ณ ใจกลางพระราชวังฮุ่ยเหมย ศูนย์กลางเป็พื้นที่อันซับซ้อน เต็มไปด้วยพระตำหนัก สวน เขตพระราชฐานและพื้นที่อยู่อาศัยมากมาย ในปี ต้าผิงที่ 470 ฮ่องเต้เฉินอี้ มีรับสั่งให้สร้างขยายเขตพระราชฐานส่วนพระองค์ขึ้นมาใหม่ มีข้อมูลว่าต้องใช้ช่างฝีมือนับแสนคนและคนงานอีกกว่าล้านคนเพื่อที่จะสร้างพระราชฐานแห่งใหม่นี่ ภายในมีอุทยานขนาดใหญ่ พื้นที่มากพอสำหรับเลี้ยงสัตว์ไว้ล่าเพื่อความบันเทิงไปได้ตลอดปี
อาคารซึ่งเป็เสมือนเครื่องยืนยันอำนาจคือหอไท่ฉาง สูง 9 ชั้น ภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ มากถึง 199 ห้อง แต่จุดที่ทำให้หอหลังนี้เป็ที่พูดถึงมากที่สุด นั้นคือสระสรงน้ำที่บริเวณชั้นหนึ่ง โดยน้ำภายในสระสามารถหมุนเวียนได้โดยการเปิดประตูระบายน้ำ ดึงน้ำใช้แล้วออกสู่คูด้านนอก และนำน้ำเข้าใหม่ผ่านคูน้ำที่เชื่อมกับน้ำตกบนูเาหลงซานด้านหลัง มีความลึกไล่ลงไปตามระดับ แต่ละสระมีระบบทำให้น้ำอุ่นได้ตามความเหมาะสม บัดนี้พลังอำนาจทั้งหมดตกเป็ขององค์ชายเฉินโจว
ฟางเหนียง หลังจากนางถูกช่วยกลับมายังนครตงโจว ดูเหมือนว่าฮ่องเต้เฉินโจวจะเบนเข็มเปลี่ยนนิมิตหมายมาหานางแบบเต็ม ๆ ด้วยกลัวว่าความสวยงามของนางจะสู้แดดลมไม่ได้ ความกลัวที่จะสูญเสียสาวงามมากขึ้นทวีคูณเข้าทุกวันราวกับถูกมนต์สะกด ฮ่องเต้เฉินโจวถึงกับเสวยไม่ได้ บรรทมมิถึงสองชั่วยาม จึงมีรับสั่งแต่งตั้งให้ฟางเหนียงเป็สนมชั้นกุ้ยเฟย แล้วให้ฝ่ายพระตำหนักจัดหาที่พักย้ายนางมายังเขตพระราชฐานไท่ฉาง
โดยห้องบรรทมของพระสนมฟางเหนียงอยู่ที่ชั้น 5 หันออกไปเห็นวิวทิวทัศน์ของอุทยานหลวงชัดเจน การขึ้นลงมีลิฟต์รอกมือคอยรับส่ง ภายในห้องบรรทมประดับประดาด้วยมุขนิลจินดาต่าง ๆ เพื่อให้เป็สถานที่พักผ่อนหย่อนใจอย่างเต็มที่ หากแต่ดูราวกับว่าพระสนมฟางเหนียงจะยังไม่พอใจนัก บ่อยครั้งที่พระนางมักอ้างเหตุไม่สบายอยู่เสมอ เวลาไม่สบายมักบอกว่ามีอาการเจ็บที่หน้าอก และเวลาเจ็บขึ้นมาเป็ต้องกุมหน้าอกเอาไว้ลดความเ็ป พร้อมทำหน้านิ่วขมวดคิ้วร้องครวญคราง อากัปกิริยาเช่นนี้กลับทำให้นางดูสวยงามน่ารักขึ้นไปอีกในสายตาของฮ่องเต้เฉินโจว สุดท้ายฮ่องเต้ตัดสินใจมาบรรทม ณ เขตพระราชฐานแห่งนี้ ปล่อยให้ฮองเฮาต้องอยู่อย่างเดียวดายภายในตำหนักคุนิ
*
*
*
“เรือนร่างงดงามยิ่งนัก”
เสียงของฮ่องเต้เฉินโจวดังขึ้นอย่างไม่ให้ตั้งตัว ขณะฟางเหนียงกำลังถอดอาภรณ์ลงสระสรงน้ำ นางต้องปรับลมหายใจพร้อมการเต้นของหัวใจที่สับสนไปหมดก่อนเงยหน้ามองด้วยสายตาเขินอาย ฮ่องเต้เองค่อย ๆ ถอดฉลองพระองค์จนหมดแล้วลงไปร่วมสระด้วยหน้าตาเรียบเฉย
“หากฝ่าาสังหารหม่อมฉัน คงเสียดายใช่รึไม่เพคะ ถึงเก็บไว้บนวิมานเช่นนี้”
มือหยาบด้านเหมือนหินทราย จากชายผู้ทำามาเกือบค่อนชีวิต เข้ามาบีบลำคอบอบบางนุ่มนิ่มของสตรีตัวน้อยพร้อมสายตาเ็าปานจะกินเืกินเนื้อ แต่ยังคงจ้องมองเนินอกอันอวบอิ่มไม่คลาดตลอดการสนทนา
“เื่ทุกอย่างมันเริ่มจากเ้า และมันต้องจบที่เ้าด้วย”
ฟางเหนียงแย้มริมฝีปากแดงแแกมาเป็รอยยิ้ม ดึงมือของเฉินโจวออกจากคออย่างเบามือ ส่งสายตาให้รับรู้ไปว่า เขาปากไม่ตรงกับใจมากเพียงใด นางนำมือขององค์เหนือหัวเข้ามากุมพักไว้กลางอกของตนแทน การกระทำเช่นนี้เฉินโจวไม่อาจเคลื่อนสายตาออกห่างได้ กลิ่นหอมละมุนราวดอกโบตั๋นอ่อน ๆ บนผิวกายนวลผ่อง ชวนให้เขาขยับเข้าชิดนางอย่างไม่อาจต้านทาน
“นอกจากความรู้สึกทางกามอารมณ์ ยังได้ยินเสียงใดอีกรึไม่เพคะ หรือต้องเอามืออีกข้างมาช่วยแบบนี้”
ฮ่องเต้เฉินโจวกำลังจะเข้าเผด็จศึกป้อมปราการ ม้าของพระองค์ต้องหยุดรั้งกะทันหัน จากเสียงถวายบังคมจากหัวหน้าขันทีตำหนักคุนิ วันนี้ในตงโจวถือเป็วันเทียนฉา ฮ่องเต้ต้องออกเสด็จไหว้ฟ้าดินยัง 6 ศาลเ้าใหญ่ประจำเมืองหลวงร่วมกับฮองเฮา หัวหน้าขันทีจึงรับคำสั่งให้มาสอบถามว่าองค์เหนือหัวจะเสด็จเวลาใด แต่คำตอบที่ได้ทำเอาหัวหน้าขันทีถึงกับทำอะไรไม่ถูก
“วันนี้ข้าจะอยู่ร่วมเทศกาลกลับฟางกุ้ยเฟย ให้ไท่จื่อเฉินเพ่ยไปแทนข้า ทหาร!! หลังจากนี้ใครเข้ามาอีกตัดหัว”
หัวหน้าขันทีรู้เต็มอกว่าผิดธรรมเนียม แต่มีหรือเขาจะกล้าทูลสั่งสอน จึงได้แต่เก็บเื่นี้เอาไว้ไปบอกกล่าวกับฮองเฮายังตำหนักคุนิ เื่นี้ทำเอาผู้คนพูดกันไปต่าง ๆ นานา องค์ชายเฉินเพ่ยยังถอดเกราะไม่เสร็จด้วยซ้ำตอนทราบเื่ว่าบิดาให้ตนออกงานใหญ่แทน เขาต้องเร่งกลับจากค่ายทหารมาเข้าวังสวมชุดพิธีการอย่างรีบ ๆ จนสวมเครื่องประดับผิดตำแหน่งไปหลายจุด หงจงผู้รับผิดชอบงานถึงกับยืนส่ายหัวให้กับความวิบัติที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเมืองอย่างช่วยไม่ได้ ตลอดการเดินทางไปยังศาลเ้าจึงเต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบไม่ขาดสาย
ขบวนสักการะมาถึงหน้าศาลเ้าแห่งแรก ผู้คนยังไม่ทันได้ลงจากรถม้า จู่ ๆ เกิดพายุฝนตกลงมาอย่างหนักโดยไม่บอกกล่าว ฝนที่ตกหนักจนเกินธรรมชาติ เป็เหตุให้ระดับน้ำในคูคลองเริ่มเอ่อสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนหนีตายกันอลหม่าน หนานฮองเฮากำลังออกจากรถม้าเพื่อหนีภัยตามที่เหล่าองครักษ์ได้จัดเตรียม ทันใดนั้นธงต้าเฉินจากเสาข้างทางเกิดหักโค้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ โชคดีที่เฉินเพ่ยเข้ามารับธงได้ทันก่อนมันจะฟาดเข้าใส่ร่างพระมารดาเพียงปลายนิ้ว
*
*
*
ตำหนักั
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.)
“มีคนบอกว่าหนานอ๋องทำนายแม่นนัก ไหนลองทำนายชะตาตัวเองดูบ้างสิ”
หนานอ๋องหัวเราะร่ำสุราอย่างสบายอารมณ์ ท่ามกลางโถงตำหนักัอันเงียบงันราวสุสาน ไม่มีราศีความเป็ตำหนักศักดิ์สิทธิ์สักนิด หนานอ๋องหยิบตะเกียบข้างกายมาหนึ่งกำมือ เริ่มคำนวณทำนายอีกครั้ง เพียงเวลาไม่นานเขาโยนตะเกียบทั้งหมดลงต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ แล้วกล่าวขึ้นมาว่า
“ทูลฝ่าา คนที่ทำนายทายทัก ล้วนมองเห็นเบื้องหน้าของทุกสิ่ง แต่ไม่อาจเห็นรอบตัวเองว่าจะเกิดสิ่งใด ครั้งนี้ทำนายได้ว่า ์เตือนเราหลายครั้ง วันนี้ยังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในหลายส่วนของเมืองหลวง ไม่มีสิ่งใดให้ทำนายอีก ต้าเฉินสิ้นแล้ว!! ต้าเฉินสิ้นแล้ว!! ห้า ห้า ห้า”
ก่อนที่สถานการณ์จะดูตึงเครียดไปมากกว่านี้ ขันทีประจำตำหนักักล่าวถึงการมาของแขกพิเศษในค่ำคืนนี้ องค์ชายซีปินพร้อมทูตจาก์เดินทางมาขอเข้าเฝ้า บรรยากาศทุกอย่างจึงกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้ง ฮ่องเต้เฉินโจวถึงกับทำหน้าไม่อยากต้อนรับคนจาก์แม้แต่นิดเดียว จึงให้มาเข้าเฝ้าแบบยืนสนทนาแทนการนั่งแบบให้ให้เกียรติ
“ข้าฟางเซียน ได้บรรชา์ให้มามอบห่าวอู๋ให้กับฝ่าา”
เวลาบนแดนมนุษย์ผ่านล่วงเลยมากกว่า500 ปี วันนี้ทุกคนที่อยู่ภายในโถงของตำหนักัได้ยลโฉมห่าวอู๋เป็ครั้งแรก แทบไม่มีใครอยากเชื่อสายตาว่าสิ่งของในตำนานจะมีอยู่จริง ๆ ฮ่องเต้เฉินโจวเพียงได้เห็น ถึงกับตาเป็ประกาย มือไม้สั่นอย่างควบคุมไม่ได้มือไม้สั่นอย่างควบคุมไม่ได้ อีกหนึ่งความประหลาดที่ฟางเซียนได้ฟังจากกระแสจิตโดยตรงของมหาเทพไป๋เซ่อ โดยที่ไม่มีเทพเซียนองค์ได้รู้มาก่อน ห่าวอู๋เมื่ออยู่บน์พลังของมันคือการดูดกินพลังและิญญามา แต่เมื่อใดที่มันลงมาสู่โลกมนุษย์ จะมีเพียงคนที่เปิดผนึกอีกครั้งเท่านั้น ที่จะได้รับพลังทั้งหมดเข้าสู่ตัวเอง อีกทั้งผู้ได้รับพลังยังสามารถหาิญญามาหล่อเลี้ยงให้ห่าวอู๋จะยิ่งมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนไม่อาจจินตนาการได้ พลังลับของห่าวอู๋ควรเป็ความลับ์ ไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้ จนกระทั่งการสนทนามาถึงประโยคหนึ่ง มันทำให้ฟางเซียนรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่์ต้องเผชิญคือสิ่งใด
“คัมภีร์ห่าวอู๋ ได้ยินว่ายิ่งได้รับวิญญ่ณมากเพียงใด พลังจะมากตาม ข้าขอทดสอบได้หรือไม่ ว่านี้คัมภีร์ห่าวอู๋เป็ของจริง”
สิ้นประโยคฮ่องเต้เฉินโจวชักกระบี่เดินเข้าไปแทงทะลุอกของขันทีที่ยืนอยู่ไม่ไกลโดยไม่มีการบอกกล่าว คัมภีร์ห่าวอู๋เปล่งประกายเรืองแสงลอยขึ้นกลางโถงพระตำหนัก ก่อนที่คัมภีร์นั้นจะดึงเอาิญญาของขันทีผู้ใกล้สิ้นลมหายใจออกมาจากร่าง สร้างความตกตะลึงงันให้กับทุกคนเป็อย่างมาก เพียงเวลาชั่วพริบตาเดียวิญญาของขันทีผู้นั้นถูกดูดเข้าไปภายในคัมภีร์ ทิ้งไว้เพียงร่างอันไร้ิญญา กับกลิ่นคาวเืที่ลอยคละคลุ้งไปในอากาศ พร้อมกับเหล่าทหารองครักษ์ที่เข้ามาล้อมอ๋องสองแคว้นพร้อมทูต์เอาไว้
“ไม่นึกเลยว่าข้าจะได้เครื่องเซ่นที่ดีเช่นนี้ หึหึ ลงมือ!!”
คำสั่งนั้นไม่ใช่เพียงหน่วยองครักษ์ที่เข้าใจ เทพตี๋ชิงพร้อมเข้ามาช่วยเหลือตามแผนที่ได้วางซ้อนเอาไว้ทันเวลาอย่างพอเหมาะพอดี เทพตี๋ชิงแม้ไร้อาวุธเทพแต่พลังของเขาก็ยังอยู่ครบสมบูรณ์ เพียงเวลาไม่นานท่านเทพสามารถพาทุกคนฝ่าออกมาสู่จุดปลอดภัยนอกเมืองได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ทุกคนไม่เข้าใจอย่างมาก คือเหตุใดฮ่องเต้ถึงได้ดูเปลี่ยนไปเป็คนละคนในเวลาอันรวดเร็ว
“ทุกท่าน ห่าวอู๋สลายไปแล้ว… มันจบแล้วหรือ”
คัมภีร์ห่าวอู๋สลายกลายเป็ฝุ่นผงไปต่อหน้าหลังจบประโยคของฟางเซียน ดูเหมือนว่าบัดนี้แผ่นดินมนุษย์ไร้ซึ่งผู้คู่ควรในพลังจักรวาล โทษทัณฑ์์คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นทำเทพตี๋ชิงฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงให้ทุกฝ่ายเดินทางกลับถิ่นของตนไปเตรียมรับสถานการณ์กันไปก่อน ส่วนตนจะขึ้นไปหาคำตอบยังแดน์ถึงเื่ที่ไม่ชอบมาพากลที่ได้พบเจอ
"ท่านอ๋องทั้ง 2 ข้าจะพาแม่นางฟางเซียนกลับซีโจวไปด้วย หยกของพวกท่าน..."
"เ้าเก็บไว้เถอะ อนาคตไม่แน่นอน อาจจะได้ใช้ก็ได้"
*
*
*
ตำหนักคุนิ
ยามจื่อ (23.00 - 24.59 น.)
หน่วยองครักษ์หลวงบุกเข้ามาโดยไม่มีการบอกกล่าว หนานฮองเฮานั่งสงบในฉลองพระองค์เต็มชุด รอรับเื่ที่จะเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ภาพตรงหน้าช่างบาดตาบาดใจยิ่ง ฮ่องเต้พร้อมฟางเหนียงกุ้ยเฟยเสด็จมาด้วยตนเอง ทั้งสองคนตัวติดแนบชิดบนเกี้ยวไม่ยอมห่าง ริมฝีปากของฟางเหนียงกุ้ยเฟยค่อย ๆ เผยรอยยิ้มกระหยิ่มใจแบบผู้ชนะ เมื่อได้เห็นสีหน้าทะนงตนของหนานฮองเฮา ผู้ถูกจับไปตำหนักเย็นโทษฐานยุยงให้พระเชษฐาคิดก่อฏ
“ทหารช้าก่อน ฮองเฮาเพคะ มีสิ่งใดอยากจะกล่าวออกมาจากความอัดอั้นตันใจหรือไม่เพคะ”
“หากฟางกุ้ยเฟยไม่ตรัสถาม ข้าคงลืมไปแล้วจริง ๆ ที่จะบอกกับเ้าคือ ไปตายซะนางแพศยา ชั้นต่ำ!!!"