ยามง้างขวาน หมู่เมฆกลางนภาพลันสลาย ยามฟาดฟันคล้ายผืนพิภพปรากฏร่องลึกขนาดใหญ่
แต่น่าแปลกที่ไร้แรงสั่นสะเทือน และไม่มีร่องลึกปรากฏอย่างที่คิด
เขาทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างเดียว ไม่รู้วันเวลา ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยง้างขวานออกแรงฟาดฟันประหนึ่งผ่าศักราช
“ไปกันเถอะ!” ผู้เฒ่าพูดเสียงขรึม “ออกจากที่นี่กันเดี๋ยวนี้!”
สีหน้าของเขาเคร่งเครียด แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น
ที่ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้คือเนินเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากตำหนักเขาสายรุ้งประมาณหนึ่งพันเมตรปราศจากพืชไม้นานาพันธุ์ เป็นเนินเขาหินหลากสีโล้นโกร๋นแต่ว่าขณะที่พวกเขากำลังเดินลงจากเนินเขา อยู่ๆ ผู้เฒ่าก็หยุดฝีเท้าลงทันที
“คุณลุง เป็นอะไรเหรอครับ?” วัยรุ่นคนหนึ่งเอ่ยถาม
ผู้เฒ่ายกนิ้วชี้ป้องปากส่งเสียง ‘ฉู่’ สั่งให้เงียบ จากนั้นก็กวาดมองรอบๆอย่างหวาดหวั่นและสงสัย
เหล่าผู้ฝึกตนวัยละอ่อนที่เพิ่งฝึกดูดซับอณูปราณอาจยังไม่รู้สึกถึงอะไรแต่เขากลับได้ยินอย่างชัดเจน... มีเสียงน้ำไหลไม่ขาดสายดังมาจากที่ไม่ไกลนัก!
เขามองตามต้นเสียงไป ที่ตรงนั้นเป็นถ้ำหนึ่งแห่งถ้ำที่แลดูแห้งแล้งยิ่งนัก และน่าจะยังไม่มีใครว่างเข้าไปสำรวจว่ามันลึกแค่ไหนแต่กลับมีเสียงน้ำไหลไม่ขาดสายลอยออกมาจากที่นั่น!
เขาจ้องมองถ้ำแห่งนั้นไม่ละสายตา
เหตุผลไม่ใช่ใดอื่น แต่เป็นเพราะที่แห่งนี้คือหนึ่งในแปดสถานที่ต้องห้าม!แนวเสาระเบียงตำหนักเขาสายรุ้งแห่งมณฑลหลงซู่สถานที่ที่มีชื่อเสียงดุร้ายดังกระฉ่อนไปทั่วโลกผู้ฝึกตนทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ล้วนเป็นเรื่องร้าย
เสียงน้ำไหลเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นสองสามนาทีกระแสน้ำหน้ากว้างหลายเมตรหลายสายก็ค่อยๆ ไหลออกมาจากปากถ้ำ
กระแสน้ำพวกนี้ไม่ได้ไหลเป็นเส้นตรง...พวกมันไหลคดเคี้ยวบิดตัวคล้ายมีอะไรบางอย่างควบคุมมันอยู่!
และที่ผู้เฒ่าไม่รู้ก็คือ ในเวลาเดียวกันถ้ำน้อยใหญ่ห้าร้อยกว่าแห่งที่อยู่รอบๆตำหนักเขาสายรุ้งแห่งหลงซู่ในรัศมีหลายพันเมตรก็มีกระแสน้ำเอ่อทะลักออกมาเช่นกันหากมองลงมาจากบนฟ้า กระแสน้ำที่ไหลออกมาจากปากไหลคดเคี้ยวเป็นลวดลายพิศวงขนาดใหญ่
ตรงกลางสุดของลวดลายนั้นคือแนวเสาระเบียงตำหนักเขาสายรุ้งแห่งหลงซู่!
คล้ายกับว่ามีใครบางคนได้ปลดผนึกหนึ่งในแปดสถานที่ต้องห้ามแห่งนี้ก็ไม่ปาน!
“นี่มันอะไรกัน?” ดวงตาผู้เฒ่าคุวาวขึ้นทันที
และในตอนนี้บรรดาเด็กวัยรุ่นที่เขาพามาด้วยก็ต่างยืนมองกระแสน้ำพวกนั้นอย่างตกตะลึงอ้าปากค้าง!
กลีบดอกบัวขาวพิสุทธิ์จำนวนมากลอยมาพร้อมกับกระแสน้ำ
แต่นี่ยังไม่น่าตื่นตาเท่าเกล็ดปลาเขียวมรกตขนาดเท่าตัวคนที่ลอยออกมาเป็นระยะท่ามกลางกลีบดอกบัว!
“ไปซะ!” ผู้เฒ่าตะโกนเสียงพร่าแหบ สีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุดและรีบพาเหล่าเด็กๆ ลงจากเนินเขา ออกห่างจากตรงนี้ให้เร็วและไกลที่สุด
“ท่านผู้นำตระกูลครับ!” เขาวิ่งพร้อมกับกดโทรศัพท์ขึ้นมาพูดเสียงขรึม“ได้โปรดแจ้งทางอวี้หลินเว่ยกับ CSIB ด้วยครับ...ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่ที่แนวเสาระเบียงตำหนักเขาสายรุ้งแห่งหลงซู่ครับ!”
...
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นประหนึ่งเป็นใบไม้ฤดูใบไม้ร่วงที่อยู่ยังเส้นขอบฟ้า...สวีหยางอี้ที่อยู่ไกลออกไปทางทิศเหนือของที่นี่ไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทิศตะวันตกของประเทศหวาซย่าเลยสักนิด
เขากำลังเดินทางไปเมืองเซิ่งจิงที่มณฑลใกล้เคียงด้วยเครื่องบินหลี่จงหยวนบอกว่านักโบราณคดีคนนั้นอาศัยอยู่ที่เมืองเซิ่งจิงเป็นหนึ่งในเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของประเทศหวาซย่าเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญทางประวัติด้านอื่นๆมาเป็นจำนวนมาก
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง สวีหยางอี้ มู่ตันและหลี่จงหยวนก็มายืนอยู่ข้างหน้าคฤหาสน์หลังหนึ่ง ครั้งนี้เขานำอุปกรณ์พันมายาติดตัวมาด้วยดังนั้นรูปร่างหน้าตาของเขาในตอนนี้ไม่ใช้สวีหยางอี้คนเดิมแต่เป็นผู้ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี สูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรสวมใส่ชุดสูทเรียบหรูผนวกกับสีหน้าท่าทางสุขุมลุ่มลึกที่ถูกบ่มเพาะออกมาจากการเข้าฌานฝึกตนเป็นเวลานานทำให้เขาในตอนนี้ดูเป็นชายวัยกลางคนดูภูมิฐานอายุราวสี่สิบปีที่มาจากชาติตระกูลสูงส่งดูไม่ประดักประเดิดแม้แต่น้อย
“นายท่าน ตรงนั้นเป็นที่พักของผู้เชี่ยวชาญหลิ่วชื่อเต็มชื่อว่าหลิ่วซู่เหริน” หลี่จงหยวนพูดขึ้นอย่างเคารพ“ผมรู้จักกับลูกชายของเขา ผมจึงรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่”
สวีหยางอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้องมองอาคารที่พักหลังนั้นเงียบๆ อยู่นานสุดท้ายก็เอ่ยปากขึ้น “เขารู้จักตัวตนที่แท้จริงของนายไหม?”
“ไม่รู้ครับ” หลี่จงหยวนตอบด้วยน้ำเสียงสงสัยเขาไม่เข้าใจว่าทำไมสวีหยางอี้ถามแบบนี้
สวีหยางอี้มองดูพื้นที่ทั่วทั้งคฤหาสน์สักพักหนึ่ง มุมปากพลันกระดกขึ้น“น่าสนใจ”
พลังจิตและประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมกว่าคนอื่นๆ หลายเท่าตัว แม้จะมีกำแพงฝาผนังขวางกั้นเขาก็สัมผัสได้ว่าที่แห่งนี้ไม่ได้มีคนอาศัยอยู่สองสามคนอย่างที่เห็น
แต่มีทั้งหมดเจ็ดคนด้วยกัน!
และที่สำคัญพวกเขาทุกคนมีปืน และในปืนก็บรรจุกระสุนอยู่เต็มกระบอก
“รอฉันอยู่ข้างนอก” เขาออกคำสั่งก่อนก้าวเข้าไปข้างใน
...
“หัวหน้าครับ พวกเขามาแล้ว!” เวลาเดียวกัน ในห้องบนชั้นสองผู้ชายคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบตำรวจกำลังซุ่มมองผ่านช่องหน้าต่างมู่ลี่พร้อมกับยกวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูด “คนที่มาครั้งนี้ดูเหมือนบุคคลระดับสูงขององค์กรลักลอบซื้อขายวัตถุโบราณ”
“ต้องจัดการให้เร็วที่สุด” เสียงผู้ชายดังออกมาจากวิทยุสื่อสาร
“รับทราบ!”
สวีหยางอี้เดินขึ้นบันไดอย่างไม่สนใจ ปืนงั้นเหรอ? มันคืออะไร?เอามากัดกินเล่นได้รึเปล่านะ
“คุณหลิ่วครับ” บนชั้นสอง ตำรวจก้มหน้าทำความเคารพผู้ชายคนหนึ่ง “ที่เหลือฝากคุณด้วยครับพวกเราติดตั้งเครื่องดักฟังเรียบร้อยแล้ว เมื่อคุณล้วงคำพูดเขาออกมาได้พวกเราก็พร้อมจู่โจมเข้าจับทันที”
“หัวหน้าหวาง” หลิ่วซู่เหรินถอนหายใจ“กล่องใบนั้นของเขาส่งมาให้ผมตรวจสอบประมาณปีกว่าก่อนหน้านี้ซึ่งเขาไม่ได้ส่งวัตถุโบราณชิ้นอื่นแนบมาด้วยเลย คุณจะด่วนสรุปว่าเขาเป็น...”
“ลองถามดูก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอครับ?” น้ำเสียงของหัวหน้าหวางดูเหมือนไม่พอใจ“จงใจปกปิดวัตถุโบราณอันเป็นมรดกส่วนรวมแค่ข้อหานี้ก็มากพอที่จะจับเขายัดเข้าคุกได้แล้ว!”
“สรุปว่าเป็นข้อหานี้จริงๆ เหรอครับ?” ตำรวจคนหนึ่งเอ่ยถามเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ
“ฉู่...” คนข้างๆ ถลึงตาใส่ “หัวหน้าว่าแบบนั้นก็เป็นตามนั้นแต่ฉันได้ยินมาว่ามีคนต้องการกล่องนั้น จึงว่าจ้างพวกเรามาทำแทน”
...
ตัดภาพมาที่สวีหยางอี้ เขากำลังเดินขึ้นบันไดทีละก้าวทีละก้าวราวกับไม่รู้ว่ามีคนเจ็ดคนดักซุ่มอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง
“คุณหลิ่วครับ” เมื่อเข้ามาในห้อง สวีหยางอี้ก็นั่งลงบนโซฟาโดยด้านหน้ามีชาหอมยกมาจัดวางไว้เรียบร้อย “ของที่ผมให้ตรวจสอบเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เสร็จตั้งนานแล้ว” หลิ่วซู่เหรินคลี่ยิ้มเหยเกบังคับให้นักวิชาการเล่นละคร มันออกจะเกินความสามารถเขาไปหน่อย
หลิ่วซู่เหรินพยายามกัดฟันพูดตามบทที่วางไว้ “แต่ว่า...มีข้อมูลสองสามเรื่องที่ต้องการเพิ่มเติมจากคุณเกา (นามสมมุติ)”
เห็นสวีหยางอี้พยักหน้า เขาจึงพูดต่อ “ผมจำเป็นต้องรู้ที่มาที่ไปของมัน คุณได้มันมาจากไหน...ผมจะได้วิเคราะห์ช่วงปีและยุคสมัยของของชิ้นนี้ได้ถูก... สองปีกว่าจะได้เจอคุณเกาก่อนหน้านี้ผมก็ไม่รู้จะถามคุณอย่างไร”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้มขึ้นในใจและนึกสนุกขึ้นมา เขากวักนิ้วเรียกอีกฝ่ายรีบขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ ทันที...สวีหยางอี้โน้มตัวกระซิบเสียงแผ่วลงข้างหูอีกฝ่าย “แน่นอน... ว่าต้องขุดมาจากดิน”
หลิ่วซู่เหรินตกใจสีหน้าถอดสี ร่างกายพลันถอยกรูดกลับไปเอง มือกุมอกลมหายใจหืดหอบ จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก “นาย นาย นายพวกนายเป็นโจรปล้นสุสานงั้นเหรอ?!”
“นายคิดว่าไงล่ะ?” สวีหยางอี้คลี่ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ“นี่เป็นของดีเชียวนะ...”
ในเวลาเดียวกันสวีหยางอี้ก็กางอาณาเขตพลังจิตครอบคลุมทั้งภายในด้านในและด้านนอกห้อง
ตำรวจอาชญากรรมงั้นเหรอ? ให้ตายสิ...ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ...
อยู่ๆเขาก็นึกถึงเพื่อนร่วมงานที่ดูเหมือนจะน่ารักทั้งหลายที่เมืองซานสุ่ยน่าจะประมาณช่วงปี ค.ศ. 2016 เมื่อห้าปีที่แล้ว
สีหน้าของหลิ่วซู่เหรินซีดเผือด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเจอโจรปล้นสุสานแต่เป็นครั้งแรกที่เจอโจรปล้นสุสานที่น่าเกรงขามขนาดนี้!
ไม่รู้เป็นเพราะอะไรหรืออาจเป็นเพราะสัญชาตญาณของมนุษย์ที่กำลังบอกเขาว่าอย่าเข้าใกล้ผู้ชายด้านหน้าคนนี้...อีกทั้งสัมผัสที่หกก็ยังคอยกำชับอีกว่าคนๆ นี้สุดแสนจะอันตราย!
สวีหยางอี้จุดบุหรี่อย่างสบายอารมณ์ คลี่ยิ้มเอ่ยถาม “แค่ล้อเล่นเฉยๆของสิ่งนี้เป็นมรดกตกทอดประจำตระกูล มันอยู่กับผมมาตั้งแต่เด็กๆแต่ว่าด้วยความบังเอิญ ผมดันไปรู้มาว่ากล่องใบนี้มีความหมายอย่างอื่นซ่อนอยู่”
ด้านหลังประตูที่ปิดสนิท กลุ่มตำรวจอาชญากรรมพากันมองหน้ากันไปมา
“หัวหน้า... ยังจะจับตัวเขาต่อไหมครับ?” ตำรวจคนหนึ่งถามเสียงกระซิบ“นี่... เป็นมรดกตกทอดประจำตระกูลของเขา...”
“ประจำตระกูลบ้าอะไรกัน!” หัวหน้าหวางค้านขึ้น“ขโมยมาแล้วบอกว่าเป็นมรดกประจำตระกูลสิไม่ว่า ละครหลอกเด็กแบบนี้ฉันเห็นมานักต่อนักแล้ว!”
“แต่...”
“ไม่มีแต่!” ในที่สุดรองหัวหน้าอีกคนก็พูดขึ้นมา “ทุกคนฉันกับหัวหน้าหวางรู้ลึกตื้นหนาบางของเรื่องนี้มากกว่าทุกคนอยู่หน่อยขอทุกคนตั้งคำถามแต่พอประมาณ สิ่งที่ทุกคนต้องรู้ก็คือถ้านำของสิ่งนี้กลับไปไม่ได้พวกเราก็อย่าหวังจะได้ทำงานในเมืองเซิ่งจิงต่อไป”
ทุกคนนิ่งเงียบไม่เอ่ยปาก
“แต่จะให้จับคนทั้งๆ ที่หลักฐานยังไม่รัดกุมแบบนี้คงไม่ดี...”รองหัวหน้าเงียบขรึมลงไปสักพักก่อนมองไปที่หัวหน้าหวาง “หัวหน้าหวางเรื่องนี้พวกเราอย่าเข้าไปเอี่ยวดีกว่า ถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาพวกเราอาจตกเป็นแพะรับบาป ผมคิดว่าพวกเราควรจับตัวคนไปให้ผู้ว่าจ้างแล้วให้ผู้ว่าจ้างถามเขาเองดีกว่า”
“ก็พูดง่าย” สีหน้าของหัวหน้าหวางดูลำบากใจขึ้นมา“ถ้าเขาแหกปากโวยวายตลอดทางล่ะก็ ชื่อเสียงของกองกำลังพวกเราคงป่นปี้หมดนายอยากเป็นที่รู้จักในโลกโซเชียลรึไง?”
“แกก” รองหัวหน้าปลดกระเป๋าเก็บปืนออก มุมปากพลันรั้นขึ้น “ผมมีของดี...กระสุนยาสลบ”
...
ณ ด้านนอกประตูบทสนทนาของสวีหยางอี้และหลิ่วซู่เหรินได้ดำเนินมาจนถึงช่วงสำคัญ
ปากกระบอกปืนยาสลบเล็งไปที่ไหล่ซ้ายของสวีหยางอี้อย่างแม่นยำ...กล้ามเนื้อของอีกฝ่ายกำยำหนาแน่นขนาดนี้ ถูกยิงกระสุนยาสลบเข้าไปคงไม่ได้รับอันตรายเท่าไรหรอก
ใกล้ขนาดนี้ไม่มีทางยิงพลาดแน่นอน
“คุณหลิ่วครับ ไอ้รายละเอียดเล็กๆ ตรงนี้มันหมายความว่าอย่างไรไม่งั้นพวกเราเข้าไปคุยในห้องวิจัยของคุณต่อดีไหมครับ?” สวีหยางอี้รับรู้ทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั้งด้านนอกด้านในความคิดหยอกเล่นนิดหน่อยก่อนหน้านี้เริ่มเจือแววสังหารขึ้นมารำไร
แม้ปืนจะทำอะไรเขาไม่ได้ แต่การใช้ปืนเล็งมาที่เขาก็ถือเป็นการคุกคามอย่างหนึ่ง
แต่จะไม่ให้คิดแบบนี้ก็ได้
ตอนนี้เขาไม่ได้กระหายเลือดขนาดนั้น สุดท้ายจึงตัดสินใจแค่ถามเสร็จก็รีบกลับ
“ห้ะ?” หลิ่วซู่เหรินไม่เข้าใจทำไมอยู่ๆสวีหยางอี้ถึงพูดแบบนี้ขึ้น ถึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ“คุยกันตรงนี้ก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่เหมือนกันครับ...” สวีหยางอี้คลี่ยิ้มดีดนิ้ว “คนเยอะเกินไปถ้ามีคนรู้เยอะคงไม่ดี”
แค่ประโยคเดียว ทำเอาดวงตาของทุกคนที่เหลือหดเกร็งลงทันที!
เขารู้ตัวแล้ว!
เขารู้ตัวได้อย่างไร!
นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย! พวกเขาดักรออยู่ที่นี่มาสองสามวันแล้ว!และไม่ได้ออกไป ดังนั้นไม่น่ามีใครรับรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขา!
“ปั้ง!” ไม่เอ่ยปากถามใคร ปืนในมือของรองหัวหน้าลั่นไกปืนขึ้นมาในบัดดล
สวีหยางอี้ถอนหายใจอย่างละเหี่ยใจ
แบบนี้ไม่เหมือนกับที่ตัวเองคิดเอาไว้เลย...
ความเร็วของเขาในตอนนี้ยังสู้กับความของกระสุนปืนไม่ได้แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่อยากหลบ