ตอนที่ 53 ความประหลาดใจของผู้นำชุมชน
ทว่าตอนนี้มีคนอื่นอยู่ในบ้านด้วยทำให้ลุงหานไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเรื่องนี้ต่อเพราะที่จริงแล้วนั้นเรื่องบางเรื่องก็ควรจะปรึกษาพูดคุยกันเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้นพูดต่อหน้าคนนอกนั้นไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก
หลังจากเสียเวลาไปเล็กน้อยทุกคนในครอบครัวก็รีบรับลงมือกินข้าวต่อ
หลังมื้ออาหาร ใครต้องไปเรียนก็ไปเรียนใครต้องไปทำงานที่แปลงผักส่วนตัวก็ไปทำงาน ชีวิตของครอบครัวหานเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน
วันนี้มีเรื่องเดียวที่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคนคือลุงหานถูกหานชีเยวี่ยเรียกตัวเอาไว้ ทำให้ไม่ได้ไปทำงานที่แปลงผักกับพ่อหานพ่อหานผู้เป็นพ่อแท้ๆ กลับถูกลูกสาวมองข้ามไป ทำให้รู้สึกน้อยใจเล็กน้อยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเสียลูกสาวไป
“ชีเยวี่ย มีอะไรเหรอ? เรียกหาลุงแบบนี้มีธุระอะไรหรือ?” ลุงหานมองหลานสาวด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
เขาไม่มีลูกสาว แต่มีหลานสาวก็ไม่เลวนัก
“ลุงคะ หนูมีเรื่องจะปรึกษากับผู้นำชุมชนอยากให้ลุงไปเป็นเพื่อนหน่อย”
หากเทียบกับเรื่องงานของพี่สามแล้วเรื่องที่ทำให้ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้ก็สำคัญไม่แพ้กันหานชีเยวี่ยเป็นคนที่ได้กลับมาเกิดใหม่ทว่าตอนนี้ครอบครัวของเธอแทบไม่มีตัวตนเลยในชุมชนนี้
เธอไม่อยากให้ชาตินี้เหมือนกับชาติที่แล้วที่ครอบครัวของเธอต้องใช้ชีวิตอย่างไม่มีใครรู้จัก ดังนั้นการทำอะไรบางอย่างเพื่อชุมชน พาชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้นจะช่วยเพิ่มอิทธิพลของครอบครัวหานในชุมชนได้มากที่สุด
“ชีเยวี่ย หลานไปเองไม่ได้เหรอ? ที่บ้านยังมีงานต้องทำอีกเยอะนะ”
แม้ลุงหานอยากไปเป็นเพื่อนหลานสาวแต่ตอนนี้ช่วงเย็นหลานชายคนอื่นๆ ต่างก็ต้องไปเรียนหนังสือคนที่ไปทำงานที่แปลงผักส่วนตัวได้ก็น้อยลงทุกที
ในฐานะพี่ใหญ่ เขาจะมาอู้งานไม่ได้
“ลุงคะเรื่องสำคัญแบบนี้หนูเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไปไม่ได้หรอก! ” หานชีเยวี่ยยิ้มร่าสดใส“ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ คนในชุมชนของเราก็จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
แม้หานชีเยวี่ยจะพูดแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วเธอตั้งใจจะยกความดีความชอบเรื่องนี้ให้กับลุงหาน เพื่อให้คนในชุมชนจดจำเขาถึงแม้ในใจจะไม่อยากยอมรับ แต่เธอเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงเท่านั้นคนในชุมชนอาจจะดูถูกเธอได้บ้าง และถึงเธอจะทำเรื่องนี้สำเร็จ พวกเขาก็คงไม่ยกย่องเธอมากนัก
แต่ถ้าเป็นลุงหานก็จะต่างออกไป
เมื่อได้ยินหานชีเยวี่ยพูดเช่นนั้นลุงหานก็ถามว่า“เรื่องที่คุยกับผู้นำชุมชนไว้ก่อนหน้านี้ มีความคืบหน้าแล้วเหรอ?งั้นก็ต้องไปหน่อยแล้ว”
ตอนที่เขาถามคำถามนี้ออกมาเขาก็มองหานชีเยวี่ยด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ เจ้าชีเยวี่ยตัวน้อยเพิ่งไปอำเภอมาแค่เที่ยวเดียวเอง หลานจัดการเรื่องใหญ่ขนาดนี้เรียบร้อยแล้วจริงๆเหรอ?เก่งเกินไปแล้วไหมนะ?
“ลุงคะ ยังไม่เสร็จหรอกค่ะแต่หนูได้ติดต่อกับโรงงานทอฝ้ายในอำเภอไว้มีเรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องปรึกษาผู้นำชุมชนก่อนถึงจะตัดสินใจได้”
ลุงหานกับหานชีเยวี่ยออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังบ้านของผู้นำชุมชน ระหว่างทางลุงหานถามหานชีเยวี่ยว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง หานชีเยวี่ยก็เลือกเล่าบางเรื่องส่วนเรื่องที่ไม่ควรเล่าก็ไม่ได้เล่าออกไปเมื่อรู้ว่าหานชีเยวี่ยได้ติดต่อกับโรงงานทอฝ้าย ลุงหานก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
โรงงานทอฝ้ายเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐานการได้ติดต่อกับโรงงานใหญ่ แม้จะเป็นแค่การติดต่อเล็กๆ น้อยๆก็ถือเป็นบุญของคนในชุมชนแล้ว
ทั้งสองคนรีบเดินอย่างรวดเร็วบ้านของพวกเขาอยู่ไม่ไกลกันมากใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็พวกเขาก็มาถึงหน้าบ้านของผู้นำชุมชนเดิมทีลุงหานอยากถามหานชีเยวี่ยเรื่องงาน แต่ก็ไม่ได้ถาม
ประตูบ้านของผู้นำชุมชนเปิดอยู่ลุงหานร้องเรียกแล้วจึงเดินเข้าไปข้างใน ผู้นำชุมชนเพิ่งทานอาหารเสร็จและกำลังนั่งเช็ดจักรยานอยู่ใต้ต้นสาลี่ใหญ่ เมื่อได้ยินเสียงของลุงหานเขาก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้น ยังคงเช็ดคราบโคลนบนจักรยานอย่างตั้งใจ
จักรยานในยุคนี้เป็นของมีค่าใครมีจักรยานก็ต้องดูแลอย่างดีราวกับสมบัติล้ำค่าน่าเสียดายที่ในชุมชนถวนเจี๋ยที่มีนับร้อยหลังคาเรือนแห่งนี้มีบ้านที่มีจักรยานอยู่แค่สองหลังเท่านั้น
ตอนนี้ผู้นำชุมชนกำลังเช็ดจักรยานอย่างพิถีพิถัน จนแทบจะเช็ดซี่ลวดทุกซี่ให้สะท้อนเงาได้เมื่อเห็นลุงหานกับหานชีเยวี่ยผู้นำชุมชนก็นึกถึงเรื่องที่เคยคุยกับหานชีเยวี่ยไว้เขาจึงหยุดเช็ดจักรยานแล้วลุกรีบขึ้นยืน
“ชีเยวี่ย มีข่าวดีอะไรบ้างรึเปล่า?”
จริงๆแล้วในใจของผู้นำชุมชนก็ยังคงรู้สึกสงสัยอยู่เด็กคนนี้เพิ่งเข้าเมืองไปเมื่อตอนเช้า ตอนเย็นก็มาหาเขาที่บ้านแล้วหรือว่าเธอจัดการทุกอย่างเสร็จอย่างรวดเร็วขนาดนี้เลยหรือ?
หานชีเยวี่ยส่ายหน้า “ผู้นำชุมชนยังไม่เร็วขนาดนั้นหรอกค่ะ ทว่า หนูจะปรึกษาอีกเรื่องหนึ่ง”
เมื่อผู้นำหมู่บ้านได้ยินคำว่ายังไม่เร็วขนาดนั้นเขาก็เหี่ยวเฉาลงในทันที สีหน้าเศร้าสร้อย จนเห็นได้ชัดช่วงนี้ผู้นำชุมชนค่อนข้างหมกหมุ่นกับเรื่องนี้มากเขาคิดแต่เรื่องการทำโรงงานอย่างเดียวกับเรื่องอื่นเขาแทบไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
เขาฝันถึงช่วงเวลาที่ได้คิดบัญชีถ้าหากในชุมชนสร้างโรงงานขึ้นได้แห่งหนึ่งจะสามารถสร้างกำไรและชื่อเสียงได้มากแค่ไหน
เมื่อหานชีเยวี่ยเห็นท่าทางของผู้นำชุมชนเธอก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วซ้ำยังเป็นผู้นำอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะยินดีหรือโกรธากลับแสดงออกทางสีหน้าชัดขนาดนี้ทั้งยังไร้ซึ่งท่าทีสุขุมอีก
“ผู้นำชุมชนคะ เรื่องสร้างโรงงานย่อยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้นแต่ว่าการไปของหนูวันนี้ก็ไม่เสียเที่ยว”
ไม่ได้ไปเสียเที่ยว?
ผู้นำชุมชนมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งเขามองหานชีเยวี่ยด้วยแววตาเป็นประกาย รอฟังหานชีเยวี่ยพูดต่ออย่างใจจดใจจ่อ
“วันนี้หนูได้ติดต่อกับหัวหน้าฝ่ายธุรการของโรงงานของโรงงานทอฝ้ายเขาให้หนูช่วยซื้อผลไม้กับไข่ไก่ หนูคิดว่าเป็นเรื่องดีสำหรับชุมชนเราเลยรับปากเขาไป”
ผู้นำชุมชนไม่ค่อยสนใจนักสีหน้าหม่นหมองลงอีกครั้ง ในชุมชนนี้ มีหลายบ้านปลูกต้นไม้ผลแม้แต่ชุมชนเองก็มีต้นไม้ผลอยู่บ้าง แต่ผลไม้ก็ไม่ได้ขายยากส่วนไข่ไก่ไม่ต้องพูดถึง มีเท่าไหร่ก็ส่งขายที่สหกรณ์ได้หมดเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก
“ชีเยวี่ย ผลไม้ของชุมชนเราดีไม่ต้องกลัวขายไม่ออกหรอก”
“ผู้นำชุมชนแต่ราคาที่เขาให้สูงกว่าราคาที่เราขายเองค่ะ”
หานชีเยวี่ยไม่อยากจะเชื่อว่าเมื่อเผชิญกับผลประโยชน์ที่แท้จริงผู้นำชุมชนจะไม่สนใจ เมื่อได้ยินว่าราคาสูงขึ้น ผู้นำชุมชนก็เริ่มสนใจบ้าง ถามว่า“ผลไม้กิโลกรัมละเท่าไหร่?”
“จินละสี่เหมาห้าเฟิน”
อะไรนะ?
ผู้นำชุมชนตกใจจนผ้าขี้ริ้วในมือหล่นลงพื้น
“จริงเหรอ?” ผู้นำชุมชนถามอย่างตื่นเต้น
ชุมชนเขาขายผลไม้ทุกปีแต่ราคาอยู่ที่ประมาณสามเหมาต่อหนึ่งจิน ช่วงที่ขายดีที่สุดก็ได้แค่ประมาณสามเหมาสามสี่เฟิน
ชีเยวี่ยบอกว่าโรงงานทอฝ้ายให้ราคาจินละสี่เหมาห้าเฟิน แบบนี้ก็ได้กำไรเพิ่มขึ้นเยอะเลย!
ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผลไม้มีราคาสูงขนาดนี้?หรือเขาไม่ได้ไปเมืองนานเกินไปจนไม่รู้ราคาตลาดแล้ว?
“ผู้นำชุมชน เขาต้องการแค่ผลไม้ที่ดีดังนั้นราคาจึงสูงขึ้นหน่อย แล้วก็มีเงื่อนไขอื่นๆ ด้วยค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้นำชุมชนก็รู้สึกถึงความเป็นไปได้จริง แบบนี้นี่เองก็ว่าอยู่ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ
“เงื่อนไขอะไร? ยากไหม?”