ตอนที่ 174
สัญญาณเริ่มการแข่งขันรอบที่สองดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วลานประลอง เปลวเพลิงสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ก็พลันลุกโชนขึ้นจากฝ่ามือของชิงเทียนอีกครั้ง ราวกับดอกไม้เพลิงที่เบ่งบานในอากาศ ชายหนุ่มยังคงยืนกรานที่จะใช้วิธีการหลอมโลหะด้วยพลังเพลิงของตนเอง โดยไม่พึ่งพาเตาหลอมใดๆ
ในขณะเดียวกัน หลินเยว์ที่อยู่ไม่ไกลนัก อดที่จะเหลือบมองไปยังชิงเทียนเป็นระยะไม่ได้ ภาพของเปลวเพลิงสีครามบนฝ่ามือของชายหนุ่มนั้นยังประทับอยู่ในความทรงจำ นางเคยเห็นชิงเทียนแสดงการหลอมโลหะด้วยมือเปล่ามาด้วยตาตนเอง ทว่าสิ่งที่ชิงเทียนทำในตอนนี้กลับเป็นแค่การใช้เปลิวไฟหลอมโลหะเหมือนในการแข่งครั้งแรก นางไม่เข้าใจจริงๆว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้นี้ถึงยังคงปกปิดความสามารถที่แท้จริงของตนเอง
ทางด้านซูจินเฉิน ศิษย์เอกผู้มากฝีมือของตู่กู่หลิน เริ่มลงมือสร้างเกราะด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เขาคีบโลหะที่ถูกเผาจนแดงก่ำออกมาจากเตาหลอมขนาดใหญ่ ไอความร้อนแผ่ซ่านออกมาเป็นระลอก ชายหนุ่มยกค้อนเหล็กขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะทุบลงบนโลหะด้วยจังหวะที่แม่นยำและทรงพลัง เสียงค้อนกระทบโลหะดังก้องกังวานไปทั่วลานประลอง
"ศิษย์ของท่านช่างมีทักษะการใช้ค้อนที่น่าทึ่งจริงๆ ท่านผู้อาวุโสตู่กู่" ผู้อาวุโสจางจากสำนักเพลิงสุริยันเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงชื่นชม ขณะที่มองดูซูจินเฉินสร้างรูปร่างของเกราะอย่างใจจดใจจ่อ
ตู่กู่หลินหัวเราะออกมาด้วยความภาคภูมิใจ "ฮ่าฮ่า ซูจินเฉินเป็นศิษย์ที่ข้าภาคภูมิใจมาก ทักษะและความรู้ทั้งหมดของเขาถูกถ่ายทอดจากข้าโดยตรง เขาเป็นดั่งมือขวาของข้าในนิกาย และข้าก็ตั้งใจจะให้เขาเป็นเสาหลักของนิกายในภายภาคหน้า"
"หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็มั่นใจว่าในอนาคตเขาจะต้องเป็นช่างตีเหล็กอันดับต้นๆ ของทวีปเทียนฉินอย่างแน่นอน" ผู้อาวุโสจางกล่าวพลางลูบเคราสีขาวยาวของตนเอง แต่แล้วสายตาของเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย หลังจากที่สังเกตเห็นกรรมวิธีถัดไปของซูจินเฉิน
"นั้นมันคือเกล็ดมังกรอย่างนั้นรึ?" ผู้อาวุโสจางจ้องมองไปยังมือของซูจินเฉินอย่างไม่ละสายตา ชายหนุ่มกำลังสร้างโลหะชิ้นเล็กๆ นับพันชิ้น แต่ละชิ้นมีลักษณะคล้ายกับเกล็ดของสัตว์ร้ายในตำนาน เกล็ดเหล่านั้นเปล่งประกายสีทองอร่าม ราวกับถูกสร้างขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์
"น่าทึ่งไปเลยใช่ไหมท่านผู้อาวุโส เกราะนั่นคือเกราะเกล็ดมังกร มันมีคุณสมบัติในการกระจายแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งช่องว่างเล็กๆ ระหว่างเกล็ดแต่ละชิ้น ยังสามารถสร้างความเสียหายให้กับคมอาวุธของศัตรูได้อีกด้วย" ตู่กู่หลินอธิบาย
สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอ้างอิงจากเกราะโบราณที่พวกเขาค้นพบได้จากซากโบราณสถานกู่เหยียน รูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์นี้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยทักษะระดับสูง เป็นไปได้ว่ามันอาจเป็นของล้ำค่าที่ตกทอดมาจากยุคสมัยอันรุ่งเรืองในอดีต
ซูจินเฉินบรรจงสร้างเกล็ดแต่ละชิ้นอย่างพิถีพิถัน เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเดือยเล็กๆ ที่ยื่นออกมา หรือสลักขนาดจิ๋วที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการประกอบเข้าด้วยกัน เทคนิคนี้จำเป็นต้องใช้ความละเอียดและมีสมาธิอย่างสูง หากพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลต่อความแข็งแรงโดยรวม
ในขณะเดียวกัน ชิงเทียนกลับสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชมอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันไม่ใช่ความประทับใจเหมือนกับการแข่งรอบแรก แต่กลับเต็มไปด้วยความผิดหวังและงุนงง เพราะเกราะที่ชิงเทียนกำลังสร้างขึ้น กลับเป็นเพียงเสื้อกั๊กสีดำสนิท ที่ไม่มีลวดลายหรือการตกแต่งใดๆ ทั้งสิ้น มันดูเรียบง่ายจนน่าตกใจ
"นั่นมันใช่เกราะจริงหรือ? เหตุใดถึงได้บางขนาดนั้น?" เสียงอุทานด้วยความเคลือบแคลงดังขึ้นจากฝูงชนที่กำลังจับจ้องมองมา
"นี่มันไม่ต่างอะไรจากการเปลือยกายเข้าต่อสู้กับศัตรูเลย เขาคิดอะไรอยู่ถึงได้สร้างของแบบนั้นขึ้นมา" เสียงเยาะเย้ยอีกเสียงดังตามมาติดๆ ผู้คนต่างพากันส่ายหน้าด้วยความสมเพชให้กับความพยายามที่ดูเหมือนจะไร้ความหมายของชิงเทียน บางคนถึงกับหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
ตู่กู่หลินที่สังเกตุการณอยู่บนที่นั่งพิเศษ ขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาไม่เข้าใจว่าศิษย์จากสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้จงใจสร้างเกราะที่ดูอ่อนแอและไร้การป้องกันเช่นนี้
หลังผ่านไปสองชั่วยามตามที่กำหนดไว้ ระยะเวลาการแข่งขันก็หมดลง เสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณสิ้นสุดการสร้างสรรค์ ทุกสายตาในสนามประลองต่างจับจ้องไปยังผลงานของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนอย่างใจจดใจจ่อ
ซูจินเฉิน ศิษย์เอกแห่งนิกายค้อนทองคำ ยืนยืดอกอยู่ข้างเกราะทองที่เขาสร้างขึ้นมา มันคือผลงานอันประณีตบรรจงของเกล็ดโลหะสีทองอร่ามนับพันชิ้น ที่ถูกเชื่อมต่อกันอย่างละเอียดราวกับเป็นผิวหนังของมังกร ร่องและเดือยที่อยู่บนเกล็ดแต่ละชิ้นประสานกันอย่างลงตัว สะท้อนถึงทักษะและความชำนาญอันเป็นเลิศของนิกายค้อนทองคำ เกราะสีทองเปล่งประกายเจิดจ้า มันดูแข็งแกร่งและมีลวดลายที่ซับซ้อนน่าเกรงขาม
ในทางตรงกันข้าม เกราะของชิงเทียนกลับดูบอบบางจนแทบไร้น้ำหนัก มันเป็นเพียงเสื้อกั๊กสีดำเรียบๆ ที่ไม่มีรายละเอียดใดๆ สร้างความสงสัยในพลังป้องกันให้กับผู้ที่พบเห็น
แววตาของจ้าวเฟิงที่ยืนมองอยู่บนอัฒจันทร์เผยให้เห็นถึงความกังวล แม้เขาจะมั่นใจในฝีมือของชิงเทียน แต่รูปลักษณ์ของเกราะที่ศิษย์ผู้นี้สร้างขึ้นมา กลับทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
หลินเย่ว์จากสำนักเพลิงสุริยันต์นำเสนอเกราะสีแดงเข้มที่ดูพลิ้วไหวแต่ก็มีกลิ่นอายของความแข็งแกร่ง นางถักทอเส้นใยโลหะที่หลอมรวมกับธาตุอัคคี เชื่อมต่อแผ่นเกราะแต่ละส่วนด้วยข้อต่อที่ยืดหยุ่น ดูเหมือนเกราะที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วแต่ก็มีพลังป้องกันที่ไม่ธรรมดา
ทางด้านผลงานของเมิ่งเทียนเป็นเกราะเหล็กหนาทึบ คล้ายกับเกราะหนักที่ใช้รบในสงคราม แม้จะดูไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ก็แฝงไว้ซึ่งความใส่ใจของผู้สร้าง
เหล่าผู้อาวุโสที่จับจ้องผลงานของซูจินเฉินและชิงเทียน ต่างซุบซิบนินทาถึงความแตกต่างของเกราะทั้งสองอย่างออกรส บางคนถึงกับคิดว่าชัยชนะของชิงเทียนในรอบแรกอาจเป็นเพียงเพราะโชคช่วย
"ดูเกราะของศิษย์นิกายมังกรศักดิ์สิทธิ์สิ นั่นมันเรียกว่าเกราะได้ด้วยหรือ?" ศิษย์จากสำนักเล็กๆแห่งหนึ่ง หันไปกระซิบกระซาบกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ
"ข้าว่าเขากำลังยอมแพ้ทางอ้อมเสียมากกว่า คงรู้ตัวว่าไม่อาจเทียบกับศิษย์เอกของนิกายค้อนทองคำได้" ชายอีกคนเสริม
เมื่อสิ้นเสียงประกาศหมดเวลา เกราะทั้งหมดถูกนำเสนอต่อหน้าเหล่าผู้ชมและผู้ตัดสิน ความสนใจทั้งหมดในสนามประลองมุ่งตรงไปที่เกราะเกล็ดมังกรทองอร่ามของซูจินเฉิน และเกราะสีแดงเพลิงอันเป็นเอกลักษณ์ของหลินเย่ว์ ไม่มีใครให้ความสนใจกับเกราะสีดำสนิทของชิงเทียนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเกราะทั้งหมดถูกสวมให้กับหุ่นซ้อม ผู้เชี่ยวชาญขอบเขตเซียนขั้นสูงระดับหนึ่งก็ก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าหุ่นเหล่านั้น กติกาที่กำหนดไว้คือผู้ทดสอบจะใช้พลังเพียงแค่หนึ่งส่วนของพลังทั้งหมด แต่พลังเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะบดขยี้เกราะของผู้เข้าแข่งขันหลายคนให้แตกสลายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
การทดสอบดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เกราะจากสำนักเล็กๆ หลายแห่งถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย จนกระทั่งมาถึงเกราะหนักของเมิ่งเทียน ผู้อาวุโสคนนั้นชักกระบี่ฟาดฟันลงบนเกราะ เกิดเสียงปะทะดังกึกก้อง แม้จะมีรอยฟันลึกจนถึงชั้นใน แต่เกราะของเขาก็ยังคงรูปทรงไว้ได้ ดีกว่าเกราะจากสำนักอื่นๆ ที่ถูกทำลายไปก่อนหน้านี้
ลำดับต่อไปคือเกราะไหมเพลิงของหลินเยว์ เมื่อกระบี่ของผู้ทดสอบฟาดฟันลงมา เกราะเกิดการกระเพื่อมและดูดซับแรงโจมตีได้อย่างน่าประหลาด ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีเพียงรอยฟันบางๆ สร้างความตะลึงงันไปทั่วทั้งสนามประลอง
ผู้อาวุโสจางแห่งสำนักเพลิงสุริยันเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ เมื่อหลานสาวคนเก่งไม่ทำให้เขาผิดหวัง
เมื่อถึงคราวเกราะของซูจินเฉิน สายตาของทุกคนในสนามประลองล้วนเปล่งประกายความสนใจอย่างพร้อมเพรียง เกราะเกล็ดมังกรทองอร่ามของซูจินเฉินโดดเด่นเหนือเกราะตัวอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ความประณีตและความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมานั้น ถึงกับทำให้เหล่าผู้อาวุโสทั้งในและนอกสำนักต่างปรารถนาที่จะครอบครอง
ชิงเทียนที่ยืนมองดูเกราะเกล็ดมังกรทองนั้น ความรู้สึกบางอย่างก็แล่นปราดเข้ามาในหัว ราวกับเขาเคยเห็นมันมาจากที่ไหนมาก่อน รูปร่างและลักษณะของเกล็ดแต่ละชิ้นนั้นช่างคุ้นตา ทันใดนั้น ความทรงจำหนึ่งก็แว๊บเข้ามาในห้วงความคิด ใช่แล้ว เกราะนั่นคือเกราะที่เขาเคยสร้างขึ้นเมื่อหลายหมื่นปีก่อน
“หรือว่ามันจะอยู่ในมือนิกายค้อนทองคำ?” ชิงเทียนเริ่มครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ สิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้ไม่ใช่ตัวเกราะ แต่เป็นสถานที่ที่นิกายทองคำค้นพบมันมากกว่า
ผู้อาวุโสที่ทำการทดสอบ เงื้อกระบี่ขึ้นสูงเหนือศีรษะ แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนคมกระบี่เป็นประกายวาววับ ก่อนจะฟาดฟันลงไปยังเกราะเกล็ดมังกรอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่คมกระบี่กระทบกับผิวเกล็ด สะเก็ดไฟก็ปะทุขึ้น พร้อมกับเสียงดังก้องกังวานไปทั่วทั้งสนามประลอง แรงปะทะมหาศาลทำให้กระบี่ที่อยู่ในมือของผู้อาวุโสสั่นเล็กน้อย เมื่อทุกคนจ้องมองไปยังเกราะเกล็ดมังกร ปรากฏว่ามันไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
"สุดยอด! เป็นเกราะที่แข็งแกร่งจริงๆ ขนาดผู้เชี่ยวชาญในขอบเขตเซียนขั้นสูง ยังไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับมันได้!" เสียงอุทานด้วยความทึ่งดังขึ้นจากศิษย์นิกายค้อนทองคำ
ซูจินเฉินแสดงรอบยิ้มอย่างไม่ปิดบัง เขามองเกราะเกล็ดมังกรที่ตนเป็นคนสร้างขึ้นมา ก่อนจะพยายามซึมซับความรู้สึกแห่งชัยชนะนี้ไว้ การใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกราะ ที่ได้มาจากซากโบราณสถานกู่เหยียนนั้น ไม่ได้สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุด เสื้อเกราะตัวสุดท้ายก็ถูกนำมาสู่สายตาทุกคน มันคือเสื้อเกราะสีดำด้านของชิงเทียน ที่มีความหนาเพียงสองเฟินเท่านั้น (ประมาณห้ามิลลิเมตร) ผู้อาวุโสที่เป็นผู้ทดสอบเหลือบมองไปยังตู่กู่หลิน ที่กำลังประทับอยู่ที่นั่งชั้นพิเศษ ตู่กู่หลินพยักหน้าอย่างช้าๆ จริงอยู่ว่าเกราะของชิงเทียนนั้นดูบอบบาง แต่เขาก็ไม่ต้องการให้มีความเสี่ยงใดๆ เกิดขึ้น เพื่อรับประกันว่าชัยชนะจะเป็นของนิกายค้อนทองคำ เขามีแต่ต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น
ผู้อาวุโสคนดังกล่าวชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว และโจมตีไปยังเกราะของชิงเทียน โดยเพิ่มพลังปราณขึ้นเป็นสองส่วน เต็มไปด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถพิสูจน์ความอ่อนแอของมันได้ ทว่าทันทีที่คมกระบี่สัมผัสกับเกราะ กระบี่ในมือของเขากลับสั่นสะท้านอย่างรุ่นแรง ราวกับปะทะเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น แรงสั่นสะเทือนแผ่ซ่าน จนกระทั่งกระบี่้เล่มนั้นแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ มือของผู้อาวุโสคนดังกล่าวด้านชาไปชั่วขณะ ดวงตาของผู้ชมและผู้ตัดสินต่างเบิกกว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าเสื้อกั๊กสีดำที่ดูเรียบง่ายเช่นนี้ จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ได้