบูรณ์แบบ
ร่างสีดำพลิ้วตัวไปมาตามซอกหลืบและเหลี่ยมอาคารจนบรรลุถึงอาคารรับรองแห่งหนึ่งที่อยู่ส่วนลึกของหอคณิกาหมื่นบุปผาอวิ๋นเซ่อพินิจมองบริเวณโดยรอบอย่างถี่ถ้วน พบว่าอาคารหลังนี้สร้างได้หลบตาคนยิ่ง มองอย่างผิวเผินคล้าย้าสร้างไว้เพื่อให้เหล่าบุรุษที่แอบภรรยามาได้ใช้หาความสำราญ แต่สำหรับอวิ๋นเซ่อกลับมองว่าอาคารหลังนี้มีบางสิ่งที่แปลกประหลาดดูมิใช่อาคารธรรมดา แต่มันมิอาจตอบได้ว่าสิ่งที่มิธรรมดาคือสิ่งใด
อาคารหลังนี้มีอยู่หนึ่งห้องที่จุดเทียนให้แสงสลัวเทียนที่ใช้จุดเล่มนี้คงจะเป็เทียนหอมจึงให้กลิ่นที่แผ่กำจายออกมาสร้างความอบอวลไปทั่วบริเวณทั้งยังมีความวาบหวาบยิ่งอวิ๋นเซ่อจำกลิ่นนี้ได้เป็อย่างดี เพราะกลิ่นนี้ก็ติดอยู่บนร่างอันเย้ายวนของสตรีนางนั้นที่มันตามหาหรือห้องดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับนาง หรือนางจะอยู่ในนั้น?
อวิ๋นเซ่อไม่มีเวลาคิดให้มากความ มันต้องตามหานางให้พบและสอบถามถึงเหตุการณ์ในคืนวันนั้นเพราะนั่นอาจเป็หนทางออกให้แก่อู๋เฉาหยุนและรวมไปถึงตัวมันเองได้ ชายหนุ่มค่อยๆ เยื้อย่างเข้าใกล้ตัวระเบียงอาคารที่ยื่นออกมามองเข้าไปด้านในห้องที่มีแสงเทียนส่องสลัวพบเงาร่างของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีกำลังนั่งสนทนากันอยู่อวิ๋นเซ่อพยายามเงี่ยหูฟังถึงบทสนทนาแต่มันก็มิอาจจับใจความได้ แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้มันตื่นเต้นยินดียิ่งเพราะเสียงของสตรีนางนั่นก็คือน้ำเสียงของซินเหยียนนั่นเอง
แม้รู้ว่าซินเหยียนอยู่ด้านในแต่มันก็ยังมิอาจทำไรได้เพราะตอนนี้ยังมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งอยู่
“หรือจะเป็บุรุษที่มาหาความสำราญจากนาง”
ด้วยความไม่อยากเสียเวลา เมื่อคิดเช่นนั้นชายหนุ่มจึงลงมือร่างของมันจึงพุ่งเข้าสู่ห้องดังกล่าวทางหน้าต่างที่เปิดอ้าออกอย่างรวดเร็ว รวดเร็วจนกระทั่งหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีที่อยู่ด้านในมิอาจตั้งตัว!
สันมือของอวิ๋นเซ่อที่แฝงไปด้วยพลังธรรมชาติอันเจือจางฟันลงยังต้นคอของบุรุษหนุ่มผู้ที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามสตรีนามซินเหยียนทันที
เสียงทึบหนักดังขึ้นคราหนึ่งพร้อมกับเก้าอี้ที่บุรุษผู้นั้นนั่งพลันแตกละเอียดทว่าถึงแม้เก้าอี้จะแหลกลานไม่เหลือชิ้นดีแต่บุรุษที่ถูกอวิ๋นเซ่อฟันสันคอกลับนั่งแน่นิ่งดั่งภูผาเหล็กที่ไร้วันถล่มทลายอวิ๋นเซ่อเบิกตาโพลง ที่แท้สิ่งที่มันรู้สึกว่าแปลกประหลาดมิธรรมดากลับมิใช่ตัวอาคารหลังนี้แต่เป็บุรุษผู้นี้ต่างหาก!
บุรุษที่ถูกอวิ๋นเซ่อฟันสันคอนิ่งเงียบอยู่ชั่วลมหายใจเข้าออกจึงค่อยกล่าวขึ้นเสียงของมันมีความเป็บุรุษแฝงอยู่ แต่คนกลับดัดเสียงให้เป็ดั่งเสียงของสตรี
“เป็บุรุษที่ป่าเถื่อนสิ้นดี ในเมื่อ้าใช้กำลังนักข้าก็จะสนองให้"
สิ้นเสียง พลังลมปราณจำนวนมหาศาลก็ถูกดีดสะท้อนรอบแผ่นหลังของมันซัดเข้าใส่อวิ๋นเซ่อจนคนกระเด็นตัวลอยปะทะเข้าใส่กำแพงห้องจนพังทลาย ร่างคนก็ล่วงออกนอกอาคารไปพลังลมปราณนี้รุนแรงยิ่งหากอวิ๋นเซ่อมิได้กระบองเหล็กดำยกขวางขึ้นก่อนป่านนี้มันอาจจะพิการหรือไม่ก็ตกตายไปแล้ว
อวิ๋นเซ่อยังฝืนกายลุกยืนขึ้นมาได้ มันมิกล้าคิดอะไรมากความความคิดเดียวในหัวคือต้องหนีเอาชีวิตรอด แต่ขายังมิทันขยับ สตรีแห่งหอนางโลมนับสิบที่มีวิชาตัวเบาเป็เลิศก็พลิ้วกายล้อมรอบมันไว้แล้ว
บุรุษที่พึ่งปลดปล่อยลมปราณกระแทกเข้าใส่ชายหนุ่มก้าวเดินออกมาจากในอาคารพร้อมกับซินเหยียน เมื่ออวิ๋นเซ่อได้เห็นมันอย่างชัดตาก็พบว่าบุรุษผู้นี้กลับคล้ายสตรีเป็อย่างยิ่งปากรูปกระจับของมันแต่งแต้มสีแดงชาด จมูกนิด ตากลมยาวเป็ประกาย คิ้วโก่งดั่งคันศรดูไปแล้วมันจะเป็บุรุษก็มิใช่เป็สตรีก็มิเชิง ดูแปลกประหลาดดั่งคนที่มีสองเพศในร่างเดียวทั้งมันยังสวมชุดด้านในเป็สีดำล้วน แต่กลับมีเสื้อคลุมสีขาวปักลวดลายดอกท้อสีชมพูที่ด้านนอกดูขัดแย้งแตกต่างเป็อย่างยิ่ง
บุรุษที่คล้ายสตรีผู้นี้จ้องมองอวิ๋นเซ่อด้วยความแปลกใจด้วยชายหนุ่มที่มีพื้นฐานพลังลมปราณค่อนข้างสามัญจนถึงอ่อนด้อย เหตุใดจึงยังสามารถยืนหยัดลุกขึ้นมาได้อีกและประการสำคัญคือกระบองเหล็กสีดำในมือของมันนั่น
ทั้งอวิ๋นเซ่อและบุรุษคล้ายสตรีต่างพากันแตกตื่นแปลกใจในตัวซึ่งกันส่วนทางด้านสตรีหอนางโลมทั้งสิบที่รายล้อมอวิ๋นเซ่ออยู่ได้ลงมือเข้าใส่ชายหนุ่มแล้วกระบี่อ่อนเมื่อถูกแสงแห่งโคมไฟที่ถูกจุดขึ้นก็ให้ความวิบวับละลานตา ความเย็นเยือกคมกริบของกระบี่ก็แผ่พุ่งัักับผิวกายของอวิ๋นเซ่อจนคนต้องอุทานว่าหวาดเสียวในจิตใจเพียงแค่ร่ายรำกระบี่อ่อน ชายหนุ่มก็รับทราบแล้วว่าสตรีทั้งสิบนางล้วนเป็ผู้ที่มีพลังฝีมือมิอ่อนด้อย
“นี่มันหอคณิกาจริงหรือ!”
อวิ๋นเซ่อต้องอุทานซ้ำแล้วซ้ำเล่าในจิตใจพร้อมเบี่ยงกายกลับหลังหลบจากปลายกระบี่อ่อนสามเล่มที่แทงสวนออกมา ก่อนที่ชายหนุ่มจะหมุนควงกระบองเหล็กดำใช้ปลายส่วนหนึ่งปัดป้องกระบี่ส่วนปลายอีกข้างค้ำพื้นส่งร่างลอยขึ้นกลางอากาศ พร้อมม้วนตัวสามตลบออกจากรัศมีของกระบี่อ่อนอีกสี่เล่มที่ตวัดฟาดฟันเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียดแต่ทว่าร่างยังมิทันจะเหินลงจากกลางอากาศดี สตรีอีกสามนางก็หมุนกายตวัดฟันกระบี่อ่อนในมือจนหมุนวนปานจักรผันเข้าใส่อวิ๋นเซ่อจากทั้งสามทิศ!
“ขออภัยที่ต้องล่วงเกิน"
อวิ๋นเซ่อไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อแผนวันนี้มิเป็ดั่งหวังทั้งยังอาจประสบเื่ยุ่งยาก เช่นนั้นมันจึงต้องถอยไปก่อน คิดเช่นนั้นชายหนุ่มจึงยกกระบองเหล็กดำขึ้นคนเข้าสู่ห้วงสมาธินึกทบทวนสุดยอดเคล็ดวิชาที่บุรุษพิการลึกลับถ่ายทอดให้ พลังญาณอันน้อยนิดแผ่กำจายออกจากกระบองเหล็กดำผนวกเข้ากับลมปราณที่ค่อนข้างธรรมดาสามัญของมันก่อเกิดพลังพิสดารสายหนึ่งขึ้นส่งผลให้หัวคิ้วของทั้งบุรุษคล้ายสตรี ซินเหยียน และรวมไปถึงสตรีชราที่ถูกเรียกขานว่ากัวมาม๊าต้องขมวดเป็ปมแน่นพร้อมพึมพำขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“เป็ไปไม่ได้ ยังมีคนแบบมันผู้นั้นอีกหรือ!”
มิรอให้อวิ๋นเซ่อได้ทันลงมือ เพลิงปราณสีส้มที่เกินกว่าระดับขุ่นมัวแต่ยังไม่ถึงขั้นบริสุทธิ์ก็ผุดขึ้นกลางอากาศก่อรูปลักษณ์ราวกับดอกท้อไฟเบ่งบานอย่างงดงามแลน่าเกรงขามบุรุษคล้ายสตรีผู้นี้กลับเป็ถึงยอดยุทธ์เพลิงปราณสีส้มระดับปานกลาง!
ดอกท้อเพลิงปราณหมุนวนกลางอากาศก่อนพุ่งฝ่าทะลวงเข้าหาอวิ๋นเซ่ออย่างรวดเร็วแลหนักหน่วงพลังลมปราณที่แผ่มากับดอกท้อเพลิงปราณดังกล่าวกดข่มเข้าใส่อวิ๋นเซ่อจนคนมิอาจยกกระบองเหล็กดำขึ้นค้างกลางอากาศได้พลังญาณและพลังลมปราณที่กำลังเร่งเร้าผสมรวมก็ติดขัดหยุดชะงัก เคล็ดวิชาที่จะปลดปล่อยจึงค่อยๆสลายไป
“ข้าจะไม่ยอมจบสิ้นตอนนี้!”
อวิ๋นเซ่อกัดฟันสบทเสียงดัง แม้พลังที่ผสมรวมอยู่บนกระบองเหล็กดำจะลดลงไปเรื่อยๆแต่มันก็จำเป็ต้องฟาดออกไปต้านรับดอกท้อเพลิงปราณอย่างไม่มีทางเลือก!
เปรี้ยง!
ตูมมมมมม!
เปลวเพลิงสีส้มพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา อาบไล้แผ่นฟ้าจนสว่างไสวผู้คนต่างออกมาจากที่หลับนอนเพื่อมาแหงนหน้าจ้องมองเหตุการณ์ที่ทั้งสวยงามและน่าหวาดหวั่นด้วยความแตกตื่นสงสัยความสงสัยนี้ก็ไปปรากฏอยู่บนใบหน้าของบุรุษคล้ายสตรีเช่นเดียวกัน แต่ต่างกันที่มันมิได้มีความสนใจในเปลวเพลิงที่พวยพุ่งบนทองฟ้าของตนเองแต่มันกำลังสนใจชายหนุ่มที่แสนจะธรรมดาแต่กลับไม่ธรรมดาที่นอนทอดร่างมิทราบเป็ตายร้ายดีผู้นี้
เคร้ง เสียงกระบองเหล็กดำล่วงหล่นจากมือที่แน่นิ่งของอวิ๋นเซ่อกลิ้งขลุกๆ ไหลไปตามพื้นศิลาที่ลาดเอียงเข้าหาบุรุษคล้ายสตรี และซินเหยียน รวมไปถึงกัวมาม๊าที่เดินเข้าหาคนทั้งสอง
คนทั้งสามก้มพินิจมองกระบองเหล็กดำอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเป็บุรุษคล้ายสตรีที่ย่อกายลงไปหยิบมันขึ้นมา แต่ไม่ว่าบุรุษคล้ายสตรีผู้นี้จะออกแรงถึงเพียงไหนมันก็มิอาจที่จะยกกระบองเหล็กดำที่แสนจะธรรมดาท่อนนี้ขึ้นมาได้หัวคิ้วที่ขมวดเป็ปมแน่นของบุรุษคล้ายสตรีก็กลับกลายเป็เบิกโพลงขึ้นเช่นเดียวกับซินเหยียนและกัวมาม๊า
“เป็กระบองของคนผู้นั้นจริงๆ"
สายตาทั้งสามคู่จ้องมองไปที่ร่างของอวิ๋นเซ่อครั้งแรกที่พวกมันเห็นกระบองท่อนนี้ก็เกิดความสงสัยอยู่ไม่น้อย แต่จิตใจส่วนหนึ่งก็คิดว่าอาจเป็สิ่งที่บังเอิญคล้ายคลึงกันทว่าพอได้ััด้วยตนเอง ทั้งผู้ััยังเป็ถึงยอดยุทธ์เพลิงปราณสีส้มระดับปานกลางแต่ก็มิอาจที่จะหยิบจับให้มันไหวติงได้ กอปรกับ่อึดใจหนึ่งที่บุรุษหนุ่มได้ปลดปล่อยเคล็ดวิชาที่ยากพานพบในโลกแห่งนี้ออกมาแม้จะเบาบางและน้อยนิดแต่มันก็คล้ายกันมิผิดเพี้ยน
“บุรุษหนุ่มผู้นี้เกี่ยวข้องอันใดกับคนผู้นั้น"
กัวมาม๊าแววตาปรากฏระลอกขึ้น ก่อนกล่าววาจา
“หรือคนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่?”
ซินเหยียนก้าวเดินออกมาหยุดยืนที่เบื้องหน้าของอวิ๋นเซ่อแล้วกล่าวเสียงเข้ม
“เช่นนั้นจะปล่อยมันไว้มิได้!"