คราบฝุ่นเเถ้าเกาะบางบนถุงหมุดสีขาวเจ็ดชิ้นที่วางอยู่ข้างตัวเตาหลอมชำรุด
หลินเซวียนนั่งนิ่งในความมืดสลัวของเพิงพราง ลมหายใจของเขาขัดห้วงเป็ระยะตามจังหวะชีพจรที่เต้นตุบอยู่ใต้อกขวา ทุกครั้งที่สูดลมหายใจ ลมร้อนปนกลิ่นกำมะถันจาง ๆ จะแล่นผ่านลำคอลงสู่กระดูกเซียนที่ถูกปิดผนึก ความปวดร้าวสะท้อนแ่เบาเหมือนเข็มเหล็กนับร้อยเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นปราณ
ในมุมมืดของเพิง มู่หรานขยับข้อมือที่ถูกพันธนาการด้วยเชือกป่าน เสียงเสียดสีของปมป่านดังสลับกับเสียงลมหายใจหอบถี่ของนาง สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ถุงหมุดไม่วางตา
เยี่ยชิงอีก้าวเข้ามาในเพิง เงาของนางตัดกับแสงตะเกียงน้ำมันสลัวที่แขวนอยู่บนขื่อ “เด็กบ้านเหนือเริ่มชักแล้ว” น้ำเสียงของนางเรียบนิ่ง แต่ปลายนิ้วที่กำด้ามมีดโกนเถ้าสั่นเทา “พิษเถ้าระลอกสิบเก้าซึมเข้าปอดเร็วกว่าปกติ ยาเดิมชะลอไม่ได้แล้ว ช่างเหมืองก็ยังไม่มีผ้ากรองสำหรับเข้าซ้อมแนวค้ำปล่องด้านตก ถ้าไม่มีผงชำระเพิ่ม ก่อนเช้าอาจมีคนเสียชีวิต”
หลินเซวียนไม่ตอบทันที นิ้วมือของเขาเคาะลงบนปากถุงหมุดช้า ๆ สามครั้ง
หินเจ็ดก้อนในถุงแทนแร่ปราณปนเปื้อนเจ็ดชิ้นที่ฝังอยู่ตามจุดพราง ทรัพยากรเหล่านี้คือเชื้อไฟหลักที่จะช่วยฟื้นกระดูกเซียนของเขา และชำระคราบเถ้าสะสมเพื่อยกระดับพลังบำเพ็ญ หากสละออกไป ความก้าวหน้าของเขาจะหยุดชะงัก และร่างที่บอบช้ำจากพิษย้อนจะไม่มีทางฟื้นตัวในเร็ววัน
“มีแร่เหลือเท่าใด” เยี่ยชิงอีถาม
“เจ็ดชิ้น” หลินเซวียนตอบสั้น
“ถ้าใช้สองชิ้นมาหลอมผงชำระ ยอดแร่ของเ้าจะเหลือห้าชิ้น” นางมองหน้าเขา “กระดูกเซียนของเ้าที่ยังไม่ประสานเต็มร้อยจะทนรับแรงกดดันจากการบุกเหมืองไหวหรือ”
“ข้าไม่เป็ไร” เขากล่าวพลางลุกขึ้นยืน
มู่หรานหัวเราะสั้นในลำคอ เสียงหัวเราะแฝงความขมขื่นและประชดประชัน “ไม่เป็ไรหรือ หลินเซวียน เ้ากำลังทำตัวเป็ผู้มีเมตตาั้แ่เมื่อใดกัน? แร่พวกนั้นเ้าเสี่ยงตายชิงมาเพื่อฟื้นพลังตนเอง แต่ตอนนี้กลับจะเอาไปแจกจ่ายให้คนป่วยไร้ค่าที่พร้อมจะขับเ้าออกจากหมู่บ้านทุกเมื่อเนี่ยนะ? เ้ามันโง่สิ้นดี”
หลินเซวียนหยุดยืนข้างกรงขังชั่วครู่ สายตาเ็าของเขามองลอดช่องไม้ไม้ไผ่ที่พาดผ่าน “หากหมู่บ้านล่มสลาย เ้าก็ไม่มีที่ซ่อนตัว”
เขากล่าวเพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินออกไปในราตรีอันมืดมิดใต้ฝนเถ้าตกพรำ
ที่โคนต้นเถ้าคู่ห่างออกไปห้าสิบก้าว ดินโคลนปนเเถ้าแห้งถูกขุดขึ้นมา หลินเซวียนหยิบหินสีดำคล้ำสองก้อนที่มีประกายแร่วาวสลัวขึ้นมาด้วยมือเปล่า ความเย็นจัดและพิษดิบระคายิัจนข้อนิ้วของเขากลายเป็สีเทาหม่น
เขากลับมาที่เพิงพราง โยนหินแร่ทั้งสองลง in เตาหลอม์แตกหัก กลไกเฟืองเหล็กชำรุดครูดคราดส่งเสียงดังสะท้อน in ความเงียบ เสียงเปลวไฟสีครามลุกไหม้กรองไอพิษสีเขียวเข้มพวยพุ่งออกทางช่องระบาย หลินเซวียนต้องโคจรปราณสยบกระแสสะท้อนของเตาหลอมที่ปะทะเข้าดวงจิตจนใบหน้าซีดเผือด
ผ่านไปครึ่งชาม ขวดยาสีชาสามขวดบรรจุผงชำระพิษสีเทาอ่อนถูกวางลงบนโต๊ะไม้
หลินเซวียนทรุดตัวลงนั่ง คราบเถ้าสะสมที่อกขวาขยับขยายวงกว้างออกไปอีกหนึ่งส่วน ความเ็ปลึกแล่นพล่านจนเส้นผมเปียกชื้นด้วยเหงื่อเย็น
---
เช้าวันรุ่งขึ้น ลานดินหน้าเรือนรวมคนป่วยเต็มไปด้วยความเงียบงันปนความกดดัน
ชามดินเผาสามใบที่ละลายผงชำระในน้ำอุ่นวางอยู่บนแคร่ไม้กลางลาน ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งมีกลิ่นหอมสมุนไพรจาง ๆ ทว่าชาวบ้านกว่าสิบคนยืนล้อมวงอยู่ห่างออกไป สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและลังเล
“ผงชำระนี้มาจากการหลอมแร่ปนพิษ” ชายผู้เคยส่งเสียงให้ขับหลินออกจากหมู่บ้านกล่าวพลางชี้มือมาที่ชาม “เขาคือนอกสำนักชิงหลัว ผู้ฝึกวิชานอกรีตที่ใช้เตาประหลาด ใครจะรู้ว่ายานี้ไม่ใช่พิษที่สะกดจิตใจหรือสร้างโรคเพื่อบีบให้เราต้องพึ่งพาเขาตลอดไป? มู่หรานเตือนผ่านคนส่งฟืนเมื่อวานว่า ยาของสำนักมักมาพร้อมราคาที่ต้องจ่ายเสมอ”
เยี่ยชิงอี ก้าวขึ้นหน้า “ยาชำระเถ้าก่อนหน้านี้ก็ใช้ได้ผล คนป่วยในเรือนก็รอดเพราะยาของเขา”
“นั่นมันโอสถชำระขั้นต้นที่คนในเหมืองเคยใช้” ชายผู้นั้นเถียง “แต่ผงสีเทานี่ต่างออกไป สีมันหม่นกว่า ยิ่ง่นี้เขาแอบขุดดินโคลนขุดแร่อยู่ทุกวัน ใครจะรับรองความปลอดภัยได้?”
เสียงถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์เริ่มระงับไม่อยู่
ทันใดนั้น ในเรือนพักด้านหลัง เสียงไอครืดคราดรุนแรงดังขึ้นตามด้วยเสียงเด็กเล็กชักเกร็งจนตัวงอ ใบหน้าของเด็กเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ ลมหายใจขัดห้วงและมีฝุ่นเเถ้าพิษเป็ฝ้าหนาสีดำซึมออกมาตามไรฟันและจมูก อาการวิกฤตลามเข้าถึงปอดส่วนลึกแล้ว
เยี่ยชิงอีรีบวิ่งเข้าไปประคอง แต่เด็กยังคงทุรนทุรายจนเกือบจะสิ้นสติ
หลินเซวียนก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงรวม ท่ามกลางเสียงร้องเตือนและท่าทีระแวดระวังของชาวบ้านรอบตัว เขาไม่ได้เอ่ยคำชี้แจงหรือกล่าวคำมั่นสัญญาใด ๆ
เขาคุกเข่าลงข้างร่างเด็กป่วย ยื่นฝ่ามือซ้ายที่หยาบกร้านทาบลงบนอกเล็ก ๆ ของเด็ก โคจรพลังจากกระดูกเซียนปนเถ้าในร่างของตนเอง ปลุกกระแสเหนี่ยวนำดูดซับแรงดันปราณ
ไอพิษเถ้าสีม่วงคล้ำที่ตกค้างในทางเดินหายใจของเด็กเริ่มเคลื่อนตัวเป็สาย ควันสีคล้ำลอยย้อนออกจากจมูกและปากของเด็ก พุ่งเข้าสู่ฝ่ามือและรูขุมขนบนแกร่งแขนของหลินเซวียนโดยตรง
เส้นเืทั่วท่อนแขนและลำคอของหลินเซวียนปูดนูนและกลายเป็สีเทาเข้มในพริบตา ความร้อนจัดของพิษกำมะถันแผดเผาเส้นปราณของเขาจนสั่นสะท้าน มุมปากมีโลหิตสีดำไหลซึมออกมาหยดลงบนพื้นดิน ทว่าดวงตาของเขาก็ยังคงนิ่งสงบ ไม่แสดงความอ่อนแอแม้เพียงครึ่งส่วน
เมื่อไอพิษสีเข้มในร่างเด็กจางลงจนเกือบหมด หลินเซวียนยกมือขวาหยิบขวดผงชำระพิษดิบที่ยังไม่ได้ละลายน้ำอุ่นกรองละเอียด กรอกเข้าปากของตนเองครึ่งขวดทันทีเพื่อกดพิษร้ายที่เพิ่งรับเข้ามาสู้กับร่างกาย
ควันเเถ้าสีดำพวยพุ่งออกจากปากและิัของหลินเซวียนชั่วครู่ เสียงขบฟันต้านทานความปวดร้าวสะท้อนก้องในโถงอันเงียบกริบ
เด็กป่วยไอออกมาเป็ก้อนเถ้าดำสนิทสองคำ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างที่สั่นชักสงบลง สีหน้ากลับมามีเืฝาดอีกครั้ง
หลินเซวียนยันตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ ทรงตัวมั่นคงด้วยเจตจำนงแกร่ง สายตาของเขามองไปยังชาวบ้านและชายผู้คัดค้านที่ยืนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ลานดินเงียบสนิทลงในทันที ความระแวงและความกลัวสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงความละอายใจที่ฉายชัดบนใบหน้าของชายผู้คัดค้าน เขาคุกเข่าลงกับพื้นหินดินเถ้า ก้มศีรษะลงต่ำ “ข้า... ข้าตรรกะคับแคบประเมินคุณธรรมของท่านต่ำไป”
ชาวบ้านรอบลานเริ่มก้าวเข้ามาหยิบถ้วยยาไปป้อนญาติของตนเองโดยไม่มีใครปริปากทัดทานอีก
---
ใต้เพิงซ่อมไม้ค้ำปล่องเหมืองจำลอง ลมหนาวปนฝุ่นเเเถ้าพัดโชยเข้ามาลึก
ผ้าฝ้ายดิบหลายผืนที่ถูกชโลมและเคลือบด้วยผงชำระพิษแห้งแล้วถูกนำมาผูกแขวนไว้กับคาน ช่างไม้และช่างเหมืองชราสี่คนกำลังทดสอบสวมหน้ากากและใช้เครื่องมือตอกลิ่มไม้ค้ำยัน
“นี่มันดีกว่าผ้ากรองของสำนักเสียอีก” ช่างเหมืองชรายิ้มกว้างขณะลูบเนื้อผ้าที่ทาเคลือบสารชำระพิษ “กลิ่นเถ้าพิษแทบไม่เล็ดลอดเข้ามาเลย ด้วยสิ่งนี้ พวกเราค้ำปล่องฝั่งตะวันตกได้ลึกถึงสามสิบก้าวโดยไม่ต้องกลัวปอดเน่าภายในครึ่งวัน”
หลินเซวียนนั่งอยู่บนขอนไม้ สภาพร่างกายของเขายังคงล้าจัดและผิวแก้มมีรอยเทาเงินจาง ๆ จากอาการพิษย้อน
เยี่ยชิงอีเดินเข้ามาใกล้ นางประคองชามสมุนไพรเย็นที่ทำจากรากไม้ท้องถิ่นซึ่งไร้ปราณแต่ช่วยลดอาการไข้และการอักเสบทางกายภาพ นางแตะผ้าเปียกชุบน้ำสมุนไพรลงบนหน้าอกและข้างแก้มของเขาเบา ๆ “คราบบนกระดูกเซียนของเ้าเข้มขึ้นอีกแล้ว” นางกระซิบ “เ้าแลกราคาแรงเกินไปเพื่อเอาใจคนป่วย”
“หากแผนการไม่มีคนทำ แผนก็เป็เพียงกระดาษ” หลินเซวียนตอบสั้น
“แต่ตอนนี้พวกเขายินดีทำแล้ว” เยี่ยชิงอีมองออกไปข้างนอก “ชายคนที่คัดค้านเ้าเมื่อเช้า อาสานำเยาวชนอีกสี่คนไปช่วยเฝ้ายามลาดตระเวนรอบนอกหมู่บ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสายตรวจสำนักหลุดเข้ามาใกล้เรือนพักของเ้า แผนกับดักสามชั้นของเรามีคนดูแลครบทุกจุดแล้ว”
หลินเซวียนพยักหน้าเงียบ ๆ น้ำสมุนไพรเย็นช่วยบรรเทาความร้อนระอุใต้ิัของเขาได้บ้าง แต่แก่นแท้ของความก้าวหน้าในการเปิดผนึกกระดูกเซียนยังคงชะงักงัน
ถึงกระนั้น แลกกับการที่หมู่บ้านรวมใจเป็หนึ่งและแผนเตรียมการพร้อมขยับ ราคานี้ก็นับว่าคุ้มค่าในทางยุทธศาสตร์
---
บ่ายวันเดียวกัน หลินเซวียนเดินเท้าไปเพียงลำพังยังแนวซ่อนแท่นบัญชีเซียนแตก ใต้เงาหน้าผาหินเถ้าที่แห้งแล้ง
เศษแท่นดินเผาแตกหักเย็นเยียบตั้งอยู่กลางแอ่งดินปนเถ้า หลินเซวียนยื่นฝ่ามือออกไป แตะลงบนผิวที่ขรุขระของแท่นด้วยมือที่ยังมีพลังปราณปนเถ้าเข้มข้นหลงเหลืออยู่จากการดูดซับพิษเมื่อเช้า
ทันทีที่ปลายนิ้วัั รังสีแสงสีเทาเงินวาบสว่างขึ้นจากรอยร้าวของซากดินเผา คลื่นพลังงานกระเพื่อมลึกแล่นตรงเข้าสู่ดวงจิตของเขา ปรากฏสัญลักษณ์อักษรโบราณสะท้อนในสำนึกเด่นชัด:
*“บัญชีลำดับล่าง: ผู้ไร้สิทธิ์ ถูกกวาดล้าง”*
ร่องรอยชื่อเดิมของหลินเซวียนสว่างขึ้นเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะถูกกระแสสีดำหม่นของฝนเถ้าบดบังไว้ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น กระแสพลังงานจากแท่นบัญชีกลับย้อนไหลเข้ามาในร่างของเขา มันช่วยสลายคราบเถ้าสะสมและบรรเทาอาการปวดร้าวในเส้นปราณให้ทุเลาลงอย่างประหลาด
กลไกของเตาหลอม์แตกหักและแท่นบัญชีเซียนมีกลไกเกื้อหนุนกันโดยตรง ยิ่งเขาใช้พลังที่เชื่อมโยงกับบัญชี พลังปราณปนเถ้าในตัวยิ่งสอดประสานและลดผลข้างเคียงลงได้
ทว่าในเวลาเดียวกัน คลื่นพลังงานที่กระจายออกไปเป็วงกว้าง ก็ทำให้เกิดกระแสเหนี่ยวนำข้ามพื้นที่ ปรากฏประกายแสงสีฟ้าสลัววาบตอบรับขึ้นมาจากแนวเหมืองแร่ฝั่งตรงข้ามที่ถูกสำนักชิงหลัวยึดครองไว้
หลินเซวียนรีบดึงมือกลับ แสงบนแท่นดับลงทันที
---
บนแนวหน้าผาหินเฝ้ามอง ปากทางเข้าเขตเหมืองใต้ฝนเถ้าโปรยปราย
หลินเซวียนและเยี่ยชิงอีหมอบตัวอยู่หลังโขดหินใหญ่ สายตาของพวกเขาทั้งสองจับจ้องไปยังแนวปล่องเหมืองล่าง ประกายไฟสีฟ้าจางเพิ่งดับลง ทว่าความเคลื่อนไหวภายในเหมืองกลับผิดจังหวะ
เสียงตอกโลหะเป็จังหวะกระชั้นรวดเร็วและตื่นตระหนกดังแว่วสะท้อนออกมาจากร่องหินลึก มันคือรหัสลับที่ตงไห่เคยตกลงไว้ แต่ความถี่เร่งร้อนกว่าปกติหลายเท่า
*“การตรวจค้นลึก... กำลังจะเริ่ม... ในสามวัน... ห้ามช้า...”*
เสียงเคาะขาดหายไปทันทีตามด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงะโข่มขู่ของยามสำนักชิงหลัวด้านใน
หลินเซวียนขมวดคิ้ว “เวลาของตงไห่เหลือไม่ถึงสามวัน”
“และเวลาของเราก็หมดลงแล้วเช่นกัน” เยี่ยชิงอีกล่าวด้วยน้ำเสียงตึงเครียดพลางดึงแขนของเขาให้ก้มตัวต่ำลงไปอีก
บนยอดเนินหินเถ้าห่างออกไปราวสามร้อยก้าว ปรากฏร่างของยามสำนักชิงหลัวสองคนถือกระจกสะท้อนปราณโบราณขึ้นมาตรวจแนวเครื่องหมายวัดลมเดิม กระจกสัมฤทธิ์ขนาดเท่าแผ่นอกสะท้อนแสงสีทองเข้มข้นหมุนกวาดตรวจจับสัญญาณพลังงานปราณอย่างช้า ๆ
ทิศทางการกวาดแสงสีทองเริ่มหันเหตรงเข้ามายังแนวป่าหินและซากเพิงที่พรางตาที่ตั้งของหมู่บ้านเถาดำอย่างเงียบงัน
หลินเซวียนมองดูแสงทองที่กวาดเข้ามาใกล้ ปลายเล็บขบลงบนหินเถ้าแห้ง ลมซ้อมถอนสิ้นสุดลงแล้ว าชิงเหมืองและแท่นบัญชีเซียนกำลังจะเปิดฉากขึ้นในทันที