บทที่แปด
อย่ามากะทันหัน
เมื่อทั้งสองเข้ามาก็พบว่าที่แท้แล้วโรงเก็บนี้หาใช่โรงเก็บของมีค่าอื่นใดหากแต่เป็โรงเก็บผ้า ม้วนผ้าสีต่างๆ เรียงรายอยู่เต็มชั้นไม้สูงต่ำ มีกลิ่นผ้าใหม่ผสมกับกลิ่นฝุ่นจางๆฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ แสงสว่างลอดเข้ามาทางหน้าต่างเล็กๆ ทำให้ห้องดูมัวสลัวแต่ก็พอเห็นร่างเงาเคลื่อนไหวชัดเจน
ฟ่านหนิงกวาดตามองรอบๆแล้วหันขวับไปมองชายหนุ่มที่ยืนพิงบานประตู ดวงตาคมเจือรอยหยอกเย้านางก็ขอตอกกลับเสียหน่อย “ซื่อจื่อทำอะไรได้สารพัดจริงๆถึงขั้นสะเดาะกลอนได้ด้วย”
“เกรงว่าข้าจะเป็หัวขโมยหรือ?” เขากระตุกยิ้มมุมปากน้ำเสียงท้าทาย
ฟ่านหนิงเม้มปากแน่นพยายามกลบเกลื่อนความว้าวุ่นในใจ “ข้าเพียงไม่คิดว่าคนอย่างท่านจะมีฝีมือถึงขนาดนี้ก็เท่านั้น...” ฝีมืออย่างโจรอย่างไรเล่า!
“ก็เพราะเ้ารู้จักข้าน้อยไป” จ้าวจวิ้นหยางตอบเสียงเรียบแต่สายตายังไม่ละไปจากร่างนาง รอยยิ้มลึกปรากฏตรงหางตาเขาเหมือนกำลังเพลิดเพลินกับท่าทางอึดอัดและพยายามรักษาหน้าของหญิงสาว นางคงรู้สึกอึดอัดใจที่อยู่กับบุรุษในที่รโหฐานสองต่อสองกระมัง
ฟ่านหนิงรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางอย่างหาอะไรทำก้าวไปใกล้ม้วนผ้าแสร้งทำเป็สำรวจ แต่จริงๆ แล้วเพียงอยากหนีห่างจากรัศมีสายตาของเขาสายตาจากร่างสูงที่ยืนกอดอกมองมาด้วยแววตาจับผิด
ขณะที่นางผละออกมาแล้วเสียงทุ้มก็เอ่ยตามมาไม่ลดละ“คุณหนูใหญ่ยังไม่ตอบเลยข้าเลย” จ้าวจวิ้นหยางยกคิ้วถามเสียงเรียบแต่แฝงรอยยั่วล้อ “คุณชายเจิ้งผู้นั้นไม่ถูกใจเ้าหรือ?”
ฟ่านหนิงอึดอัดอยู่หลายทีกับคำถามหยอกๆเช่นนี้ ทั้งก่อนหน้านี้ต้องเลี่ยงเจิ้งเปาหย่งที่ตามตอแย นางจึงเลือกให้คำตอบเป็เงียบกับอีกฝ่ายแต่พอสบโอกาสอีกเขาก็ยังจะขุดขึ้นมาถามอีกซึ่ง นางก็หมดความอดกลั้นที่ถูกซักไซร้เลยจิปากใส่อย่างรำคาญ“ใช่แล้ว!ข้าไม่ชอบ...เขาไม่ดีพอ” หญิงสาวเชิดใบหน้าขึ้นอย่าถือดี “เพราะคนระดับข้าคู่ควรมากกว่านี้”
ถ้อยคำของนางหนักแน่นเหมือนว่าคิดเช่นนั้นจริงๆบรรยากาศในโรงเก็บผ้าเงียบงันไปชั่วขณะ ร่างสูงตรงหน้าไม่ได้โกรธที่นางใส่อารมณ์หรือกังขากลับหัวเราะเบาๆ ยกยิ้มบางประหนึ่งรับรู้คำตอบอยู่ก่อนแล้ว “หากมากกว่านี้..” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นช้าๆ “ไม่ใช่ว่าต้องเป็องค์ชายหรืออย่างไรเสียดายแทนคุณหนูใหญ่ฟ่านนัก ท่านอ๋องทั้งหลายต่างก็มีชายาแล้ว ส่วนองค์ชายก็นับว่ายังเยาว์วัยเกินไป...น่าเสียดายจริงๆ”
คำพูดกึ่งจริงกึ่งล้อทำเอาฟ่านหนิงหน้าร้อนผ่าวสะบัดหน้าหนีด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ “ชิ!” นางฮึดฮัดอีกรอบพึมพำราวกับพูดกับตนเอง “อย่างน้อยข้าก็มีคนอยากแต่งด้วยแล้วกันแต่ท่านไม่มี...สตรีที่หมายตาไม่้า” น้ำเสียงแ่เบาราวกับกระซิบแต่ก็เต็มไปด้วยความทิ่มแทง
ดวงตาของนางเหม่อไปชั่วครู่เพราะความทรงจำชาติก่อนผุดขึ้นมาในใจเื่ราวที่คนตรงหน้าเป็เพียงตัวรอง จนผู้คนทั้งเมืองต่างคิดว่าซื่อจื่อหลินฝูโหวหลงรักคุณหนูถังตามช่วยตามห่วงใยไม่ขาด แต่ท้ายที่สุดคุณหนูถังกลับแต่งเข้าสกุลหานแม้จ้าวจวิ้นหยางจะมีบรรดาศักดิ์ห้อยท้ายก็เอาชนะใจนางไม่ได้ทิ้งเขาไว้เพียงในฐานะผู้ที่ไม่สมหวัง... ฟ่านหนิงคิดกระหยิ่มในใจเปี่ยมสุข
จ้าวจวิ้นหยางที่ยืนไม่ใกล้ไม่ไกลเหลือบตามองใบหน้าของนางซึ่งดูเหม่อลอยราวกับกำลังคิดอะไร เขาก้าวเข้าใกล้อีกก้าวเอียงศีรษะพลางเอ่ยถาม“เมื่อครู่เ้าว่าอะไรนะ?” เพราะเขาได้ยินไม่ชัดอะไรสักอย่าง...ไม่มีใครเอา
เสียงทุ้มถามอย่างไม่รีบร้อนฟ่านหนิงได้สติกลับมาหันขวับไปมองร่างสูง เผชิญหน้ากับบุรุษใบหน้าหล่อคมในระยะห่างไปหนึ่่แขนทว่าทันใดนั้นเอง“ติ๊ง!”
ข้อความจากระบบลอยเด้งขึ้นกลางอากาศตรงหน้าฟ่านหนิงสะดุ้งเฮือกเพราะยังไม่คุ้นชิน นางหงายหลังไปหลายก้าวตาลอยไปยังอักขระที่ปรากฏอยู่กลางอากาศร่างบางลนลานจนจ้าวจวิ้นหยางมองตามด้วยสายตาประหลาดใจ เพราะเขาไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากอากาศว่างเปล่า
“คุณหนูใหญ่?”เขาเรียกแต่ยังไม่ทันจะได้ขยับ
ร่างบางของฟ่านหนิงที่ไม่ทันตั้งหลักแต่แรกก็เซถอยหลังปะทะกองผ้าที่วางซ้อนกันสูงเป็ชั้นที่คั้งเรียงอย่างเป็ระเบียบพลันเสียงพับผ้าล้มก็ครืนก้องไปทั่วห้อง พับผ้านับสิบๆม้วนร่วงลงมาคลุมตัวนางทันที
“อ๊ะ!” ฟ่านหนิงร้องลั่นๆ พยายามจะปัดออกแต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งพันแน่นขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ามือและแขนพยายามดันทีพยายามหลบบ้างจนสุดท้ายร่างบางก็ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีสันนานา ราวกับตุ๊กตาผ้าเคลื่อนไหวได้ จนนางต้องทรุดนั่งลงไปกองกับพื้นเพราะตัวที่เอนไปมาไรหลักยืดดีที่การล้มครั้งนี้บั้นท้ายไม่ได้กระแทกพื้นเพราะม้วนผ้ามารองรับกลายเป็ภาพคล้ายพระพุทธรูปห่มผ้า ใบหน้าขาวโผล่ออกมาเพียงครึ่งหนึ่งดวงตากลมโตเบิกกว้าง ทั้งขัดเขินทั้งขุ่นเคือง
จ้าวจวิ้นหยางที่ยืนมองอยู่ตรงหน้าแรกทีเดียวพยายามกลั้นหัวเราะ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจห้ามตนเองได้อีก เสียงหัวเราะต่ำๆทะลักออกมา หัวไหล่สั่นสะท้านด้วยความขบขัน
“ฮ่า..ฮ่าๆๆ!” เขายกมือกดคลึงหน้าผากตนเองราวกับไม่เชื่อสิ่งที่เห็น “คุณหนูใหญ่นี่เ้าตั้งใจจะจำวัดอยู่ตรงนี้เลยหรือ?”
“หุบปากนะ!”ฟ่านหนิงะโทั้งที่ยังถูกผ้าคลุมพันรอบตัวพยายามสะบัดแขนให้หลุด แต่ยิ่งขยับยิ่งพันแน่นเข้าไปอีกดวงหน้าแดงจัดจนดูคล้ายผลทับทิมสุก
จ้าวจวิ้นหยางขยับเข้ามาก้มลงยกผ้าบางส่วนออกจากไหล่เล็กด้วยท่าทีสบายๆ กลิ่นกายของเขาแ่ผ่านความใกล้ชิดฟ่านหนิงรีบหันหน้าหนีด้วยความกระดาก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
“อย่า!อย่ามาใกล้!” นางปัดป้องแต่เสียงกลับสั่นไหว
“วางใจ...ข้าไม่ถูกตัวเ้าหรอก แล้วถ้าหากข้าไม่ช่วยเ้าจะออกมาได้อย่างไร?” จ้าวจวิ้นหยางยกคิ้วหัวเราะหึในลำคอ ก่อนจะค่อยๆ ดึงผ้าบ้างส่วนออกมารู้ทั้งรู้ว่าเขาจะไม่แตะตัวนางจริงดั่งที่ว่าแต่นางก็ยังพยายามเบี่ยงตัวหนี รอจนผ้าถูกคลายออกทีละน้อย ฟ่านหนิงที่กัดริมฝีปากแน่นด้วยความอับอายแต่ก็ไม่อาจพูดอะไรได้มากนัก
หลังเมื่อกองผ้าถูกกำจัดออกไปมากพอจ้าวจวิ้นหยางก็ดึงชายแขนเสื้อของนางขึ้น ให้หลุดออกจากกองผ้าฟ่านหนิงโซเซนิดหน่อยก่อนจะยืนได้มั่นคง เขาเพียงยกยิ้มเอ่ยเสียงขบขันอย่างกวนประสาท“ทีหลังเดินระวังหน่อยเถิดคุณหนูฟ่าน มิฉะนั้นจะกลายเป็พระพุทธรูปห่มผ้าอีกครั้ง”
ฟ่านหนิงเม้มปากแน่นเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่แม้จะอับอายแต่ไม่ยอมแพ้ โดยไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรดีนอกจากสะบัดแขนแล้วหันหลังให้เอ่ยเสียงดังปึงปัง “ท่านออกไปได้แล้ว!”นางประกาศเสียงแข็งก่อนจะผายมือไปที่ประตู
จ้าวจวิ้นหยางมองตามร่างบางที่เดินเชิดไปที่ประตูพลางหัวเราะเบาๆอีกครั้ง แววตาเป็ประกายคล้ายยิ่งสนุกกับการได้เห็นด้านที่ไม่อาจควบคุมตัวของคุณหนูผู้ยโสโอหังผู้นี้ยังคงยืนพิงข้างเสาไม่นึกรีบร้อนก้าวออกไปตามที่ถูกไล่ “ข้าไปแล้วเ้าจะเป็คนเก็บผ้าพวกนี้คนเดียว?”
ฟ่านหนิงชะงักมือทันทีหันมามองกองผ้าที่กองสูงเท่าครึ่งตัว เห็นแล้วก็อดเหงื่อตกไม่ได้ ความคิดทำปวดขมับเมื่อนึกว่าถ้าต้องให้ตนเป็คนพับเองทั้งหมดกลับคืนอาจจะคงต้องใช้เวลายาวนานจนแทบจะฟ้าสาง ทว่าเมื่อครุ่นคิดอีกทีนางก็ไม่ได้มีที่ไปอยู่แล้วคิดจะซ่อนตัวในโรงเก็บผ้าจนกว่าทุกอย่างจะสงบค่อยหาทางกลับเมื่อถึงเวลาจะปล่อยเวลาผ่านไปก็ไม่เสียหาย ที่สำคัญที่สุดนางจะให้เขามาเยาะเย้ยที่กลับคำเอาไม่ได้
ฟ่านหนิงกัดริมฝีปากเบาๆก่อนยืดอกเอ่ยตอบเสียงแข็ง “ใช่ ข้าทำคนเดียวได้! ซื่อจื่อเชิญออกไปเถิด”จากนั้นก็ชี้นิ้วไปทางประตูไล่เขาออกไปอีกครั้ง
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะร่าพยักหน้าอย่างยอมรับมิได้โต้แย้งแม้สักคำ เขาเพียงยักไหล่ราวกับไม่ใส่ใจ “ก็ดี เดิมทีก็ไม่คิดจะช่วยอยู่แล้ว”เหลือเพียงรอยยิ้มล้อเลียนใส่นางครู่หนึ่งแล้วหมุนกายเดินออกไปโดยที่ยังไม่วายเอ่ยฝากเสียงตามหลัง “ออกมาแล้วอย่าลืมลงกลอนเสียด้วย” คำพูดนั้นทำให้ฟ่านหนิงชะงักหันขวับไปมอง แต่เห็นเพียงแผ่นหลังสูงก้าวลับออกไปพร้อมกับเสียงประตูที่ถูกดันปิดเข้าที่เดิม
นางค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยืนรอฟังอยู่ครู่หนึ่งเพื่อแน่ใจว่าเขาเดินจากไปไกลแล้ว จึงเอ่ยพึมพำกับตัวเอง “คงไปจริงๆ แล้วกระมัง..”
ทันใดนั้นเสียงที่ไม่ใช่ของผู้ใดในห้องก็ดังขึ้นในโสตประสาทอีกครั้งเป็การเตือน“ภารกิจใหม่”
ฟ่านหนิงสะดุ้งโหยงอีกรอบหันซ้ายหันขวาอย่างลนลาน ใบหน้างดงามถึงกับซีดไปชั่วขณะ มือกุมอกตนเองแน่น “ภารกิจอะไรเล่า!อยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมา สองครั้งแล้วนะข้าใแทบสิ้นแล้ว!”
【ภารกิจ: ท้าทายความสามารถของถังหลันชิงที่งานน้ำชาที่จัดขึ้นในจวนเ้ากรมอาญา】
อ่านภารกิจจบฟ่านหนิงพยักหน้าเข้าใจ “อือ ภารกิจนี้เอง”งานครั้งนั้นนางจำได้เป็งานที่ฮูหยินติงผู้เป็ฮูหยินใหญ่ของเ้ากรมอาญาจัดเป็ประจำให้บรรดาฮูหยินและคุณหนูสกุลใหญ่ได้มาพบปะพูดคุยกัน ชาติที่แล้วจบอย่างไรนางจำได้...นางอับอายน่าดู! ครั้งนี้ต้องรอบคอบขึ้นนางจึงเอ่ยต่อกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน “จากนี้ห้ามโผล่มากะทันหันอีกเข้าใจไหม!”
แต่เสียงระบบตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ “การแจ้งภารกิจจะเป็ตามกำหนด มิอาจกำหนด่เวลาได้แน่นอนภารกิจจะปรากฏเมื่อถึงเวลา ตัวละครฟ่านหนิงเพียงรับสารเท่านั้น”
นางขมวดคิ้วแน่น ดวงตาเรียวโตถลึงใส่ทั้งที่ไม่มีผู้ใดอยู่ตรงหน้าเพียงแค่คิดว่าข้อความเหล่านี้คือบุคคลก่อนโบกไม้โบกมืออย่างรำคาญ “เหอะ ไม่ได้เื่เลย! ไม่รู้ล่ะ คราวหลังห้ามโผล่มากะทันหันเช่นนี้อีกหากข้าสะดุ้งใจนหัวฟาดพื้นตายขึ้นมา ใครจะเป็คนทำภารกิจให้เ้า?!”
ระบบนิ่งเงียบ ไร้คำตอบใดๆ ทิ้งไว้แต่ข้อความที่เป็ภารกิจ
ฟ่านหนิงที่ไม่ได้รับคำตอบยืนยันก็ยิ่งหงุดหงิดถอนหายใจฮึดฮัด“ไปที่ไหนก็ไปเสียทีเถิด น่ารำคาญยิ่ง ปิดระบบ” พูดพลางสะบัดมือราวกับจะปัดฝุ่นทั้งที่ตนกำลังคุยกับความว่างเปล่าพอข้อความหายไปจากนั้นนางจึงหันกลับมามองกองผ้าที่กองระเนระนาดอยู่เต็มพื้น
ผ้าแต่ละผืนมีทั้งผ้าฝ้ายหนาผ้าแพรเนื้อบาง และผ้าลายปักดอกไม้ นางค่อยๆ นั่งลงกับพื้น หยิบผืนหนึ่งขึ้นมากางออกก่อนพับอย่างลวกๆ แต่พอวางลงกลับไม่เข้ากับกองผ้าเดิมจนต้องถอนหายใจอีกครั้ง
“พับผ้าก็พับไม่เป็ นี่ข้ากำลังตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ” นางบ่นเสียงเบาเหมือนพึมพำให้ตนเองฟังมือก็ยังคงง่วนจัดผ้าไปเรื่อย แม้จะไม่เรียบร้อยแต่ก็พอจะกดทับให้ดูไม่รกรุงรังนัก
ระหว่างนั้นฟ่านหนิงก็พยายามคิดถึงงานที่กำลังจะมาถึงงานน้ำชาที่จวนเ้ากรมอาญา ภาพความทรงจำผุดขึ้นมาในห้วงความคิดฮูหยินติงผู้จัดงานผู้นั้นขึ้นชื่อในเื่ความตระการตางานทุกปีเต็มไปด้วยเหล่าฮูหยินตระกูลใหญ่และบรรดาคุณหนูที่ต่างแต่งองค์ทรงเครื่องมาด้วยความภาคภูมิงานนี้จึงไม่ใช่เพียงงานสังสรรค์หากแต่เป็การแสดงออกถึงความสามารถของเหล่าสตรีสกุลใหญ่
“ถังหลันชิง...งานนี้เห็นทีจะมิใช่เื่ง่าย” นางบ่นแ่เพราะั้แ่ประลองกับถังหลันชิงมาไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อมยังไม่เจออะไรที่เป็จุดด้อยเลย ‘การเป็นางเอกนี่ช่างดีเสียจริง’
พอคิดแผนยังไม่ออกได้แต่ถอนใจ สายตาก็ยังหันกลับมาที่กองผ้าใหญ่กองโตฟ่านหนิงย่นคิ้วอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนพึมพำ “ข้าจะพับถึงเวลากลับจวนเท่านั้นนะพับไม่เสร็จข้าก็จะกลับ ข้าไม่สน!”
ส่วนด้านจ้าวจวิ้นหยางผู้ที่เพิ่งก้าวออกจากโรงเก็บผ้ามาได้ไม่กี่ก้าวยังไม่ทันได้ไปไกลเขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่าต้องเอากระดาษยันต์ที่พระเถระให้มาสำหรับผูกติดระฆังที่กำลังจะเอากลับไปแต่พอค้นในแขนเสื้อกลับไม่พบเสียแล้ว เขาเม้มริมฝีปากน้อยๆคิดว่าตัวเองได้นำมาหรือไม่ ซึ่งเขาเชื่อมั่นในความทรงจำตัวเองว่าเขานำมาแสดงว่าน่าจะหล่นสักที แต่ไม่ว่าจะหล่นตอนไหนเขาก็น่าจะสังเกตเห็นนอกจากที่นั่นจะรกเละเทะอย่างมากจนไม่สังเกต
เขาจึงก้าวเท้ากลับไปยังทางเดิม พลันเมื่อถึงหน้าโรงเก็บผ้าขณะกำลังจะเปิดประตูเข้าไปเขากลับได้ยินเสียงแ่เบาลอยออกมา เป็เสียงสตรีกำลังพึมพำอยู่คนเดียวแน่นอนว่าต้องเป็ฟ่านหนิงอยู่แล้วเสียงนั้นต่ำราวกับกำลังบ่นหรือสนทนากับใครสักคนแต่ขนาดเงี่ยหูฟังก็ยังจับความไม่ได้ จ้าวจวิ้นหยางชะงักอยู่ตรงนั้นแววตาคมพลันหรี่ลงด้วยความสงสัย ด้านในมิใช่ว่ามีเพียงคุณหนูฟ่านหรอกหรือแล้วนางกำลังคุยกับใคร?
เขาเงยหน้ามองรอบกายเส้นทางแคบนี้ไม่มีผู้ใดเดินสวนผ่านมาเลย ั้แ่เขาก้าวออกมาได้เพียงครู่เดียวจะมีผู้ใดลอบเข้าไปด้านในได้อย่างไร เสียงนั้นยังคงดังเป็ระยะ
จ้าวจวิ้นหยางยืนครุ่นคิดพลันเกิดความลังเลจะก้าวเข้าไปดูให้ชัดแต่เมื่อสายตาเหลือบไปยังแสงแดดที่เลื่อนสาดผ่านชายคา...สายมากแล้วเขาจึงเปลี่ยนใจทันที พับความตั้งใจเดิมนั้นเก็บไว้ในอกโดยมิได้เอ่ยสิ่งใดเพียงก้าวถอยห่างออกมาอย่างสงบไม่คิดหาคำตอบตอนนี้
“เฮ้อ...ระฆัง” เขาพึมพำในลำคอ ตั้งใจตรงไปทำตามหน้าที่เดิมส่วนยันต์ค่อยเขียนเอาใหม่ก็แล้วกัน
หลังเดินออกมาได้ไม่ไกลนักเขาก็บังเอิญเห็นบุรุษรูปร่างสูงโปร่งในอาภรณ์เนื้อดีเดินวุ่นวายไปทั่วลานวัดกับพวกคนงานที่สั่งให้ออกตามหาหญิงสาวที่หายไปสีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความร้อนรนราวกับคนทำของสำคัญหาย แน่นอนว่าชายผู้นั้นก็คือเจิ้งเปาหย่งคุณชายจากตระกูลเจิ้งนั้นเอง
เจิ้งเปาหย่งที่เดินพล่านพลางชะเง้อมองซ้ายทีขวาทีจนผู้คนบางส่วนหันมองด้วยความแปลกใจ บางทีก็หันไปใส่อารมณ์กับบ่าวรับใช้หากไม่รู้ความจริงคงพากันคิดว่าเขาตามหาของมีค่าที่ทำหล่นหายเป็แน่
ขณะที่จ้าวจวิ้นหยางยกมือไพล่หลังตั้งใจจะเดินผ่านไปเฉยๆแต่เมื่ออีกฝ่ายเหลือบมาเห็นก็รีบชะงักกาย ยกมือคำนับอย่างนอบน้อม “ซื่อจื่อ”เสียงเรียกเต็มไปด้วยความเคารพ
เขาพยักหน้าเล็กน้อยแทนคำตอบจากนั้นแสร้งไม่รู้ไม่ชี้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นทักทายเล็กน้อย “คุณชายเจิ้ง ก็มาร่วมงานที่นี่หรือ”
หากแต่เจิ้งเปาหย่งอ้ำๆ อึ้งๆอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตากวาดไปมาราวกับไม่รู้จะตอบอย่างไรดี สุดท้ายจึงก้มหน้าตอบเบาๆ “คือว่า..ซื่อจื่อท่านเห็นสตรีผู้ถือศีลผ่านมาบ้างหรือไม่”
คำถามทำให้คิ้วเข้มของจ้าวจวิ้นหยางขมวดเล็กน้อยเขาทวนถ้อยคำช้าๆ “สตรีผู้ถือศีล?”แววตาเขาวูบหนึ่งเต็มไปด้วยความสนใจอย่างน่าสนุก
“ใช่ขอรับ”
“อือ...เหมือนจะเห็นอยู่ที่แถวๆ โรงครัวน่าจะกำลังเตรียมอาหารเลี้ยงผู้มาร่วมงาน”หลังครุ่นคิดครู่หนึ่งเขาก็ตอบออกไป
เจิ้งเปาหย่งส่ายหน้ารีบเอ่ยต่อ “ไม่ใช่ๆ นางแม้แต่งกายเช่นผู้ถือศีลแต่ดูจากท่าทางแล้วน่าจะยังอ่อนวัย และดูเหมือนจะมาจากสกุลสูง...ข้าเกรงว่านางอาจพลัดหลงในงานบุญนี้ ซื่อจื่อพบเห็นหรือไม่”
จ้าวจวิ้นหยางยกมือประสานไว้ที่ด้านหน้าท่าทีสงบพลางทำสีหน้ากำลังไตร่ตรอง ’ถ้าเ้าจะระบุเช่นนี้ทำไมไม่เอ่ยชื่อนางมาเสียเลย’ ริมฝีปากขยับเอ่ยอย่างเนิบช้า “อืม...คล้ายว่าจะเห็นอยู่”
แววตาเจิ้งเปาหย่งสว่างวาบขึ้นทันทีรีบถามอย่างรวดเร็ว “นางอยู่ผู้เดียวลำพังใช่หรือไม่ซื่อจื่อโปรดบอกข้าว่านางอยู่ที่ใด”
จ้าวจวิ้นหยางแย้มยิ้มมุมปากบางเบาคล้ายจะหยอกล้อโดยมิได้เปิดเผยตรงๆ เขาพยักหน้าช้าๆ “ใช่นางอยู่เพียงลำพัง ตอนนั้นข้ากำลังเดินอยู่ฝั่งอารามใหญ่พอดีเห็นนางปะปนอยู่ในฝูงชน ครู่หนึ่งก็เลี้ยวหายไปทางกุฏิที่ปิดอยู่”
ถ้อยคำเรียบง่ายนั้นแต่กลับเหมือนเปลวไฟที่พัดลมแรงทำให้โหมแรงขึ้นเจิ้งเปาหย่งได้ยินก็เบิกตากว้าง กายรีบโน้มลงโค้งคำนับ “ขอบคุณซื่อจื่อ” ก่อนจะก้าวถอยแล้วหายไปอย่างรวดเร็วราวกับลมวูบ
จ้าวจวิ้นหยางยืนนิ่งมองตามแววตาเต็มไปด้วยความลุ่มลึก เขาเชิดคางเล็กน้อยหัวเราะหึเบาๆ ในลำคอ “คุณหนูใหญ่ฟ่าน เ้าติดหนี้คำโกหกข้าเข้าแล้วสิ ทั้งยังอยู่ในวัดเช่นนี้ด้วย...บาปกรรมจริงๆ”
คำพูดในใจนั้นพาให้เขาก้าวต่อไปแต่แววตากลับมีรอยขำขันเล็กน้อย ความลับนี้เขาจะยังมิเอ่ยกับใครทว่าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความอยากรู้อยากเห็นในตัวสตรีผู้นั้น คล้ายถ่านที่กำลังค่อยๆทะลุ
เสียงระฆังย่ำดังมาจากลานวัด ก้องสะท้อนกังวานไปรอบบริเวณฟ่านหนิงที่หลบอยู่ในโรงเก็บผ้าเล็กพลันเงยหน้าขึ้นนางนั่งฟังเสียงนั้นอยู่นานชั่วครู่ แววตาสั่นไหวอย่างครุ่นคิด “ยามนี้แล้วท่านแม่คงเสร็จงานบุญ เตรียมกลับแล้วกระมัง”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้เสียงระฆังที่กังวานทำให้ภาพชายหนุ่มผู้หนึ่งก็พลันลอยเข้ามาในใจจ้าวจวิ้นหยางที่ก่อนหน้านี้มารับระฆังเก่าไปหากเดาไม่ผิดป่านนี้เขาคงเดินทางกลับแล้วเช่นกันความรู้สึกคลุมเครือบางอย่างไหววูบแต่ฟ่านหนิงรีบสะบัดศีรษะไล่ความคิดนั้นเสีย
นางยันกายลุกขึ้นช้าๆเปลี่ยนจากชุดที่สวมอยู่เป็ชุดเดิมที่เคยใส่มา แม้ว่าบนเนื้อผ้าจะยังมีรอยเปื้อนน้ำชาที่ย้อมเป็ทางยาวอยู่ก็ตามหากไม่สวมก็ไม่มีชุดอื่นแล้ว กระนั้นฟ่านหนิงยังคงพยายามจัดแต่งให้เรียบร้อยที่สุดมือเรียวยกปิ่นที่เคยถอดออกปักกลับขึ้นบนมวยผมนางพยายามแต่งกายให้อยู่ในสภาพที่พร้อมรับสายตาผู้พบเห็น
เมื่อจัดการตนเองเสร็จแล้วสายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นกองผ้าที่วางอยู่ตรงมุม แม้จะยังเหลืออยู่ ทว่าเกินกว่าครึ่งนั้นก็เป็ฝีมือของนางที่พับไปแล้วฟ่านหนิงแค่นหัวเราะเบาๆ พลางนึกในใจ ‘ถึงทำไม่เสร็จทั้งหมดแต่ครึ่งหนึ่งนี้ก็นับว่าพอสมควรแล้ว ไว้วันหลังจะหาผ้ามาถวายเป็การชดเชยอีกทีแล้วกัน’
นางหันหลังกลับก้าวไปปิดประตูเล็กนั้นอย่างระมัดระวังส่ายสายตาตรวจดูลงกลอนเข้าตามเดิมเพื่อไม่ให้ใครผิดสังเกต จากนั้นค่อยๆเดินออกไปตามทางเล็กที่เชื่อมไปสู่ลานวัด
ทันทีที่ก้าวเท้าสู่ลานวัดสายลมยามบ่ายพลันพัดกลิ่นธูปอ่อนๆ เข้าสู่ปลายจมูก บรรยากาศรอบตัวแตกต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิงผู้คนที่เคยขวักไขว่แออัดพลันเบาบางลงจนเห็นได้ชัดเหลือเพียงสตรีจากตระกูลใหญ่ไม่กี่คนที่ยังยืนสนทนากันอยู่
สายตาของฟ่านหนิงกวาดไปและแล้วนางก็สะดุดหยุดเมื่อมองเห็นร่างของมารดาตนที่ยืนอยู่กับสตรีอื่นอีกสองสามคนข้างกายยังมีเจิ้งเปาหย่ง สีหน้าของเขาซีดเผือดจนเห็นเหงื่อซึมออกมาเต็มหน้าผากนั่นย่อมบ่งบอกได้ว่าคงถูกมารดาตนตำหนิอย่างหนักที่ปล่อยให้นางหายตัวไปโดยไร้ร่องรอยอดไม่ได้จริงๆ ที่จะเกิดความรู้สึกพึงพอใจ
“ท่านแม่?” เสียงสูดหายใจดังพร้อมกันทันทีเมื่อฟ่านหนิงปรากฏกายราวกับทุกคนเพิ่งปลดปล่อยความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมาในคราเดียว
“เหยาจู!”มารดาของนางรีบสาวเท้าเข้ามาใบหน้าที่ปกติสุขุมกลับแฝงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด “เ้าหายไปที่ใดมาแม่กำลังจะสั่งให้บ่าวออกตามหาแล้วเชียว รู้หรือไม่ว่าทำให้แม่ใจหายแค่ไหน”คำกล่าวของมารดาแสดงว่าพึ่งรับรู้เื่ที่นางหายไปได้ไม่นาน
ฟ่านหนิงยกมือน้อยขึ้นแตะชายแขนเสื้อพลางโค้งศีรษะเล็กน้อยเอ่ยเสียงอ่อนโยน“ตอนขึ้นไปจุดธูปเกิดวิงเวียนศีรษะเ้าค่ะเลยรีบลงมาพักใต้ต้นไม้ โชคดีได้พบแม่ชีจึงขอให้พาไปพักในอารามชีด้านหลังวัดพอได้พักก็หายดีแล้วเ้าค่ะท่านแม่” ถ้อยคำของนางเอ่ยอย่างราบเรียบไม่ติดขัดราวกับเื่ราวทั้งหมดเป็จริงทุกประการ
ทว่าดวงตาของเจิ้งเปาหย่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลพลันขมวดแน่นเขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจ “คุณหนูฟ่านข้ามิได้อยู่เฉย ข้าไปถามที่อารามชีมาแล้วแม่ชีทั้งหลายบอกว่าเ้าได้ออกไปก่อนหน้านี้นานแล้ว” นั้นเพราะถ้านางอยู่ที่นั่นจริงป่านนี้เขาคงเจอและพาไปพักยังเรือนรับรองฝั่งผู้มาเยือนเพื่อจะได้ดูแลใกล้ชิดมากกว่านี้ไปแล้ว “อีกทั้งอารามชีคงไม่สะดวกสบายด้วย” เขาเอ่ยคล้ายว่าจะเป็กังวล
ถ้อยคำนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวนิ่งงันไปชั่วอึดใจเหล่าสตรีสกุลใหญ่อื่นๆ ลอบมองด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น ฟ่านหนิงยังคงยิ้มบางๆมิได้เผยพิรุธ นางส่ายศีรษะเบาๆ
“ที่อารามชีสบายดีอยู่แล้วเ้าค่ะไม่จำเป็ต้องให้คุณชายเจิ้งลำบากพาไปหรอก ตอนนี้ข้าหายเวียนหัวแล้วด้วยไม่อยากทำให้เป็เื่จึงไม่ได้บอก ไม่คิดว่าท่านแม่กังวลขนาดนี้”
กล่าวจบฟ่านหนิงยกแขนเรียวขึ้นคล้องแขนมารดาอย่างสนิทสนมออดอ้อนราวกับอยากตัดบทความสงสัยทั้งหลาย แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน “ท่านแม่กลับจวนกันเถิดเ้าค่ะ”
มารดามองหน้าบุตรสาวครู่หนึ่งแม้ยังไม่วางใจนักแต่ก็ไม่อยากเซ้าซี้ต่อหน้าผู้คน เพียงพยักหน้ารับขณะที่เจิ้งเปาหย่งยังคงยืนนิ่ง ความสงสัยอัดแน่นในใจไม่ยอมจางไปเขามองแผ่นหลังของฟ่านหนิงที่เดินเคียงมารดาออกไป ความคิดพลุ่งพล่านในใจ
‘นางหนีหน้าเขาและกำลังปกปิดอยู่!’ แต่ถึงอย่างไรเวลานี้เขายังไม่อาจเอ่ยอะไรไปมากกว่านี้ เพียงเก็บงำความแคลงใจไว้ภายในคิดวนเวียนอย่างไรก็ยังรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ไม่ถูกต้อง