เหม่ยลี่มองเฉินอี้กลับและยังนั่งค้างอยู่ท่าเดิมทั้งสองคนมองหน้ากันอยู่พักหนึ่ง เหม่ยลี่ถอนใจและมองไปทางอื่น
“เจ้ามารน้อย เจ้าทำข้าหมดสนุกอีกแล้วนะ”กล่าวจบเหม่ยลี่ก็กระโดดลงจากเกวียนและตะโกนเรียกจินลี่หยาง
จินลี่หยางหยุดม้าและหันมาทางเหม่ยลี่“มีอันใดหรือแม่นางน้อย”
เหม่ยลี่ยิ้มน่ารัก“วันก่อนข้าได้ยินว่ามีโจรหนีมาอยู่แถวนี้จึงอยากเตือนท่านเอาไว้เสียหน่อยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นหรือ ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเตือนนะ” จินลี่หยางยิ้มให้เหม่ยลี่
นางมองไปที่เฉินอี้และหันกลับมามองจินลี่หยาง“เจ้ามารน้อยนั่นเป็นเด็กดีมากนะ มีคำกล่าวว่าเพื่อนแท้คือยารักษาชีวิตหวังว่าพวกท่านจะมิทำเขาหลุดมือหายไปเสียล่ะ”
เหม่ยลี่ยิ้มให้จินลี่หยางที่ยังทำหน้างงอีกครั้งหนึ่งและหันไปโบกมือลาเฉินอี้
“ข้าไปล่ะเจ้ามารน้อย รักษาตัวดีๆ นะ”
เฉินอี้ยกมือขึ้นจะโบกตอบแต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่ควรจะมองเห็นเหม่ยลี่ จึงเสเอามือไปเกาข้างขมับแทน
จางฝูลู่ขยับเข้ามานั่งข้างเฉินอี้“เหตุใดเด็กคนนั้นจึงเรียกเจ้าว่าเจ้ามารน้อยเล่า”
เฉินอี้ยิ้ม“เพราะตาข้าล่ะมั้ง”
จางฝูลู่ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกอันใดขึ้นมาได้จึงรีบกล่าวเปลี่ยนเรื่อง “แถวนี้จะมีร้านน้ำชาบ้างไหมนะ ข้าชักจะหิวเสียแล้วสิ”
เฉินอี้นั้นได้พบกับเหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่อยู่สองถึงสามครั้งครั้งแรกเมื่อห้าปีที่แล้วหลังจากที่เขาช่วยเหลือดวงวิญญาณของหลี่ตงเฉิงให้ได้พบกับพ่อแม่ของเขา
เมื่อฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยเฉินอี้กลับขึ้นเขาไปยังจุดเดิมเพื่อศึกษาอักขระอาคมที่ใช้สะกดวิญญาณของหลี่ตงเฉิงเอาไว้
เขาอยากรู้ว่าพวกคนที่ใช้อาคมสะกดวิญญาณนั้นมีวิธีการและอาคมแบบใดเผื่อว่าเขาจะสามารถนำไปป้องกันหรือแก้ไข เพื่อช่วยเหลือดวงวิญญาณตนอื่นๆ ได้
ขณะที่กำลังดูรูปแบบของอักขระอาคมอยู่นั่นเองเฉินอี้ก็เห็นเหม่ยลี่เดินเข้ามาหาตนเขารู้ทันทีว่านางมิใช่มนุษย์เพราะตัวเขาเองไม่สามารถมองเห็นมนุษย์ได้
แต่เหม่ยลี่ไม่รู้นางคิดว่าเขาเป็นเด็กชายธรรมดาคนหนึ่งที่อาจจะหลงทางอยู่ในป่าจึงคิดจะเข้ามาช่วยเหลือ
อาหลิ่งรีบเข้ามาขวางเหม่ยลี่ไว้ไม่ให้นางเข้ามาใกล้เฉินอี้ส่วนเฉินอี้นั้นถนัดมากเรื่องแกล้งทำเมินเฉยใส่วิญญาณ
เหม่ยลี่เกิดความพิศวงว่าเหตุใดเฉินอี้จึงไม่เห็นนางทั้งที่นางปรากฏกายให้เห็นและยังมีวิญญาณอีกตนหนึ่งมาขวางหน้านางเอาไว้ อีกด้วย
ยิ่งเหม่ยลี่เห็นว่าเฉินอี้สามารถมองเห็นเงาอักขระอาคมสะกดวิญญาณได้สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของนางตอนนั้นมีคำเดียว หรือว่านี่คือมาร
เมื่อคิดได้ดังนั้นเหม่ยลี่จึงเปลี่ยนร่างเป็นพยัคฆ์ขาวเตรียมกระโจนใส่เฉินอี้เฉินอี้นั้นตกใจมากที่อยู่ๆ วิญญาณเด็กสาวก็กลายเป็นเสือโคร่งขาวตัวใหญ่อาหลิ่งรีบสร้างเกราะคุ้มภัยป้องกันทันที แต่เกราะนั้นทำอันใดพยัคฆ์ขาวมิได้อาหลิ่งจึงถูกซัดกระเด็นไปจนแทบลุกไม่ขึ้น
เฉินอี้รีบร้องห้ามพยัคฆ์ขาวและวิ่งไปขวางระหว่างดวงวิญญาณทั้งสองพยัคฆ์ขาวเห็นเฉินอี้ขวางทางอยู่ก็ไม่คิดที่จะหยุดหรือฟังเสียงนางคิดแต่เพียงต้องปราบมารเท่านั้น
เฉินอี้ไม่รู้ว่าจะห้ามพยัคฆ์ขาวเช่นไรอาหลิ่งร้องบอกให้เขาหลบไปแต่เฉินอี้ไม่ยอมหลบเขายืนนิ่งอยู่กับที่ทำได้เพียงรอให้เสือมาขย้ำเขาเท่านั้น
ตอนนั้นเองท่านเจ้าที่กับเทพารักษ์ก็ปรากฏกายขึ้นและร้องห้ามพยัคฆ์ขาวนางจึงหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินอี้ที่ห่างจากหน้าของนางเพียงคืบเดียว
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าเรื่องราวและเข้าใจกันดีแล้วพยัคฆ์ขาวจึงกลายร่างกลับเป็นเด็กสาวตามเดิมนางมองตาเฉินอี้เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
เหม่ยลี่ยื่นมือไปจับที่ใบหน้าของเขาอาหลิ่งตกใจมากด้วยกลัวว่าเฉินอี้อาจจะถูกดูดพลังชีวิตไปเหม่ยลี่หันไปมองหน้าอาหลิ่งและทำเสียงเบื่อๆ
“พลังชีวิตน้อยนิดแค่นี้คิดว่าข้าจะเอาไปทำอันใดรึข้าบำเพ็ญเซียนนะมิใช่สัมภเวสีผีอดอยาก พลังของข้าย่อมเหนือกว่ามนุษย์อยู่แล้ว”
อาหลิ่งมองมือที่ยังคงจับที่ใบหน้าของเฉินอี้ไว้ไม่ปล่อย“แล้วท่านทำอันใดอยู่ จับเขาไว้ด้วยเหตุใด”
เหม่ยลี่ที่มองเฉินอี้อยู่หันกลับไปมองอาหลิ่ง“ข้าอยากจับข้าก็จะจับ มีปัญหาหรือ”
อาหลิ่งอ้าปากค้างท่านเจ้าที่กับเทพารักษ์พากันกระแอมกระไอและหันไปชมนกชมไม้กันสองคน
เฉินอี้ที่ยังยืนตัวแข็งอยู่ราวกับแทบจะเห็นไฟพ่นออกจากปากอาหลิ่งได้
แต่ถึงแม้เหม่ยลี่จะกล่าวเช่นนั้นเฉินอี้กลับรู้สึกว่าขณะที่นางสัมผัสตัวเขามีความอุ่นสายหนึ่งแผ่เข้ามาที่ใบหน้าและไปรวมตัวกันที่กลางอก
จากนั้นตลอดช่วงสารทฤดูเฉินอี้ก็ไม่ป่วยเลย
วันนี้ก็เช่นกัน
เมื่อเหม่ยลี่สัมผัสตัวเขาความรู้สึกอุ่นสบายนั้นก็แผ่เข้ามาในตัวเขาอีกครั้งอาการหนาวเย็นในร่างกายและหัวใจที่รู้สึกเจ็บก็หายไปตอนนี้เขารู้สึกอบอุ่นและมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อถึงยามอู่ทั้งหมดก็หยุดพักกินข้าวที่จุดพักม้าบนเขา
พวกเขาเดินทางกันมาได้ครึ่งทางแล้วเฉินอี้ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไม่ไกลนัก
“ด้านหลังร้านน้ำชามีธารน้ำอยู่สายหนึ่ง เจ้ากินข้าวเสียก่อนเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าเดินไป” จางฝูลู่กล่าวกับเฉินอี้เมื่อเขาเอ่ยถาม
“แล้วพวกนักโทษเล่า พวกเขามีอันใดให้กินหรือไม่”
“มีสิ ข้าเห็นทหารของฉางผิงเอาข้าวไปให้พวกเขาแล้ว”
เฉินอี้พยักหน้าและมองไปยังวิญญาณสองตนที่วนเวียนอยู่ตรงบริเวณที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นจุดที่ขังนักโทษเอาไว้
วิญญาณสองตนนั้นเป็นชายหนึ่งตนและหญิงหนึ่งตนเดินวนไปวนมาด้วยสีหน้าอาฆาตมาดร้ายและส่งเสียงก่นด่าสาปแช่ง
“แก! ไอ้คนชั่ว! แกต้องมิได้ตายดี แกต้องเป็นผีหัวขาด!”วิญญาณชายกล่าวด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น
“ไอ้สารเลว! ข่มเหงข้ายังไม่พอ ยังฆ่าข้าอีกแล้วสามีกับลูกของข้าจะอยู่อย่างไรกัน!” วิญญาณหญิงสาวกล่าวด้วยเสียงกรีดร้อง
เฉินอี้ที่ตอนนี้กินข้าวไปได้ไม่กี่คำก็วางตะเกียบ
จางฝูลู่มองเฉินอี้และขมวดคิ้ว“อาอี้ เป็นอันใด อิ่มแล้วหรือ”
เฉินอี้พยักหน้าได้ยินวิญญาณสองดวงนั้นคร่ำครวญ คอเขาก็รู้สึกตีบตันขึ้นมาจนกินข้าวไม่ลง
“ฝืนกินอีกสักหน่อยเถิดยังอีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงฉางผิงเดี๋ยวเจ้าก็หิวตายพอดี”จางฝูลู่หยิบตะเกียบของเฉินอี้ขึ้นมาและจับมันใส่กลับเข้าไปในมือของเขา
“พี่ลี่หยางเล่า” เฉินอี้เอ่ยถามหาจินลี่หยางเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“ยืนคุยกับทหารจากฉางผิงอยู่ด้านโน้น”จางฝูลู่บอกและคีบอาหารยื่นมาให้เฉินอี้ชิ้นหนึ่ง พลางบังคับให้เขาอ้าปากเฉินอี้จึงต้องกินเข้าไปอย่างเสียมิได้
เมื่อจางฝูลู่กินข้าวเสร็จทั้งสองคนก็เดินออกมาจากจุดพักม้าจากนั้นก็มีเสียงคนตะโกนมาทางที่ทั้งสองคนเดินอยู่
“เฮอะ! ข้าก็นึกว่าเป็นไอ้เด็กใจกล้ามาจากไหนที่แท้ก็เป็นแค่คนตาบอดดวงดีคนหนึ่ง”
เสียงนั้นดังมาจากทางนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในกรงผู้ที่กล่าวขึ้นมานั้นคือคนที่ใช้มีดจ่อคอเฉินอี้นั่นเอง
จางฝูลู่ตวัดสายตาไปทางนักโทษคนนั้นและตะโกนกลับไป “หุบปากไปเลยนะไอ้โจรปากเสีย! ถูกขังอยู่ในกรงแล้วยังยื่นปากออกมาได้อีกหรือ!”
เฉินอี้ดึงจางฝูลู่ไว้เพราะเขาสาวเท้าจะเข้าไปหานักโทษพวกนั้น
จินลี่หยางได้ยินเสียงเอะอะก็เดินมาดูซุนเฉิงกับทหารอีกคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆเดินรี่เข้าไปหานักโทษสามคนที่ถูกขังอยู่ในกรงพลางเอ่ยตะคอก “เจ้าพวกนี้!จะเข้าคุกอยู่แล้วยังไม่เจียมตัว อยากโดนตรงนี้เลยใช่ไหม!”
เฉินอี้รีบตะโกนห้ามซุนเฉิงไว้“พี่ซุนเฉิงขอรับ! อย่าได้เข้าไปใกล้พวกมันนะขอรับ!”
.................................
--ของแถมท้ายบท--
เหม่ยลี่ลอยตัวอยู่เหนือยอดไม้หลังแยกตัวออกมาจากเฉินอี้
นางมองขบวนเดินทางที่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวเหมือนงู
เจ้ามารน้อยแม้ตาเจ้าจะมองไม่เห็น แต่สมองเจ้าช่างมองสิ่งต่างๆ ได้ทะลุปรุโปร่ง
เพียงแต่การเดินทางครั้งนี้จะทำให้เจ้าลำบากไม่น้อย
เอาเถิดเมื่อถึงเวลานั้นข้าจะลองคิดดูก็แล้วกันว่าจะยืนมองเจ้าหาเรื่องใส่ตัวหรือจะลองยื่นมือช่วยเหลือเจ้าดี