บทที่ 5 หญิงสาวผู้น่าสงสาร
ตอนนั้นหลังจากถูกเฆี่ยนด้วยหวายยี่สิบไม้ แม่นมหลินก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด ร่างกายของนางก็ทรุดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสิ้นใจในอีกหนึ่งปีต่อมา การจากไปของแม่นมหลินไม่เพียงแต่สร้างาแในใจของฮูหยินฉินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อฉินหนวนอย่างมากเช่นกัน
ในตอนนั้น ฉินหยวนไม่เคยนึกเลยว่าแม่นมหลินจะจากโลกนี้ไปเช่นนี้ นางฝืนทนความเจ็บป่วยอยู่ในจวนตระกูลฉินอย่างทรมานมาตลอดหนึ่งปีเต็ม แต่สุดท้ายก็ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้
เมื่อฉินหยวนนึกย้อนไป นางก็เริ่มคิดว่าบางทีสาเหตุที่แม่นมหลินฝืนทนร่างกายที่เจ็บป่วยนั้น อาจเป็เพราะแม่นมหลินเป็ห่วงนางและคนอื่น ๆ เนื่องจากตระกูลไป๋ซึ่งเป็ตระกูลของท่านแม่ได้เสื่อมอำนาจลงไปแล้ว หากแม่นมหลินไม่อยู่ พวกนางคงจะถูกพวกเหล่าอนุของท่านพ่อรังแกหนักกว่าเดิม
“แม่นมหลิน ข้าไม่เป็ไรแล้ว ไม่นานคงดีขึ้น ดังนั้นท่านไม่ต้องเป็กังวลไป เพียงแต่ข้าอยากกินข้าวต้มสักหน่อย…” ฉินหยวนยิ้มด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยนางก็ตื่นขึ้นมาทัน แม่นมหลินของนางตอนนี้ก็ยังยืนอยู่ตรงหน้าอย่างแข็งแรง
เมื่อนึกถึงภาพสีแดงฉานตรงหน้าในวันนั้น นางแทบไม่อยากเชื่อเลยว่านี่เป็ฝีมือของท่านพ่อของนาง ดังนั้น บัดนี้นางได้เกิดใหม่แล้ว นับจากจากนี้ไปนางจะทำให้คนเ่าั้ได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานอย่างที่นางเคยได้รับ
ทันทีที่แม่นมหลินได้ยินว่าคุณหนูอยากกินอะไร แม่นมหลินก็ดีใจอย่างมาก “ได้ ได้เลยเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะให้ห้องครัวเล็กทำให้คุณหนูเดี๋ยวนี้เลย คุณหนูนั่งรอสักครู่นะเ้าคะ หงอวี้เ้ามัวแต่ยืนนิ่งอะไรอยู่อีก? รีบไปต้มยาเสียสิ จำไว้ว่าอย่าให้ผู้อื่นแตะต้องยานี้เป็อันขาด เข้าใจหรือไม่?”
เมื่อหงอวี้ได้ยินคำพูดของแม่นมหลินก็ใจนเนื้อเต้น นางรีบรับคำอย่างรวดเร็ว ข้อความในคำพูดนั้นมีความหมายใหญ่หลวงนัก นางไม่อาจประมาทได้อีกต่อไป บัดนี้เรือนบัวหยกหาใช่เรือนบัวหยกเฉกเช่นในอดีต อีกทั้งในยามนี้ฮูหยินก็ไม่อยู่ ไร้ผู้ใดปกป้องดูแล
“แม่นมหลิน ข้าทราบแล้ว คุณหนูข้าขอตัวไปก่อนนะเ้าคะ” หงอวี้หยิบใบสั่งยาแล้วรีบไปที่ห้องยาทันที
สาวใช้คนอื่นต่างแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง เหลือเพียงแม่นมหลินคนเดียวที่อยู่ดูแลฉินหยวนที่นี่ นางใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ เช็ดมือให้คุณหนูพลางถามถึงเื่ที่พลัดตกน้ำ
ในจวนตระกูลฉินแห่งนี้มีแต่เื่โสมมมากมายเกินกว่าจะนับได้ แม่นมหลินย่อมรู้ดีถึงเล่ห์เหลี่ยมที่ซ่อนอยู่ นางไม่เชื่อว่าคุณหนูของนางจะวิ่งไปที่ริมน้ำแล้วเกิดพลัดตกลงไป เพราะนางมักจะสอนคุณหนูเสมอว่าไม่ให้ไปเล่นแถวบริเวณริมน้ำ เนื่องจากในจวนใหญ่แห่งนี้มีเหล่าอนุมากมาย ทั้งที่ได้รับความโปรดปรานและไม่ได้รับความโปรดปราน มีทั้งคุณหนูและคุณชายอีกเป็กองทัพ ซึ่งยากเกินกว่าจะหยั่งรู้ได้ว่าผู้ใดจะแอบคิดเื่ชั่วร้ายเช่นนี้
“คุณหนูท่านตกลงไปในน้ำได้อย่างไรเ้าคะ? เมื่อครั้นที่ข้าถามชิงเหอ นางก็พูดไม่ค่อยรู้เื่ เพียงแค่บอกว่าตอนที่นางเห็น คุณหนูก็อยู่ในทะเลสาบไปเสียแล้ว ข้าย้ำกับท่านนักหนาไม่ใช่หรือ?! ว่าไม่ให้ไปในที่เปลี่ยวและไปเล่นใกล้ริมน้ำ อีกทั้ง่นี้อากาศก็หนาวจัด ถ้าร่างกายแข็งตายไปจะทำอย่างไร!”
ยังมีอีกหลายคำพูดที่แม่นมหลินไม่ได้พูดออกมา หากร่างกายถูกแช่แข็งต่อไปอาจจะมีบุตรยาก
ในเมืองนี้มีสาวน้อยสาวใหญ่มากมายที่ร่างกายมีปัญหาไม่มากก็น้อย แม่นมหลินเคยเห็นหญิงสาวที่ตกน้ำด้วยสาเหตุนานับประการ แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกนางล้วนมีบุตรยากทั้งสิ้น เนื่องจากตอนตกน้ำได้รับความหนาวเหน็บ
ฉินหยวนก้มหน้าต่ำลง ใบหน้าเล็ก ๆ อันงดงามเผยความอ่อนแอออกมาเล็กน้อย “แม่นมหลิน ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน รู้สึกเพียงว่ามีคนผลักจากด้านหลัง แต่พอข้าจะหันกลับไปมอง ก็ตกลงไปในน้ำเสียแล้ว” ดูเหมือนฉินหยวนยังคงรู้สึกถึงความรู้สึกของน้ำที่ไหลเข้าหูเข้าจมูกได้เป็อย่างดี ความรู้สึกใกล้ตายเช่นนั้นหากได้ประสบแม้เพียงครั้งเดียวก็ไม่อาจลืมเลือนได้
เมื่อแม่นมหลินเห็นท่าทางน่าสงสารของคุณหนูที่นางเลี้ยงดูมา นางก็ยื่นมือออกไปกอดฉินหยวน พร้อมกับลูบหลังเบา ๆ เพื่อปลอบโยน “คุณหนู ท่านต้องเข้มแข็งนะเ้าคะ รอเพียงฮูหยินกลับมาทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง แม่นมผู้นี้ช่างไร้ความสามารถ ไม่อาจปกป้องคุณหนูได้ หากตระกูลไป๋ยังอยู่ เกรงว่านายท่านคงไม่ปฏิบัติต่อคุณหนูเช่นนี้”
แม้ตระกูลไป๋จะยังคงอยู่ เกรงว่าฉินจงเจิ้งก็คงจะเสวยสุขจากทรัพย์สมบัติของตระกูลไป๋อยู่ดี ในใจก็คงสาปแช่งให้ตระกูลไป๋ล่มจมโดยเร็ว บัดนี้ตระกูลไป๋ได้ล่มสลายไปแล้ว ในใจของเขาคงดีใจจนอย่างมากเป็แน่
เดิมทีตระกูลไป๋ไม่ได้อยู่ที่นี่ เมื่อตระกูลไป๋ล่มสลาย บรรดาคนในตระกูลจึงพากันย้ายกลับไปอยู่ที่ดินของบรรพบุรุษ
ฉินหยวนเริ่มเข้าใจแล้วว่าในตอนนั้นที่ตระกูลไป๋ย้ายออกไป เหตุใดฉินจงเจิ้งถึงดีใจขนาดนั้น ถึงกับสั่งให้ห้องครัวเตรียมอาหารเลิศรส ไปดื่มฉลองที่ห้องของท่านแม่ทั้งคืน
ในตอนนั้นท่านแม่ยังคิดว่าเขาคงจะมีเื่น่ายินดีเกิดขึ้น ทว่าหากรู้ความคิดของเขาในตอนนั้น เกรงว่าท่านแม่คงจะรู้สึกรังเกียจจนไม่อยากพบหน้าเขาอีกเป็แน่!
“แม่นมหลินไม่ต้องเป็กังวล ท่านแม่จะกลับมาในไม่ช้า ข้าจะหาทางพาท่านแม่กลับมาโดยเร็วที่สุด” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าเล็ก ๆ อันงดงามของฉินหยวน รอยยิ้มที่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อมองดูแล้วชวนให้รู้สึกว่า สิ่งที่นางกล่าวดูเหมือนจะเป็จริงขึ้นมาได้
แม่นมหลินลูบแก้มของฉินหยวนตรงบริเวณที่มีลักยิ้มน้อย ๆ พลางยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ใช่แล้ว คุณหนูของพวกเราเก่งที่สุด”
หลังจากเหตุการณ์ตกน้ำ ฉินหยวนต้องพักรักษาตัวอยู่ในห้องเกือบครึ่งเดือน ร่างกายจึงค่อย ๆ ดีขึ้น แม้ฉินจงเจิ้งจะสั่งกักบริเวณฉินซูน้องชายของนาง แต่ฉินหยวนก็ยังคงแวะเวียนไปเยี่ยมเขาอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งนางยังสั่งให้ห้องครัวทำอาหารอันโอชะไปส่งให้ฉินซูด้วย เขาถูกท่านพ่อสั่งกักบริเวณกะทันหัน ตอนแรกเขารู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย แต่พอเห็นพี่สาวยังคงมาเยี่ยมพร้อมรอยยิ้มทุกวัน เขาก็รู้สึกดีขึ้นมาก
เพราะฉินซูอายุน้อยกว่าฉินหยวนห้าปี บางครั้งจึงไม่เข้าใจเื่ราวบางอย่าง ฉินหยวนเองก็ไม่อยากเอ่ยสิ่งใดในยามนี้ แต่นางก็จะทำให้ฉินซูได้ตระหนักว่า บิดาผู้นี้ไม่สามารถพึ่งพาได้ พึ่งพาได้แต่ตนเองเท่านั้นจึงจะปลอดภัยอย่างแท้จริง
“ท่านพี่ ท่านแม่จะกลับมาเมื่อไหร่หรือขอรับ ข้าไม่ได้เห็นท่านแม่นานมากแล้ว” น้ำเสียงของฉินซูยังคงแฝงไปด้วยความนุ่มนวลน่ารักของเด็กอยู่ เขากะพริบตาถี่ ในมือยังถือตำราเล่มหนึ่งเอาไว้แน่น
ที่จริงแล้ว ฉินซูไม่ได้เคยเข้าเรียนในสำนักมาก่อน ครั้งหนึ่งท่านแม่เคยเอ่ยปากถึงเื่นี้ แต่ท่านพ่อก็บ่ายเบี่ยงไปด้วยเหตุผลนานับประการ ยามนั้นท่านแม่ยังคงเชื่อว่าในใจของท่านพ่อยังมีท่านแม่อยู่ อีกประการหนึ่งที่ท่านแม่ยอมแต่งงานกับท่านพ่อก็เพราะความรักอย่างแท้จริง
สตรีมักจะตาบอดเื่ความรัก ยิ่งท่านแม่ถูกท่านตาและท่านยายตามใจมาั้แ่เด็ก ไม่เคยััเื่สกปรกเหล่านี้เลย นางจะคาดคิดได้อย่างไรว่าสามีที่นางแต่งงานด้วยนั้น ในใจกลับมีความคิดมืดมนเช่นนี้
ตอนนั้นฉินหยวนก็ยังคิดอย่างไร้เดียงสาว่านี่เป็เพราะท่านพ่อหวังดีต่อน้องชายของนาง ฉินหยวนในตอนนั้นช่างไร้เดียงสาเสียจริง นางอยากจะให้ตัวเองในตอนนี้ไปบีบคอตัวเองในอดีตเสียให้ตาย
“อีกไม่นานท่านแม่จะกลับมา หากเ้ารู้สึกเบื่อ ก็ไปหาพี่ที่ห้องได้ อย่าอยู่ที่นี่คนเดียวเลยจะพานให้เ้าเจ็บป่วยเอาได้” ฉินหยวนลูบศีรษะของน้องชายพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน