ไป่ฉีตั้งท่ารออยู่ เขาเบี่ยงตัวหลบก่อนจะใช้ 2 มือบิดหัวของผีดูดเลือดจนหัวของมันขาดออกจากตัว แต่เลือดสีดำที่พุ่งออกมาก็ดึงเอาหัวที่ขาดกลับไปประสานติดกับตัวเหมือนเดิม
“เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย” ไป่ฉีพึมพำ ลักษณะผีดูดเลือดแบบนี้มีแต่ศพที่เป็นเหยื่อของเบี้ยนฝู๋เท่านั้นที่จะมีลักษณะการฟื้นตัวที่รวดเร็วแบบนี้ ต่อให้ฉีกพวกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พวกมันก็จะฟื้นกลับมาอีก จุดอ่อนของพวกมันคือแสงอาทิตย์กับทำลายหัวใจของพวกมัน
“แฮ่” ชายคนนั้นพุ่งกลับมาหาไป่ฉีอีกครั้ง เขาหลบอีกครั้งพร้อมกับใช้พลังปราณโคจรไปที่เท้าแล้วถีบไปที่หลัง ทำให้มันโจมตีพลาด และเล็บของมันตะปบลงไปที่พื้น ทำให้เกิดรอยบากเป็นร่องจากเล็บที่ตะปบลงไป
‘พละกำลังแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไป เล็บมีพิษอัมพาตแฝงอยู่ ยังโชคดีที่พวกมันไม่มีสติปัญญา ถ้าเจ้าค้างคาวน้อยมีระดับพลังถึงชั้นปราณนภาเมื่อไหร่ มันก็จะสามารถสร้างผีดูดเลือดที่มีสติปัญญาได้ ตอนนั้นเราคงลำบากในการกำจัดมันแน่ ๆ’ ไป่ฉีคิด ขณะเดียวกันเขาก็กำลังคิดวิธีจัดการกับผีดูดเลือดตรงหน้าอยู่ หากเขาอยู่คนเดียวคงไม่มีปัญหาในการจัดการมัน แต่ชิงเอ๋อมองเขาอยู่ตลอดก็ทำให้เขาใช้ความสามารถของตนได้ไม่เต็มที่
“คิดว่าฉันไม่มีวิธีอื่นเล่นงานแกงั้นเหรอเจ้าศพวิ่งได้” ไป่ฉีเรียกชุดฝังเข็มของเขาออกมา เขาทำการลงอักขระลมปราณบางอย่างบนเข็ม ก่อนจะซัดมันออกไปใส่ผีดูดเลือดที่พุ่งเข้ามา จากนั้นก็เกิดแสงสว่างขึ้นในจุดที่ไป่ฉีซัดเข็มเข้าไป ก่อนที่ร่างของผีดูดเลือดนั้นจะกลายเป็นขี้เถ้าในพริบตา ซึ่งถ้ามองจากตรงจุดที่เมิ่งชิงชิงอยู่แล้ว เธอจะเห็นเป็นเพียงประกายแสงเล็ก ๆ เท่านั้น
สาเหตุที่เขาใช้เข็มเพราะความเสี่ยงในการปะทะระยะใกล้เพื่อทำลายหัวใจของพวกมัน มีมากกว่าการโจมตีจากระยะไกลนั่นเอง
ไป่ฉีเดินมาหาเมิ่งชิงชิงที่รออยู่ในรถ และแอบใช้พลังปราณดึงเข็มที่เขาซัดออกไปกลับมาเก็บในแหวนมิติ ก่อนจะทำเป็นเบ่งกล้ามโชว์ให้เมิ่งชิงชิงที่น้ำตาคลอเมื่อครู่ กลับมาหัวเราะอีกครั้ง แต่อยู่ ๆ สีหน้าของเมิ่งชิงชิงก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง เธอชี้ไปที่ด้านหลังของไป่ฉี ซึ่งตอนนี้มีผีดูดเลือดอีกตัวโผล่ออกมา มันกำลังอ้าปากเพื่อฝังเขี้ยวลงบนคอของไป่ฉี แต่ฉับพลันมันก็กลายเป็นขี้เถ้าไป เพราะไป่ฉีได้ซัดเข็มใส่มันไปก่อนที่มันจะเข้าถึงตัวเขาในระยะ 2 เมตรแล้ว
“พวกมันเยอะมาก พี่ชิงชิง อยู่ในรถไว้แล้วพี่จะปลอดภัยนะครับ” ไป่ฉีบอกก่อนจะหันกลับไป เขาพบว่ามีพวกมันราว ๆ 5 ร้อยกว่าตัว ดูจากชุดแล้วคงเป็นพวกนักเที่ยวกลางคืนกลุ่มใหม่แน่ ๆ เพราะผีดูดเลือดในข่าวเมื่อเช้านี้ถูกแสงแดดเผาไปทั้งหมดตอนที่มันตามเจ้าหน้าที่ออกมาข้างนอก แต่เจ้าพวกนี้เป็นตัวใหม่ น่าจะเพิ่งโดนดูดเลือดมาในคืนนี้
“ไป่ฉี นายเข้ามาอยู่ในรถเถอะ เราขับหนีกัน” เมิ่งชิงชิงเรียกให้ไป่ฉีขึ้นรถ ในใจเธอมันรู้สึกไม่ดี ราวกับเธอกำลังจะเสียคนตรงหน้าไป
“พี่ชิงชิง เชื่อใจผมนะ” ไป่ฉีหันกลับมายิ้มให้ก่อนจะพุ่งเข้าหาฝูงผีดูดเลือดเหล่านั้น เมิ่งชิงชิงดวงตาเบิกกว้าง แต่ก่อนไป่ฉีจะถึงตัวพวกมัน พวกมันกว่า 20-30 ตัวก็กลายเป็นขี้เถ้าไปจนหมดจากผลของเข็มที่ไป่ฉีซัดออกไป
‘ท่าทางเบี้ยนฝู๋กำลังเพิ่มพลังอย่างบ้าคลั่งเลยสินะ ต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้กับทางสมาคมการค้าตะวันจันทราให้รู้โดยเร็วที่สุดซะแล้ว’ ไป่ฉีคิด ขณะที่เขาซัดเข็มเงินลงอักขระลมปราณ [แสง] [ตะวัน] ใส่พวกมันหลายสิบตัวพร้อม ๆ กัน มันช่วยให้เขาประหยัดแรงไปเยอะมาก เพราะพวกมันจะตายแน่นอน
ใช้เวลาไม่นาน ไป่ฉีก็จัดการพวกมันได้ทั้งหมด ก่อนจะมีเสียงปรบมือดังขึ้น ไป่ฉีมองไปยังทิศทางของเสียงทันที บนยอดไม้มีร่าง ๆ หนึ่งยืนอยู่ โดยมีฉากหลังเป็นพระจันทร์สีแดงฉาน
“ยอดเยี่ยมมาก ทั้งที่เป็นคนธรรมดา แต่กลับมีเข็มเงินลงอักขระลมปราณไว้ แสดงว่าคงต้องรู้จักกับผู้ฝึกยุทธ์แน่ ๆ ว่ายังไงล่ะ หากยอมบอกที่อยู่ของผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นกับข้า ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า” ร่าง ๆ นั้นพูดขึ้น ฟังจากเสียงน่าจะเป็นเสียงชายวัยรุ่น นอกจากนี้ยังใส่ชุดคลุมสีดำทั้งแขนและขา รวมถึงมีผ้าปิดใบหน้าอย่างรัดกุมอีกด้วย
“เสียใจด้วยนะ ฉันไม่รู้ว่าแกพูดถึงอะไร ผู้ฝึกยุทธ์เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น สำหรับฉันการฝึกร่างกายเท่านั้นที่ทำให้ฉันรอดมาได้” ไป่ฉีกล่าว
“ปากแข็งนักนะ” ฉับพลันร่าง ๆ นั้นก็กลายเป็นหมอกสีดำพุ่งมาถึงตัวของไป่ฉี ก่อนจะใช้กรงเล็บเคลือบพิษข่วนเข้าที่แขนของไป่ฉี
เมิ่งชิงชิงกรีดร้องขึ้น เธอพยายามจะออกจากตัวรถ แต่ไม่สามารถทำได้ ภายนอกเบี้ยนฝู๋ไม่สามารถเห็นหรือได้ยินเมิ่งชิงชิงที่อยู่ในรถได้ เพราะมีอักขระลมปราณ [อำพราง] [ปิดตาย] [ลบเสียง] [ปิดกั้นการสะเทือน] ไว้ สิ่งที่เบี้ยนฝู๋เห็นมีเพียงแค่ถนนโล่ง ๆ ที่ไม่มีรถเท่านั้น
เปาะ
“บ้าน่า เล็บข้าหักงั้นเหรอ” เบี้ยนฝู๋มองเล็บของตนเองที่หักจากการโจมตีเข้าที่แขนของอีกฝ่ายเมื่อกี้ เขาพบว่าแขนของเป้าหายนั้นไร้รอยขีดข่วน
“ทำอะไรกัน ไม่เห็นรู้สึกสักนิด” ไป่ฉียิ้มขึ้น
“หนอย งั้นแกก็มาเป็นแบบเจ้าพวกนั้นแล้วกัน” เบี้ยนฝู๋พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วอีกครั้ง ก่อนที่จะกัดเข้าที่ต้นขอของไป่ฉี
“อ๊าก เขี้ยวของข้า” เขี้ยวของเบี้ยนฝู๋หักกระเด็นในทันทีที่สัมผัสกับคอของไป่ฉี ซึ่งผิวหนังของไป่ฉีตอนนี้อย่าว่าแต่เขี้ยวเลย ขนาดกระสุนยังเจาะไม่เข้า แถมพวกที่อยู่ปราณชั้นจักรพรรดิตอนนี้ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้เขาได้แม้แต่น้อย
“อย่ามาทำสำออยหน่อยเลย แกเป็นพวกนักล่า เขี้ยวแค่นี้มันงอกขึ้นใหม่ได้ทันทีหรอกน่า” ไป่ฉีมองไปที่เบี้ยนฝู๋ด้วยสายตาเบื่อหน่ายกับฉากละครที่มันแสดง มันคงกะให้เขาประมาทเพราะคิดว่าเขี้ยวของมันหักไปแล้ว พอเผลอมันจะเข้าโจมตีอีกครั้งแน่นอน
“ชิ ถ้าดูออกก็หัดบอกตั้งแต่แรกสิเจ้าหนู วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน หวังว่าคงจะได้พบกันอีก” เบี้ยนฝู๋รู้แล้วว่าระดับของมันยังไม่สูงพอจะสู้กับชายหนุ่มตรงหน้า และมันตั้งใจเอาไว้แล้วว่าหากมันถึงชั้นปราณนภาเมื่อไหร่ มันจะทำให้ชายหนุ่มตรงหน้ากลายเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ของมันให้ได้
ขณะที่เบี้ยนฝู๋กำลังจะหนี ไป่ฉีได้ใช้อักขระลมปราณ [ลืมเลือน] ใส่มัน ให้มันลืมใบหน้าของเขาเพื่อความปลอดภัยของคนรอบตัว มันจะจำได้เพียงแค่ว่ามันได้ปะทะกับคน ๆ หนึ่งที่สามารถเอาชนะมันได้
สาเหตุที่ไป่ฉีไม่สามารถจับมันได้เพราะยามค่ำคืน มันสามารถกลายร่างเป็นหมอกได้ เหมือนกับที่มันทำตอนพุ่งเข้าโจมตีเขา
หลังจากเบี้ยนฝู๋จากไป ไป่ฉีก็เปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่ง เมิ่งชิงชิงที่ตอนนี้น้ำตาไหลอาบแก้มพุ่งเข้ามากอดไป่ฉีทันที
“ตาบ้า อย่าทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนี้อีกนะ ฉันคิดว่าจะเสียนายไปซะแล้ว” เมิ่งชิงชิงซุกหน้าเข้ากับอกของไป่ฉี ตอนนี้เสื้อของเขาเปียกไปด้วยน้ำตาของเธอ
“ขอโทษนะ ถ้าผมไม่มั่นใจ ผมคงไม่สู้กับพวกมันแน่ หากปล่อยพวกมันไป คงมีผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มมากขึ้นแน่ อีกอย่าง ผมเก็บเล็บของตัวหัวหน้ามันมาด้วย รวมถึงบัตรประชาชนของทั้ง 500 คนนั้น พี่ขับต่อไปที่สถานีตำรวจเถอะครับ แต่อย่าบอกตำรวจว่าผมเป็นคนจัดการพวกมัน ให้บอกว่ามีคน ๆ หนึ่งแต่งตัวเหมือนนักบวชโผล่ออกมาช่วยพวกเรา แล้วจัดการกับพวกมันทั้งหมด” ไป่ฉีกล่าว เมิ่งชิงชิงเงยหน้าขึ้นมองไป่ฉีที่ตอนนี้กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เธอ
เมื่อไป่ฉีไปถึงที่สถานีตำรวจ มีตำรวจหญิงที่บังเอิญเป็นแฟนคลับของไป่ฉีช่วยเขาเดินเรื่องลงบันทึกประจำวันไว้ พร้อมกับรับฝากหลักฐานทั้งหมดเอาไว้ด้วย แต่สิ่งที่ไป่ฉีนำมามีค่ากับพวกเขามาก เพราะไป่ฉีได้บอกลักษณะของหัวหน้าผีดูดเลือดไว้ให้พวกเขา ถึงจะระบุหน้าตาไม่ได้เพราะการแต่งตัวปิดบังใบหน้า แต่ก็ได้เล็บสีม่วงของมันมา พวกเขาจะได้ตัวอย่าง DNA ของมัน ไป่ฉีได้กำชับว่าเขาไม่อยากเปิดเผยตัว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็ยินดีที่จะปิดบังข้อมูลส่วนนี้เอาไว้ให้
อะพาร์ตเมนต์ของครอบครัวไป่
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงกลับถึงห้อง พวกเขาไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น เมิ่งชิงชิงอยู่จัดเสื้อผ้าของตัวเอง ส่วนของใช้เธอให้ไป่ฉีช่วยเธอจัดเข้าที่ไว้ตรงมุมหนึ่งของห้อง ถ้าเป็นของใช้ส่วนตัวผู้หญิง แม่ของไป่ฉีจะช่วยเมิ่งชิงชิงจัดอีกแรง
“เอ้อ ไอ้ลูกชาย คราวก่อนแกไม่ได้ใช้ถุงยางเพราะใช้มันไม่เป็นใช่ไหม” ไป่ชิงหยุนถาม
“ครับ มีอะไรรึเปล่าครับพ่อ” ไป่ฉีถามต่อ
“พ่อกับแม่คุยกันแล้วว่าจะสอนแกใส่ถุงยาง” ทันทีที่ได้ยินสิ่งนี้ มือของเมิ่งชิงชิงที่กำลังพับเสื้อผ้าก็ชะงัก หน้าของเธอแดงจนถึงใบหู
“ที่รัก ต่อหน้าชิงชิงอย่าพูดเรื่องน่าอายแบบนี้ได้ไหมคะ” ไป่เหลียนฮวากล่าว
“โถ่แม่(ทูนหัว) เราก็ต้องสอนเด็ก ๆ เอาไว้สิ อีกอย่างนะ ถึงพ่อจะใส่เองได้ แต่ให้แม่ใส่มันเสี.....อุ๊ก” ไป่ชิงหยุนยังพูดไปจบก็โดนไป่เหลียนฮวาต่อยเข้าที่ท้องน้อย นอนขดเป็นกุ้งอยู่ที่พื้น
“หยุดเลยนะ ชิงชิงจ๊ะ อย่าไปฟังเลยนะ” ไป่เหลียนฮวาหน้าแดง เมิ่งชิงชิงมองแล้วก็รู้สึกว่าไป่ฉีกับพ่อของเขาเหมือนกันตรงที่ชอบทำให้ผู้หญิงที่พวกเขารักเขินอายจนเป็นเรื่องปกติ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณแม่ หนูเองก็อยากเรียนวิธีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ถือเป็นความรู้” เมิ่งชิงชิงพูดขึ้น ใบหน้าของเธอยังคงแดงอยู่
“ตกลงตามนี้ ไป่ฉีแกถอดกางเกงออกเลย” ไป่ชิงหยุนกล่าว
“เอ๋ ทำไมล่ะครับ” ไป่ฉีถาม ขณะที่พ่อของเขาหยิบสายเส้นหนึ่งขึ้นมา
“พ่อจะวัดขนาดของแกกว่าต้องใช้ไซส์ไหน เดี๋ยวพ่อจะออกไปซื้อมาให้แกลองใส่ดู” ไป่ชิงหยุนกล่าว
ไป่ฉีลากพ่อเข้าไปในห้องนอน และทำตามแต่โดยดี เขาถอดกางเกงกับกางเกงในออก ก่อนจะเผยให้เห็นเสี่ยวฉีกำลังนอนอย่างสงบนิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น
“แล้วทำยังไงต่อครับพ่อ จะวัดทั้ง ๆ อย่างงี้เหรอ” ไป่ฉีถาม
สักครู่ไป่ฉีก็เดินออกมาจากห้องนอน ภายในห้องนอนนั้น ไป่ชิงหยุนกำลังนั่งกอดเข่าและหันหน้าเข้ามุมห้อง ความรู้สึกหดหู่แผ่ซ่านออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“พ่อครับ ทำไมไปนั่งหลบมุมล่ะ” ไป่ฉีถาม
“ก่อนนายจะถาม นายช่วยใส่กางเกงให้เรียบร้อยก่อนได้ไหม ฉันยังไม่ชินกับ…..เอ่อ…..เข็มฉีดยาของนาย” เมิ่งชิงชิงกำลังเอามือ 2 ข้างปิดตาของตัวเอง
ไป่ฉีกลับไปสวมกางเกง แต่ดูเหมือนไป่ชิงหยุนจะนิ่งเงียบมาก ไป่เหลียนฮวาจึงเข้าไป ก่อนที่เธอจะนิ่งเงียบไปอีกคน ไป่ฉีจึงเดินไปหาทั้ง 2 ก่อนจะสะกิดที่ไหล่ของพ่อกับแม่ ทำให้ทั้ง 2 คนได้สติ
“ว่ายังไงครับ สรุปว่าผมใส่ไซส์ไหน” ไป่ฉีถาม ก่อนที่ไป่ชิงหยุนจะหันมาหาไป่ฉีพร้อมกับใบหน้าหดหู่
“ไม่-มี-ไซส์-สำ-หรับ-แก” ไป่ชิงหยุนเน้นทีละคำ
“.......” ไป่ฉีมองพ่อของเขานิ่ง
“.......” เมิ่งชิงชิงกำลังประมวลผล
“ชิงชิง อดทนรออีกหน่อยแล้วกันนะ ส่วนไป่ฉี ถ้าจะทำก็ปล่อยข้างนอกนะลูก สงสารหนูชิงชิงบ้าง เข้าใจไหม” ไป่เหลียนฮวากล่าว ไป่ฉีกำลังงง เขาใช้เวลาสักพักก็เข้าใจความหมายที่แม่ของเขากล่าว ก่อนจะส่ายหัว
“ครับ” ไป่ฉียิ้ม
“แกได้เชื้อใครไปวะไอ้ลูกชาย เข็มฉีดควายชัด ๆ ทำไมมันถึง...... โฮ ที่รัก ฉันแพ้ลูกชายตัวเอง” ไป่ชิงหยุนเอาหน้าไปซุกหน้าอกของไป่เหลียนฮวา ขนาดของไป่ฉีน้อยทำเอาเขาในฐานะพ่อถึงกับอับอายเลยทีเดียว
“เฮ้อ พี่ชิงชิง ผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ” ไป่ฉีลุกขึ้นไปหยิบผ้าขนหนูพาดบ่าเตรียมไปห้องน้ำ เพราะลองพ่อได้อ้อนแม่แบบนี้ คืนนี้ยาวแน่ ๆ เขาต้องไปจัดการธุระของตัวเองก่อน
“อื้อ ได้สิ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
เมื่อทุกคนเข้านอนแล้ว ไป่ฉีใช้วิชาแยกจิต ไปหาเฟิงเทียน ซึ่งเขาพบว่าเฟิงเทียนกำลังบ่มเพาะพลังอยู่ จึงเขียนโน๊ตแจ้งเรื่องของมารค้างคาวเบี้ยนฝู๋ไว้ ก่อนจะหายตัวไปจากที่นั่น
สมาคมการค้าตะวันจันทรา (สำนักงานใหญ่)
อวี้กงปรากฎตัวขึ้นตรงหน้าเคาน์เตอร์ ทำให้พนักงานและผู้อาวุโสจิ่วลี่ที่อยู่ตรงนั้นตกใจสะดุ้งสุด เพราะคนที่โผล่มาแบบนี้ได้ในยุทธภพนี้มีเพียงคนเดียวคือเทพกระบี่
“ท่านเทพกระบี่ ไม่ทราบว่ามาที่นี่มีธุระอะไรรึเปล่า” จิ่วลี่ถาม
“เราจะมาแจ้งเรื่องตัวการที่ทำให้เกิดผีดูดเลือดในเมืองทางชายแดนของประเทศมังกรทอง กับเมืองรอบ ๆ ในหลายวันมานี้ วันนี้เราได้ปะทะกับมันมา แต่เพราะมีคนธรรมดาอยู่ด้วยจึงไม่สามารถใช้พลังเต็มที่ได้ สุดท้ายมันก็หลบหนีไปได้” ไป่ฉีกล่าว
“ทางเรากำลังต้องการข้อมูลอยู่พอดี เจ้าค้างคาวผีนี่โผล่มาประจวบเหมาะกับพิษอัมพาตชนิดใหม่ของพรรคตะวันดับพอดี ทางเราสงสัยว่าเรื่องนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันก็ได้” จิ่วลี่กล่าว
“ไม่ใช่อาจจะ แต่เกี่ยวกันเลยต่างหาก แต่ไม่ทราบว่าเราจะได้รับค่าตอบแทนในข้อมูลครั้งนี้รึเปล่า” ไป่ฉีถาม
“แน่นอน ได้อยู่แล้ว แต่ขอประเมินข้อมูลที่อยู่ในมือท่านก่อน” จิ่วลี่ตอบ
“ชื่อของมันคือ มารค้างคาวเบี้ยนฝู๋ จากที่ตรวจสอบดูมันน่าจะเข้าสิงร่างของคนที่เพิ่งตาย จากที่ฟังน้ำเสียง ร่างที่มันใช้อยู่น่าจะเป็นวัยรุ่นชายอายุน่าจะสัก 18 ปี ข้าไม่เห็นใบหน้า แต่ดวงตาของมันมีสีแดง ผมสีแพลตินั่ม มันฝึกวิชาโดยการดูดเลือดจากคนธรรมดาและผู้ฝึกยุทธ์ หากมันได้รับเลือดจากผู้ฝึกยุทธ์ การบ่มเพาะของมันจะรวดเร็วมาก คนที่ถูกมันสูบเลือดจนหมดตัว จะฟื้นขึ้นมากลายเป็นผีดูดเลือด แต่พวกมันจะไม่มีสติปัญญา วิธีจัดการนั้นง่ายมาก นั่นคือโจมตีทำลายหัวใจ ไม่ก็ใช้แสงอาทิตย์ ไม่ว่าจะฟันหรือแทงหัว พวกมันจะฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเบี้ยนฝู๋บรรลุถึงชั้นปราณนภา มันจะสามารถสร้างสาวกของตัวเองได้ โดยการกัดแล้วส่งปราณของมันเข้าไปในร่างของคนคนนั้น จากนั้นคนคนนั้นจะเชื่อฟังคำสั่งของมัน สาวกจะมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง คงความเป็นตัวเองเอาไว้ได้ แต่จะซื่อสัตย์ภักดีต่อเบี้ยนฝู๋เพียงผู้เดียว เบี้ยนฝู๋ไม่กลัวแสงอาทิตย์ แต่แสงอาทิตย์จะทำให้มันอ่อนแอและไม่สามารถใช้วิชาร่างหมอก ที่จะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นดังหมอกควันได้ ที่เล็บของมันมีพิษอัมพาตรุนแรงเคลือบไว้ คาดว่ามันคงขายพิษนั้นให้กับพรรคตะวันดับ เพื่อหาเงินมาใช้ดำรงชีวิต” ไป่ฉีเล่าข้อมูลทั้งหมดออกมาให้กับจิ่วลี่ฟัง
“ช่างน่ากลัวนัก ข้อมูลนี้มีค่ามาก กรุณารอสักครู่ ทางเราจะขอรายงานท่านประมุขเพื่อประเมินราคาของข้อมูลนี้” จิ่วลี่เดินหายไปจากสายตาของไป่ฉี ก่อนจะกลับมาพร้อมกับเอกสารยืนยันการซื้อข้อมูล
ไป่ฉีพอใจในราคาของข้อมูลนี้มาก เขาจึงเซ็นรับเงินทันที เมื่อได้เงินมาแล้วเขาก็ทำการเก็บมันเข้าแหวนมิติแล้วหายไปจากตรงนั้น
“ข้อมูลนี้ประมุขสั่งให้แจ้งให้ตำหนักเทพทั้งหมดทราบโดยด่วน เกรงว่าศัตรูคราวนี้จะน่ากลัวกว่านางมารปิงโหย่วมากนัก หากพบเห็นให้รีบกำจัด อย่าปล่อยให้มันเติบใหญ่ไปมากกว่านี้” จิ่วลี่มีสีหน้ากังวัลใจอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเขากล่าว มีเงากว่า 10 สายพุ่งหายออกไปทางประตูทางเข้าสมาคมการค้าตะวันจันทรา
เมื่อจิตของไป่ฉีกลับมารวมกับร่างแล้ว เขารู้สึกเหมือนมีอะไรกำลังทับตัวเขาอยู่ จึงยกหัวขึ้นมาดู ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะขึ้นสีเล็กน้อย เขามองร่างของเมิ่งชิงชิงที่กำลังนอนอยู่บนตัวของเขา เธอกำลังใช้หน้าอกเขาเป็นหมอนหนุน ส่วนตัวของเธอก็กำลังนอนขดอยู่บนหน้าท้องของเขา สิ่งที่เขาพบอีกอย่างหนึ่งคือ เสื้อของเขาถูกถอดออก บริเวณยอดอกของเขามีคราบน้ำลายอยู่ รวมถึงมีรอยฟันเล็ก ๆ ตรงยอดอก
'ข้าถูกลักหลับเหรอเนี่ย เอาเถอะ วันนี้ข้าทำให้เธอเป็นห่วง ครั้งนี้จะยอมให้ก็แล้วกัน' ไป่ฉียิ้ม ก่อนจะกระชับวงแขนกอดร่างบางที่นอนขดบนตัวเขาแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างมีความสุข