อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 100 เทพจิ้งจอก

    มู่เชียนกลับออกมาจากมิติกำไลในวันที่สี่ ผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่เหลือจากทั้งเทือกเขาจำนวนราวสี่สิบคน ต่างก็กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณหน้าถ้ำอสูรแล้ว.. ในจำนวนนั้น  …ตัวแทนจากแคว้นเยี่ยนสิบกว่าคนยืนมองนางอยู่ไม่ไกล 


    ข่าวเรื่องมู่เชียนนั้นพวกเขาได้ยินมาบ้างแล้ว จึงไม่คิดล่วงเกินแคว้นต้าหนานอีก… แม้แต่แคว้นฉินก็ยังถูกนางกำจัดจนสิ้น.. พวกเขาย่อมไม่ยินดีเป็นศัตรูกับบุคคลเช่นนี้


    ชายชุดแดงจากเผ่าเยี่ยนถูทั้งแปดคนยืนอยู่อีกฟาก พวกเขามิได้เข้ามาพูดคุยกับฉวนสี่ ทำราวกับไม่เคยรู้จักกัน…  นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากแคว้นฉู่อีกห้าคน และแคว้นต้าหนาน อีกสิบคน ขณะที่เหล่าผู้ร่วมแข่งขันไร้สังกัดล้วนถูกกำจัดไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว..   


    ในช่วงเวลาสุดท้ายของการแข่งขันพวกเขาล้วนต้องมารวมตัวกันหน้าถ้ำอสูร ผู้อ่อนแอจึงตกเป็นเป้าอย่างเลี่ยงไม่ได้…  หากมิใช่แคว้นหนานมีมู่เชียนอยู่ก็คงมีชะตากรรมเช่นเดียวกัน 


    ยามนี้ผู้เข้าประลองที่เหลือทั้งหมดต่างกำลังเฝ้ารอการประกาศผลผู้ชนะอย่างตื่นเต้น


    “จากคนหลายร้อยเหลือเพียงไม่กี่สิบ…. การประลองปีนี้ช่างรุนแรงนัก” หนานจื่อชิ่งเอ่ยขึ้นขณะมองสำรวจไปรอบด้าน… 


    แต่ละปีที่ผ่านมาแคว้นต้าหนานของเขารั้งตำแหน่งท้ายสุดมาโดยตลอด ได้แต่หวังว่าปีนี้คงมีความเปลี่ยนแปลงบ้าง สายตาขององค์ชายใหญ่มองไปที่มู่เชียนอย่างครุ่นคิด


    หากจะมีตัวแปรใดที่ส่งผลต่อการแข่งขัน ย่อมต้องมาจากหญิงสาวผู้นี้เป็นแน่


    เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ยันต์หู่ลี่ในร่างของแต่ละคนพลันส่องแสงสว่างออกมา ก่อนจะสลายไปอย่างรวดเร็ว…ร่างของผู้เข้าแข่งขันที่เหลือล้วนกลายเป็นละอองสีฟ้าไปเช่นกัน 


    มู่เชียนยืนอยู่หน้าถ้ำอสูรเพียงลำพัง นางเฝ้ามองปราการสีเขียวอมฟ้าบริเวณหน้าถ้ำที่กำลังจืดจางลงเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว 


    ‘ดูเหมือนข้าจะทำสำเร็จแล้ว’ มู่เชียนเอ่ยอย่างยินดี  


    ‘รีบเข้าไปเถอะ’ เสี่ยวจิ้งส่งเสียงเล็กๆ เร่งเร้าออกมาอย่างตื่นเต้น ทันทีที่ปราการสลายไปไอปราณอันแสนคุ้นเคยก็แพร่ออกมาจากถ้ำ มังกรเทพตัวน้อยยิ่งมั่นใจในจุดหมายของตนเองมากยิ่งขึ้น


    ร่างเล็กย่างเท้าเข้าในถ้ำแห่งนั้น ทันทีที่พ้นปากถ้ำ ปราการแกร่งกล้าก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว


    “ที่ว่าเข้าได้ครั้งละหนึ่งคน คงเป็นเช่นนี้สินะ”


    ภายในถ้ำนั้นสว่างกว่าที่คิด ผนังและพื้นของถ้ำเต็มไปด้วยอันพันสีทอง ส่องแสงออกมาเพียงพอให้นางสามารถมองเห็นสภาพภายในถ้ำได้อย่างชัดเจน มู่เชียนเดินลึกเข้าไปในถ้ำ  ตลอดทางนางพบเห็นไปด้วยสมบัติธรรมชาติวางระเกะระกะอยู่บนพื้นมากมาย…  


    ทั้งไข่มุก ทองคำ อาวุธเวทย์ หินปราณ ลูกแก้วอสูร  พวกมันล้วนปรากฏอยู่ทั่วไปของไร้ค่า ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ระดับของสมบัติเหล่านี้ก็ยิ่งสูงขึ้น ถึงกับมีหินปราณชีพ และอาวุธเวทย์ระดับดินปรากฏให้เห็นประปรายแล้ว


    ‘เจ้าของถ้ำนี่.. คงร่ำรวยอย่างมาก’  มู่เชียนเอ่ยออกมาด้วยความแปลกใจ เมื่อครูนางเพิ่งเดินผ่านไข่มุกราตรีขนาดใหญ่เท่าศีรษะคนลูกหนึ่ง


    ‘แน่นอนสิ ในหมู่เทพอสูร พี่สามคือผู้ที่ครอบครองทรัพย์สมบัติมากสุดแล้ว… หืมม.. !?’


    สิ้นเสียงอุทานอย่างแปลกใจ ร่างมังกรของเสี่ยวจิ้งปรากฏตัวออกมาทันที  


    “ในนี้ดูเหมือนจะไม่มีสนามพลัง  ทั้งเวลาด้านในก็ผ่านไปช้าอย่างยิ่ง คล้ายกับมิติกำไล”


    เห็นเสี่ยวจิ้งปรากฏตัวออกมาได้มู่เชียนก็ใจชื้นขึ้นมาก  อย่างไรเขาก็คือยันต์คุ้มภัยที่สำคัญที่สุดของนางเสมอ ร่างบางก้าวเดินต่อไปตามทางอย่างมั่นใจมากขึ้น ก่อนที่จะหยุดลง.. เบื้องหน้าเป็นทางแยกห้าสายที่เหมือนกันทุกประการ


    “ไปทางไหนดี ?”


    เสี่ยวจิ้งหลับตาลงเพียงแวบหนึ่งก็ชี้ทางสายหนึ่งให้นางเดินต่อไป  ท่ามกลางทางแยกอีกมากมายหลังจากนั้น มังกรน้อยยังคงนำทางให้นางต่อไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย   บางครั้งนางต้องเดินผ่านหนองน้ำสูงเท่าอก บางครั้งต้องลอดผ่านโพรงถ้ำขนาดเล็ก บางครั้งก็เป็นทางแยกมากมายถึงสิบเอ็ดสาย


    อุปสรรคหลายอย่างที่ปรากฏทำให้มู่เชียนรู้แล้วว่าเหตุใดจึงไม่มีผู้ค้นพบลูกแก้วบงการอสูรลูกนั้นมานับร้อยปี  หากมิใช่มีเสี่ยวจิ้งอยู่ด้วย นางคงไม่อาจค้นพบสถานที่ซ่อนของเทพอสูรพฤกษาได้อย่างแน่นอน  


    “ดูเหมือนมีสัตว์อสูรขั้นราชันย์อยู่ด้านหน้า” เสี่ยวจิ้งเอ่ยเตือนขึ้น ตรงหน้าพวกเขาเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มู่เชียนชะงักร่างไปทันที


    “จะต้องต่อสู้หรือไม่ ?” คำว่าสัตว์อสูรระดับราชันย์นั้นทำให้สีหน้าของเด็กสาวแสดงความเคร่งเครียดออกมาอย่างอดไม่ได้ ทว่าเสี่ยวจิ้งกลับส่ายหน้าหัวเราะออกมา


    “เจ้ายังกลัวอะไรอีก… มีข้าอยู่สัตว์อสูรตนใดจะกล้าลงมือกับเจ้า ?” 


    “กรรร…” ไม่ทันขาดคำดวงตาสีแดงนับร้อยดวงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า  เมื่อเพ่งมองไปก็พบว่าในโพรงถ้ำนั้นจิ้งจอกสามหางฝูงหนึ่งกำลังขู่คำรามมาทางพวกเขาอย่างโหดร้าย …. มองประเมินไปพวกนี้ล้วนเป็นระดับจ้าวอสูรทั้งสิ้น !


    หลังจากหลายร้อยปีผ่านมาเพิ่งได้พบผู้บุกรุกรังของตนครั้งแรก จิ้งจอกสามตัวที่อยู่ด้านหน้าพลันกระโจนเข้าหาร่างของมู่เชียนอย่างดุร้าย ปราณแหลมคมระดับเจ้ายุทธ์สี่สายกดดันจนมู่เชียนต้องถอยไปด้านหลังอย่างไม่อาจเลี่ยงได้


    “โฮกกก…”  


    เสี่ยวจิ้งเปลี่ยนร่างกลายเป็นมังกรขนาดใหญ่ทันที กรงเล็บมังกรตวัดเบาๆทีหนึ่ง ร่างของจิ้งจอกสามหางทั้งสามก็กระเด็นออกไปกระแทกกับผนังถ้ำอย่างแรง


    “อ๊างงงงง.. !!”  


    ปราณเทพอสูรแพร่กระจายไปทั่วถ้ำ ความหนักหน่วงนั้นกดดันจนเหล่าจ้าวอสูรหลายสิบตัวเบื้องหน้าต้องทรุดร่างลงกับพื้น


    “นั่น… ใคร…?”  สุ้มเสียงชราภาพยานดังขึ้น พร้อมกับร่างของจิ้งจอกขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้น ขนาดตัวของมันสูงใหญ่กว่าจิ้งจอกตัวอื่นหลายเท่า… หางทั้งหกสะบัดแกว่งไกวอยู่เบื้องหลัง 


    ทันทีที่ดวงตาของมันพบเห็นมังกรเพลิงเบื้องหน้า ร่างใหญ่โตก็ชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะทรุดร่างหมอบลงกับพื้นอย่างสั่นเทา


    “ราชาจิ้งจอก คารวะเทพอสูรต๋าเหอหงลิ่วจิ้ง”


    น้ำเสียงสั่นเครือนั้นแฝงไปด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างเห็นได้ชัด  ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเหลือบมองมู่เชียนอีกครั้งอย่างคาดหวัง 


    “ท่านนี้คือ ธิดาเทพยุทธ์ใช่หรือไม่ ?”


    “ถูกต้อง.. นายของเจ้าเล่า ?” ได้ยินเสี่ยวจิ้งตอบรับแทนมู่เชียน ราชาจิ้งจอกพลันหันไปหมอบคารวะนางเช่นกัน


    “พวกเด็กๆเสียมารยาทแล้ว ขออภัยด้วย”   กล่าวจบจิ้งจอกเฒ่าก็เรียกเหล่าจิ้งจอกสามหางระดับจ้าวอสูรเหล่านั้นให้เข้ามาคารวะนางเช่นกัน  


    ท่าทางของพวกมันยามนี้ดูเป็นมิตรอย่างมาก ดวงตาสีแดงเปลี่ยนเป็นสีฟ้าสดใส หางทั้งสามโบกสะบัดไปมา ขนสีแดงนุ่มฟูเหล่านั้นดูน่าสัมผัสเป็นที่สุด 


    ‘อยากได้สักตัวจัง’


    ‘ก็กำลังจะได้แล้วนี่ไง’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยเสียงเนือยอยู่ในใจ


    ‘ร่างจริงของพี่สามคือจิ้งจอกเก้าหาง’ 


    เพียงคิดภาพลูกจิ้งจอกขนฟูตัวเล็กน่ารัก ขนาดเท่ากับเสี่ยวจิ้งคอยเกาะไหล่คลอเคลียนาง ใจของมู่เชียนก็แทบละลายลงแล้ว เด็กสาวยิ่งมุ่งมั่นจะช่วยเหลือเขามากขึ้น


    “นายท่านของข้ารอท่านมานานแล้ว  โปรดตามข้ามา” 


    กล่าวจบขบวนจิ้งจอกก็พาพวกนางเดินลึกเข้าไปในรัง สุดทางนั้นก้อนหยกขนาดใหญ่กว่าตัวคนลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ ด้านในนั้นมีร่างๆหนึ่งบรรจุอยู่ นั่นคือบุรุษหนุ่มผมสีขาว วัยประมาณ 25 ปี หูจิ้งจอกที่ปรากฏอยู่บนศีรษะแสดงฐานะของเขาออกมาอย่างชัดเจน  ทว่าดวงตาที่ปิดสนิทนั้นกลับไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาอย่างร้ายกาจของเขาลดลงเลย  


    ความงามของเขาแตกต่างจากเยว่เทียนหงซึ่งงดงามราวกับเทพเซียน แม้เพียงมองก็ยังนึกละอายใจว่าอาจเป็นการล่วงเกินความสูงส่งของเขา ร่างตรงหน้านี้เป็นความงามอย่างยั่วยวน ราวกับเกิดมาเพื่อสร้างมหันตภัยอย่างแท้จริง 


    พี่สาม… เสียงเสี่ยวจิ้งเอ่ยพร้อมกับพุ่งร่างเข้าไปหา  ขณะที่มู่เชียนเพิ่งถูกความจริงตรงหน้า ทุบทำลายภาพจิ้งจอกตัวน้อยผู้แสนน่ารักจนแตกสลายไปสิ้น 


    บุรุษตัวโตทั้งยังดูหยาดเยิ้มเช่นนี้  …. นางย่อมไม่อาจทำใจมองเป็นสัตว์เลี้ยงได้หรอก ต่อให้เขาจะกลับไปอยู่ในร่างจิ้งจอกก็ตาม


    กึ่งกลางก้อนหยกนั้นปรากฏรอยแตกร้าวขนาดเท่าฝ่ามือ หยดน้ำสีเขียวซึมผ่านออกมาก่อนจะร่วงลงบนพื้นและซึมหายไป. 


    “ปราณธาตุยังคงรั่วซึมออกมาไม่หยุด ต้องรีบหน่อยแล้ว” เสี่ยวจิ้งเอ่ยเสียงเครียด


    “ข้าต้องทำอย่างไรบ้าง ?” 


    “ต้องใช้ปราณอี้เจ๋อปลดผนึก ทว่ายามนี้ไม่เหมาะนัก.. อาการเขาหนักกว่าที่คิด  ควรนำเขากลับไปที่มิติกำไล… ให้เขาได้รับปราณบริสุทธิ์จากแหล่งกำเนิดเสียก่อน”


    “ตกลง….”



    ภายในมิติกำไลนั้น เสี่ยวจิ้งนำมู่เชียนมาหยุดอยู่ใจกลางป่าโปร่ง เบื้องหน้าหญิงสาวคือต้นไม้สูงเทียมเทียมฟ้า  ทว่าไร้ใบต้นนั้น


    “นี่คือภูติพฤกษาศักดิ์สิทธิ์  แหล่งกำเนิดของพี่สาม”  เสี่ยวจิ้งเอ่ย


    ทันทีที่เข้าใกล้แหล่งพลังงานดั้งเดิม…​หยกสีเขียวก้อนนั้นพลันส่องประกายเจิดจ้าก่อนที่ทั้งหยกทั้งคนจะหายวับไป…  


    คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะสามารถใช้ปราณอี้เจ๋อปลดผนึกและเยียวยาเขาได้  เสี่ยวจิ้งเอ่ยพลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก มาถึงที่นี่ก็นับว่าเขาพ้นขีดอันตรายแล้ว 


    มู่เชียนมองที่ต้นไม้สูงเบื้องหน้าอย่างเป็นห่วง ที่เสี่ยวจิ้งเอ่ยว่าสถานการณ์ของเหล่าเทพอสูรเข้าขั้นวิกฤตนั้น ตอนแรกนางไม่ได้คิดว่าจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ 


    “เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่  เพียงถูกปราณธาตุมืดกัดกร่อนก็ไม่น่าจะสาหัสเช่นนี้นี่นา” มู่เชียนเอ่ยอย่างแปลกใจ


    ดูอย่างเสี่ยวจิ้งที่นอกจากตัวเล็กลงแล้ว  เขาก็ยังสามารถกระโดดโลดเต้นอยู่บนตัวนางอย่างดีมาตลอดมิใช่หรือไร …เทพมังกรน้อยพยักหน้าลงครั้งหนึ่งอย่างเคร่งเครียด


    “เขาคงผ่านการต่อสู้มา ทั้งยังเกือบตายอีกด้วย.. โชคดีที่ร่างเทพอสูรไม่ถูกทำลายง่ายดายเพียงนั้นหาไม่มิติแห่งนี้คงล่มสลายไปนานแล้ว” 


    “ต้องรอนานอีกเท่าใดจึงจะช่วยเขาได้ ?”  


    “อย่างน้อยคงสามเดือน…ในช่วงนี้ข้ายังต้องบรรลุขั้นราชันให้ได้ เพื่อช่วยเจ้าสร้างพันธะสัญญากับพี่สาม..  เขาอ่อนแอมากเกินไปย่อมไม่อาจทำกระบวนการเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง…  


    “เจ้าจะเริ่มกักตัวเมื่อใดหรือ ?”  หลังจากพยายามมานาน ในที่สุดเสี่ยวจิ้งก็ถึงเวลาเลื่อนขั้นแล้ว


    “สถานการณ์เร่งด่วน ข้าคงต้องเริ่มต้นวันนี้เลย  … เจ้าอยู่ได้ใช่หรือไม่ ?” เทพมังกรน้อยมองมู่เชียนอย่างเป็นห่วง 


    นางเพียงแค่ปราชญ์ยุทธ์ตัวเล็กๆเท่านั้น ในมิตินี้คนที่สามารถเอาชีวิตนางได้มีมากมายนับไม่ถ้วน… 


    “ไม่มีปัญหา.. สามเดือนในมิตินี้ก็เพียงสิบวันมิใช่หรือ…?” 


    มู่เชียนพยายามปลอบให้เสี่ยวจิ้งคลายกังวล    ทว่าดวงตาของมังกรน้อยยังคงมองนางอย่างไม่วางใจนัก


    “หลังจากนี้หมดเรื่องแล้วก็รีบกลับหมู่ตึกพฤกษา… อย่าได้เถลไถลเชียว”  เทพอสูรน้อยเอ่ยสั่งเสียอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด …. 



    “​แน่นอนสิ…  ดูแล้วเวลาสิบวันนี้ ข้าก็คงได้แต่นั่งๆนอนๆอยู่บนหลังสัตว์อสูรระหว่างเดินทางกลับแคว้นหนานเท่านั้น  … ที่ยังหนักใจก็เพียงแค่… ไม่รู้ฉินซือหยวนผู้นั้นจะเตรียมสร้างปัญหาอะไรไว้รอข้าบ้าง” เสียงใสเอ่ยพลางถอนหายใจออกมายืดยาว  


    “หากไม่ไหวก็ขอความช่วยเหลือจากเจ้าคนแซ่เยว่นั่นได้” คำแนะนำนี้ทำให้มู่เชียนหันมามองเทพมังกรน้อยอย่างแปลกใจ


    “เจ้าไม่ชอบเขาไม่ใช่หรือ ?” 


    “ข้าก็ยังไม่ชอบมันเช่นเดิม…. ทว่า… กับเจ้า.. มันก็นับว่ามีความจริงใจ  ความสามารถก็พอใช้ นับว่าปกป้องเจ้าได้” เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างไม่เต็มใจ ทั้งที่ภายในนั้นเริ่มยอมรับในตัวเยว่เทียนหงแล้ว.. 


    คนที่กล้าเอาควักเอาวิญญาณตัวเองออกมา เพื่อมาทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้ ย่อมมิได้คิดมุ่งร้ายกับมู่เชียนอย่างแน่นอน ทั้งยังคำพูดและการกระทำที่แสดงออกมาว่าพร้อมดูแลนางมาตลอดเวลานั่นอีกเล่า  เขามิใช่ความรู้สึกช้าเช่นนางจึงได้ไม่เข้าใจเจตนาของบุรุษผู้นั้น


    ‘ดูท่าคงต้องลองคิดหาวิธีทำลายกระจกรัตติกาล โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเจ้านั่นไว้บ้าง’


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน