“หญิงชราอย่างข้าต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดเข้าไปอยู่ในถ้ำอันอับชื้น แย่งที่อยู่ค้างคาวจนถูกพวกมันบินชนจนล้ม ตอนนี้ขาของข้าหัก บ้านก็ถูกไฟไหม้ แถมของมีค่าก็ถูกพวกมือปราบปล้นชิงไปจนหมด ตอนนี้ข้ามีชีวิตอยู่มิสู้ตาย”
หญิงชราปากคอเราะรายอย่างซุ่ยซื่อ นั่งร้องห่มร้องไห้อยู่หน้าศาลาว่าการ นางเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงผสมกับแต่งแต้มเรื่องราวให้ดูน่าสงสาร
“ท่านป้า ท่านหยุดร้องได้หรือไม่ ข้าต้องการฟังเรื่องน่าตื่นเต้นกว่านี้ เรื่องชีวิตอันรัดทนของท่าน พวกเราทราบแล้ว ท่านหยุดเล่าเถิด”
ซุ่ยซื่อกำลังจะตวาดผู้ที่มาขัดการเล่าเรื่อง จำต้องหุบปากอย่างกะทันหันเพราะก้อนเงินวิบวับสะท้อนแสงดวงอาทิตย์
“ถือว่าช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ช่วยเล่าเรื่องที่พวกท่านร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับพวกมือปราบให้ข้าฟังได้หรือไม่ หากเล่าสนุกข้าจะให้เงินพวกท่านอีก”
คุณชายผู้หนึ่งวางก้อนเงินลงบนตักของหญิงชรา หลายวันมานี้ ตนมานั่งฟังคนจากหมู่บ้านซานไห่เล่าเรื่องที่ประสบพบเจอ มันน่าระทึกเสียยิ่งกว่าฟังเรื่องเล่าการต่อสู้กับศัตรูอยู่บริเวณชายแดน
ผู้คนมักเห็นใจและเอาใจช่วยผู้ที่อ่อนแอกว่า ยิ่งชาวบ้านธรรมดาต่อกรกับขุนนางที่มีอำนาจอยู่ในกำมือยิ่งได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
“คุณชายไม่ต้องห่วง บุตรชายของข้าคือหนึ่งในผู้ที่ร่วมต่อสู้กับคนของนายอำเภอ เขาจะเล่าถึงเหตุการณ์คืนนั้นให้ท่านฟัง”
ก้อนเงินที่ได้รับทำให้ซุ่ยซื่อตาลุกวาว หันไปสะกิดบุตรชายคนโต
“ลูกแม่ เจ้ารีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้ทุกท่านฟังเร็วเข้า เล่าตอนที่เจ้าใช้มือเปล่าต่อสู้กับผู้ที่ถือดาบยาวห้าฉื่อให้ทุกคนฟังเสีย”
(1 ฉื่อ ยาวประมาณ 33.3 เซนติเมตร)
บุตรชายคนโตของซุ่ยซื่อ ตาแทบถลนกับสิ่งที่มารดาโอ้อวดให้ทุกคนฟัง ปากที่อ้าค้างต้องหุบลงแล้วเริ่มเล่าเรื่องแต่งให้ทุกคนฟัง ทั้งหมดทั้งมวลเพราะเจ้าก้อนสีเงินและเหรียญทองแดงที่ถูกโยนให้กับพวกตนตัวเดียว
เพียงได้ยินว่าบุตรชายของหญิงชรานางนี้ใช้มือเปล่าต่อสู้กับดาบที่ยาวห้าฉื่อ เสียงของผู้คนก็แตกฮือ
“นั่นมันดาบหรือไม้พลองด้ามยาว” คุณชายคนเดิมถามด้วยความสงสัย ดาบเล่มยาวขนาดนั้นเขาไม่เคยพบเห็นมันมาก่อน
“ดาบขอรับ หากข้าไม่เห็นกับตาก็คงไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดครอบครองดาบที่ยาวห้าฉื่อ ความคมของมันสามารถตัดต้นไม้ใหญ่ได้เพียงฟันลงไปครั้งเดียวเท่านั้น”
เสียงสูดลมหายใจของกลุ่มคนดังขึ้น ดาบที่สามารถใช้ฟันต้นไม้ใหญ่ให้ขาดภายในครั้งเดียวมันต้องคมขนาดไหน แล้วผู้ใดสามารถผลิตดาบที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงปานนี้ได้
บุตรชายคนโตของซุ่ยซื่อเล่าเรื่องจริงเพียงเสี้ยวเดียว นอกจากนั้นคือเรื่องแต่งให้คนของทางการดูเลวร้ายจนไม่มีชิ้นดีในสายตาของราษฎร ทุกสิ่งที่พวกตนทำล้วนมีคำสั่งมาจากหัวหน้าหมู่บ้าน ยิ่งสร้างให้นายอำเภอและมือปราบทั้งหลายเป็นตัวร้ายยิ่งเกิดผลดีต่อคนในหมู่บ้านซานไห่
ราษฎรทั้งหลายฟังเรื่องเล่าอันน่าระทึกพลางก่นด่าสาปแช่งนายอำเภอและลูกสมุนทั้งหลายที่ร่วมกันกระทำผิด
ภายใต้ความวุ่นวาย มีสายตาเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารหลายคู่คอยจับจ้องชาวบ้านที่กำลังเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้านซานไห่ ฟังเสียงคร่ำครวญจนหนวกหูได้เพียงครึ่งเดียว พวกเขาเหล่านั้นก็เดินหายออกไปจากการปะปนของฝูงชน
นายอำเภอหลี่ถูกกักขังอยู่ในจวนพร้อมกับครอบครัว ส่วนมือปราบและคนที่ร่วมลงมือกวาดล้างหมู่บ้านซานไห่ ต่างถูกยัดเข้าไปนอนในห้องขัง
รอบจวนและภายในจวนของนายอำเภอ เต็มไปด้วยทหารม้าเกราะแดงคอยรักษาความปลอดภัยไม่ให้ผู้ใดเข้าออกจวน จนกว่าจะมีคำสั่งจากเบื้องบนลงมา
“พวกเจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!”
เสียงร่ำไห้ของสตรีและเด็กในจวนดังจนหนวกหู นายอำเภอหลี่ที่กำลังกระวนกระวายตวาดจนทุกคนสะดุ้งตกใจ เสียงร้องไห้กลับกลายเป็นเสียงสะอื้นแทน
“ท่านพี่ ท่านก่อปัญหาหนักปานนี้ พวกเรามิอาจหนีโทษทัณฑ์พ้น”
เพียะ!
นายอำเภอหลี่ตบหน้าอนุภรรยาที่รักใคร่มากกว่าภรรยาหลวงจนเลือดกบปาก
“เพราะน้องชายสารเลวของเจ้าที่ก่อเรื่อง จบเรื่องนี้คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการกับเจ้าทั้งครอบครัวด้วยวิธีใด”
นายอำเภอหลี่ยังคงมีความหวัง ตนเป็นถึงพระญาติกับไทเฮาและฮองเฮา ต่อให้เป็นญาติห่างๆ พวกตนก็มีสายเลือดสกุลหลี่ไหลเวียน
มิหนำซ้ำเขายังทำงานรับใช้สกุลหลี่อย่างถวายหัว คนพวกนี้มีหรือจะกล้าทำสิ่งใดโดยไม่ไตร่ตรองถึงผลเสีย
“ท่านพี่ พวกเรายังมีทางรอดใช่หรือไม่” หลี่ฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอกสงบสติอารมณ์จนสามารถนิ่งสงบได้ดังเดิม สามีของนางกล่าวออกมาเหมือนว่ามีหนทางรอด
“แน่นอน ขอเพียงพวกเราส่งข่าวออกไปด้านนอกได้”
ทหารม้าเกราะแดงเพียงสองร้อยนาย จะสู้กับคนที่มีจำนวนมากกว่าเกือบสิบเท่าได้อย่างไร
“เช่นนั้นพวกเรามาวางแผนกันเถิดว่าจะส่งข่าวออกไปได้อย่างไร”
หลี่ฮูหยินพร้อมทำทุกหนทางเพื่อให้ตนและบุตรมีชีวิตรอด สามีจะตายนางก็หาได้ใส่ใจ เพราะความรักระหว่างพวกตนมันเหือดหายไปนานหลายปีแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ต้องอาศัยเขาให้มีชีวิตรอดไปก่อน
นายอำเภอหลี่และหลี่ฮูหยิน ร่วมกันวางแผนที่จะส่งจดหมายและตราหยกออกไปนอกจวน เพื่อขอความช่วยเหลือจากคนกลุ่มหนึ่ง แผนการที่หลี่ฮูหยินเสนอแนะ นับว่าชาญฉลาดทีเดียว
นายอำเภอหลี่เรียกพ่อบ้านที่อยู่รับใช้ตนมานานหลายปีเข้ามาหา พอพ่อบ้านเข้ามาก็ยื่นจดหมายและตราหยกอันสำคัญออกไปตรงหน้า
“เจ้าจงนำจดหมายและตราหยกอันนี้เดินทางไปยังศาลาพักม้าที่อยู่ห่างจากเมืองไปประมาณสิบห้าลี้” นายอำเภอหลี่ยัดสิ่งของสำคัญใส่มือของพ่อบ้าน
“ทหารล้อมจวนเอาไว้ทุกด้าน ข้าน้อยจะออกจากจวนได้ทางใดขอรับ” พ่อบ้านเต็มไปด้วยความกังวล
“เจ้าจำทางลับในจวนที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่”
นายอำเภอหลี่ให้พ่อบ้านทบทวนความทรงจำ เกี่ยวกับทางลับที่มีใช้ในยามฉุกเฉิน หากพ่อบ้านสามารถออกจากห้องนี้ไปได้ การออกไปขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
“บริเวณโรงซักล้าง” พ่อบ้านทบทวนความทรงจำที่ถูกบอกผ่านๆ
“ใช่ บุตรสาวและบุตรชายของข้าจะแสร้งป่วย เจ้าจงใช้โอกาสในครั้งนี้หนีไปยังทางลับบริเวณนั้นให้ได้ แล้วรีบออกจากเมืองไปยังศาลาพักม้า เพื่อขอความช่วยเหลือ”
นายอำเภอจับมือเหี่ยวย่นของพ่อบ้าน “เจ้าต้องทำมันให้สำเร็จ พวกเราทุกคนถึงจะมีหนทางรอด”
“ต่อให้ข้าทำสำเร็จ พวกเราก็ไม่มีหนทางรอดขอรับ”
“เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนี้ออกมา ไม่เป็นสิริมงคลเอาเสียเลย”
นายอำเภอหลี่ตำหนิพ่อบ้านที่กล่าววาจาไม่เป็นสิริมงคล ถ้าไม่ถูกทหารเกราะแดงเล่นงาน มีหรือที่เขาจะให้พ่อบ้านมากล่าววาจาเหลวไหลต่อหน้า
“พวกเรากำลังจะตายกันในอีกไม่เกิน ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง”
เพียงพ่อบ้านกล่าวจบ เลือดสีแดงฉานกระอักออกมาจากปากของนายอำเภอหลี่ และคนในครอบครัวทุกคน รวมไปถึงบรรดาบ่าวรับใช้ที่นั่งกองอยู่ในห้องเดียวกัน
“นี่เจ้า!”
นายอำเภอหลี่กุมหน้าอกของตนเอง ปากมีเลือดไหลออกมาเป็นสาย ดวงตาเบิกโพลง ในที่สุดเขาก็รู้เสียทีว่าผู้ใดคอยเป็นหูเป็นตาให้กับพวกที่อยู่เบื้องบน