ยอดยุทธชุดชมพู

    59.แสดงแสนยานุภาพ

    59.แสดงแสนยานุภาพ

                   เกิดข่าวลือขึ้นในเมืองหลวงว่าสตรีอัปลักษณ์คนรักของรัชทายาท ถูกกีดกันจนถึงขั้นลอบสังหารเพื่อกำจัดให้พ้นทาง หลายคนแอบซุบซิบนินทาว่าเป็นฝีมือของฮองเฮาที่ต้องการกำจัดว่าที่สะใภ้อัปลักษณ์ ข่าวลือนี้เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆแม้จะมีทหารออกปราบปราม คนกลับยิ่งนินทามากขึ้น

                   วันเวลาของไป๋หลงนับจากนั้นก็วนเวียนอยู่กับการเข้าสำนักแพทย์โอสถ ทดลองหลอมตัวยามารักษาแผลเป็น และช่วงบ่ายถูกอาจารย์ปีหนึ่งโจวเหวินเจี๋ย เคี่ยวกรำให้ฝึกยุทธอย่างหนักเพื่อให้ทันการประลองยุทธช่วงปลายปี (การประลองยุทธมีขึ้นสองครั้ง กลางปีและปลายปีทว่าไป๋หลงพลาดช่วงกลางปี เพราะเก็บตัวอยู่ในสวนร้อยพิษของย่าหลง)

                   โจวเหวินเจี๋ยเสียดายอย่างมากที่ไป๋หลงพลาดการประลองยุทธครั้งก่อนเพราะจากที่เห็นฝีมือของไป๋หลงแล้วนางสามารถอยู่ในสิบอันดับของสำนักได้อย่างสบายๆ... และเพื่อให้ปีหนึ่งสร้างเกียรติประวัติครั้งยิ่งใหญ่เขาจึงงัดความรู้ที่มีทั้งหมดมาสอนไป๋หลงโดยเฉพาะ!

                   เวลาผ่านไปหกเดือนการประลองก็มาถึงจนได้! ระหว่างนี้มีเรื่องเปลี่ยนแปลงอยู่สองเรื่อง

                   เรื่องแรกเสี่ยวไป๋จากไปพร้อมกับพี่ชายเพื่อกลับเผ่าจิ้งจอก... ต้องบอกว่าเสี่ยวไป๋หนีออกจากบ้านมาหลายร้อยปีจนถูกคนทั้งบ้านออกค้นหาตัว โดยพี่ชายรองของเสี่ยวไป๋เข้าหาฮ่องเต้เฟยเพื่อใช้อำนาจของฮ่องเต้ ค้นหาเจ้าเสี่ยวไป๋จนท้ายที่สุดก็มารู้ว่าเสี่ยวไป๋อยู่กับเธอดังนั้นพี่ชายของเสี่ยวไป๋จึงยุให้ฮ่องเต้เฟยเรียกเธอเข้าวังสักครั้งเพื่อเขาจะได้ดูว่ากระต่ายสัตว์อสูรของเธอใช่เสี่ยวไป๋หรือไม่...

                   เรื่องที่สองนับจากวันที่พบเฟยหานตงในตลาดคนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เธอเห็นอีกเลย ราวกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ทั้งๆที่ปกติเธอปรากฏตัวที่ไหนจะต้องมีเฟยหานตงคอยตามติดเสมอแม้กระทั่งคนในสำนักยังสังเกตเห็นเรื่องนี้

                   นานวันเข้า ก็มีข่าวลือว่าเป็นเพราะเฟยหานตงมีคู่หมั้นเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรเฉินจึงไม่สนใจหญิงอัปลักษณ์อีกต่อไปข่าวลือเหล่านี้ถูกปล่อยโดยลูกหลายของขุนนางอาณาจักรเฟย

                   ไป๋หลงประหลาดใจมากเมื่อได้ยินเรื่องนี้  น่าแปลกที่เฟยหานตง ผู้มีนิสัยดื้อด้าน ปักใจในความคิดของตัวเองกลับยินยอมหมั้นหมายตามคำสั่งของบิดา

                   เรื่องที่เฟยหานตงหมั้นกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์แม้กระทั่งในเมืองหลวงเองก็ยังลือกันไปทั่วขนาดที่ว่าไป๋หลงไปนั่งโรงเตี้ยมกับเยี่ยนเฟยยังได้ยิน...

                   ครั้งแรกที่เธอได้ยินเรื่องนี้ยอมรับว่ารู้สึกใจหายเหมือนบางสิ่งบางอย่างถูกพรากไป... ไม่รู้ว่าเพราะเธอเผลอแสดงสีหน้าผิดหวังเจ็บปวดออกไปหรือไม่ เยี่ยนเฟย หรือองค์ชายรองผู้กลับชาติมาเกิด เขาจึงปลอบใจเธอด้วยประโยคนึง

                   ‘ข้าเคยบอกแล้วหากว่ามีคนทำให้ท่านเสียใจอย่าลืมว่ายังมีข้าอยู่อีกคน...’

                   คำพูดนี้เยี่ยนเฟยเคยกล่าวกับเธอก่อนที่จะจากกันในวันแรกที่เดินทางมาถึงอาณาจักรแห่งนี้....เดิมทีเธอไม่คิดว่ามีความหมายลึกซึ้งอะไรมากนักทว่าหลังจากเขาลั่นวาจานี้เป็นครั้งที่สอง ทุกอย่างคล้ายจะเปลี่ยนไป

                   จากที่เมื่อก่อนเขาปฏิบัติต่อเธอในฐานะคุณหนูคนนึงให้ความรู้สึกว่ามีเส้นขั้นเอาไว้ ให้ความรู้สึกแบบพี่น้องแม้ว่าเธอจะแอบลวนลามเยี่ยนเฟยบ้างเป็นบางครั้งทว่าหลังจากเขาคลายผนึกความทรงจำของเธอ เส้นกั้นนั้นก็หายไป...

                   เขายอมรับว่าตัวเองคือองค์ชายแห่งเผ่ามารผู้กลับชาติมาเกิดและยอมรับว่าตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นเธอ ในร่างของหงหนิงหรง เขาก็ดีใจมากที่ในที่สุดก็ได้พบเธอ หลังจากที่ตามหามานาน เขาไม่คิดว่าโชคชะตาจะส่งเธอมาอยู่ใกล้เขาแค่เอื้อม... ทว่าเธอกลับไร้ความทรงจำในชาติก่อนซ้ำยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ดังนั้นเขาจึง ปฏิบัติต่อเธอในฐานะคุณหนูผู้หนึ่ง

                   เยี่ยนเฟยผู้นี้ยังคงทำให้เธอเวลาอยู่แล้วรู้สึกดี ให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยน...แต่ส่วนลึกในใจของเธอกลับคิดถึงเฟยหานตงที่เคยตามเธอเป็นเงาตามตัว...บางทีนี่อาจจะเป็นอย่างที่เขาว่าไว้...ความไกลห่างจะทำให้คนเราคิดถึงกัน...

                   ไป๋หลงได้รับอนุญาตให้ใช้เตาหลอมของสำนักได้...หลังจากผ่านการทดสอบของสำนักแพทย์โอสถ ปรากฏว่าคาวสามารถเธออยู่ในระดับเทพโอสถสร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่าอาจารย์ของสำนัก แล้วที่เหนือกว่านั้นเธอเป็นผู้ใช้พิษ ฐานะของเธอในสำนักจึงได้รับความเคารพจากบรรดาศิษย์ทั้งหลายด้วยกัน

                   ทุกครั้งที่เธอโยนโอสถที่ทดลองหลอมล้มเหลวทิ้งหัวหน้าสำนักแพทย์โอสถหลิงชง กลับรีบเก็บมันขึ้นมาเห็นเป็นของล้ำค่า...ยังมีศิษย์ในสำนักและอาจารย์คนอื่นๆถึงขั้นมาตั้งหน้าตั้งตารอว่าเธอจะโยนโอสถทิ้งเมื่อไหร่จะได้แย่งกันเก็บ!

                   แม้จะล้มเหลวไม่ได้ดั่งใจที่เธอต้องการทว่าคุณภาพของมันกลับสูงมาก เมื่อเทียบกับของที่วางขาย หรือที่คนอื่นๆหลอมขึ้นมา!เพราะเธอใช้สมุนไพรล้ำค่าจากหอจิวหรงที่มีราคาแพงลิบ...

                   เมื่อเธอทิ้งโอสถที่หลอมล้มเหลวบ่อยเข้าๆเหล่าอาจารย์สำนักแพทย์ และบรรดาศิษย์ ล้วนทำสีหน้าเจ็บปวด....หากรวมสมุนไพรทั้งหมดที่เธอทดลองมาตลอดครึ่งปีมีมูลค่ามหาศาลถึงขั้นที่ว่าเท่ากับเงินครึ่งนึงในท้องพระคลังของอาณาจักรเล็กๆได้เลย!

                   จากความพยายามทดลองหลอมโอสถที่ยาวนานที่สุดไป๋หลงก็ค้นพบตัวยาที่ทำให้แผลเป็นดีขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายไป๋หลงจึงสวมหน้ากากสีขาวบดบังแผลเป็นครึ่งหน้าซีกซ้ายทั้งหมด....

                   สามวัน...ก่อนการประลองประจำปีของสำนักพยัคฆ์ทมิฬซึ่งเป็นสำนักฝึกยุทธ อันดับหนึ่งของใต้หล้า จะเริ่มขึ้น

    ณประตูเมือง ใกล้แถบชายแดนของอาณาจักรฮุ่ย

                   ในยามใกล้รุ่งสางทหารเฝ้าประตูเมืองของอาณาจักรเฟยหลายคน  กำลังยืนสัปหงกด้วยความง่วงอย่างรุนแรง หลังจากเฝ้ายามมาทั้งคืนรออีกเพียงครึ่งก้านธูปก็จะมีทหารมาผลัดเวรเฝ้าประตูเมือง อาณาจักรเฟยสงบรุ่งเรืองมาโดยตลอดโดยเฉพาะบริเวณประตูเมืองแห่งนี้ที่ใกล้เขตแดนอาณาจักรฮุ่ย

                   อาณาจักรเล็กๆ ไม่มีพิษภัยกำลังทหารอ่อนแอ นับตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรมา อาณาจักรฮุ่ยเป็นอาณาจักรหนึ่งเดียวที่อาณาจักรเฟยไม่จำเป็นต้องเฝ้าระวัง...ดังนั้นทหารยามจึงมันยืนสัปหงกด้วยความเลินเล่อเสมอ...

                   “ตึง! ตึง! ตึง!” จู่ๆเสียงแผ่นดินก็ดังสะเทือน ก้องอยู่ท่ามกลางความมืด...

                   เหล่าทหารยามล้วนสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจเงยหน้าขึ้นมองซ้ายขวาสำรวจไปในความมืดนอกประตูกำแพงเมือง ยังคงมองไม่เห็นสิ่งใด

                   “นั่นใช่เสียงฝีเท้าม้าหรือไม่!”ทหารประตูเมืองผู้หนึ่งหันไปถามสหายด้วยความสงสัยขณะสีหน้าซีดเผือด...

                   “ข้าว่าใช่...”ทหารยามคนนั้นตอบขณะหน้าซีดไม่แพ้กันด้วยคาดไม่ถึงว่าอาณาจักรเฟยจะมีวันนี้วันที่ถูกข้าศึกบุก! ที่พวกเขาเลือกประจำการที่ประตูทิศนี้ก็เพราะเห็นว่าปลอดภัยที่สุดและไม่น่าจะมีสงครามเกิดขึ้น จึงไม่ต้องเฝ้าระวังอะไรมากนัก...ใครจะไปคาดคิดว่าวันนี้กลับมีเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากขนาดดังขึ้น...แน่นอนว่ามันต้องเป็นฝีเท้าม้าของกองทัพ!

                   “ทุกคน...ระวังตัวไว้”เสียงนายกองผู้เป็นหัวหน้าดังขึ้นทำให้ทุกคนได้สติ รีบจุดไฟส่งสัญญาณเตือนภัย ขณะที่หลายคนวิ่งวุ่นบนกำแพงเมืองหาธนูและลูกธนูน้าวสายเตรียมยิงข้าศึกที่ยกกองทัพมา....

                   ขณะที่ในใจนึกหวาดกลัวว่าข่าวนี้จะส่งถึงวังหลวงช้าเกินไปจนนำกองทหารสมทบมาไม่ทัน...ได้แต่ภาวนาว่าเสียงที่ได้ยินจะไม่ใช่เสียงของกองทัพข้าศึกที่คิดจะบุกประชิดเมือง...

                   ในไม่ช้าเสียงฝีเท้าม้าก็เข้ามาใกล้ในระยะที่สามารถมองเห็นได้....เงาดำมากมายของคนปรากฏบนหลังอาชาศึกนับพันตัวกองทัพขนาดใหญ่แผ่ออกไปในความมืด มองไปทางใดพบแต่เงาคน...

                   ธงมังกรทองสะบัดพลิ้วในยามราตรีสัญลักษณ์ของอาณาจักรฮุ่ย

                   “ตำนานแห่งราชัน!”เสียงอุทานของเหล่าทหารอาณาจักรเฟยดังขึ้นด้วยความตกใจ

                   เหล่าทหารบนกำแพงเมืองที่มีแค่ไม่กี่ร้อยชีวิตต่างหน้าซีดเผือดแข้งขาอ่อนแรงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณรุนแรงของผู้ฝึกยุทธระดับตำนานแห่งราชัน! ระดับสูงสุดของผู้ฝึกยุทธ!

                   แสงแรกของพระอาทิตย์ค่อยๆขึ้นจากท้องฟ้าทหารยามบนกำแพง ต่างนิ่งงันตื่นตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า

                   กองทัพนับหมื่นสวมเกราะสีทองอาวุธครบมือขี่ม้าเหงื่อโลหิตขนสีทอง แผ่พลังยุทธระดับสูงสุดคือตำนานแห่งราชันมีมากกว่าห้าร้อยคนราชันยอดยุทธมีถึง ห้าพันคน  ที่เหลืออีกกว่าห้าพันคนเป็นระดับยอดยุทธทั้งสิ้น!

                   “ไหนใครบอกว่าอาณาจักรฮุ่ยอ่อนแอ  มีแค่แม่ทัพที่เป็นระดับยอดยุทธ!  บัดซบ! นี่มันเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้นทหารแม่ทัพเหล่านี้มีแต่พวกระดับตำนานแห่งราชันทั้งนั้น!”ทหารผู้หนึ่งสบถ

                   สิบปีก่อนอาณาจักรฮุ่ยอ่อนแอเป็นที่ประจักษ์แม่ทัพที่มีก็แค่ยอดยุทธ แม้กระทั่งเหล่าทหารก็แค่ระดับเก้าเท่านั้น...สิบปีผ่านไปไม่น่าเชื่อว่าอาณาจักรฮุ่ยจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพได้ก้าวกระโดดถึงเพียงนี้!

                   นี่เพียงแค่กองทัพส่วนหนึ่งที่ถูกยกพลมา...ไม่รู้ว่าอาณาจักรฮุ่ยยังมีเหล่าผู้ฝึกยุทธระดับสูงอีกมากมายเพียงใด....

                   เหล่าทหารยามล้วนหวาดกลัวกับแสนยานุภาพของกองทัพยิ่งใหญ่เบื้องหน้า....อาวุธยุทโธปกรณ์ล้วนใหม่เอี่ยมขึ้นเงา กระทบแสงเปล่งประกายกายท่ามกลางแสงแรกของวันใหม่ แสดงให้เห็นว่าอาณาจักรฮุ่ยร่ำรวยมากเพียงใดถึงสามารถจัดหา เกราะและอาวุธใหม่เอี่ยมเหล่านี้ มาให้เพียงพอต่อกองทัพได้...

                   ที่ยิ่งไปกว่านั้นม้าทั้งกองทัพเป็นม้าเหงื่อโลหิตหรืออีกชื่อคืออาชาหมื่นลี้ ซึ่งมีขนสีทองรูปร่างกำยำสูงใหญ่ทั้งสิ้นนับได้ว่าอาณาจักรฮุ่ยร่ำรวยมาก มีทั้งเงินเลี้ยงอาชาหมื่นลี้ทั้งจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่เอี่ยมยังมีเงินที่ต้องใช้สนับสนุนกองทัพเพื่อพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้ก้าวกระโดดภายในเวลาสิบปี...

                   ด้วยแสนยานุภาพของกองทัพฮุ่ยนี้ทำให้กองทัพเฟยที่เคยเป็นหนึ่งในใต้หล้ากลับร่วงลงมาอยู่อันดับสองแบบทาบรัศมีไม่ติด...

                   สิบปีที่ผ่านมากองทัพอาณาจักรเฟยเพิ่มขีดความสามารถได้ไม่มากนักระดับตำนานแห่งราชัน มีเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นในกองทัพ ส่วนราชันยอดยุทธเมื่อนับรวมแล้วมีเพียงเจ็ดพันคน ที่เหลือเป็นยอดยุทธ... เรื่องเงินสนับสนุนกองทัพกลับไม่ได้มีจำนวนมากมายนักดังนั้นอาชาศึกจึงมีม้าเหงื่อโลหิตเพียงแปดพันตัวเท่านั้น

                   ฮ่องเต้องค์ก่อนๆล้วนทำสงครามบ่อยครั้ง เป็นเวลาหลายปีติดกันแม้กระทั่งฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็เช่นกันกว่าแผ่นดินจะเป็นปึกแผ่นปราศจากสงครามก็เมื่อสิบปีก่อนทำให้เงินในท้องพระคลังไม่ได้มากมายนัก ทว่าเมื่อเทียบกับอาณาจักรอื่นๆยังคงร่ำรวยและแข็งแกร่งที่สุด...

                   ทว่า...วันนี้...อันดับหนึ่งในใต้หล้าคงไม่ใช่ของอาณาจักรเฟยอีกแล้ว...

                   ม้าสองตัวก้าวออกมาจากกองทัพคนบนหลังม้าสวมเกราะสีขาว พวกเขาคือฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ย

                   “ไปรายงานนายใหญ่ของเจ้า...ว่าอาณาจักรฮุ่ยมาทวงความเป็นธรรมให้ท่านหญิงคนสำคัญของอาณาจักรที่ถูกนายของพวกเจ้าหมายเอาชีวิต! ข้าจะรอเขาอยู่ที่นี่ภายในสามวันหากฮ่องเต้ของพวกเจ้ามาช้าข้าจะกรีธาทัพบุกยึดหัวเมืองชายแดนของพวกเจ้าเสีย!”อ๋องฮุ่ยแผ่พลังยุทธส่งเสียงตะโกนดังก้องได้ยินกันทั้งกองทัพไกลขึ้นไปถึงกำแพงเมือง

                   เหล่าทหารบนกำแพงเมืองล้วนมองหน้ากันด้วยความแตกตื่น...สามวัน...จากเมืองหลวงถึงชายแดนเกรงว่าฮ่องเต้ต้องลงแส้ควบม้าทั้งวันทั้งคืน ถึงมาทัน...

                   ขณะที่หลายคนกำลังงุนงง ว่าท่านหญิงผู้นั้นเป็นใครถึงได้กลายเป็นชนวนสงครามในครั้งนี้ได้...หากว่าไม่ใช่เพราะท่านหญิงผู้นี้เกรงว่าอาณาจักรฮุ่ยคงไม่มีวันเผยตัวว่าครอบครองกองทัพที่ทรงแสนยานุภาพมากมายเพียงนี้!

                   “นี่ดูเหมือนท่านหญิงที่ว่า จะเป็นเด็กสาวหน้าตาอัปลักษณ์ที่รัชทายาทเฟยหานตงเคยหลงรักหรือเปล่า...ข้าได้ยินญาติที่มาจากเมืองเล่าให้ฟังว่ามีข่าวลือว่าฮองเฮาไม่ชอบสตรีผู้นี้จึงส่งคนไปลอบสังหาร แต่ทำการไม่สำเร็จกลับกลายเป็นว่าสตรีผู้นี้เป็นคนของหอจิวหรง”ทหารยามผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น

                   แน่นอนว่าข่าวลือนี้หลายคนที่อยู่ชายแดนก็เคยได้ยินมาบ้างภายในหกเดือนหลังจากเกิดเรื่องข่าวก็แพร่ไปทั่วทั้งอาณาจักรพอหอจิวหรงทราบเรื่องก็ขายโอสถฝึกยุทธให้คนของทางการราคาสูงขึ้นถึงสองเท่า!บางครั้งยังถึงขั้นไม่ยอมขายให้ด้วยซ้ำ โดยหอจิวหรงให้เหตุผลว่านี่คือผลตอบแทนของคนที่กล้ารังแกคนของหอจิวหรงแน่นอนว่าโอสถของหอจิวหรงมีคุณภาพสูงมาก หากไม่ได้โอสถจากหอจิวหรง ความสามารถของผู้ฝึกยุทธก็จะก้าวหน้าได้ช้ามาก...

                   “ข้าละอยากเห็นหน้าคนอัปลักษณ์ผู้นี้จริงๆมีทั้งอาณาจักรฮุ่ยที่แข็งแกร่ง ทั้งหอจิวหรงหนุนหลัง สตรีผู้นี้จะเป็นคนเช่นใดกัน”ทหารอีกคนกล่าวขณะที่คนส่งสารถูกสั่งให้ไปส่งข้อความนี้ต่อฮ่องเต้เฟย

                   ทหารส่งสารถึงวังหลวง หลังจากควบม้าทั้งวันทั้งคืนในเวลาหนึ่งวันข่าวก็ส่งถึงวังหลวงทันที! และไม่เพียงวังหลวงได้ข่าวสายลับของหอจิวหรงก็ได้ข่าวเช่นกัน ดังนั้นไป๋หลงก็ได้รับข่าวนี้จากคนของหอจิวหรง

                   “ถึงเวลาที่ข้าจะเผยตัวตนแล้ว ฮึฮึ ข้าจะทำให้พวกเขารู้ว่า...สตรีในใต้หล้านี้ ข้าคือคนที่กุมอำนาจสูงสุด! เป็นสตรีที่มดปลวกเช่นอาณาจักรเฟยไม่ควรดูหมิ่น!”ไป๋หลงแสยะยิ้มทันทีที่ได้ยินข่าว “ข้าจะไปหาท่านตาและฮ่องเต้ฮุ่ยพวกเจ้าส่งคนไปแจ้งข่าวทันที”ไป๋หลงบอกคนที่มารายงาน

    ณวังหลวงอาณาจักรเฟย

                   ทันทีที่ฮ่องเต้เฟยได้รับข่าวก็มีสีหน้าตกตะลึงที่ได้ยินว่าอาณาจักรฮุ่ยมีกองทัพที่ทรงแสนยานุภาพ มีราชันยอดยุทธและตำนานแห่งราชันมากว่าอาณาจักรฮุ่ย

                   “ตาเฒ่าบัดซบ!”ฮ่องเต้เฟยสบถ

                   “เพล้ง!”ขณะขว้างถ้วยชาในมือใส่พื้นระบายโทสะ

                   เหล่าข้ารับใช้ล้วนคุกเข่าตัวสั่นด้วยความกลัวโทสะของจ้าวชีวิตที่อาจจะสั่งตัดหัวใครก็ได้เพื่อเป็นการระบายโทสะ...ดังนั้นหากพวกเขาไม่อยากตายต้องหมอบกราบอยู่เฉยๆไม่ทำตัวเป็นเป้าให้จ้าวชีวิตสนใจ

                   “สิบปี! พวกมันปกปิดตัวตนได้ถึงสิบปี!จนกลายเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง!”ฮ่องเต้เฟยสบถลั่นหลังจากฟังรายงานของคนส่งสาร“ฮึ! ข้าถึงว่าทำไม ฮุ่ยหนิงหรงนางถึงได้จงใจใส่ร้ายฮองเฮาว่าลอบสังหารนาง...ที่แท้ก็มีจุดประสงค์คิดจะประกาศศักดาของกองทัพตั้งแต่แรก...”

                   เดิมทีคิดว่าฮุ่ยหนิงหรงขโมยป้ายหยกฮองเฮาก็เพื่อจงใจใส่ร้ายฮองเฮาเพื่อทำลายชื่อเสียงและเพื่อสะดวกต่อการที่หอจิวหรงจะออกหน้าปกป้องนาง...คาดไม่ถึงว่าเด็กสาวคนนี้ที่ใจกล้าบ้าบิ่นทำเรื่องแบบนี้ลงไปเพราะนางมีกำลังทหารของอาณาจักรฮุ่ยหนุนหลังนี่เอง!

                   “ฮุ่ยหนิงหรงนับว่าเจ้าแน่มาก!”ฮ่องเต้เฟยขบกรามด้วยความโมโหยิ่งรวมกับเรื่องที่หอจิวหรงจงใจขึ้นราคาโอสถฝึกยุทธแล้วยิ่งแค้นจนแทบกระอัก!เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเด็กสาวผู้นั้นคนเดียว! เด็กสาวที่ต่อหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ลับหลังนางวางแผนแก้เผ็ดสารพัด...

                   “เตรียมม้า ข้าจะออกเดินทางทันที!”ฮ่องเต้เฟยหันไปสั่งขันทีคนสนิท“ข้าจะไปดูด้วยตาตัวเอง ว่ากองทัพฮุ่ยนี้แข็งแกร่งเพียงใด...”ฮ่องเต้เฟยตรัส

                   ฮ่องเต้เฟยและแม่ทัพคนสนิททั้งหลายควบม้าทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ไปทันกำหนดสามวันที่ฮ่องเต้ฮุ่ยวางไว้แม้พระองค์จะไม่ได้เกรงกลัวแสนยานุภาพของอีกฝ่ายที่ดูเหมือนว่าจะเหนือกว่า...ทว่าเมืองหน้าด่านชายแดนแห่งนี้มีกำลังพลน้อยเกินไปสามารถยันข้าศึกที่ร้ายกาจนี้ได้ไม่ถึงวันก็คงพินาศทั้งเมือง!

                   ดังนั้นพระองค์จึงต้องเร่งเดินทางไปเจรจากับจิ้งจอกเฒ่าทั้งสอง ที่เสแสร้งเป็นกระต่ายอ่อนแอมานับสิบปี! ถึงอย่างไรเจตนาการมาของจิ้งจอกเฒ่าก็ชัดเจนอยู่แล้วต้องการทวงความเป็นธรรมให้หลานสาวตัวร้าย!

                   ‘ฮึ...ร้ายทั้งตระกูล!’

                   หลังจากควบม้าทั้งวันทั้งคืนฮ่องเต้เฟยก็ไปถึงชายแดนภายในวันเดียว...

                   “จิ้งจอกเฒ่าฮุ่ย! พวกเจ้าทั้งคู่ไสหัวออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”ฮ่องเต้เฟยยืนอยู่บนกำแพงเมือง ใช้พลังยุทธตะโกนดังก้องไปทั่วทั้งกองทัพของทั้งสองฝ่าย

                   กองทัพฝั่งตรงข้ามที่ตั้งค่ายและกระโจมนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ ราวกับจงใจเมินเฉยต่อเสียงเรียก

                   ฮ่องเต้เฟยกัดฟันกรอดเริ่มทนไม่ไหวที่อีกฝ่ายไร้ความเคลื่อนไหว.... “จงใจ! พวกมันจงใจแกล้งข้าชัดๆ!กล้าเห็นคำพูดข้าไม่อยู่ในสายตา!”

                   หากว่าตอนนี้มีกองทัพอยู่ในมือพระองค์คงสั่งให้บุกขยี้กองทัพศัตรูไปแล้ว... ทว่าครั้งนี้พระองค์จำต้องอดทน! เพราะตอนนี้ฝ่ายที่จะถูกบดขยี้คือพระองค์ที่รวบรวมกองทัพไม่ทัน!

                   ‘น่าโมโห! น่าโมโหที่สุด!’ฮ่องเต้เฟยกัดฟันกรอดๆ ยิ่งเวลาเดินไปนานเท่าไหร่พระองค์ก็ยิ่งเส้นประสาทตึงเครียดมากยิ่งขึ้น!

                   และก่อนที่พระองค์จะทนไม่ไหวกองทัพข้าศึกก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวอาชาเหงื่อโลหิตสีทองสองตัวโดยมีชายสวมเกราะชุดขาวสองคนอยู่บนหลังกำลังควบม้าออกมา ตามติดด้วยขบวนคุ้มกันอีกสิบคน

                   “ตาเฒ่าเฟย ดูสภาพเจ้าแล้ว ข้าถึงกับคิดว่ากำลังเห็นขอทานข้างถนนเสียอีก!”เสียงตะโกนยั่วโทสะดังขึ้นเป็นอ๋องฮุ่ยผู้ไม่พอใจที่มีคนกล้ารังแกหลานสาวสุดที่รักของพระองค์นั่นเอง

                   ฮ่องเต้เฟยกัดฟันกรอด ด้วยความโมโหพระองค์เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนผมเผ้าจึงยุ่งเหยิงเสื้อผ้ายับย่นถูกฝุ่นดินเกาะไปทั้งตัวจนเสื้อผ้าหมอง แม้กระทั่งผมยังกะเซอะกะเซิงใบหน้ายังเลอะฝุ่นหมองคล้ำ... ด้วยความเร่งรีบ และโทสะที่ถูกอัดแน่นเพราะถูกท้าทายอำนาจ พระองค์จึงไม่มีเวลาจัดการกับภาพพจน์ของตัวเองตรงดิ่งมาที่กำแพงเมืองทันทีที่มาถึง

                   “นี่เจ้าจะมัว ยืนจ้องพวกข้าทำไมรีบๆไสหัวลงมาได้แล้ว!  อย่าทำตัวเป็นเต่าหดหัวหลบอยู่หลังกำแพงอยู่เลย ตาเฒ่าเฟย!”เสียงของฮ่องเต้ฮุ่ยตะโกนขึ้นนับตั้งแต่เล็กจนโต แม้พระองค์และฮ่องเต้เฟยไม่ได้เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันทว่าเป็นคู่แข่งกันตลอดเวลา... เพียงแต่ว่าจนถึงสิบปีที่แล้วพระองค์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้มาตลอด ทั้งวิชายุทธ ทั้งความเข้มแข็งขอกองทัพ ความร่ำรวยยังมีเรื่องผู้หญิง! ทั้งสองพระองค์เคยรักสตรีคนเดียวกันแต่สุดท้ายฮ่องเต้เฟยก็เป็นฝ่ายได้ไป สตรีผู้นั้นคืออดีตฮองเฮาองค์ก่อนมารดาของเฟยหานตง!

                   “สารเลว! พวกเจ้าสิเป็นเต่าหดหัว!”ฮ่องเต้เฟยด่ากลับ ทว่าฝ่ายตรงข้ามกลับยิ้มรับยังทำท่าหัวเราะด้วยความชอบใจที่ยั่วโทสะของฮ่องเต้เฟยจนเสียกิริยาได้

                    ฮ่องเต้เฟยผู้ทรงอำนาจน่าเกรงขามวางตัวสงบนิ่งเยือกเย็นได้ทุกสถานการณ์ทำให้ผู้คนเคารพยำเกรง เพียงแค่มีโทสะก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวต่ออำนาจที่พระองค์มีทว่าบัดนี้กลับไม่ได้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้าตาเฒ่าตัวร้ายทั้งสองที่เป็นคู่แข่งมาตลอดชีวิต...พระองค์ทำได้เพียงถลึงตาใส่ก่อนจะสะบัดเสื้อคลุมแล้วเดินลงจากกำแพงเมือง...

                   เมื่อฮ่องเต้เฟยควบม้าออกจากกำแพงเมืองพร้อมกับคนคุ้มกันสิบคนคิ้วของพระองค์ก็ขมวดทันที บัดนี้นอกจากอ๋องและฮ่องเต้ฮุ่ยแล้ว กลับมีสตรีอีกคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น

                   เป็นเด็กสาวที่สวมชุดสีชมพูใส่หน้ากากบดบังครึ่งหน้าซีกซ้าย...ฮุ่ยหนิงหรง...

                   ‘นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!’ ฮ่องเต้เฟยงุนงงทันทีเมื่อเห็นฮุ่ยหนิงหรงปรากฏตัว

                   พระองค์คอยให้สายสืบจับตาดูหนิงหรงผู้นี้เอาไว้ก่อนที่พระองค์จะออกเดินทางยังได้รับรายงานอยู่เลยว่าสตรีผู้นี้อยู่ในสำนักฝึกยุทธ ใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ออกมาสมทบกับสกุลฮุ่ยที่ยกทัพมา...

                   แน่นอนหากว่าจำเป็นพระองค์จะให้คนจับฮุ่ยหนิงหรงเป็นตัวประกัน! เพื่อไม่ให้เฒ่าสกุลฮุ่ยทั้งสองก่อสงคราม!

                   แต่คิดไม่ถึง ประตูเมืองถูกปิดแน่นหนา นางกลับมีความสามารถออกนอกกำแพงไปได้...ทั้งๆที่นางไม่มีกระต่ายสัตว์เทพอสูรอยู่ข้างกายมาถึงหกเดือนแล้ว...น่าแปลกที่นางยังสามารถออกนอกกำแพงเมืองที่ปิดแน่นหนามาได้...ดูเหมือนว่าฮุ่ยหนิงหรงผู้นี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว!

                   ฮ่องเต้เฟยหรี่ตามองเด็กสาวอัปลักษณ์ผู้มีทั้งอำนาจของสกุลฮุ่ยและหอจิวหรงหนุนหลังด้วยความระแวง... สัญชาตญาณกำลังร้องเตือนพระองค์ว่าสตรีผู้นี้มีอันตรายบางอย่างซ่อนอยู่...อันตรายที่ทำให้พระองค์รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา

                   “ถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆปี...”เสียงของฮุ่ยหนิงหรงดังขึ้น ขณะนั่งอยู่บนหลังม้าพร้อมกับค้อมศีรษะให้เล็กน้อย...เล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น...

                   “ฮึ!”ฮ่องเต้เฟยทำเสียงไม่พอใจเห็นอยู่ชัดๆว่านางจงใจเสแสร้งแสดงความเคารพต้องการทำไปเพื่อเย้ยหยันพระองค์ที่บัดนี้ไม่ได้กุมอำนาจของใต้หล้าไว้มากกว่า

                   “ตาเฒ่าเฟย...เราจะคุยกันตรงนี้ หรือไปคุยในค่ายทหารของข้าดี...”เสียงของอ๋องฮุ่ยดังขึ้นหากว่าฮ่องเต้เฟยเลือกจะคุยตรงนี้ก็เท่ากับว่าพระองค์หวั่นเกรงแสนยานุภาพของกองทัพสกุลฮุ่ย แต่หากพระองค์เลือกตามเข้าไปคนเหล่านี้ก็อาจจะวางแผนตลบหลังพระองค์ได้...ใครจะรู้ว่าจิ้งจอกสามตัวนี้วางแผนอะไรเอาไว้...

                   ซ้ำเรื่องที่พระองค์และฮองเฮากลั่นแกล้งฮุ่ยหนิงหรงก็เป็นเรื่องจริงแม้ว่าเรื่องลอบสังหารจะเป็นเรื่องเท็จทว่าจิ้งจอกเฒ่าสองตัวที่กำลังจ้องมองมาด้วยแววตามุ่งร้ายก็ทำให้พระองค์เข้าใจได้ชัดเจนแล้วว่าสองคนนี้มาเพื่อเอาคืน! ที่พระองค์และฮองเฮาลงมือกลั่นแกล้งหลานสาวสุดที่รักของพวกเขา...

                   รักจนยอมเผยเขี้ยวเล็บยกกองทัพออกมาประจันหน้ากับพระองค์ โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะก่อให้เกิดศึกระหว่างอาณาจักรขึ้น!

                   “พวกเจ้ามีอะไรก็พูดมาตรงนี้! จิ้งจอกอย่างพวกเจ้าวางแผนหลอกลวงว่าอ่อนแอมาถึงสิบปีข้าไม่มีทางไว้ใจตามพวกเจ้าเข้าไปในกระโจมแน่!”ฮ่องเต้เฟยถลึงตาใส่คนทั้งสามด้วยความโกรธ

                   “ก็ไม่มีอะไรมาก...”อ๋องฮุ่ยเป็นคนเริ่มเปิดปาก“ความจริงแล้วพวกเรา ไม่คิดจะเผยตัวเร็วขนาดนี้ คิดว่าจะปกปิดความแข็งแกร่งของอาณาจักรฮุ่ยตลอดกาล! แต่ช่วยไม่ได้จริงๆที่เจ้าดันไปหาเรื่องสตรีที่กุมอำนาจใต้หล้าไว้ในมือ...ช่วยไม่ได้ที่เจ้ารนหาที่ตาย!”อ๋องฮุ่ยแสยะยิ้มชั่วร้าย....

                   ฮ่องเต้เฟยขมวดคิ้ว... “กุมอำนาจใต้หล้ารึ?”ฮ่องเต้เฟยทวนคำด้วยความงุนงง...

                   “ฮึ ฮึ”ฮ่องเต้ฮุ่ยหัวเราะ “ข้าจะขอแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการ”ฮ่องเต้ฮุ่ยผายมือไปทางฮุ่ยหนิงหรง

                   ขณะที่ฮุ่ยหนิงหรงเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งทะนง

                   “คนผู้นี้ฮุ่ยหนิงหรงแท้ที่จริงแล้วมีอีกนามว่าจิวหรง...”

                   คราวนี้ฮ่องเต้เฟยหน้าซีดเผือด สะเทือนใจกับสิ่งที่ได้ยินจนแทบร่วงจากหลังม้า“หรือว่า...หรือว่านางก็คือ....”

                   “ข้า...”ฮุ่ยหนิงหรงกล่าวขึ้นขณะจ้องมองฮ่องเต้เฟยที่กำลังตกตะลึงอย่างหนัก “มีนามว่าจิวหรง...เป็นจ้าวหอจิวหรงผู้กุมอำนาจของแพทย์โอสถไว้ทั้งใต้หล้าควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือของตนเอง!”ฮุ่ยหนิงหรงว่าพลางทำท่ารวบกำมือเข้าหาตนคล้ายกุมใต้หล้าเอาไว้!

                   “นี่...นี่มันอะไรกัน...”แววตาของฮ่องเต้เฟยฉายความสับสนตื่นตะลึง สงสัย หวาดระแวง อารมณ์มากมายผุดขึ้นทางแววตาท่าทางสะเทือนใจอย่างถึงที่สุด

                   แม้จะสงสัยในคำพูดของคนตรงหน้าทั้งหมดทว่าเมื่อเหลือบมองคนชุดดำทั้งซึ่งเป็นคนคุ้มกันของฝ่ายตรงข้าม พระองค์ก็สังเกตเห็นป้ายหยกสลักเป็นรูปงูจงอางชูคอแผ่แม่เบี้ยของคนทั้งสิบที่แขวนไว้ข้างเอวแล้ว พระองค์ก็ยิ่งหน้าซีดร่างกายซวนเซจนองครักษ์ของพระองค์ต้องรีบขยับม้าเข้ามาประคองพระองค์ไม่ให้ตกจากหลังม้า...

                   “และไม่ใช่แค่หอจิวหรงที่นางเป็นเจ้าของกองกำลังทหารที่กองทัพมาในวันนี้ก็คือคนที่นางให้การสนับสนุนและบ่มเพาะขึ้นมาด้วยตัวเอง...ฮึ ฮึ”ฮ่องเต้ฮุ่ยหัวเราะ

                   “ส่วนหอจิวหรงก็เป็นข้าและอ๋องฮุ่ยช่วยกันสนับสนุนให้มันเกิดขึ้นตามความต้องการของนางอ้อ...ซ้ำยังจงใจสร้างขึ้นในอาณาจักรเจ้าเป็นแห่งแรกด้วย จนค่อยๆเติบโตปีกกล้าขาแข็ง ภายใต้จมูกของเจ้า เมื่อเจ้ารู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว!” ฮ่องเต้ฮุ่ยตรัสด้วยความรู้สึกและสีหน้าสะใจอย่างยิ่ง...

                   ในที่สุดพระองค์ก็มีโอกาสได้ยืนอยู่เหนือตาเฒ่าเฟยที่เคยเหนือกว่าพระองค์ทุกอย่าง แม้แต่เรื่องความรัก! ยิ่งได้เห็นตาเฒ่าเฟยสะเทือนใจพระองค์ยิ่งมีความสุข...

                   ในไม่ช้าฮ่องเต้เฟยก็ตั้งสติได้ค่อยๆคืนสู่ความสงบอีกครั้ง คล้ายกับว่าทำใจรับเรื่องนี้ได้แล้ว...แต่ทว่าคนที่รู้ไส้รู้พุงกันมาตลอดชีวิตอย่างฮ่องเต้ฮุ่ยทราบดีว่าอีกฝ่ายแค่กำลังเสแสร้งเขากำลังสวมหน้ากาก! ทั้งๆที่ภายในใจกำลังยอมรับไม่ได้ที่ตนเองตกต่ำพ่ายแพ้ต่อ เด็กสาวคนหนึ่งและคู่แข่งตลอดชีวิตของพระองค์...

                   “ฮึ...พวกเจ้าแน่มาก...”ฮ่องเต้เฟยทำเสียงขึ้นจมูกแม่จะพยายามแสดงท่าทางสงบนิ่งแล้วแต่ทันทีที่เปิดปากพระองค์ก็ไม่อาจควบคุมน้ำเสียง ไม่ให้คนแสดงความไม่พอใจได้ “แม้หลานสาวของพวกเจ้าจะมีอำนาจมากมายเพียงใด...นางก็ไม่มีวันได้เฟยหานตงไปครอบครองอีกแล้ว!”ฮ่องเต้เฟยประกาศด้วยท่าทางอย่างผู้เหนือกว่า“เพราะตอนนี้เฟยหานตงเลือกองค์หญิงจากอาณาจักรเฉินเป็นคู่หมั้น! และต่อไปเมื่อทั้งคู่แต่งงานกันอำนาจของอาณาจักรทั้งสองก็จะผนวกเป็นหนึ่งเดียวกัน!ถึงวันนั้นอาณาจักรฮุ่ยของพวกเจ้าก็จะกลายเป็นแค่มดตัวนึงที่ถูกบดขยี้เมื่อไหร่ก็ได้!”

                   ฮุ่ยหนิงหรงหรี่ตาลงส่อเค้าอันตรายที่ทำให้คนถูกจ้องมองหนาวเยือก... “ฮึ ฮึ...ท่านกล้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ... คนอย่างเฟยหานตงหรือ จู่ๆจะเปลี่ยนใจต่อสิ่งที่เขาลั่นวาจาว่าต้องการได้อย่างง่ายดาย...ท่านรู้จักเฟยหานตงน้อยไปแล้ว”หนิงหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นทว่าภายในใจกลับหวั่นไหวกับสิ่งที่ฮ่องเต้เฟยพูดอย่างรุนแรง...

                   ฮ่องเต้เฟยแสดงแววตาไม่มั่นใจอยู่วูบนึงเมื่อคิดถึงแผนการที่พระองค์หลอกล่อให้เฟยหานตงหมั้นกับองค์หญิงสกุลเฉินเพื่อให้หนิงหรงหันมาหึงหวง...

                   ทว่าแท้ที่จริงแล้วพระองค์ต้องการให้เฟยหานตงหลวมตัวหมั้น ตกหลุมพรางที่พระองค์ขุดเอาไว้...เมื่อการหมั้นของสองอาณาจักรเกิดขึ้น เฟยหานตงจะไม่มีทางยกเลิกมันได้อีก!!!

                   “ฮึ! ไว้ข้าจะคอยดู!”ฮ่องเต้เฟยตรัส!

                   หลังจากการปะทะคารมของทั้งสองฝ่ายฮ่องเต้เฟยก็ทราบถึงเจตนาที่แท้จริงว่ากลุ่มคนตรงหน้าต้องการมาเยาะเย้ยถากถางให้พระองค์ดูตกต่ำ!แสดงอำนาจกดขี่พระองค์! แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาจะทำสงคราม...จิ้งจอกเฒ่าสกุลฮุ่ยแท้ที่จริงมาเพื่อเข้าร่วมชมการประลองประจำปีของสำนักที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ จะพูดให้ถูกก็คือมาดูฮุ่ยหนิงหรงผู้นี้ลงประลองต่างหาก!

                   สุดท้ายกองทัพของอาณาจักรฮุ่ยก็ล่าถอยกลับอาณาจักรไป...ทว่าเมื่อพระองค์ก้าวเข้าสู่ประตูเมือง ทหารด้านล่างประตูเมืองกลับกลายเป็นคนชุดดำแขวนตราของหอจิวหรงทั้งสิ้น... ทหารของพระองค์ล้วนถูกมัดรวมไว้ที่มุมกำแพงเมือง

                   “คารวะฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยคารวะท่านจ้าวหอจิวหรง!/คารวะฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยคารวะท่านจ้าวหอจิวหรง!”เสียงของเหล่าคนชุดดำดังขึ้นขณะประสานมือทำท่าคารวะคนทั้งสาม แม้แต่ทหารในชุดของอาณาจักรเฟยบนกำแพง ก็ส่งเสียงพลางทำท่าคารวะเช่นกัน...หากสังเกตให้ดี คนบนกำแพงเมืองเหล่านั้นล้วนแขวนตราหยกของหอจิวหรง

                   ฮ่องเต้เฟยตาลุกวาวกัดฟันกรอดๆด้วยนึกไม่ถึงว่าหอจิวหรงมีอำนาจมากมายถึงเพียงนี้พริบตาเดียวก็จัดการสับเปลี่ยนกำลังทหารเฝ้าประตูเมืองของพระองค์ได้...จากเสื้อผ้าชุดทหารของอาณาจักรเฟยที่ถูกทอดทิ้งไว้เกลื่อนพื้น คาดว่าคนของหอจิวหรงเหล่านี้ฉวยโอกาสจัดการกับทหารที่จะมาผลัดเปลี่ยนเวรยาม แล้วสวมรอยเป็นทหารเหล่านั้นก่อนจะลงมือจัดการทหารที่เฝ้าประตูกำแพงทั้งหมด แล้วจับมัดรวมไว้ที่มุมกำแพง!

                   “ตามสบาย ตามสบาย”ฮ่องเต้ฮุ่ยกล่าวด้วยสีหน้าเบิกบาน“ลำบากพวกเจ้าแล้วที่ต้องมารับข้าถึงประตูเมือง”สีหน้าของฮ่องเต้ฮุ่ยสะใจอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นคู่แข่งตลอดกาล สีหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด ทว่าทำอะไรไม่ได้!

                   หอจิวหรงในวันนี้มีอำนาจมากจนเกินไป...มีสายลับแทรกซึมอยู่ทั่วทั้งอาณาจักรเฟยพระองค์รู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว ไม่อาจกำจัดคนเหล่านี้ไปได้หมด!

                   “พวกเจ้าแน่มาก!”ฮ่องเต้เฟยผู้ตกต่ำถึงขีดสุดถูกปั่นหัวครั้งแล้วครั้งเล่าขณะกัดฟันกรอดๆ ด้วยความโมโห

                   ฮุ่ยหนิงหรงแสยะแล้วกล่าววาจา “นี่คือค่าตอบแทนที่พระองค์และฮองเฮาลงมือกลั่นแกล้งหม่อมชั้น...แค่นี้ยังนับว่าน้อย...หากเป็นคนอื่นหม่อมฉันจะให้พวกมันชดใช้ด้วยชีวิต! ”ไป๋หลงประกาศกร้าวขณะแววตาลุกวาว

                   ฮ่องเต้เฟยถูกแววตานั้นทำให้ผงะด้วยความตกใจ...แววตาอาฆาตของคนตรงหน้ามีพลังกดข่ม ที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเกรงขาม...ชั่วขณะพระองค์สัมผัสได้ถึงปราณเทพมังกรที่คล้ายกับเฟยหานตง...ฮุ่ยหนิงหรงผู้นี้ถึงกับมีพลังของเทพมังกร!

                   ฮ่องเต้เฟยรู้สึกขนหัวลุกวาบกับความจริงอันน่าตื่นตะลึง...ด้วยอำนาจที่นางกุมไว้ในมือและพลังเทพมังกรที่นางมีเกรงว่าใต้หล้านี้แม้แต่เฟยหานตงก็ไม่อาจเป็นคู่ปรับของนางได้!

                   ไม่ควรเลยจริงๆ พระองค์ไม่ควรไปหาเรื่องนางเลย! สตรีผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้วครอบครองอำนาจมากมายเอาไว้ในมือ...ขอเพียงแค่นางต้องการทุกสิ่งจะต้องสยบแทบเท้านาง! 

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธชุดชมพู ที่คุณอ่าน