ตอนที่ 1 ตื่นมาเป็สนมตัวร้าย สามสิบวันก่อนถูกปะา
“รับพระบัญชา”
เสียงแหลมยาวดังลอดประตูตำหนักเข้ามา ก่อนจะตามด้วยเสียงฝักดาบกระทบเกราะเป็จังหวะพร้อมกัน
“พระสนมเสิ่นเยว่หลัน ผู้ต้องสงสัยในคดีลอบปลงพระชนม์ จงเตรียมรับการสอบสวนยามเหม่า ห้ามผู้ใดออกจากตำหนักจันทร์ดับ ผู้ฝ่าฝืนให้จับกุมทันที”
ความเย็นซึมจากพื้นหินเข้าสู่กระดูก
เยว่หลันลืมตาขึ้นช้า ๆ เห็นเพียงขาโต๊ะไม้ดำกับชายม่านสีหม่นซึ่งไหวตามลมลอดช่องหน้าต่าง กลิ่นยาขมติดอยู่ในลำคอ รสโลหะเจือบนปลายลิ้น และศีรษะหนักราวมีใครเอาต้นฉบับหนาหลายพันหน้าฟาดไว้ตลอดคืน
นางพยายามขยับมือ นิ้วกลับแตะถูกเศษกระเบื้องเย็นจัด
ถ้วยชาแตกอยู่ข้างแก้ม น้ำสีคล้ำแห้งเป็วงบนพื้น
นี่ไม่ใช่ห้องเช่าของนาง
ไม่มีโต๊ะทำงานซึ่งเต็มไปด้วยกระดาษแก้คำ ไม่มีแสงจากหน้าจอ ไม่มีแก้วกาแฟที่ลืมดื่มจนเย็นชืด มีแต่เสาไม้ลงรัก โคมกระดาษดับสนิท และเงาคนถืออาวุธทอดผ่านบานประตู
“พระสนม!”
หญิงสาวในชุดนางกำนัลคลานเข่าเข้ามา ใบหน้าซีดจนแทบไม่มีสี นางคว้าข้อมือเยว่หลันไว้ แต่พอถูกมองกลับก็ชะงัก คลายนิ้วลงอย่างหวาดระแวง
“ทรงฟื้นแล้วหรือเพคะ”
เยว่หลันอ้าปาก เสียงที่ออกมากลับแหบกว่าที่คิด “ที่นี่...”
คำถามธรรมดาเพียงสองพยางค์ทำให้นางกำนัลหน้าเสียยิ่งกว่าเดิม
“ตำหนักจันทร์ดับเพคะ”
คำตอบนั้นเหมือนเข็มแทงเข้าไปในกองความทรงจำซึ่งพันกันยุ่ง ภาพหลายภาพกระตุกผ่านหัว เยว่หลันหลับตาแน่น เห็นประโยคสีดำเรียงอยู่บนหน้ากระดาษ—ตำหนักจันทร์ดับ พระสนมเสิ่น คดีวางยาฮ่องเต้
ชื่อเหล่านี้เคยอยู่บนหน้าจอของนาง ในนิยายจีนโบราณแฟนตาซีที่ต้นฉบับไม่สมบูรณ์ ลำดับบทสับสน และชื่อยาชนิดเดียวกันเปลี่ยนไปมาจนนางต้องทำหมายเหตุถามผู้เขียนซ้ำ ๆ ทว่าชื่อเื่และบทบาททั้งหมดของเสิ่นเยว่หลันกลับเป็ช่องว่าง เหลือเพียงคำว่า วางยาฮ่องเต้ กับความรู้สึกว่าไม่มีฉากใดหลังจากนั้นจบดี
“วันนี้วันที่เท่าไร”
นางกำนัลก้มหน้าลง “วันที่เก้า เดือนเจ็ดเพคะ”
วันที่เก้า เดือนเจ็ด—มีบางอย่างวาบขึ้นในหัว สนมเสิ่นถูกจับคืนวันที่แปด เช้าวันนี้หลักฐานชิ้นแรกจะถูกนำมาที่ตำหนัก จากนั้นคำสอบสวนจะค่อย ๆ กลายเป็คำตัดสิน
นางเห็นภาพลานปะาเพียงชั่ววูบ เห็นชุดนักโทษสีขาวเปื้อนเื และตัวเลขสามสิบเขียนอยู่ข้างชื่อเสิ่นเยว่หลันในหมายเหตุเก่าของตน
สามสิบวันก่อนตาย
ส่วนเื่จอมมารกับพระเอกเหลือเพียงเศษประโยคขาด ๆ ความทรงจำหยุดอยู่ตรงขอบเหว มีคำหนึ่งหายไปจากประโยคสำคัญ และถ้าหาคำนั้นไม่พบ นางจะตาย
เยว่หลันยกมือกดขมับ ภาพรอบตัวโคลงเล็กน้อย
หนึ่ง นางไม่ได้อยู่โลกเดิม
สอง นางอยู่ในร่างตัวร้ายที่มีธงตายชัดเจน
สาม การสอบสวนจะเริ่มในอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
สี่ นางจำต้นฉบับได้ไม่ครบ
“เื่นี้แก้ไม่ผ่านจริง ๆ”
“พระสนมตรัสว่าอะไรนะเพคะ”
เยว่หลันหันไปมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเต็มตาเป็ครั้งแรก อายุไม่น่าเกินยี่สิบ ใต้ดวงตามีรอยคล้ำ เส้นผมข้างแก้มหลุดจากมวยและเปียกเหงื่อ แม้ในห้องจะเย็นจนลมหายใจแทบเป็ไอ
ชื่อหนึ่งลอยขึ้นมา
“ซูเม่ย”
อีกฝ่ายสะดุ้ง ก่อนรีบก้มหน้าจนหน้าผากเกือบแตะพื้น “เพคะ”
หลินซูเม่ย นางกำนัลประจำตัวของสนมเสิ่น ในต้นฉบับนางมีอยู่เพียงไม่กี่ฉาก หน้าที่หลักคือร้องไห้ รับสารภาพ แล้วหายไปจากเื่
ตัวประกอบหนึ่งบรรทัด
เยว่หลันเคยเลื่อนผ่านชื่อของนางโดยไม่คิดอะไรด้วยซ้ำ
“ข้าหมดสติไปนานเท่าไร”
“เกือบสองชั่วยามเพคะ หลังจาก...” ซูเม่ยเหลือบมองเศษถ้วยบนพื้น “หลังจากทรงดื่มยาสงบใจ”
“ใครนำยามา”
“บ่าวต้มเองเพคะ แต่สมุนไพรเป็ของที่สำนักหมอหลวงส่งมาั้แ่เมื่อวาน บ่าวตรวจตราแล้ว ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ”
คำตอบเร็วเกินไป ราวกับซ้อมไว้ล่วงหน้า
เยว่หลันกวาดตามองห้อง เครื่องเรือนเหลือน้อยกว่าที่ตำหนักของพระสนมควรมี ตู้ด้านหนึ่งเปิดค้าง ชั้นข้างในว่างเปล่า กล่องเครื่องประดับถูกยกฝาหงาย ผ้าคลุมกับเบาะรองนั่งกองอยู่บนพื้น เห็นชัดว่ามีการตรวจค้นมาก่อนแล้ว
ใกล้ประตูมีถาดอาหารเย็นชืด ข้าวต้มเพียงถ้วยเดียวกับผักดองครึ่งจาน
ตำหนักนี้ไม่ได้เป็ที่ประทับอีกต่อไป แต่เป็ห้องขังซึ่งยังเรียกชื่อให้ไพเราะอยู่เท่านั้น
เสียงขันทีหน้าประตูดังขึ้นอีกครั้ง “เปิดประตูรับเ้าหน้าที่ตรวจค้น!”
ซูเม่ยเงยหน้าพรวด “พระสนมยังไม่เปลี่ยนฉลองพระองค์ ขอเวลาอีกสักครู่เถิดเ้าค่ะ”
“ผู้ต้องหาคดีลอบปลงพระชนม์ไม่มีสิทธิ์ต่อรองเวลา”
คำว่า ผู้ต้องหา ถูกเน้นชัดทุกพยางค์
เสียงสลักประตูขยับจากด้านนอก ซูเม่ยรีบลุก แต่หัวเข่าชาจนเกือบล้ม เยว่หลันคว้าขอบโต๊ะพยุงตัวขึ้น ร่างนี้อ่อนแรงกว่าที่คาด แขนขาเบาหวิว ทว่าฝ่ามือมีรอยช้ำเก่าและข้อมือถูกเชือกเสียดสีจนแดง
“พระสนม เสด็จเข้าไปด้านในก่อนเถิดเพคะ บ่าวจะรับหน้าเอง”
“รับอย่างไร”
ซูเม่ยเม้มปาก
เยว่หลันเห็นคำตอบอยู่ในสีหน้าของนาง หากเ้าหน้าที่้าคนสารภาพ นางกำนัลผู้นี้ก็พร้อมจะยื่นชีวิตให้
เพราะภักดีต่อสนมเสิ่นคนเดิม หรือเพราะไม่มีทางเลือก เยว่หลันยังไม่รู้
ประตูเปิดออก ลมก่อนรุ่งพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นชื้นของหินและโลหะ ทหารสี่นายก้าวข้ามธรณีประตู ตามหลังขันทีร่างผอมซึ่งถือม้วนคำสั่งสีเหลือง หัวหน้าทหารสวมเกราะหนังสีดำ ที่เอวห้อยป้ายองครักษ์และดาบยาว เขามองเยว่หลันั้แ่ศีรษะจรดเท้าโดยไม่ปิดบังความรังเกียจ
“พระสนมยังทรงยืนได้ ดูเหมือนข่าวว่าประชวรหนักจะเกินจริง”
ซูเม่ยขยับมาบังนางครึ่งก้าว “ใต้เท้า พระสนมเพิ่งฟื้นจริง ๆ เ้าค่ะ”
“ข้าไม่ได้ถามเ้า”
หัวหน้าทหารยกมือ ทหารสองนายแยกไปตรวจค้นตู้กับฉากกั้น ส่วนอีกนายวางหีบไม้ใบเล็กบนโต๊ะกลางห้อง หีบถูกพันเชือกแดงและปิดด้วยตราขี้ผึ้ง
เยว่หลันจ้องตรานั้น
ภาพจากต้นฉบับกลับมาอีกชิ้น ถ้วยยากระเบื้องขาวถูกพบในห้องบรรทมั ภายในมีพิษตรงกับยาที่ตำหนักจันทร์ดับเคยเบิก พระสนมเสิ่นปฏิเสธ นางกำนัลรับสารภาพ และคดีเดินไปสู่คำสั่งปะาโดยไม่มีใครถามว่าของกลางผ่านมือผู้ใดบ้าง
เรียบร้อยเกินไปสำหรับเื่บนหน้ากระดาษ และน่ารังเกียจเกินไปเมื่อคอของนางอยู่ใต้คมมีด
“นี่คืออะไร” เยว่หลันถาม
หัวหน้าทหารขมวดคิ้ว “พระสนมทรงทราบดีอยู่แล้ว”
“หากข้าทราบดี เหตุใดท่านยังต้องสอบสวน”
ขันทีชำเลืองมองหัวหน้าทหาร ทหารในห้องหยุดมือไปชั่วขณะ
คำพูดของนางไม่ได้เฉียบคมเป็พิเศษ แต่เ้าของร่างเดิมคงไม่เคยถามเช่นนี้ ซูเม่ยหันมามองด้วยแววตาไม่คุ้นเคยอีกครั้ง
หัวหน้าทหารวางฝ่ามือลงบนหีบ “ถ้วยยาซึ่งใช้ถวายฝ่าาเมื่อคืน ตรวจพบพิษคร่าว ๆ แล้ว รายการยาบางส่วนตรงกับของที่เบิกจากตำหนักนี้ วันนี้จะนำมาให้พระสนมยืนยัน ก่อนส่งสำนักหมอหลวงตรวจขั้นสุดท้าย”
ขันทีคลี่บัญชีรับส่งของกลางขึ้น “หากพระสนมยืนยันว่าเป็ถ้วยจากตำหนักนี้ ผู้ตรวจ ผู้ถือหีบ และผู้รับมอบต้องลงชื่อครบก่อนยามเหม่า”
เยว่หลันเหลือบเห็นช่องชื่อว่างสามช่องท้ายกระดาษ นั่นไม่ใช่เพียงพิธีการ ผู้ใดลงชื่อย่อมผูกตนเข้ากับสภาพของหลักฐานชิ้นนี้
“ให้ข้ายืนยัน หรือให้ข้ารับสารภาพ”
“ต่างกันหรือ”
“ต่างกันที่คอของผู้ตอบ”
สายตาหัวหน้าทหารเย็นลง “เปิดหีบ”
ทหารตัดเชือกแดง แต่ยังไม่ทำลายตราขี้ผึ้ง เขาใช้มีดบางสอดใต้ฝากล่อง ยกถาดไม้ด้านในออกมา ผ้าสีขาวห่อวัตถุชิ้นหนึ่งไว้ เมื่อคลี่ออก ถ้วยกระเบื้องขาวลายัก็ปรากฏใต้แสงโคม
กลิ่นขมหวานจาง ๆ ลอยมา
เยว่หลันกำลังจะก้าวเข้าใกล้ ข้อมือซ้ายกลับแสบร้อนเหมือนถูกหยดหมึกเดือดใส่
นางสูดลมหายใจเฮือก ชายแขนเสื้อเลื่อนลงเล็กน้อย เผยรอยสีดำบางเท่าเส้นผมใต้ิั มันพาดจากข้อพับมาถึงโคนนิ้ว ราวกับมีใครใช้พู่กันเขียนเส้นหนึ่งไว้ในเนื้อ
เมื่อถ้วยถูกยกสูง รอยนั้นเข้มขึ้น
เยว่หลันดึงแขนเสื้อปิดโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่าแ นางไม่รู้สึกเจ็บตรงผิว แต่ความเย็นบางอย่างกำลังไหลย้อนขึ้นมาตามเส้นเื
ในต้นฉบับมีรอยเช่นนี้หรือไม่
นางจำไม่ได้
“พระสนมจะทอดพระเนตรใกล้ ๆ หรือไม่” หัวหน้าทหารถาม น้ำเสียงคล้ายเชื้อเชิญ แต่ทหารข้างโต๊ะขยับมือไปแตะด้ามดาบ
กับดักง่าย ๆ หากนางแตะหลักฐาน พวกเขาย่อมกล่าวได้ว่านางพยายามทำลายหรือเปลี่ยนแปลงมัน
“ไม่จำเป็” เยว่หลันตอบ “ยกถ้วยเอียงไปทางแสง”
หัวหน้าทหารหัวเราะในลำคอ “ทรงคิดว่ากำลังสั่งผู้ใด”
“ข้ากำลังช่วยท่านไม่ให้ส่งหลักฐานผิดชิ้นไปถวายรายงาน”
คราวนี้ไม่มีใครหัวเราะ
ทหารผู้ถือถ้วยมองหัวหน้าของตน รอจนได้รับสัญญาณจึงยกถ้วยไปใกล้โคม แสงสีส้มส่องผ่านผิวกระเบื้องบาง ทำให้คราบยาที่ก้นถ้วยเห็นชัดขึ้น
เป็สีน้ำตาลคล้ำ ขอบคราบเหลือประกายเขียวจาง ๆ
เยว่หลันจ้องมันจนตาเจ็บ
ชื่อพิษยังไม่กลับมา แต่ภาพหนึ่งกลับชัดเจน นางเคยนั่งเทียบต้นฉบับสองฉบับ ฉบับแรกบอกว่าพิษเปลี่ยนเป็สีครามเมื่อััเงิน ฉบับแก้บอกว่าทิ้งคราบม่วงดำหลังเย็นลง นางทำหมายเหตุถามผู้เขียนเพราะสองตอนใช้กฎไม่ตรงกัน
คำตอบที่ได้รับคือ ให้ยึดฉบับหลัง
คราบม่วงดำ
ไม่ใช่น้ำตาลอมเขียว
นางเกือบหัวเราะ ความอยู่รอดของนางขึ้นกับข้อผิดพลาดที่ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยรำคาญเมื่อถูกทัก
“ใต้เท้า” ซูเม่ยพูดขึ้นกะทันหัน เสียงสั่น “ยานั้น...”
เยว่หลันหันไป
ซูเม่ยคุกเข่าลงเต็มตัว มือกำชายกระโปรงแน่น “ยาที่ตำหนักเบิก บ่าวเป็คนรับเอง หากมีสิ่งใดผิดพลาด—”
“หุบปาก”
ซูเม่ยชะงัก
คำสั่งหลุดจากปากเยว่หลันแรงกว่าที่ตั้งใจ นางเห็นหัวไหล่เล็ก ๆ ของอีกฝ่ายหดลง เห็นเืฝาดหายไปจากใบหน้า และเห็นชัดว่านี่ไม่ใช่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษ
หากซูเม่ยรับสารภาพ นางอาจถูกโบย ถูกทรมาน หรือถูกฆ่า ไม่มีหน้าถัดไปให้เลื่อนข้าม ไม่มีคำว่า “นางกำนัลถูกจัดการแล้ว” ซึ่งอ่านจบในครึ่งลมหายใจ
มีแต่คนผู้หนึ่งกำลังกลัวจนยอมตายแทน
เยว่หลันบังคับเสียงให้นิ่งลง “เ้าไม่รู้แม้แต่ว่าพวกเขาพบอะไร จะรับผิดเื่ใด”
“แต่พระสนม—”
“ข้าไม่ได้อนุญาตให้เ้าตอบแทน”
หัวหน้าทหารปรายตามองซูเม่ย “หากนางมีเื่จะสารภาพ ก็ควรปล่อยให้พูด”
“ท่านเพิ่งบอกเองว่านี่คือการสอบสวน มิใช่การตามหาใครสักคนมารับโทษ”
“หลักฐานอยู่ตรงหน้า”
“หลักฐานที่ผิด”
คำสามคำทำให้อากาศในห้องตึงขึ้นทันที
หัวหน้าทหารก้าวเข้ามา “พระสนมควรระวังวาจา”
เยว่หลันนับในใจ
หนึ่ง คราบผิดสี
สอง หีบถูกปิดผนึก แต่ตราขี้ผึ้งมีรอยบิ่นด้านขวา เหมือนเคยถูกแซะ
สาม เ้าหน้าที่กล่าวว่าตรวจพบพิษคร่าว ๆ แล้ว แต่ยังไม่ส่งให้สำนักหมอหลวงตรวจขั้นสุดท้าย ใครเป็ผู้ตรวจ และใช้วิธีใด
สี่ ถ้วยจากห้องบรรทมัมาอยู่ตำหนักผู้ต้องหาก่อนหมอหลวงมาถึง นี่ไม่ใช่การรักษาหลักฐาน แต่เป็การสร้างฉากให้คำรับสารภาพ
ความกลัวไม่ได้หายไป เพียงถูกจัดเรียงเป็ข้อ ๆ จนไม่สามารถวิ่งชนกันในหัวได้อีก
“พิษที่พวกท่านกล่าวหา เมื่อยาเย็นจะทิ้งคราบสีม่วงดำ” เยว่หลันพูดช้า ๆ “คราบในถ้วยนี้เป็สีน้ำตาลและมีขอบเขียว หากเป็พิษชนิดเดียวกัน เหตุใดสีจึงไม่ตรง”
หัวหน้าทหารมองถ้วยแวบหนึ่ง “พระสนมทรงรู้สีของพิษดีเหลือเกิน”
คำถามกลับคมพอจะเฉือนคอ
เยว่หลันรู้ว่าตนพลาดไปครึ่งก้าว แต่หยุดไม่ได้แล้ว
“ข้าเป็ผู้ถูกกล่าวหา ย่อมมีสิทธิ์ถามว่าพวกท่านกำลังใช้สิ่งใดเอาชีวิตข้า”
“ผู้ต้องหาทั่วไปอาจไม่มีความรู้เื่พิษละเอียดเช่นนี้”
“ผู้ต้องหาทั่วไปคงไม่ถูกกล่าวหาว่าวางยาฮ่องเต้”
ขันทีไอเบา ๆ คล้ายเตือนให้ทั้งสองหยุด หัวหน้าทหารกลับไม่ละสายตาจากนาง
“ต่อให้สีต่างกัน ก็อาจเกิดจากการผสมยาอื่น”
“ถูกต้อง” เยว่หลันตอบทันที “อาจเกิดจากยาอื่น ภาชนะอื่น อุณหภูมิ หรือวิธีเก็บ ดังนั้นถ้วยนี้ยังยืนยันอะไรไม่ได้ จนกว่าหมอหลวงจะตรวจส่วนผสมและลำดับการเตรียม”
“พระสนมกำลังยื้อเวลา”
“แน่นอน”
คำตอบตรงเกินคาดทำให้หัวหน้าทหารนิ่งไป
เยว่หลันกดฝ่ามือลงบนขอบโต๊ะเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่านิ้วสั่น “ข้ากำลังจะถูกตัดสินด้วยถ้วยใบหนึ่ง หากมีช่องให้ยื้อแม้เพียงหนึ่งเค่อ ข้าก็จะยื้อ แต่ท่านต่างหากที่ควรกังวล หากรีบสรุปว่าพิษมาจากตำหนักนี้ แล้วหมอหลวงตรวจพบภายหลังว่าไม่ใช่ ผู้ใดจะรับผิดชอบเื่ถวายหลักฐานเท็จต่อเบื้องพระพักตร์”
นางพยักหน้าไปทางบัญชีในมือขันที “ผู้ที่ลงชื่อรับรองก่อนผลตรวจออก ย่อมเป็คนแรกที่ต้องตอบว่าระหว่างเปิดหีบ ของกลางถูกเปลี่ยนหรือปนเปื้อนหรือไม่”
คำสุดท้ายตกลงในห้องราวก้อนหิน
หัวหน้าทหารชำเลืองช่องชื่อว่าง สีหน้าเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่ฝ่ามือซึ่งกดบนหีบยกออกแล้ว
เขาอาจไม่สนใจชีวิตนาง แต่ย่อมไม่ยอมเอาคอตนเองไปรับรองข้อสรุปของผู้อื่น
เยว่หลันเห็นความลังเลเล็กน้อยที่มุมปากของขันที เห็นทหารผู้ถือถ้วยลดมือลงโดยระวังยิ่งกว่าเดิม และเห็นซูเม่ยเงยหน้ามองนางเหมือนเพิ่งได้พบคนแปลกหน้า
รอยดำใต้แขนเสื้อยังเต้นตุบตามชีพจร
“ท่านกล่าวว่ารายการยาบางส่วนตรงกับของตำหนักจันทร์ดับ” นางกล่าวต่อ “บางส่วนหมายถึงกี่ชนิด ของเ่าั้มีเฉพาะตำหนักนี้หรือทุกตำหนักเบิกได้ ใครลงชื่อรับ ใครนำส่ง ใครต้ม และผู้ใดเห็นยาถูกถวาย หากยังตอบไม่ได้ ท่านมีเพียงความสอดคล้อง ไม่ใช่หลักฐานมัดตัว”
หัวหน้าทหารกัดกราม “พระสนมคงคิดว่าตนชนะแล้ว”
“ข้าเพียงคิดว่าคดีลอบปลงพระชนม์ไม่ควรมีมาตรฐานต่ำกว่าบัญชีร้านยาที่เขียนเร่งมือ” เยว่หลันพยักหน้าไปทางกระดาษ “อักษรผิดเพียงตัวเดียว สมุนไพรก็เปลี่ยนชนิดได้ เื่สำคัญเช่นนี้ควรตรวจรายการเบิกฉบับเดิม มิใช่อาศัยคำกล่าวลอย ๆ”
ขันทีก้มดูบัญชีในมือตนโดยไม่รู้ตัว
เสียงกลองยามดังไกล ๆ จากนอกกำแพง แสงสีเทาเริ่มรั่วผ่านกระดาษหน้าต่าง เช้ากำลังมาถึง และพร้อมกับมันคงมีคนอีกมากที่้าเห็นสนมตัวร้ายถูกลากไปตามบท
หัวหน้าทหารมองตราขี้ผึ้งบนหีบ ก่อนหันไปสั่งขันที “ขีดฆ่าช่องรับรองเดิม บันทึกว่าเปิดหีบต่อหน้าผู้ต้องหาโดยยังไม่ยืนยันชนิดพิษ”
จากนั้นจึงสั่งทหาร “ห่อถ้วยกลับ ห้ามผู้ใดแตะต้องจนหมอหลวงมาถึง ผู้ถือหีบอยู่เฝ้าที่นี่ หากตราชำรุดเพิ่ม เ้ารับผิดชอบ”
ซูเม่ยปล่อยลมหายใจเบามาก
เยว่หลันไม่กล้าทำเช่นนั้น
“ส่วนการตรวจตำหนัก ดำเนินต่อ” เขาหันมาหานาง “พระสนมยังเป็ผู้ต้องสงสัย และไม่มีสิทธิ์ออกจากตำหนักแม้แต่ก้าวเดียว”
“ข้าไม่เคยเข้าใจผิดว่าประตูเปิดเพื่อต้อนรับ”
เขาส่งเสียงเย็นในลำคอ ก่อนถอยไปยืนข้างโต๊ะ ทหารห่อถ้วยด้วยผ้าขาว วางกลับลงถาด และใช้เชือกเส้นใหม่พันหีบ เยว่หลันจับตาทุกขั้นตอน นางยังไม่รู้ว่าเหตุใดคราบจึงผิดสี ไม่รู้ว่าถ้วยถูกเปลี่ยน พิษถูกเปลี่ยน หรือความทรงจำของตนผิด
ความเป็ไปได้สุดท้ายน่ากลัวที่สุด
หากต้นฉบับซึ่งนางจำได้ไม่ตรงกับโลกนี้ ความได้เปรียบเพียงอย่างเดียวก็อาจเป็กับดัก
แต่ตอนนี้นางได้เวลาแล้ว
ไม่มาก อาจเพียงไม่กี่ชั่วยามก่อนผลตรวจจะกลับมา ถึงอย่างนั้นก็เป็เวลาที่สนมเสิ่นในต้นฉบับไม่เคยมี
รอยแสบที่ข้อมือค่อย ๆ จาง เยว่หลันแอบเลื่อนแขนเสื้อดู เส้นดำยังอยู่ แต่บางลงจนคล้ายรอยหมึกเก่าซึ่งล้างไม่หมด
เมื่อครู่นี้มันตอบสนองต่อถ้วย หรือคำตัดสิน
นางยังไม่อาจสรุป
“พระสนม” ซูเม่ยกระซิบ “ทรงทราบเื่พิษได้อย่างไรเพคะ”
คำถามเดียวกัน เพียงแต่น้ำเสียงต่างจากหัวหน้าทหาร ไม่มีการกล่าวหา มีแต่ความหวังซึ่งระวังตัว
เยว่หลันมองใบหน้านั้นแล้วพบว่าคำโกหกเตรียมไว้ยากกว่าที่คิด
“ข้าเคยอ่านพบ”
“จากที่ใดเพคะ”
“จำไม่ได้”
นี่เป็ความจริงครึ่งหนึ่ง และความจริงครึ่งหนึ่งมักอันตรายกว่าคำโกหกเต็มประโยค เพราะมันทำให้ผู้พูดเผลอเชื่อว่าตนซื่อสัตย์
ซูเม่ยก้มลงเก็บเศษถ้วยชาบนพื้น มือยังสั่น นางหยิบชิ้นกระเบื้องคมด้วยมือเปล่าจนเยว่หลันต้องดึงข้อมือไว้
“ใช้ผ้าห่อ”
ซูเม่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงเรื่อ “เพคะ”
“และเมื่อครู่ อย่าทำเช่นนั้นอีก”
“ทำสิ่งใดเพคะ”
“รับผิดแทนข้า”
มือซูเม่ยหยุดเหนือผ้าขาว นางไม่เงยหน้า และไม่ตอบทันที
ซูเม่ยนิ่งไปนาน “หากไม่มีผู้ใดยอมรับ พวกเขาก็จะทรมานคนทั้งตำหนักเพื่อหาคำตอบอยู่ดีเพคะ ตอนนี้เหลือบ่าวเพียงคนเดียว อย่างน้อย...”
“อย่างน้อยเ้าจึงคิดว่าตายคนเดียวง่ายกว่า”
ซูเม่ยก้มหน้า
ประโยคนี้ไม่มีอยู่ในต้นฉบับ หรืออาจมีแต่เยว่หลันจำไม่ได้ ทว่าเสียงของหญิงสาวตรงหน้าไม่เหมือนถ้อยคำที่มีไว้พาพล็อตไปข้างหน้า มันเป็เสียงของคนที่ถูกบีบจนเหลือทางเลือกเพียงเลวร้ายกับเลวร้ายกว่า
เยว่หลันปล่อยข้อมือนางช้า ๆ
“ยังไม่ถึงเวลาตาย”
ซูเม่ยยิ้มบางอย่างขมขื่น “พระสนมทรงแน่พระทัยหรือเพคะ”
ไม่เลย
แต่เยว่หลันเคยใช้ชีวิตด้วยการตามแก้ถ้อยคำของคนอื่นมาตลอด นางรู้ดีว่าต้นฉบับที่เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดไม่ได้ดีขึ้นเพราะใครยอมรับจุดจบเดิม ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือหยุดมันก่อนส่งออกไป แม้ยังไม่รู้ว่าจะแก้ทั้งเื่อย่างไร
“ข้าแน่ใจเพียงว่า ถ้าจะตายเพราะหลักฐานชิ้นหนึ่ง อย่างน้อยหลักฐานนั้นควรเขียนให้ถูก”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากทางเดินด้านนอก
หัวหน้าทหารหันไป ประตูตำหนักซึ่งยังเปิดค้างเผยให้เห็นชายในชุดขุนนางสำนักหมอหลวงเดินผ่านแถวทหารเข้ามา เขาอายุราวสามสิบกว่า รูปร่างสูงผอม เสื้อคลุมสีเขียวเข้มเปียกละอองหมอก ชายแขนเสื้อมีรอยผงสมุนไพรติดอยู่ กล่องยาไม้ดำถูกผู้ช่วยถือมาด้านหลัง
ชายผู้นั้นไม่มองเยว่หลันเป็อันดับแรก
เขามองหีบหลักฐาน ตรวจเชือกแดง ตรวจตราขี้ผึ้ง แล้วจึงมองมือของทหารผู้เพิ่งห่อถ้วยกลับ
“ผู้ใดเปิดหีบก่อนข้ามาถึง”
หัวหน้าทหารตอบด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เป็คำสั่งเพื่อให้ผู้ต้องหายืนยันของกลาง”
“ของกลางมิใช่ของให้ผู้ต้องหาชมเล่น” ชายชุดเขียวกล่าว “หากปนเปื้อน ท่านจะเป็ผู้ลงชื่อรับรองหรือไม่”
น้ำเสียงเรียบ ไม่มีคำใดดัง แต่ทำให้ทหารผู้ถือหีบรีบวางมันลงบนโต๊ะ
เหอชิง
ชื่อผุดขึ้นในหัวเยว่หลัน หมอหลวงผู้รับหน้าที่ตรวจคดี เขาเป็ตัวละครฝ่ายใด นางจำไม่ได้แน่ชัด เพียงจำได้ว่าเขาไม่เชื่อคำพูดของผู้มีอำนาจง่าย ๆ และนั่นอาจช่วยนาง หรือทำให้นางถูกฝังด้วยหลักฐานอย่างเป็ระเบียบยิ่งกว่าเดิม
เหอชิงหันมามองนาง ดวงตาคมสงบนิ่งเหมือนกำลังประเมินอาการคนไข้ ไม่ใช่คำนับพระสนม
“พระสนมทรงทักว่าคราบยาในถ้วยผิดสีหรือ”
ข่าวเดินเร็วเสียยิ่งกว่าคนในวัง
“ใช่”
“ทรงเห็นถ้วยจากระยะใด”
“ตรงนี้”
“ได้ััหรือไม่”
“ไม่”
“ได้กลิ่นหรือไม่”
“ขมหวานจาง ๆ แต่ข้าไม่แน่ใจว่ามาจากถ้วยหรือผ้าที่ใช้ห่อ”
เหอชิงมองนางนานขึ้นเล็กน้อย “อย่างน้อยก็ทรงรู้จักตอบว่าไม่แน่ใจ”
ฟังไม่ออกว่าเป็คำชม
เขาไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้ โต๊ะกับหีบของกลางยังคั่นอยู่ระหว่างพวกเขา
เขารับกระดาษแผ่นหนึ่งจากผู้ช่วย คลี่ออกโดยไม่รีบร้อน “ผลตรวจเบื้องต้นพบสารตกค้างสามชนิด หนึ่งในนั้นตรงกับยาที่เบิกจากตำหนักจันทร์ดับ ส่วนสีคราบผิดจากพิษตามข้อกล่าวหาจริง”
ซูเม่ยเงยหน้าขึ้นทันที
หัวหน้าทหารขมวดคิ้ว “เช่นนั้นก็หมายความว่าของกลางมีปัญหา”
“หมายความว่าเรายังสรุปไม่ได้ว่าพิษถูกใส่ในขั้นตอนใด” เหอชิงตอบ “และหมายความว่าต้องตรวจลำดับการเตรียมยาใหม่ทั้งหมด”
ชัยชนะเล็ก ๆ คลายปมแน่นในอกเยว่หลัน นางยังไม่พ้นข้อหา แต่ถ้วยใบเดียวไม่อาจส่งนางไปตายได้ในเช้าวันนี้
นางมีเวลา
สามสิบวันอาจยังเหลือครบ
ความคิดนั้นอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ
เหอชิงพลิกกระดาษอีกหน้า “อย่างไรก็ตาม ก่อนมาที่นี่ ข้าได้รับคำให้การจากขันทีห้องเครื่องยา เขายืนยันว่าถ้วยใบนี้ถูกเตรียมที่ตำหนักจันทร์ดับก่อนส่งไปยังห้องบรรทมั”
เยว่หลันรู้สึกว่าพื้นหินใต้ฝ่าเท้าเย็นขึ้นอีกครั้ง
“เขาเห็นผู้ใดเตรียม”
เหอชิงสบตานางตรง ๆ
“พยานกล่าวว่าเห็นพระสนมด้วยตนเอง”
ด้านนอก แสงแรกของเช้าวันใหม่สาดผ่านประตูเข้ามา ตกลงบนหีบหลักฐานราวกับเส้นคมของมีด
เหอชิงพับคำให้การกลับเข้าที่
“และเขากำลังรอชี้ตัวพระองค์อยู่หน้าตำหนัก”