เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 103 ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์

            “แต่น่าเสียดาย ถ้าอัจฉริยะอย่างเจ้าต้องมาตายเร็วเช่นนี้” ผู้นำกลุ่มโจรส่ายหัวขณะกล่าวกับหลินเฟิง

            เนื่องจากหลินเฟิงอายุยังน้อย ถึงจะสามารถใช้อำนาจดาบได้ แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากและมือทั้งสองข้างของพวกเขาในตอนนี้ต่างก็เปื้อนไปด้วยเลือด

            พวกเขาทั้งหมดต้องทำให้แน่ใจว่าหลินเฟิงจะต้องตายจริงๆ

            “อย่าได้กังวล ข้าจะไม่ตายอย่างแน่นอน”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ แม้ว่าเมื่อครู่นี้เขาจะกังวลว่าผู้นำกลุ่มโจรจะใช้ความแข็งแกร่งของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่3 แต่เมื่ออีกฝ่ายเห็นลมปราณของหลินเฟิงที่ปลดปล่อยออกมาจู่ๆ เขาก็กลับรู้สึกกังวล

            ตอนที่หลินเฟิงอยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 เขากล้าที่จะเผชิญหน้ากับต้วนหานที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่4 ได้ ไม่มีความอ่อนแอเลยแม้แต่น้อยความแข็งแกร่งของเขาในวันนี้ทรงพลังมากยิ่งขึ้น และเขาสามารถปกป้องคนเหล่านี้ได้แล้ว

            “เจ้ามั่นใจมากสินะ แต่ข้าจะบอกอะไรให้ว่าความมั่นใจของเจ้ามันจะมีมากแค่ไหนกัน”

            ผู้นำกลุ่มโจรนั้นยังคงนิ่งสงบ มันชูดาบยาวขึ้นสูงจากนั้นสมาชิกของกลุ่มโจรทั้งหมดต่างยกดาบยาวขึ้น ทันใดนั้นก็เกิดลมปราณที่แข็งแกร่งขึ้นในอากาศ

            ขณะนั้นหลินเฟิงได้อยู่ใจกลางของกลุ่มโจรเขารู้สึกว่าตัวเองในเวลานี้ได้อยู่ท่ามกลางสนามรบราวกับกระดูกจะแตกหักจนจิตวิญญาณนั้นต้องสั่นสะท้านและทหารที่สวมใส่ชุดโจรเหล่านี้แข็งแกร่งกว่ากลุ่มโจรเมื่อครู่นี้เป็นอย่างมาก

            “ตาย!”

            เหล่าสมาชิกของกลุ่มโจรต่างตะโกนขณะควบม้าไปด้วยจนฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วพวกเขาเผชิญหน้ากับอำนาจดาบอันทรงพลังอย่างไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย

            ดาบยาวได้เปล่งแสงออกมา พร้อมกับลมปราณที่หนาวยะเยือกได้พุ่งไปกดทับร่างของหลินเฟิงไว้

            “ไหนๆ ก็อยู่ที่นี่แล้ว จงตายเสียเถอะ”

            หลินเฟิงนั้นไม่เพียงไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเขาได้ปิดตาลงและปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ออกมา ภาพที่ปรากฏในหัวของหลินเฟิงในตอนนี้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยสีเทา

            ขณะที่เหล่าสมาชิกกลุ่มโจรควบม้าไปนั้นก็ได้กวัดแกร่งดาบยาวไปด้วยภาพเหล่านี้ล้วนชัดเจนเป็นอย่างมาก

            ในขณะนั้นดาบอ่อนที่อยู่ในมือของหลินเฟิงเต็มไปด้วยกลิ่นอายสีเทาและมีกลิ่นอายของความตาย จากนั้นกลิ่นอายก็เริ่มแผ่กระจายไปทั่วอากาศ

            “พึ่บ!” เหล่าสมาชิกกลุ่มโจรต่างพร้อมใจกันพุ่งโจมตีหลินเฟิง

            หลินเฟิงขยับร่างเพียงเล็กน้อย ก่อนตวัดดาบฟันอย่างรวดเร็วกลิ่นอายแห่งความตายลอยคลุ้งไปทั่วฟ้า

            “ดาบแห่งความตาย”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างแผ่วเบา ในที่สุดร่างกายของเขาก็เคลื่อนไหวดาบยาวที่สวยงามสมบูรณ์แบบได้แหวกว่ายผ่านอากาศด้วยลมปราณสีเทาและอำนาจดาบได้โจมตีอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง

            กลุ่มโจรที่พุ่งมาหาหลินเฟิงต่างกระเด็นปลิวออกไปโดยที่ร่างกายของพวกเขาได้มีร่องรอยของดาบแห่งความตายหลงเหลือไว้

            ขณะนั้นม้าที่เหล่ากลุ่มโจรควบมันมา ต่างพากันตื่นกลัวอย่างต่อเนื่องและเมื่อผู้นำกลุ่มโจรเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็รู้สึกตกใจ จู่ๆ ร่างกายก็สั่นสะท้านไปด้วยความกลัว

            นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!

            ลูกสมุนของเขาทั้งหมดต่างกระเด็นปลิวไปในอากาศจากนั้นร่วงหล่นสู่พื้นอย่างแรง โดยไม่มีเสียงร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะเพียงการโจมตีแค่ดาบเดียวแต่กลับสังหารทั้งหมด

            ผู้นำกลุ่มโจรนั้นมีหัวใจที่กล้าหาญ แต่ในเวลานี้มันกลับสั่นคลอนขึ้นมาเขารู้สึกเกรงกลัวต่อดาบแห่งความตายของหลินเฟิง

            “ถึงตาเจ้าแล้ว” หลินเฟิงกล่าว

            ผู้นำกลุ่มโจรเห็นหลินเฟิงที่กำลังก้าวเท้าไปข้างหน้าขณะที่ดวงตาคู่นั้นปิดสนิทจู่ๆ ก็เปิดขึ้นมา นี่ได้ทำให้ผู้นำกลุ่มโจรรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาทันที

            นี่เป็นนัยน์ตาที่ทั้งโหดเหี้ยมและเย็นชา!

            เมื่อครู่นี้แววตาของหลินเฟิงยังดูสงบนิ่งไร้พิษภัย แม้ว่าจะโกรธและเย็นชาแต่มันก็ไม่สอดคล้องด้วยเพียงอายุแค่นี้ และหลินเฟิงในตอนนี้กลับมีแววตาที่เย็นชาและโหดเหี้ยมอย่างไม่มีที่สิ้นสุดรูม่านตานั่นราวกับเป็นเหวลึกที่ทำให้ทุกคนจมดิ่งเข้าไปในนั้นเสียให้ได้

            ผู้นำกลุ่มโจรในตอนนั้นยังมีจิตใจที่กล้าจะฆ่าหลินเฟิงอยู่เลยแต่ตอนนี้กลับเกรงกลัวต่อดาบแห่งความตาย

            ขณะที่ม้าส่งเสียงร้องดังสนั่น แต่ผู้นำกลุ่มโจรกลับไม่สนใจแม้แต่น้อยทันใดนั้นเขาก็หันหัวม้าและต้องการหนีออกไป มิหนำซ้ำดาบแห่งความตายนั้นมันไม่ใช่คนอย่างเขาที่จะสามารถต่อต้านได้  

            “คิดหนีเหรอ?” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย้ยหยันจากนั้นเขาใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนไหวดั่งเงาในชั่วพริบตาร่างกายของหลินเฟิงก็เคลื่อนไปกว่า 100 เมตรแล้ว

            ดาบแห่งความตายส่องแสงออกมา และลมปราณก็ได้พุ่งตรงไปที่ร่างของผู้นำกลุ่มโจรเพื่อเอาชีวิตของอีกฝ่าย

            ถ้าต่อสู้ บางทีเขาอาจจะสามารถต้านทานได้ แต่เขาไม่กล้าต่อสู้ก็เลยต้องถูกฆ่าแทน!

            หลินเฟิงหยุดปลดปล่อยจิตวิญญาณ และรูม่านตาก็กลับมาเป็นปกติจากนั้นเขาก็หันหลังกลับเดินไปหาต้วนเฟิงและคนอื่นๆ

            “พี่หลินเฟิง!”

            แววตาของต้วนเฟิงเป็นประกายขณะมองไปที่หลินเฟิงด้วยความเคารพนับถือนี่ช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ถ้าเขามีความแข็งแกร่งของหลินเฟิง เขาก็จะไม่ได้รับอันตรายใดๆอีก

            ในขณะนั้นลุงหวังก็ได้กล่าวกับหลินเฟิงพร้อมกับรอยยิ้มว่า “หลินเฟิง ถ้าก่อนหน้านี้ข้าได้ล่วงเกินเจ้า ก็โปรดให้อภัยข้าด้วย”

            หลินเฟิงหันไปมองลุงหวังด้วยแววตาเย็นยะเยือก

            “ท่านจะเสแสร้งไปถึงเมื่อไรกัน?” ปากของหลินเฟิงได้เปล่งเสียงออกมาและตอนนั้นแววตาของลุงหวังดูสงสัยเล็กน้อย

            ต้วนเฟิงและจิ้งหยุนต่างยังคงตะลึงงันพวกเขาไม่เข้าใจว่าหลินเฟิงพูดเรื่องอะไร

            “หลินเฟิง เจ้าหมายถึงอะไรหรือ?” น้ำเสียงของลุงหวังดูคับข้องใจเล็กน้อยขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิง

            “กลุ่มโจรทั้งสองกลุ่มนั่น จริงๆ แล้วเป็นทหารใช่หรือไม่?”

            “ใช่ ต้องเป็นทหารอย่างแน่นอน”

            ต้วนเฟิงพยักหน้า “แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับลุงหวังงั้นหรือ?”

            “ต้วนเฟิง เจ้าจำที่ลุงหวังพูดกับข้าต่อหน้าผู้นำกลุ่มโจรนั่นได้หรือไม่?”

            “ข้าจำได้” ต้วนเฟิงพยักหน้า

            “พละกำลังของลุงหวัง ไม่มีทางที่จะแข็งแกร่งมากนักสังเกตได้จากที่พวกเจ้าระมัดระวัง แม้กระทั่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถที่จะคาดเดาได้ง่ายๆ”

            “ข้าได้รับใช้ตระกูลต้วนมานานหลายสิบปีอย่างซื่อสัตย์ครั้งนี้มีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยของนายน้อยแน่นอนว่าข้าต้องสังเกตทุกรายละเอียดอย่างรอบคอบ หลินเฟิงข้ารู้ว่าเจ้ามีอคติกับตาเฒ่าอย่างข้า แต่ทำไมถึงกับต้องพูดดูหมิ่นเช่นนี้กัน”

            “ดูหมิ่นท่าน?” หลินเฟิงยิ้มเยาะ “ข้าไม่ได้คิดเช่นเดียวกับท่าน”

            “งั้นที่ผู้นำกลุ่มโจรได้กล่าวกับข้าว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าและให้ข้าออกไปให้พ้น ข้าคิดว่ากลุ่มโจรสองกลุ่มนี้ต่างมุ่งหมายมาที่ต้วนเฟิงมิหนำซ้ำพวกเจ้าก็ไม่มีใครที่ต่อต้านเลยสักคนเดียว”

            “หืม…” ลุงหวังพยักหน้า “ทุกคนที่นี่ต่างรู้กันดี”

            “ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าจะแปลกใจมาก โจรกลุ่มแรกทั้งหมดถูกข้าสังหารไปหมด แล้วโจรกลุ่มที่สองจะรู้ได้อย่างไรว่าต้วนเฟิงยังไม่ตายและกลับมุ่งหน้ามาที่นี่กันแทน?”

            คำพูดของหลินเฟิงได้ทำให้หลายๆ คนต่างก็สงสัย เพราะโจรกลุ่มที่สองนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าได้มีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีและยังรู้อีกว่าต้วนเฟิงยังไม่ตาย

            “ในเมื่อพวกเขารู้ ก็แสดงว่ามีใครบางคนไปบอกนั่นหมายความว่ามีสายลับอยู่ในพวกเรา พวกเจ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง?” หลินเฟิงยิ้มเยาะขณะมองไปที่ลุงหวังว่าจะตอบกลับเช่นไร

            “ที่เจ้าพูดมาอาจจะจริงว่ามีคนไปบอกพวกโจร แต่เจ้าอย่าลืมสิว่า เจ้าได้เดินนำหน้าพวกข้าหลังจากนั้นกลุ่มโจรก็มา แล้วจะไปบอกข่าวตอนไหนกัน... ฮ่าๆๆ” ลุงหวังหัวเราะ แต่ความหมายของเขาที่พูดมาทุกคนต่างเข้าใจกันดี

            “ตลกมากงั้นเหรอ?”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของลุงหวังส่วนต้วนเฟิงและจิ้งหยุนก็มองไปที่ลุงหวังด้วยสายตาแปลกๆนั่นทำให้ลุงหวังหยุดหัวเราะทันที

            “ถ้าเป็นคนที่มีสมองจะไม่มีทางพูดเช่นนี้ออกมาอย่างแน่นอน” นัยน์ตาของหลินเฟิงเต็มไปด้วยแววถากถาง “กลุ่มโจรทั้งสองกลุ่มเห็นได้ชัดว่าเป็นพวกเดียวกัน ถ้าข้ากับพวกเขาเป็นพวกเดียวกันก็จะรู้ว่าความแข็งแกร่งของข้านั้นเป็นอย่างไร ถ้าท่านยอมรับข้าเดินทางไปด้วยข้าก็อาจสังหารผู้ที่เกี่ยวข้อง โจรกลุ่มแรกข้าได้สังหารไปแล้ว งั้นโจรกลุ่มที่สองล่ะหรือท่านคิดว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นแค่คนหน้าโง่?หรือท่านคิดว่าตัวเองฉลาดมาก?”

            สีหน้าของลุงหวังพลันแข็งทื่อ คำพูดของเขาแน่นอนว่ามันไม่สมเหตุสมผลและหลินเฟิงแค่อยากช่วยต้วนเฟิงหรืออีกฝ่ายจะเป็นคนหน้าโง่จริงๆ ที่ส่งกลุ่มโจรทั้งสองกลุ่มนี้ก็มาให้หลินเฟิงฆ่า?

            “ถ้าไม่ใช่เจ้า แล้วเป็นใครกันล่ะ” ลุงหวังกล่าว

            “คนอื่น?” หลินเฟิงยังคงยิ้มอย่างเย็นยะเยือก “ท่านกำลังบอกว่าต้วนเฟิงส่งคนมาฆ่าตัวเขาเอง?”

            “ยังมีจิ้งหยุน นางได้นั่งมากับต้วนเฟิงมาตลอดทาง ส่วนคนอื่นๆ ท่านสามารถมองเห็นหมดมิหนำซ้ำองครักษ์คนอื่นๆ ต่างตายหมด มีเพียงแค่ท่านลุงหวังที่ยังมีชีวิตอยู่นอกจากนี้ยังนิ่งเงียบจนน่าแปลกใจนั่นเป็นเพราะว่าท่านรู้เรื่องทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง”

            เมื่อต้วนเฟิงและจิ้งหยุนได้ยินคำพูดของหลินเฟิงแล้วต่างก็ตกใจขณะมองไปที่หลินเฟิง

            “พี่หลินเฟิง ลุงหวังรับใช้ตระกูลต้วนมานานหลายปี และดูแลข้ามาตั้งแต่เด็กเขาไม่มีทางทำร้ายข้าอย่างแน่นอน หรือบางทีอาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้”

            ต้วนเฟิงยังคงไม่กล้าที่จะเชื่อเพราะลุงหวังนั้นได้ติดตามท่านปู่ของเขามานานจนถึงตอนนี้

            “ต้วนเฟิง เจ้าคิดว่าลักษณะนิสัยของเขาเป็นอย่างไร?” จู่ๆหลินเฟิงก็กล่าวถามต้วนเฟิงขึ้นมา

            “อ่อนโยน มีเมตตา” ต้วนเฟิงกล่าวตอบ

            “อ่อนโยน มีเมตตา? ต้วนเฟิง งั้นข้าจะถามเจ้าว่า หลังจากที่ข้าเจอพวกเจ้าลุงหวังก็ไม่คัดค้านอะไร แต่หลังจากที่ข้าได้สังหารกลุ่มโจรเหล่านั้นแล้ว ทัศนคติของเขากลับเปลี่ยนไปเป็นอย่างมากและต้องการให้ข้าจากไปโดยเร็วที่สุด แม้กระทั่งกล่าวหาข้าด้วยเหตุผลที่ไร้สาระเจ้าไม่คิดว่ามันแปลกๆ หรือ?”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา จนทำให้ใบหน้าของต้วนเฟิงแข็งทื่อหลังจากที่ต้วนเฟิงครุ่นคิดสักครู่ มันก็ผิดปกติจริงๆเพราะปกติลุงหวังไม่ใช่คนที่จะทำแบบนี้ได้

            “นี่เป็นเพียงการคาดเดาจากเจ้าแล้วยังกล่าวหาตาเฒ่าอย่างข้าที่ได้ติดตามตระกูลต้วนมานานหลายปี ถ้าหากนายน้อยเชื่อในคำพูดของเจ้างั้นข้าก็อาสาที่จะตาย ถึงอย่างไรเจ้าก็สามารถสังหารข้าได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว”ลุงหวังกล่าวอย่างเย็นชา จากนั้นได้หลับตาลงดูเหมือนว่าเขาพร้อมที่จะตายแล้ว นี่ทำให้ต้วนเฟิงรู้สึกลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง

            “ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์” หลินเฟิงถึงกับหมดคำพูดขณะจ้องมองไปที่ลุงหวังเขาใช้วิธีนี้เพื่อที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากคนอื่นๆ

            “หลินเฟิงทำไมเจ้ายังไม่ลงมือ อย่างไรก็ตามข้าก็เป็นแค่ตาเฒ่าคนหนึ่งไม่มีใครกล้ากล่าวหาว่าเจ้าสังหารคนอย่างไม่เป็นธรรม”

            สิ้นเสียงท้าทายของตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ ทำให้หลินเฟิงมองลุงหวังอย่างโกรธเกรี้ยวเมื่อได้ยินคำพูดของลุงหวังราวกับว่าเขาดูหมิ่นลุงหวังและใช้กำลังบังคับให้ลุงหวังตาย

            “พี่หลินเฟิง นี่…”

            นานเข้าต้วนเฟิงก็ยิ่งรู้สึกลำบากใจสำหรับหลินเฟิงนั้นเขาเคารพนับถือมากทั้งพละกำลังอันแข็งแกร่งและพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมนอกจากนี้หลินเฟิงได้ช่วยเขาถึงสองครั้ง ส่วนลุงหวังก็ดูแลเขามาตั้งแต่ยังเล็กและลุงหวังก็เปรียบเสมือนกับญาติผู้ใหญ่ของเขาและเป็นเหมือนผู้อาวุโสที่เขาเคารพก็ว่าได้

            “ข้าไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้า ข้าก็คงไม่มีทางเลือกอันที่จริง เขาจะเป็นคนทรยศหรือไม่ มันก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้าอยู่แล้วข้าก็แค่เตือนเจ้าเท่านั้น ส่วนจิ้งหยุน เจ้าจะตามข้ามาหรือจะอยู่ที่นี่ต่อ?”

            หลินเฟิงไม่ต้องการเถียงต่อเพราะเขากับต้วนเฟิงก็เพิ่งจะรู้จักกันในวันนี้ถึงแม้จะรู้สึกว่าต้วนเฟิงเป็นคนที่ดี แต่ถ้าเขาไม่เชื่อมั่นในตัวเองหลินเฟิงก็ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวอีก นอกจากนี้เขาก็ยังเป็นสหายกับจิ้งหยุน และเขาก็ไม่อยากจะทิ้งนางไว้ที่นี่อีกด้วย

            “หลินเฟิง ข้าเคารพนับถือเจ้ามาตลอด แต่วันนี้เจ้ากลับรังแกคนไม่เพียงกล่าวหาตาเฒ่าอย่างข้า อีกทั้งยังพยายามชักชวนจิ้งหยุนไปด้วยเจ้ามันทำเกินไปแล้ว!”

            ลุงหวังส่งเสียงเอะอะขึ้นมา และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาราวกับว่าเขาถูกหลินเฟิงใส่ร้าย

            “หุบปาก!” หลินเฟิงคำรามออกมาขณะปรายตามองไปที่ลุงหวัง  

            “เอาล่ะ เอาล่ะ... หลินเฟิง เจ้าคนพาล” ลุงหวังกล่าวอย่างเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง

            “เจ้าพูดจบหรือยัง?” ในขณะนั้นมีน้ำเสียงที่ไม่แยแสดังขึ้นทำให้หลินเฟิงและคนอื่นๆ ต่างตกลึงงัน เพราะนั่นเป็นเสียงของเมิ่งฉิง

            เมิ่งฉิงจ้องมองไปยังลุงหวังด้วยแววตาอันเกลียดชัง และกล่าวว่า “นึกว่าเจ้าจะออกไปด้วยตัวเอง แต่ตาเฒ่าที่ไร้ยางอายเช่นเจ้ากลับหาเหตุผลมาใส่ร้ายหลินเฟิง”

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน