เพียงชั่วพริบตาความเงียบงันพลันปกคลุมไปทั่วถนนผู้คนทั้งหลายต่างก็มองไปยังภาพเบื้องหน้าแล้วอ้าปากค้างดุจดั่งกินไข่ไก่เข้าไปหนึ่งใบเพราะนึกไม่ถึงว่าแม่ทัพอ้วนแห่งผู้พิทักษ์ราตรีจะถึงกับเคารพบุรุษหนุ่มที่ดูราวกับขอทานผู้นี้ด้วยการคุกเข่า!
บุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นใครกันแน่!
ขณะนี้ชายฉกรรจ์ที่มีรอยแผลเป็นถึงกับชะงักงันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนถึงขั้นที่ขาสั่นระทวยเลยก็ว่าได้ บุรุษหนุ่มลึกลับผู้นี้เป็นใครมาจากที่ใดกันแน่
เมื่อครึ่งปีก่อนแม่ทัพอ้วนผู้นี้มาถึงทะเลทรายถามู่อาศัยความสามารถอันแข็งแกร่งสังหารทหารรับจ้างไปมากมายหลายคน แม้ว่าศักยภาพของเขาจะไม่สูงนักแต่ฝีมือและการควบคุมดูแลในเรื่องกิจการค้าขายกลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนมากมายต้องตกตะลึง! แม้แต่เสวี่ยไต้เอ๋อร์ที่หยิ่งทะนงก็ยังต้องยอมเข้าเป็นพรรคพวกกับแม่ทัพอ้วนผู้นี้
ทว่าในขณะนี้ผู้ที่มีศักยภาพอันน่าสะพรึงกลับยอมคุกเข่าซึ่งมันทำให้ชายฉกรรจ์ที่หน้ามีรอยแผลเป็นรู้สึกราวกับถูกค้อนทุบลงมาบนหน้าก็ไม่ปานหากบุรุษหนุ่มผู้นี้ใจแคบเขาคงจะต้องถูกสังหารแล้วหั่นเป็นชิ้นในเวลาอีกไม่กี่อึดใจเป็นแน่
เวลานี้แม้แต่เสวี่ยไต้เอ๋อร์ที่อยู่บนหลังสัตว์อสูรก็ยังมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “พี่ใหญ่เมิ่งฝานเขาน่ะหรือแม่ทัพที่แท้จริงของผู้พิทักษ์ราตรี?”
ผู้คนที่อยู่โดยรอบรวมถึงกำลังพลของผู้พิทักษ์ราตรีทั้งหลายต่างก็เงียบงันมีหลายคนที่ติดตามบุรุษอ้วนผู้นี้มานานถึงหนึ่งปีกว่าแต่ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าบุรุษอ้วนผู้นี้มีพี่ใหญ่อีกคน
ทางฝั่งของเมิ่งฝานนั้นเขาพยุงตัวของหลินถังขึ้นมาก่อนจะเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเสียงเบา “หลินถัง ไม่ได้เจอกันเสียนาน!”
ใช่แล้ว บุรุษอ้วนผู้นี้ก็คือหลินถังเวลาที่ผ่านพ้นไปหนึ่งปีกว่าหลินถังเองก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างมากและยังอ้วนขึ้นกว่าเดิมด้วยแต่ถึงกระนั้นขั้นการบำเพ็ญก็ยังพัฒนาขึ้นมาอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนแล้วเช่นกันนับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
หลินถังหัวเราะออกมาเสียงดังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม “นั่นสิขอรับ ร่วมปีแล้วจริงๆพี่ใหญ่ขอรับ เหตุใดท่านถึงได้อยู่ในสภาพนี้เล่า?”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มเจื่อนก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “ข้าไปสู้กับคนผู้หนึ่งมาแล้วผลก็อย่างที่เจ้าเห็นนี่แหละ ว่าแต่เจ้าล่ะ?”
“ฮ่าฮ่ายังมีคนกล้าหาเรื่องพี่ใหญ่อยู่อีกหรือ?”
หลินถังส่ายหน้าเล็กน้อย เขารู้ถึงนิสัยและศักยภาพของเมิ่งฝานดีตอนที่อยู่ในเมืองไท่หยางครั้งนั้นเมื่อเมิ่งฝานเดือดดาลก็สังหารเมิ่งซีไปโดยไม่สนใจสิ่งใดความสามารถเช่นนี้เป็นภาพที่จะจารึกอยู่ในหัวใจของหลินถังไปอีกนาน
เขามองไปยังเมิ่งฝานด้วยใบหน้าที่บ่งบอกถึงความดีใจจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม “ตอนนั้น หลังจากที่ได้เงินช่วยเหลือจากพี่ใหญ่ข้าก็ไม่ได้กลับไปที่เมืองซ่างจิงเพราะสถานที่แห่งนั้นมีพรรควรยุทธ์ใหญ่ทั้งสี่คอยควบคุมดูแล คิดจะลืมตาอ้าปากกคงเป็นการยากเกินไปฉะนั้นแล้วข้าจึงออกมาทำกิจการข้างนอก และกิจการที่เร็วที่สุดก็คงไม่พ้นเรื่องที่ดาบต้องเปื้อนเลือดสุดท้ายก็อย่างที่ท่านเห็นในตอนนี้แหละขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ปรายตามองรอยแผลเป็นที่ข้างคอของหลินถังรู้ดีว่าแม้เวลาหนึ่งปืที่ผ่านมาจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่สำหรับหลินถังแล้วมันกลับไม่ง่ายและคงจะต้องทนทุกข์มาไม่น้อยเลยทีเดียว
หลินถังเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ในใจแล้วเอ่ยพลางหัวเราะขึ้นมา “ฮ่าฮ่า พี่ใหญ่ที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับการรำลึกความหลังในเมื่อท่านมาถึงที่นี่ก็ไปพักที่ค่ายทหารของท่านก็แล้วกันขอรับ ฮ่าฮ่าฮ่าไม่ได้เจอกันตั้งหนึ่งปีสหายอย่างข้าจัดการได้ไม่เลวเลยล่ะ!”
หลินถังเอ่ยเสียงเข้มพร้อมกับพาเมิ่งฝานเดินไป
กองทัพของข้า?
เมิ่งฝานชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจว่ามันเป็นผลมาจากเงินจำนวนสองแสนเหรียญทองคำที่ตนเองมอบให้แก่หลินถังในตอนต้นยามนั้นเขาเพียงแต่อยากลองดูเท่านั้น นึกไม่ถึงเลยว่าหลินถังจะนำมันไปพัฒนาได้ถึงขั้นนี้จากนั้นเมิ่งฝานกับหลินถังก็เดินนำกองทัพแห่งผู้พิทักษ์ราตรีไปเบื้องหน้าอย่างใจเย็น
ตึก!
ชายฉกรรจ์ที่มีรอยแผลเป็นอยู่บนหน้าพลันล้มก้นจ้ำเบ้าในทันใดร่างกายก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ เขานั้นรู้สึกราวกับว่าตนเองเพิ่งจะข้ามผ่านแดนยมโลกมาก็ไม่ปาน
.....
การเดินทางที่เงียบงันหลินถังพาเมิ่งฝานมายังหอไม้ขนาดสูงใหญ่แห่งหนึ่งพื้นที่โดยรอบกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง เบื้องหน้าเป็นลานฝึกยุทธ์อันกว้างใหญ่หลินถังพาเมิ่งฝานขึ้นไปยังห้องโถงขนาดใหญ่ของหอไม้โดยมีชายฉกรรจ์ผู้เป็นคนของผู้พิทักษ์ราตรีอีกสี่คนตามขึ้นมาด้วยพวกเขาต่างก็เป็นนายทหารชั้นสูงของกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีและอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับห้าขึ้นไปทั้งสิ้น
เสวี่ยไต้เอ๋อร์ก็อยู่ด้วยนางมองไปยังเมิ่งฝานด้วยแววตาที่เย็นชา
หลินถังเว้นที่ว่างตรงกลางให้แก่เมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “นี่ต่างหากแม่ทัพแห่งกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีที่แท้จริงพี่ใหญ่ของข้า เมิ่งฝาน! นับจากวันนี้ไปตำแหน่งแม่ทัพที่แท้จริงของผู้พิทักษ์ราตรีจะอยู่ในมือเขา!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นชายฉกรรจ์ทั้งสี่ก็พยักหน้ารับจากนั้นพวกเขาก็ก้าวขึ้นหน้าแล้วทำความเคารพพร้อมกับเอ่ยว่า “ท่านแม่ทัพ!”
เมิ่งฝานปรายตามองผู้คนทั้งหลายแล้วยิ้มเจื่อนจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่ใช่แม่ทัพใดหรอกนะเจ้าเป็นเหมือนเดิมก็ดีแล้ว!”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลินถังก็ย่นคิ้วแล้วเอ่ยเสียงเข้ม“พี่ใหญ่ ท่านนั่นแหละแม่ทัพของพวกข้าตอนนั้นหากไม่มีท่านวันนี้ข้าอาจจะยังคงเป็นสวะแห่งเมืองซ่างจิงอยู่ก็ได้ท่านคือผู้ที่สอนให้ข้ารู้ว่าเกิดเป็นบุรุษจะต้องทำเช่นไร พี่ใหญ่ นอกจากท่านจะเป็นแม่ทัพของที่นี่แล้วท่านก็ยังเป็นพี่ใหญ่ของข้าหลินถังผู้นี้ไปตลอดกาลอีกด้วยสิ่งที่เป็นของข้าล้วนแต่เป็นของท่านด้วยทั้งสิ้น!”
เมิ่งฝานยังคงสามารถย้อนกลับไปถึงภาพที่เจ้าของใบหน้าเล็กนั้นเอ่ยกับตนเองได้เขาพลันยิ้มเจื่อน ทว่าเมิ่งฝานยังไม่ทันได้เอ่ยอันใดออกไปกลับมีเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นที่ด้านข้าง
“ข้าไม่เห็นด้วย แม่ทัพหลินข้าไม่อาจยกผู้พิทักษ์ราตรีให้อยู่ในเงื้อมมือของผู้ที่ไม่คุ้นเคยได้!”
เจ้าของเสียงนั้นคือเสวี่ยไต้เอ๋อร์นางยืนอยู่กับที่และมีนัยน์ตาที่บ่งบอกถึงความหยิ่งทะนง
หลินถังมองไปยังเจ้าของเสียงนั้นแล้วย่นคิ้วจากนั้นจึงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “รองแม่ทัพเสวี่ยไต้เอ๋อร์ท่านควรจะตระหนักถึงตำแหน่งของตนเองให้ดีเดิมทีการก่อตั้งกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีก็เพราะมีพี่ใหญ่ของข้าอยู่แล้ว!”
“แต่มันก็มาจากการที่พี่น้องทั้งหลายช่วยกันทำให้มันพัฒนาขึ้นมาทีละก้าวไม่ใช่หรือไร!”
เสวี่ยไต้เอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นและไม่มีทีท่าว่าจะยอมจำนนหลินถังที่อยู่ข้างกันพลันมีสีหน้าเดือดดาลทว่าเมิ่งฝานกลับหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า “เอาล่ะข้าจะไม่เป็นแม่ทัพที่พวกเจ้าเอ่ยถึงกันหรอกนะ หลินถัง เจ้าทำได้ดีมากแต่ที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะเรื่องบังเอิญเท่านั้น...”
“พี่ใหญ่!”
หลินถังร้อนรนขึ้นมาในทันใดเขาก้าวออกไปเบื้องหน้าแต่เมิ่งฝานกลับยกมือขึ้นห้ามแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ต่อให้มันเป็นของข้า ข้าก็คงจะเป็นแม่ทัพได้เพียงชั่วคราวเท่านั้นข้ายังมีเรื่องราวมากมายให้ไปจัดการ ไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นาน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นหลินถังก็ชะงักงันไปชั่วครู่ต่อมาจึงพยักหน้ารับแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “อย่างไรแล้วกองทัพผู้พิทักษ์ราตรีก็ยังคงเป็นของท่านอยู่วันยังค่ำ!”
เสวี่ยไต้เอ๋อร์ที่อยู่ข้างกันกระตุกยิ้มท่อนขาเรียวสวยก้าวออกไปจากห้องโถงเมิ่งฝานมองตามแผ่นหลังของนางไปก่อนจะหัวเราะเสียงเบา
สตรีผู้นี้หยิ่งทะนงอย่างมากแต่ถึงกระนั้นนางก็มีสิทธิ์ที่จะทะนงตน เมิ่งฝานมองเพียงแวบแรกก็รับรู้ได้ทันทีว่าเสวี่ยไต้เอ๋อร์นั้นอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนแต่ว่า...พลังจิตของนางกลับอยู่ในขั้นจิต และการที่พลังจิตพัฒนามาถึงขั้นนี้ก็นับว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยาก
เขาลูบปลายจมูกตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม“สตรีผู้นี้ไม่เลวจริงๆ สายตาเจ้าดีไม่น้อย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นหลินถังก็ยิ้มเจื่อนแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “นางมีนามว่าเสวี่ยไต้เอ๋อร์มีพรสวรรค์ชั้นเลิศหากไม่ใช่เพราะพวกข้ามีศัตรูคนเดียวกันและแข็งแกร่งอย่างมากละก็นางไม่มีทางยอมมาเป็นพวกกับกองทัพผู้พิทักษ์ราตรีของพวกเราแน่นอน!”
“ศัตรูคนเดียวกัน?”
เมิ่งฝานยิ่นคิ้วถามออกไปแล้วมองหลินถังด้วยความสงสัย
หลินถังพยักหน้ารับใบหน้าของเขามีความโกรธแค้นปรากฏขึ้นก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “เป็นกลุ่มคนที่น่าโมโหกลุ่มหนึ่งขอรับ พวกนั้นมีนามว่ากลุ่มจิ้งจอกโลหะเป็นกลุ่มทหารรับจ้างที่ร้ายกาจและไม่เคยยำเกรงต่อสิ่งใดในทะเลทรายถามู่แห่งนี้เมื่อครึ่งปีก่อนพวกมันสังหารบิดาของเสวี่ยไต้เอ๋อร์ฉะนั้นนางจึงต้องสืบทอดกองทัพของบิดาอย่างจนปัญญาและจำต้องเข้าร่วมกับพวกเราเพื่อต้านทานกลุ่มทหารรับจ้างเหล่านั้นแต่ถึงจะเป็นอย่างทุกวันนี้ผู้พิทักษ์ราตรีก็ยังหาใช่คู่ต่อสู้ของพวกมันไม่สถานที่แห่งนี้คือเขตแดนของพวกจิ้งจอกโลหะ แต่หากคิดที่จะทำอันใดพวกเราก็ยังต้องเสียฟันไปหลายซี่!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเมิ่งฝานยังคงนิ่งเฉย ทว่าแสงสว่างที่นัยน์ตากลับค่อยๆ เปล่งประกายขึ้นมากลุ่มจิ้งจอกโลหะ?
หลินถังถอนหายใจเสียงเบา แล้วเอ่ยขึ้นมาอย่างจนปัญญา“หากไม่ใช่เพราะได้ยินว่ามีสัตว์อสูรตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ทะเลทรายถามู่ข้าก็คงไม่ย่างกรายเข้ามาที่นี่ ศักยภาพของกลุ่มจิ้งจอกโลหะในเมืองเฟิงเลี่ยนับว่าไม่น้อยแต่ข้าหลินถังก็หาใช่ผู้ที่พวกมันจะรังแกได้ง่ายๆ ไม่ เอาเถอะขอรับ พี่ใหญ่วันนี้หากไม่เมาไม่กลับนะขอรับ!”
หลินถังจับเมิ่งฝานเอาไว้แล้วลากเขาไปที่โถงรับแขกของกองทัพซึ่งมีสุราที่เก็บซ่อนเอาไว้อีกไม่น้อยให้พวกเขานำมาดื่มร่วมกัน
สำหรับเมิ่งฝานแล้วนั้น นี่นับว่าเขาได้พักผ่อนอยู่ในที่พักของกองทัพไปในตัวแม้จะหนีรอดออกมาจากพระราชวังของอาณาจักรหัวอวิ๋น แต่เมิ่งฝานก็ยังบาดเจ็บไม่น้อย และเขาก็พักผ่อนอยู่ในกองทัพถึงสามวันเต็มๆนอกจากจะช่วยหลินถังดูการจัดตั้งวางแผนต่างๆ ในกองทัพแล้ว ก็ยังฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของตนเองด้วย
ในยามราตรีของวันที่สามเมิ่งฝานที่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้องถอนหายใจเสียงหนักบาดแผลบนร่างกายของเขาฟื้นตัวดีแล้ว แต่ที่มากไปกว่านั้นคือมีพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายเขาแล้วส่งผลกระทบต่อรอบกายด้วย
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังแห่งฟ้าดินที่ถาโถมเข้ามาหาร่างกายเมิ่งฝานก็ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากเพราะรู้ว่าถึงเวลาที่ตนเองจะได้บรรลุระดับพลังอีกครั้งแล้วแม้ว่าการต่อสู้ระหว่างจักรพรรดินีและรั่วสุ่ยอีนั้นเขาจะทำได้เพียงมองเท่านั้น แต่ก็รับรู้ถึงพลังไม่น้อย
เมิ่งฝานหลับตาลงก่อนจะเกร็งไปทั้งร่างพลังแห่งฟ้าดินจำนวนมากมายภายในสถานที่แห่งนี้ถาโถมเข้ามาในร่างกายของเมิ่งฝานการดูดกลืนพลังเช่นนี้น่าสะพรึงอย่างยิ่งในที่สุดตราผนึกโบราณที่แน่นิ่งอยู่นานก็ขยับ เลือดลมในร่างกายเดือดพล่านพลังปราณทั้งหมดที่มีในร่างกายผสานกันเป็นหนึ่งเดียว
แข็งแกร่งขึ้นจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม!
เมิ่งฝานรู้ดีว่าตอนนี้ตนเองไม่มีรั่วสุ่ยอีคอยช่วยเหลือแล้วมีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องดูแลตนเองได้เมื่อใดที่ต้องพบเจอกับสถานการณ์คับขันแห่งความเป็นความตายแล้วไร้ซึ่งศักยภาพที่มากพอเขาคงต้องตายสถานเดียว!
เมิ่งฝานกัดฟันแน่นแล้วปล่อยให้พลังปราณอันแข็งแกร่งและมากมายนั้นถาโถมอยู่ภายในร่างกาย
หลังจากที่มันไหลเวียนไปอย่างรวดเร็วก็มาถึงขีดจำกัดหลังจากนั้นก็พุ่งทะยานไปยังอุปสรรคกายาอย่างฉับพลัน แข็งแกร่งให้มากแต่แสดงให้น้อยเพียงหนึ่งครั้งก็ทำให้อุปสรรคกายาพังทลาย!
แกร๊ก แกร๊ก
เสียงปะทะกันของกระดูกเกิดขึ้นในร่างกายของเมิ่งฝานเสียงนี้ราวกับเสียงของสายฟ้าที่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้สั่นสะท้านเมิ่งฝานยังคงนั่งอยู่กับที่ด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ แต่กลับรู้ดีว่าเวลานี้ตนเองได้อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับที่สี่แล้ว!
เกลาวิญญาณระดับสี่สมุทรจิตและสมุทรปราณสอดผสาน ลมปราณแข็งแกร่งไร้เทียมทาน พลังชีวิตเปี่ยมล้น!
ที่มากไปกว่านั้นคือการกลืนกินพลังของเมิ่งฝานเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของคัมภีร์ทวนเทพขณะเดียวกันพื้นฐานแห่งพลังก็มั่นคงแข็งแรงภายในผู้ที่อยู่ในขั้นพลังเดียวกันไม่มีผู้ใดเทียบกับเมิ่งฝานที่มีทั้งพลังปราณและพละกำลังที่แข็งแกร่งได้เมื่อเขาลองสัมผัสถึงพลังปราณอันมากมายในร่างกายก็พบว่าตอนนี้เส้นแขนงปราณของตนเองขยายตัวขึ้นอย่างช้าๆซ้ำยังคล้ายกับว่าเขาจะสามารถเข้าถึงพลังแห่งมิติทมิฬได้บ้างเล็กน้อยแล้วด้วย
ความแตกต่างของตรีปราณขั้นต้นและปัญจปราณขั้นสูงคือการควบคุมพลังแห่งมิติทมิฬเมื่อใดที่เข้าสู่ขั้นปราณทะลวงร่างกายกับพลังแห่งมิติก็จะผสานเข้าด้วยกันขยับเพียงนิดดั่งลอยล่องในอากาศ ขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อชมจันทร์เมิ่งฝานถอนหายใจเสียงเบา เขารู้ว่าการเข้าถึงขั้นพลังดังกล่าวนั้นจะทำให้ตนเองสามารถกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนใดสักแห่งต่อให้เป็นพรรควรยุทธ์หรือสถานที่ที่ทรงอิทธิพลก็ยังไม่อยากล่วงเกินหากไม่จำเป็น
แต่สำหรับเมิ่งฝานแล้วนั้น ยังนับว่าอ่อนแออ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากที่คิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็สยบพลังปราณที่กำลังเดือนพล่านอยู่ในร่างกายขณะเดียวกันพลันมีม้วนคัมภีร์ลึกลับและวัตถุดิบมากมายปรากฏขึ้นบนมือ
นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์หลังจากที่บำเพ็ญตนมานาน ในวันนี้เมิ่งฝานก็ต้องการที่จะ...รู้ถึงผลสัมฤทธิ์ของมันแล้ว!